เปลือกตาของหมิงจูสั่นไหวหัวใจของเธอเต้นระรัว!
นี่...เธอกำลังถูกเจียงตั่วดันติดกำแพง?
แต่เจียงตั่วเป็นคนหัวโบราณไม่ใช่หรือ?ทำไมถึงได้ทำอะไรแบบนี้เก่งนัก!
นี่เขาตั้งใจจะ...จัดการเธอแล้ว!
เจียงตั่วได้กลิ่นหอมหวานที่อบอวลไปทั่วจมูกสติของเขาชัดเจนขึ้นเล็กน้อย เมื่อรู้ตัวว่าควบคุมตัวเองไม่ได้อีกครั้งเขาก็ถอยหลังไปหนึ่งก้าวทันที และพูดอย่างจริงจังว่า“ออกไปข้างนอกห้ามเรียกมั่วซั่ว ไม่เหมาะสม”
หมิงจูที่เพิ่งกลั้นหายใจไว้ตอนนี้ก็กลับมาหายใจเป็นปกติแล้ว
เธอเอียงคอแล้วยิ้มอย่างช่วยไม่ได้“ได้ค่ะได้ ออกไปข้างนอกจะไม่เรียกมั่วซั่ว ฉันก็แค่...จะเรียกเป็นครั้งคราวที่บ้านเท่านั้นแหละ”
เจียงตั่วเงียบไปจะเรียกที่บ้านก็ไม่ดี เขากลัวว่าจะทนความอ่อนหวานนี้ไม่ไหว เหมือนเมื่อครู่ที่จู่ๆ ก็เกิดอารมณ์ที่ไม่เหมาะสมขึ้น
เขาไม่พูดต่อในหัวข้อนี้แต่บอกหมิงจูว่าตอนเย็นจะพาเฉียวปินมาช่วยทำอิฐดินดิบ แล้วเขาก็ออกไปทำงานต่อ
พอเจียงตั่วไปหมิงจูก็ถอนหายใจโล่งอก แล้วยกมือตบหน้าอกตัวเองเบาๆ
เมื่อครู่เธอยืนหันหลังให้แสงและเมื่อสบตากับเจียงตั่วในชั่วพริบตานั้นเธอก็มีความรู้สึกอยากจะกระโดดเข้าหาเขาอย่างไม่รู้สาเหตุ
คงเป็นเพราะช่วงชีวิตสามสิบปีของเธออดกลั้นมานานเกินไปเมื่อเจอหนุ่มหล่อที่กระตือรือร้น เธอก็เลยอดใจไม่ไหว อยากจะตะครุบเขากินเสียแล้ว
ไม่ได้นะ!แค่ตัวอย่างคนเป็นที่โดดเด่นเล็กน้อยเท่านั้นเองนี่ หมอหมิงต้องใจเย็นเข้าไว้!
ตอนเย็นหมิงจูตั้งใจจะช่วยทำอิฐดินดิบ แต่เจียงตั่วบอกว่านี่เป็นงานที่ต้องใช้แรงเขาไม่ยอมให้เธอช่วย ดังนั้นเธอก็เลยรับผิดชอบงานเบื้องหลังให้ดีที่สุด
พวกเขาเลือกที่ว่างกว้างๆทางทิศตะวันตกของบ้าน หาวัสดุจากท้องถิ่น ขุดดิน สับฟางข้าวแล้วผสมดินกับฟางข้าวใส่น้ำให้เข้ากัน ปล่อยให้ฟางข้าวนิ่มแล้วกวนต่อไปจนกลายเป็นโคลนที่เหนียวหนึบหนับ
เจียงตั่วเอาแม่พิมพ์อิฐดินดิบที่ยืมจากชาวบ้านมาจุ่มน้ำวางลงบนพื้น ใส่โคลนที่ผสมแล้วลงไป กดให้แน่น ใช้ไม้เรียบๆ ปาดหน้าให้เรียบเนียนแล้วก็ยกแม่พิมพ์ออก ทำแบบนี้ซ้ำๆ จนได้อิฐดินดิบมากกว่าหนึ่งร้อยก้อน
จนกระทั่งบริเวณรอบๆไม่มีที่ว่างสำหรับตากอีกแล้ว เขาและเฉียวปินถึงได้หยุด
เจียงตั่วประมาณคร่าวๆว่าการสร้างห้องครัวขนาดพอเหมาะ หักส่วนที่เป็นประตูและหน้าต่างออกจะต้องใช้อิฐดินดิบประมาณห้าร้อยถึงหกร้อยก้อน ดังนั้นตลอดสี่วันถัดมาเขาและเฉียวปินจึงกลับมาหาที่ว่างทำอิฐดินดิบหลังจากเลิกงาน
ส่วนหมิงจูก็ไม่ได้อยู่เฉยๆนอกจากทำอาหารให้พวกเขาและป้าแล้ว เธอยังต้องคอยไปดู‘แปลงผัก’ ของเธออยู่เสมอบางครั้งก็พลิกอิฐดินดิบและนำอิฐดินดิบที่ตากแห้งแล้วเก็บกลับเข้าลานบ้านเพื่อจัดเรียงให้เป็นระเบียบ
ตกเย็นวันนั้นหลังทานข้าวเสร็จ หมิงจูก็ปูที่นอนเรียบร้อยแต่เช้าแล้วนั่งรอเจียงตั่วกลับมาจากไปอาบน้ำที่แม่น้ำ
ทันทีที่เจียงตั่วเข้ามาในห้องเขาก็เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเธอ และดวงตาที่มองมาทางเขาและเดาได้ทันทีว่าเธอมีเรื่องจะพูด
“มีอะไรเหรอ?”
“พรุ่งนี้ฉันจะไปในตัวเมืองหน่อย”
เจียงตั่วคิดถึงถั่วที่แช่อยู่บนเตาในครัวแล้วถามเธอว่า “ไปขายเต้าหู้เหรอ?”
หมิงจูประสานมือเข้าหากันแล้วเริ่มประจบประแจงทันที “ผู้กองเจียงเก่งจริงๆฉันแค่ขยับก้น คุณก็รู้แล้วว่าฉันจะทำอะไร”
เจียงตั่ว“พูดดีๆ!”
เดี๋ยวก็สุภาพเดี๋ยวก็หยาบคาย
หมิงจูหัวเราะคิกคัก“ตอนแรกฉันตั้งใจจะทำเต้าหู้ให้เสร็จตอนเช้าตอนเที่ยงจะปั่นจักรยานเข้าไปในเขตตลาด แล้วค่อยนั่งรถไปตัวเมืองเพื่อขายแต่ฉันก็กลัวว่าจักรยานจะถูกขโมยไปจากเขตตลาด ดังนั้น...พรุ่งนี้ตอนเที่ยงคุณช่วยปั่นจักรยานไปส่งฉันหน่อยสิคะ”
“เต้าหู้ก็ขายได้ที่เขตตลาดหรือในหมู่บ้านนะ”
หมิงจูส่ายหน้า“หมิงต้าโหย่วกลั่นแกล้งฉัน จัดสรรงานที่ทำไม่ได้ให้ก็แค่ต้องการให้ฉันอยู่ว่างๆ ไม่มีคะแนนแรงงาน แล้วหัวเราะเยาะฉันไม่ใช่เหรอ?ฉันจะไม่ยอมให้พวกเขาได้หัวเราะเยาะหรอก!ถ้าอยากทำธุรกิจเต้าหู้ให้ยั่งยืน ก็ต้องไปหาช่องทางการขายที่มั่นคงในตัวเมืองเพราะว่าตัวเมืองมีคนเยอะ แถมยังมีเงินเหลือใช้เยอะกว่าในหมู่บ้านหรือเขตตลาดมาก”
หมิงจูพูดมีเหตุผลเจียงตั่วไม่ได้โต้แย้ง เพียงแต่ถามเธอเสียงทุ้ม “เธอไปขายคนเดียวแน่ใจนะว่าไม่มีปัญหา?”
“อะไรกันคุณกลัวว่าภรรยาตัวน้อยแสนสวยเหมือนดอกไม้ของคุณจะถูกล่อลวงไปเหรอคะ? ไม่ต้องห่วง! ภรรยาของคุณฉลาดจะตาย ไม่มีใครหลอกไปได้หรอกฉันไปเองคนเดียวก็พอ ไม่ต้องรบกวนงานของคุณมากด้วย”
เจียงตั่วลังเลอยู่ครู่หนึ่งสุดท้ายก็ตอบตกลง “งั้นเธอลองไปดูครั้งหนึ่งถ้าไม่ไหวก็กลับมา ครั้งหน้าฉันจะไปเป็นเพื่อน”
หมิงจูดีใจมากเอื้อมมือออกไปกอดแขนของเจียงตั่วอย่างอ่อนหวาน “ผู้กองเจียงของฉันนี่แหละเป็นคนเข้าใจคนอื่นที่สุดฉันนี่โชคดีจริงๆ ที่ได้แต่งงานกับผู้ชายดีๆ แบบนี้!”
ตอนกลางคืนทั้งสองคนอยู่กันตามลำพังในห้องเดียวกัน เธอยังกอดแขนเขาอยู่ความนุ่มนิ่มตรงหน้าอกของเธอสัมผัสกับแขนของเขา...
เจียงตั่วหันหน้าไปอีกทางลำคอขยับเล็กน้อย เขากลั้นหายใจพยายามขจัดกลิ่นหอมหวานที่ยั่วยวนให้เขาคิดฟุ้งซ่านออกไป เสียงของเขาแหบพร่า“ได้เวลานอนแล้ว!”
หมิงจูได้ยินเสียงนั้นเธอก็รู้ว่าตัวเองทำเกินไปแล้ว และอาจจะจุดไฟที่ไม่อาจดับลงให้เขาเสียแล้ว
เธอรีบปล่อยเขาพลิกตัวไปนอนบนหมอน ในใจยังคงมีความตื่นเต้นเล็กน้อย
แน่นอนว่าความตื่นเต้นนี้เป็นเพราะเธอกำลังจะได้เริ่มทำธุรกิจเลยตื่นเต้นมากจนนอนไม่หลับกระทั่งดึกดื่น สุดท้ายก็เผลอกลับไปนอนข้างเจียงตั่วคลอเคลียไปกับเสียงหายใจที่สม่ำเสมอของเขา แล้วค่อยๆ หลับไป
เสียงไก่ขันในวันถัดมาไม่ได้ปลุกหมิงจูให้ตื่นเจียงตั่วต้องเขย่าหลายครั้งกว่าจะปลุกหญิงสาวร่างเล็กที่กำลังนอนทับอยู่บนตัวเขาให้ตื่นได้...
หมิงจูลืมตาขึ้นมองไปที่ชายหนุ่มอย่างงัวเงีย
เธอพลิกตัวอย่างเงียบๆกลิ้งกลับไปที่หมอนของตัวเอง หลับตาลงแล้วบ่นพึมพำ “โอ๊ยทำไมฟ้าถึงสว่างเร็วขนาดนี้นะ... ฉันยังนอนไม่พอเลย”
“งั้นก็นอนต่อเถอะ เต้าหู้ค่อยทำพรุ่งนี้”
พอได้ยินคำพูดนั้นหมิงจูก็ลุกพรวดขึ้นมานั่งทันที แล้วเบะปากพูดว่า “ไม่ได้หรอกค่ะมันจะเสีย นี่มันถั่วตั้งห้ากิโลกรัมเลยนะ ปล่อยให้เสียเปล่าไม่ได้หรอก!”
เห็นท่าทางเอาแต่ใจของเธอเจียงตั่วก็ยิ้มมุมปาก
เขาไม่ได้พูดอะไรมากออกไปอุ่นอาหารเช้า ทิ้งไว้ให้หมิงจูและป้าส่วนหนึ่งแล้วตัวเองทานเสร็จก็ออกไปทำงานก่อน
หมิงจูทานอาหารเช้าเสร็จก็มาที่เครื่องโม่หินนอกบ้านเพื่อโม่ถั่วเหลืองกับน้ำในอัตราส่วนหนึ่งต่อหก
เธอออกแรงหมุนโรงโม่หินพร้อมกับบ่นอย่างหงุดหงิดว่าถ้ามีเครื่องปั่นก็คงจะดี
โม่ถั่วเสร็จก็เอาน้ำถั่วเหลืองมาต้มเสร็จแล้วก็ทำน้ำเกลือโดยการผสมเกลือกับน้ำส้มสายชูในอัตราส่วนหนึ่งต่อสองแล้วนำมาใส่ในน้ำถั่วก่อนที่จะกดให้เป็นก้อน ทำทุกอย่างเสร็จก็เกือบจะสิบโมงแล้ว
เธอมองก้อนเต้าหู้สีขาวนวลที่อยู่ในห่อผ้าแล้วก็ตัดชิ้นหนึ่งมาชิม...
โอ้โห…เต้าหู้ที่ทำจากน้ำพุวิเศษนี่มันสุดยอดไปเลย!
เมื่อถึงเที่ยงวันเจียงตั่วรีบกลับมาเพื่อไปส่งเธอ
ทันทีที่เขาเข้าประตูมาหมิงจูก็รีบยกจานมาหาเขาเหมือนกำลังอวดสมบัติล่ำค่า พร้อมรอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์“พี่ขา มาสิ ชิมเต้าหู้ของฉันหน่อยสิคะ ขาวนุ่มนิ่ม เด้งดึ๋ง...”
เจียงตั่วถึงกับสะอึกเรียกกันแบบนี้ไม่ได้สิ!