บทที่ 16 คุณว่าฉันเหมือนคนไหม?
สวีเจียวไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม เพียงแต่จิบกาแฟด้วยสีหน้าเรียบเฉย
หลังจากหมดเวลาพักสิบนาที ทั้งสองคนก็กลับเข้าไปในห้องนอนพร้อมกัน
เมื่อปรับจูนอุปกรณ์ง่าย ๆ เสร็จแล้ว จางหยางก็พูดด้วยรอยยิ้มว่า "สวัสดีครับเพื่อน ๆ ผู้ชมทุกท่าน ต่อไปเรามาฟังเื่เล่ากันต่อครับ"
[จิงโจวหวังลี่หง ส่ง เรือยอร์ช ให้ห้องไลฟ์ พร้อมส่งข้อความปักหมุด : สตรีมเมอร์ พี่สวีเจียวเสื้อผ้าหลุดลุ่ยแบบนั้นมันเื่อะไรกัน?! สารภาพมาซะดี ๆ ว่านายแอบทำอะไรไม่ดีหรือเปล่า!]
[ซูหางเผิงอวี้เยี่ยน ส่ง เรือยอร์ช ให้ห้องไลฟ์ พร้อมส่งข้อความปักหมุด : บ้าเอ๊ย สตรีมเมอร์ไม่ใช่คน บอกว่าพักผ่อน ที่แท้ก็แอบไปทำเื่ชั่ว ๆ นี่เอง!]
[เจียงหนานหลี่เหลียนเจี๋ย ส่ง จรวด ให้ห้องไลฟ์ พร้อมส่งข้อความปักหมุด : ความแค้นที่แย่งแฟนกัน มันอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้โว้ย บ้าเอ๊ย สตรีมเมอร์ ออกมาสู้กันหน่อยมา]
[ฉางซานจ้าวจื่อั ส่ง เครื่องบิน ให้ห้องไลฟ์ พร้อมส่งข้อความ : ฉัน จ้าวจื่อัแห่งฉางซาน ขออาสาออกรบ]
เมื่อเห็นข้อความล้อเลียนที่หลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด สวีเจียวก็ยิ้มบาง ๆ ราวกับยอมรับเื่บางอย่างโดยปริยาย
กลับเป็จางหยางที่รู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย และพูดว่า "เอาละครับ ต่อไปเรามาเข้าสู่เื่สยองขวัญเื่ที่สองของคืนนี้กันเลยครับ"
ในขณะนี้จางหยางได้เปิดใช้งานทักษะระดับกลาง [การเร้าอารมณ์]
เหตุผลที่เขาไม่ใช้ทักษะนี้ั้แ่เื่แรก ก็เพราะจางหยาง้าให้ความสยองขวัญค่อย ๆ ทวีความรุนแรงขึ้นทีละน้อย
หลังจากผ่านเื่สยองขวัญของรถบัสสาย 375 มาแล้ว ความคาดหวังของทุกคนก็พุ่งขึ้นถึงขีดสุด และพวกเขาจะคิดว่าเื่ที่แล้วนั้นน่ากลัวที่สุดแล้ว
แต่ถ้าในตอนนี้ เื่ต่อไปน่ากลัวกว่าเื่ที่แล้ว อารมณ์ของผู้ชมจะถูกจุดะเิทันที ซึ่งจะทำให้ความนิยมและของขวัญในห้องไลฟ์พุ่งสูงขึ้นยิ่งกว่าเดิม
"เื่นี้มีชื่อว่า...คุณว่าฉันเหมือนคนไหม"
เมื่อจางหยางพูดประโยคที่ว่าคุณว่าฉันเหมือนคนไหมออกมา ข้อความในห้องไลฟ์ก็เริ่มไหลเร็วขึ้นอีกครั้ง
[บ้าจริง ชื่อเื่มีของว่ะ]
[เหมือนคนไหม ก็หมายความว่าไอ้ตัวนั้นไม่ใช่คนสินะ]
[ดีมากสตรีมเมอร์ นายทำให้ฉันอยากรู้จนทนไม่ไหวแล้ว หวังว่าคงไม่ใช่แค่ราคาคุยนะ]
[อมิตาพุทธ ขอพระพุทธเ้าคุ้มครองลูกด้วย]
[ปกติไม่จุดธูปไหว้ พอมีเื่ค่อยมาพึ่งพระพุทธเ้าเนี่ยนะ?]
[พระพุทธเ้ากล่าวว่า : ซวยชะมัด]
จางหยางยิ้มเล็กน้อย รู้สึกว่าข้อความเหล่านี้ช่างน่าสนใจจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม เื่เล่าต้องดำเนินต่อไป จางหยางจึงพูดต่อ
"คุณยายทวดของผมเป็คนที่แก่มากแล้ว ในบ้านเกิดในตงเป่ย ผู้คนมักเรียกหนูขนสีเหลืองว่าพังพอนเหลือง แต่คนที่มีอายุหน่อย กลับเรียกมันอย่างนอบน้อมว่า คุณพังพอน หรือท่านเซียนพังพอนแทน
เพราะมันสามารถก่อกวนหลอกล่อผู้คนได้ และตัวมันเองก็มีอาคมอยู่บ้าง ทุกคนจึงไม่กล้าล่วงเกินมันง่าย ๆ ปีนั้นน่ะ คุณยายทวดของผมยังเป็สาวแรกรุ่น และได้ไปเยี่ยมบ้านเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน
ปรากฏว่า ย่าหยางที่อยู่บ้านหลังข้าง ๆ ถูกพังพอนเหลืองหลอกเข้าให้แล้ว ย่าหยางอายุเจ็ดสิบแปดสิบแล้ว แต่กลับเต้นแร้งเต้นกา ะโไปมาบนเตียงคัง ซึ่งมันดูไม่เหมาะสมเอาเสียเลย
ที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ ตอนนั้นไม่ว่าย่าหยางจะเจอใคร ก็จะทำสีหน้าสยดสยอง แล้วถามคนอื่นว่า 'คุณว่าฉันเหมือนคนไหม' คุณยายทวดเห็นย่าหยางเป็แบบนั้นก็ใแทบตาย จึงรีบไปตามคนมาช่วย
ตอนนั้นที่ต้นหมู่บ้านมีหมอสายธรรมชื่อดังคนหนึ่ง ชื่อว่าหวังป้านเซียน ว่ากันว่าหวังป้านเซียนคนนี้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับพวกเซียนร่างทรงในท้องถิ่น และช่วยแก้ปัญหาให้คนในหมู่บ้านมาแล้วมากมาย
พอหวังป้านเซียนมาดู ก็บอกว่าย่าหยางน่าจะไปล่วงเกินท่านเซียนบางท่านเข้า ถึงได้ติด 'โรค' นี้มา เป็ท่านเซียนที่เข้าสิงร่างย่าหยางเพื่อก่อกวน และไม่ยอมจากไป!
หวังป้านเซียนพูดต่อว่า 'แต่ไม่เป็ไร มีตำรายาสมุนไพรพื้นบ้านที่รักษาโรคนี้ได้ นั่นคือการไปขอแสตมป์เก่าที่ใช้แล้วจากเพื่อนบ้าน ยิ่งเป็แสตมป์ที่มาจากที่ไกลเท่าไหร่ยิ่งดี ให้นำแสตมป์ใส่ในกะละมังแล้วจุดไฟเผา คนที่ป่วยจะหายทันที!'
วันนั้นย่าหยางอาจจะป่วยหนัก ครอบครัวจึงพยายามอย่างมากจนหาแสตมป์มาได้หลายดวง แต่พอเผาจนหมด ท่านเซียนพังพอนก็ยังสิงอยู่ในร่างย่าหยางไม่ยอมไปไหน ตอนนั้นคุณยายทวดหมอบดูเหตุการณ์อยู่ที่ขอบหน้าต่างหลังบ้าน รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว!
พอหวังป้านเซียนเห็นว่าวิธีนี้แก้ไม่ได้ ก็คิดวิธีอีกอย่าง คือให้หาคนที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมาเยอะ ๆ กดตัวคนที่ป่วยให้นอนราบ แล้วใช้เข็มเย็บผ้าแทงลงไปที่ร่องริมฝีปากบน สิ่งที่ก่อกวนอยู่จะยอมแพ้และขอขมาเอง
คุณยายทวดก็นึกถึงคนคนหนึ่งขึ้นมา นั่นคือนายท่านสาม นายท่านสามเป็คนฆ่าหมู ฝีมือไม่ใช่ย่อย เวลาฆ่าหมูเรียกได้ว่าคล่องแคล่วว่องไวมาก ไม่ว่าจะเป็หมูนิสัยดุร้ายแค่ไหน หรือดิ้นรนรุนแรงเพียงใด พอตกอยู่ในมือนายท่านสาม แค่ ฉับ ฉับ สองที มีดตกลงมา หัวหมูก็แยกออกแล้ว!
นายท่านสามก็คือคนที่ปัจจุบันเราเรียกว่าคนขายเนื้อนั่นแหละ มือนายท่านสามเปื้อนเืสัตว์มานับไม่ถ้วน เรียกได้ว่าิญญาที่ตายใต้คมมีดของเขา ถ้าไม่ถึงหนึ่งพันก็ต้องมีถึงแปดร้อยดวงแน่ ๆ
เป็ที่รู้กันว่าสัตว์ก็มีจิติญญา พวกมันสามารถััได้ถึงกลิ่นอายการฆ่าฟันในตัวคน ในฐานะคนฆ่าหมู นายท่านสามมีกรรมจากการฆ่าหนักมาก คนธรรมดามองไม่เห็น แต่สัตว์ััได้!
คนที่กลิ่นอายการฆ่ารุนแรง เวลาเดินจะมีลมพัดตาม ดังนั้นเมื่อนายท่านสามมาช่วยแก้เื่นี้ ทุกคนจึงวางใจ นายท่านสามของคุณยายทวด หลังจากฆ่าหมูตอนกลางคืนเสร็จ ก็รีบบึ่งมาทันทีด้วยความเร่งรีบ
เขาเริ่มจากชะโงกหน้ามองเข้าไปในห้องจากนอกหน้าต่างสองสามครั้ง แล้วพูดกับครอบครัวย่าหยางว่า 'อย่าเพิ่งรีบแทงเข็ม ฉันขอหาไอ้ตัวแสบนี่ก่อน!' จากนั้นเขาก็เดินอ้อมไปที่ห้องเก็บฟืน
ที่นั่นตระกูลหยางกองฟืนไว้มากมาย ตรงที่พิงกำแพงมีแผ่นไม้หนาที่ใช้ทำโลงศพกองอยู่ไม่กี่แผ่น โดยมีกระดาษน้ำมันคลุมไว้ และที่นั่นเอง นายท่านสามเห็นพังพอนเหลืองตัวหนึ่ง กำลังทำท่าเหมือนคนสวดมนต์ โดยเอาอุ้งเท้าหน้าสองข้างประกบกันและสั่นดุ๊กดิ๊กเพื่อก่อกวนอยู่!
ตอนนั้นพังพอนเหลืองหันหลังให้นายท่านสาม ทันทีที่เห็น นายท่านสามก็รู้ทันทีว่าพังพอนเหลืองตัวนี้มีตบะไม่น้อยเลย นายท่านสามรู้ว่าอาจจะรับมือยาก แต่เขาก็ไม่ได้กลัว เพราะฆ่าหมูมาแล้วมากมาย ความเด็ดเดี่ยวของคนฆ่าสัตว์ถูกสร้างขึ้นมานานแล้ว
ตอนนั้น คุณยายทวดก็ยืนอยู่ไม่ไกลจากนายท่านสาม เห็นเขาฉีกยิ้มอย่างบ้าคลั่ง เริ่มจากวิ่งพุ่งตัว แล้วเหวี่ยงมีดฆ่าหมูในมือเป็วงกลมหนึ่งรอบ ก่อนจะ ฟึ่บ! ฟาดลงไปอย่างแรง! พังพอนเหลืองถูกฟันเข้าที่ไหล่ เกือบจะแขนขาดคาที่!
เดิมทีพังพอนเหลืองตั้งใจจะโต้กลับ แต่มันจ้องมองนายท่านสามั้แ่หัวจรดเท้า แล้วจ้องเขม็งไปที่มีดฆ่าหมูในมือนายท่านสาม มันััได้ถึงวิบากกรรมที่อยู่บนมีดเล่มนั้น!
สุดท้ายพังพอนเหลืองก็ยอมแพ้ ไม่กล้าโต้กลับ เพราะรู้ว่าเจอของจริงเข้าให้แล้ว มันร้องจี๊ด ๆ อยู่สองสามที แล้วะโออกทางหน้าต่าง วิ่งหนีไปโดยไม่หันกลับมามอง
จะว่าไปก็น่ามหัศจรรย์ หลังจากที่นายท่านสามฟันพังพอนเหลืองจนาเ็ โรคของย่าหยางก็หายทันที ไม่ร้องไม่เต้น นั่งนิ่ง ๆ อยู่บนเตียง แต่ดูจากท่าทางของเธอ เหมือนจะลืมเื่ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไปจนหมดสิ้น
ตอนนั้นคุณยายทวดคิดว่าเื่นี้จบลงเพียงเท่านี้ แต่ใครจะไปนึกว่า...พังพอนเหลืองน่ะ เ้าคิดเ้าแค้นที่สุด!!!"