บทที่ 1 ตอนที่ 4
ร่างของมนุษย์จำนวนมากร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า ผู้คนทั้งหลายได้มองเห็นแล้วถึงสถานที่ที่พวกมันกำลังจะต้องเผชิญ พื้นที่อันเป็นเขตแดนของอารยธรรมเก่าที่เต็มไปด้วยหมู่ตึกบ้านเรือนที่ล่มสลาย หากด้วยความเร็วในการตกระดับนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าร่างของพวกมันจะต้องตกกระแทกแหลกเหลวหรือไม่ เพียงไม่กี่อึดใจก่อนที่ร่างจะตกกระแทกพื้นดิน จู่ๆความเร็วในตกก็ลดลงจนแทบเหลือ 0 ทำเอาใจของผู้คนทั้งหลายเต้นไม่เป็นจังหวะ โชคดีแล้วที่ไม่มีใครเกิดอาการหัวใจวายจากเหตุการณ์นี้ เมื่อขาได้แตะลงพื้นแล้ว รามจึงได้กวาดสายตามองไปรอบกาย ก็เห็นว่าทุกคนที่ถูกส่งมาในเมืองที่ล่มสลายนี้ถูกแบ่งแยกออกเป็นกลุ่มเล็กๆ ประมาณ 7-10 คนจากการกะด้วยสายตาตอนตกลงมา แต่ไม่ใช่แค่นั้น รามยังสังเกตุเห็นอีกว่าผู้คนที่ตกลงมานั้นมีจำนวนน้อยกว่าตอนที่พบกับภูติน้อยอิลล์ ที่ถูกทำให้ตกลงมาไม่น่าจะมีคนเพียงแค่นี้ มันแค่ประมาณ 10-13% จากผู้คนที่รามเคยเห็นเท่านั้นเอง 'แต่ว่า... ไอ้เหตุการณ์ตอนแตะลูกแก้วมันน่ากลัวจริงๆ... เจ้านกขนาดใหญ่ตัวนั้นกล้าดียังไงถึงมาเผาร่างเราขนาดนั้นเนี้ย' รามอยากที่จะอัดพญาวิหคตนนั้น แต่ก็ทำได้แค่คิดเพราะมองดูจากขนาดตัวก็พอจะรู้ อีกทั้งนี้ไม่ใช่สถานที่ที่เขารู้จัก เจ้าพญาวิหคตนนั้นก็อาจจะมีพลังมากพอๆ กับภูติน้อยอิลล์ก็เป็นไปได้ 'ถ้าหากว่านั้นคือการรับพรสวรรค์ แล้วเราได้รับพลังอะไรมา... นี้มันจะแฟนตาซีมากเกินไปแล้ว' เมื่อพีเอสการ์ดได้ถูกนำมาตรวจสอบอีกครั้ง รามก็ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยภายใน [ทรัพย์นารักษ์ ราม] ความแข็งแรง : 14 หน่วย ความคล่องตัว : 14 หน่วย สัญชาตญาณ : 17 หน่วย สติปัญญา : 20 หน่วย วิญญาณ : 2 หน่วย พรสวรรค์ : [จักรพรรดิวิหคนภาแรก] 'จักรพรรดิวิหคนภาแรก' แค่ชื่อก็บ่งบอกได้ถึงความยิ่งใหญ่อหังการ ยิ่งเมื่อหวนคิดถึงภาพของพญาวิหคตนนั้นก็ยิ่งทำให้รามรู้สึกสั่นกลัวแปลกๆ เขาคิดลงไปได้ยังไงว่าจะต้องการอัดปีศาจตนนั้น? หากจะลงมือทำจริงๆแค่ลมหายใจเดียวของมันก็ทำให้เขาตายได้แล้วมั้ง 'แล้วเราจะใช้มันยังไงล่ะ หรือว่ามันเป็นแค่ของประดับหรือไงกัน?' รามพยายามที่จะลองสะบัดมือไปมา ลองทำท่าทางปล่อยยิงใยเหมือนในหนังแมงมุมแมน หรือท่ายิงลำแสงของมนุษย์ชุดเหล็ก แต่มันก็ไม่มีผลอะไรเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่กำลังทดสอบอะไรบางอย่างอยู่นั้น กลางหน้าอกของรามก็รู้สึกร้อนรุ่มขึ้นอย่างฉับพลัน ประสาทสัมผัสของเขาที่ถูกขัดเกลามาให้สุดยอดทหารได้บ่งบอกถึงอันตราย ชั่วอึดใจเดียวร่างของรามก็ได้หมุนตัวไปด้านข้างพร้อมกับใช้มือขวาตบไปที่อะไรบางอย่าง ซึ่งเมื่อมองจากแสงประกายแล้ว รามพึ่งจะใช้มือขวาของเขาตบไปที่กลุ่มก้อนเปลวเพลิงจนแตกกระจาย! แต่มือขวาของรามกลับไม่รู้สึกอะไรเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่มันทำให้รามรู้สึกอะไรบางอย่างแล้ว ''อ้าว! เป็นมนุษย์งั้นหรอ? รูปร่างอ่อนแอแบบนั้นฉันนึกว่าเป็นพวกมอนเตอร์ซะอีก ฮ่าฮ่าฮ่า!'' เสียงอันกำแหงของชายคนหนึ่งได้ดังขึ้นมา หลังจากนั้นก็ได้มีเสียงหัวเราะของอีกหลายๆ คนดังตามขึ้นมา ''ว้าว! สุดยอดไปเลย นายสามารถปล่อยไฟออกจากมือได้แล้วงั้นหรอ?'' แค่มองดูก็รู้แล้วว่าชายตัวเล็กนี้เป็นพวกขี้ประจบ และหวังจะเกาะผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าขึ้นไป มองดูได้จากน้ำเสียงและการวางตัวของมันที่พยายามจะเข้าใกล้ชายผู้นี้แม้พึ่งจะลงมาได้ไม่ถึง 10 นาที ''เหอะ! กับอีแค่ความสามารถแบบนี้แค่แปปเดี๋ยวฉันก็ใช้มันได้แล้ว แต่ครั้งแรกก็ยากพอตัว ขนาดจะลองทดสอบมันกับไอ้พวกอ่อนแอยังไม่โดนเลย'' เมื่อลองได้มองดูดีๆ แล้วนั้น รามก็พอจะเดาได้ว่ามันค่อนข้างจะเป็นลูกคุณหนูที่ถูกเลี้ยงมาแบบตามใจ แต่ก็พอจะเคร่งในเรื่องของการศึกษา เรื่องความอัจฉริยะของมันนั้นเขาไม่คิดเถียงเบี่ยงประเด็น เพราะด้วยเวลาเพียงไม่นานมันก็สามารถใช้ความสามารถได้ แต่การที่มันนั้นคิดจะใช้เขาเป็นตัวทดลอง ก็ขอบอกตามตรงว่ามันนั้นคิดผิดมากถึงมากที่สุด แต่รามนั้นก็ยังไม่คิดจะจัดการมันในตอนนี้ ส่วนหนึ่งคือเขาต้องขอบคุณมัน ที่ทำให้ตอนนี้รามพอจะใช้พลังของตัวเองได้แล้วเล็กน้อย จากการที่มันทำงานตามสัญชาตญาณที่ปรากฏขึ้นยามมนุษย์ผู้นั้นมีอันตราย ด้วยเหตุผลนี้รามถึงพอจะหักล้างเรื่องเมื่อครู่ได้เพราะเขาเองก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไร อีกอย่างหนึ่ง คือเขาไม่รู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไร หากจะลงมือฆ่าใครไปสักคนก็อาจจะทำให้คนอื่นๆ หมดกำลังใจสิ้นหวังไปได้ ''พวกอ่อนแอก็จะภูมิใจกับความอ่อนแอจอมปลอมของมัน'' รามพูดขึ้นอย่างใจเย็น แค่เพียงเขาเหลือบมองเข้าไปในสายตาของมัน เจตนาฆ่าอันรุนแรงก็พุ่งเข้าปะทะกับร่าง ส่งผลให้ชายผู้นั้นรู้สึกหนาวเย็นขึ้นอย่างผิดปรกติ ''ถ้าไม่ใช่เพราะพวกแกยังมีประโยชน์อยู่ เตรียมขุดหลุมตามขนาดที่ชอบเอาไว้ได้เลย'' ''ทำเป็นอวดเก่งหรือเกินนะ แกที่ยังใช้พลังเหมือนลูกพี่ไม่ได้ก็อย่าปากดีให้มากนัก'' ไอ้คนขี้ประจบคนเดิมเป็นผู้ออกหน้าแทน และตอนนี้มันกลับกล่าวเรียกเป็น 'ลูกพี่' โดยที่อีกฝ่ายดูจะไม่รู้เรื่องว่ารับเป็นลูกน้องตอนไหน แต่คราวนี้รามกลับไม่คิดตอบกลับ เขาเพียงมองมันด้วยสายตาเย็นชาและสาวเท้าก้าวเดินเข้าไปหามันทีละน้อย และตอนนั้นเองชายผู้เดิมก็คิดที่จะต่อสู้กลับ โดยมันได้ยื่นฝ่ามือขวาออกมาและเพ่งสมาธิอย่างหนัก เพียงไม่นานก็เกิดกลุ่มก้อนเปลวเพลิงขนาดเท่าลูกเบสบอลปรากฏขึ้น เป็นสิ่งที่ผิดกฏแห่งธรรมชาติมากมาย ''หนุ่มๆ ฉันไม่คิดว่าตอนนี้พวกเราควรจะมาทะเลาะกันเองหรอกนะ ตอนนี้พวกเราก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเหมือนกันแล้ว ทำไมไม่มาลองนั่งคุยกันเพื่อหาหนทางที่จะเอาชีวิตรอดต่อไปได้ล่ะ?'' ในสถานการณ์ที่กำลังตึงเครียด ชายหญิงคู่หนึ่งที่ดูมีวุฒิภาวะมากก็ได้อาสาเดินเข้ามาอยู่ตรงกลาง เพื่อห้ามไม่ให้เกิดการสูญเสียไปแต่เริ่ม การกระทำนี้ทำเอาชายหนุ่มผู้เย่อหยิ่งรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก ''แล้วถ้าฉันตอบว่าไม่ล่ะ?'' ชั่วอึดใจเดียวชายหนุ่มที่เดินมากับหญิงสาวก็ได้พุ่งปลายนิ้วไปที่ร่างของอีกฝ่าย แต่ปลายนิ้วนั้นอันตรายยิ่ง เพราะมือของเขาปกคลุมไปด้วยขนสัตว์และปลายนิ้วก็ได้มีกรงเล็บอันแหลมคมผิดมนุษย์อยู่เช่นเดียวกัน แต่น่าเสียดายที่เขาไม่ได้เป็นฝ่ายรุกเพียงอย่างเดียว เพราะอีกฝ่ายก็ได้พุ่งฝ่ามือที่มีก้อนเปลวเพลิงหมายจะซัดเข้าใส่ หมับ! ปั้ง! สถานการณ์มันแบ่งแยกอารมณ์กันอย่างชัดเจน รามใช้แขนซ้ายของตนพุ่งไปจับข้อมือที่ปกคลุมด้วยขนเพื่อหยุดการเคลื่อนไหว แต่เขากลับใช้ฝ่าเท้าพุ่งกระแทกใส่ท่อนแขนที่ถือเปลวเพลิงเอาไว้อย่างแรงเพื่อเบี่ยงทิศทาง ก้อนเปลวเพลิงพุ่งออกไปกระแทกใส่กำแพงตึกที่พังทลาย สร้างเป็นรอยไหม้และเขม่าควันบนตัวตึก ''พวกเราทุกคนควรมานั่งคุยกัน ตามที่ผู้หญิงคนนี้บอกจะดีกว่า'' รามไม่ได้คิดที่จะทำอะไรไปมากกว่านี้ เขาปล่อยข้อมือและเดินไปนั่งอยู่บนก้อนปูนที่น่ามามาจากซากตึกเพื่อใช้เป็นเก้าอี้ ตอนนี้อีก 7 คนที่เหลือนั้นมองหน้ากันไปมา แต่ไม่มีการพูดคุยอะไรกันขึ้นเลยแม้สักนิด พวกเขาทั้งหมดเลือกที่จะมานั่งเพื่อจะเริ่มต้นการสนทนากันขึ้น พวกมันทั้งหมดก็คงไม่มีใครที่จะอยากถูกทำร้ายอย่างแน่นอน การพูดคุยกันด้วยสันติวิธีจึงจะเป็นวิธีการที่สมเหตุสมผลที่สุด สำหรับสถานการณ์ของพวกเขาเวลานี้....