ท้องฟ้าสีทองของยามสายอาบลงบนหุบเขาเวทขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบราชธานีของอาณาจักรอัลเทียร์ อีเทอเรีย ทางเดินหินเรียงตัวอย่างประณีตทอดยาวจากแนวป่าเวทจนถึงประตูเมืองทองคำที่เรียกว่า "ประตูแสงนิรันดร์" — และเบื้องหน้านั้น ก็คือกลุ่มของเรย์ที่เพิ่งผ่านสมรภูมิถ้ำเวคาลิทัสมาอย่างยากลำบาก
“ถึงแล้วเหรอ...” เรย์พึมพำขณะมองแสงสะท้อนจากยอดวังที่ลอยอยู่กลางฟ้า
เมืองที่เห็นตรงหน้าราวกับภาพฝัน ถนนปูด้วยหินส่องแสงสีฟ้าอ่อน ลอยตัวขึ้นเล็กน้อยจากพื้นตามแรงเวท วังหลวงตั้งอยู่กลางอาณาเขตลอยฟ้า มีสะพานเวททอดยาวเชื่อมระหว่างชั้นเมืองทั้งห้า ระหว่างทางมีหุ่นเวทรูปมนุษย์นกสีทองบินตรวจตรา ต้นไม้แห่งฤดูกาลผลัดใบเองโดยไม่มีลม ตลาดเวทลอยตัวได้ มีทั้งของกิน ของวิเศษ ยันลูกโป่งคำอวยพรลอยอยู่เหนือศีรษะ
“ไม่แปลกใจเลยที่พวกอาเทเรียลอยากครอบครองที่นี่...” เอลร่าพึมพำเบา ๆ ขณะจ้องแสงระยิบระยับไล่ไปตามเสาเวท
โมกะวิ่งวนรอบฟุตบาทเวทด้วยความตื่นเต้น ก่อนสะดุดขาหมุนตัวกลิ้งสามตลบ… แล้วเด้งขึ้นมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“พี่เรย์ พี่เรย์! ของกินบินได้! ขอลองหน่อยได้มั้ย!?” มิจังชี้ไปที่แผงขายขนมเวทที่ลอยอยู่เหนือลานแสง
เรย์ยิ้มกว้าง “ถ้ามันไม่บินหนีไปก่อนนะ... พี่จะซื้อให้คนละสามลูก!”
เสียงหัวเราะดังขึ้นท่ามกลางลานแสงอาบแดด และที่หน้าประตูเมือง นายพลอาเรสแห่งอัลเทียร์ อีเทอเรีย กำลังยืนรออยู่พร้อมทหารสองนาย
“เรย์ แห่งกิลด์ Accidental Heroes ยินดีต้อนรับสู่ราชธานีของพวกเรา” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เรารู้ว่าเจ้าผ่านอะไรมามาก จงพักผ่อนที่นี่เสียก่อน ก่อนที่... โลกจะเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง”
หลังจากเข้ารับการต้อนรับในท้องพระโรงชั้นล่าง อาเรสพากลุ่มของเรย์ไปส่งถึงเขตพักของนักผจญภัยฝีมือเยี่ยม พร้อมคำสั่งให้ราชองครักษ์เตรียมทุกอย่างให้พร้อม
“เราจะไปตรวจแนวชายแดนต่อ ไม่อาจอยู่ได้นาน แต่เจ้ามีคำสั่งพิเศษจากราชาแล้ว... ว่าเจ้าคือพันธมิตรของอัลเทียร์” อาเรสพูดขณะยื่นตราโลหะสีทองให้เรย์ เรย์รับไว้ก่อนจะยิ้ม
“ถ้าผมไปกินข้าวแล้วไม่มีตังค์จ่าย จะโชว์อันนี้ให้เจ้าของร้านดูแทนได้มั้ยครับ?”
อาเรสกลั้นหัวเราะไม่อยู่ “นั่นก็แล้วแต่เจ้าจะกล้าเสี่ยงชีวิตตัวเองนะ”
ช่วงบ่าย ณ จัตุรัสกลางราชธานี
กลุ่มของเรย์ออกเดินเที่ยวกันอย่างสบายใจเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน
เรย์ เดินคู่กับไอริส พูดคุยเรื่องภารกิจของโลกและทิศทางของพลังดวงดาว
มิจัง จับแขนเสื้อเรย์เบา ๆ เมื่อเห็นเขาคุยสนิทกับไอริส
เอลร่า สลับตำแหน่งไปอยู่ข้าง ๆ มิจัง แอบกระซิบ “ระวังโดนแย่งพี่เรย์ล่ะ”
โมกะ วนเวียนไปตามร้านขนม เดี๋ยวโดนดึงกลับมา เดี๋ยวก็วิ่งหายไปอีก
เหตุการณ์ระหว่างทาง:แวะร้านอาวุธเวทที่เปลี่ยนสภาพตามอารมณ์ผู้ถือครอง
เข้าไปยัง “สวนกระจกสะท้อนอดีต” ที่ทำให้เห็นภาพในความทรงจำ
มิจังเห็นภาพครอบครัวตนเองในหมู่บ้านอิซุนะ ยืนมองเธอจากไกล ๆ ด้วยรอยยิ้ม
เรย์เห็นภาพตัวเองวัยเด็กนั่งเล่นอยู่กับใครบางคนที่หน้าเบลอ
“ที่นี่มัน... ทำให้เห็นสิ่งที่ใจเราคิดถึงที่สุด” ไอริสอธิบายขณะพาร่างตัวเองออกจากเขตเวท
เรย์พึมพำ “งั้นที่ฉันเห็น... คงคือคนที่ฉันยังไม่รู้ว่าคิดถึง”
หลังจากพวกเรย์เดินออกจากสวนกระจกได้ไม่นาน โมกะหยุดเดินกะทันหัน หางชี้ขึ้นสูงอย่างระแวดระวัง มันหันไปมองที่ระเบียงชั้นสองของตึกเวทแห่งหนึ่ง
“หงึ...!”
เรย์เงยตามองตาม แต่ไม่พบอะไร
“เจออะไรเหรอ โมกะ?”
โมกะไม่ตอบ แค่เดินวนรอบมิจังสองรอบแล้วนั่งลงเงียบ ๆ เหมือนจะกันบางอย่างไว้
แต่ในเงามืดของตึกด้านหลัง มีร่างหนึ่งกำลังยืนอยู่ ชุดคลุมสีน้ำเงินอมนิล บนหน้ากากมีสัญลักษณ์ดาวห้าแฉกซ้อนกัน ซ่อนอยู่ในความเงียบ... มองมาที่มิจังไม่วางตา
ค่ำวันนั้น กลุ่มของเรานั่งอยู่บนระเบียงของหอพักนักผจญภัย ชมวิวพระจันทร์เต็มดวงเหนือวังลอยฟ้า
เอลร่าชงชาดอกเวทให้ทุกคน
มิจังนั่งข้างเรย์ มือเธอแตะกับแขนเขาเล็กน้อย โดยไม่ตั้งใจ (หรือเปล่า)
ไอริสเล่าเรื่องในอดีตของอาณาจักร — ช่วงสงครามเวทกับจักรวรรดิเงา
เรย์หัวเราะพลางพูด
“แบบนี้พวกเราก็เหมือนตัวเอกของประวัติศาสตร์เลยสินะ”
เอลร่าถามเสียงล้อเลียน “แล้วใครจะเป็นเจ้าหญิงของพี่ล่ะคะ?”
มิจังหน้าแดง
เรย์ตอบกวน “ขอเป็นเจ้าหญิงน้อยติดกิลด์ละกัน ไม่อยากโดนพระราชาบังคับแต่งงาน”
กลางดึกคืนนั้น มิจังฝันอีกครั้ง…
เธออยู่ในจักรวาลว่างเปล่า ดาวเคราะห์ลอยรายล้อม แต่เธออยู่เพียงลำพัง เสียงหนึ่งดังขึ้น — เสียงเดียวกับในความฝันก่อนหน้า
“ลูเซรา… ผู้ถือแสงแห่งดวงดาว… เจ้าคิดจะเลือกแสง หรือเลือกความว่างเปล่า?”
“จงจำไว้ว่า แสงที่สว่างที่สุด... ก็สร้างเงาที่ดำมืดที่สุดเช่นกัน”
“และถ้าเจ้าปฏิเสธ... ผู้ที่อยู่ในเงา... จะไม่รออีกต่อไป”
ทันใดนั้น ภาพฝันแตกสลาย — มิจังสะดุ้งตื่น เหงื่อท่วมตัว
และนอกหน้าต่างหอพัก — เงาดำกำลังลอยเหนือหลังคา มองลงมาที่เธอด้วยดวงตาสีเทาไร้อารมณ์