ต้าอวี๋ เมืองหลินจี้
คุกกองรักษาการณ์เมือง เขตใต้
ภายในเรือนจำทั้งชื้นและมืดมิด อวลไปด้วยกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้ง ผู้คุมหนุ่มคนหนึ่งเหน็บดาบไว้ที่เอว เดินตรวจตราไปตามห้องขังอย่างไม่รีบร้อน
ชายหนุ่มคนนี้มีนามว่า เฉินเฉิง ใบหน้าซูบตอบ ร่างกายผอมบาง แขนทั้งสองข้างทิ้งลงข้างลำตัว แผ่นหลังค่อมเล็กน้อย ท่าทางการเดินดูโอนเอนเหมือนจะล้มได้ทุกเมื่อหากโดนลมพัดแรง ๆ ถ้าเขาไม่ได้สวมชุดผู้คุมตัวโคร่งนี้อยู่ ใครต่อใครคงคิดว่าเขาเป็เพียงบัณฑิตไส้แห้งที่เอาแต่จมกองตำราจนไม่มีเงินจะกินข้าว
ดวงตาของเฉินเฉิงหรี่ปรือ ดูง่วงซึมไร้ชีวิตชีวา ทว่าภายใต้ท่าทางกึ่งเป็กึ่งตายนี้ ไม่ว่าเขาจะเดินผ่านไปทางไหน เหล่านักโทษต่างพากันก้มหน้าลงด้วยความหวาดกลัว มีนักโทษใหม่บางคนที่ยังไม่รู้ประสีประสาทำท่าจะเอ่ยปากถาม แต่ก็ถูกเพื่อนร่วมห้องขังเอามืออุดปากไว้แน่น จนกระทั่งเฉินเฉิงเดินจากไปไกลแล้ว ถึงได้กระซิบเตือนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"นั่นน่ะ 'อาเฉิงคนโหด' อย่าได้ไปล่วงเกินเขาเด็ดขาด!"
เฉินเฉิงไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง เขาตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเอง เดิมทีเขาเป็ชายหนุ่มจากดาวโลกที่ขยันสร้างเนื้อสร้างตัวจนเปิดบริษัทเล็ก ๆ เป็ของตัวเองได้ ในขณะที่ชีวิตกำลังจะหลุดพ้นจากวงจรมนุษย์เงินเดือนและก้าวสู่จุดสูงสุด เขากลับเมาพับจากการเลี้ยงรับรองลูกค้าจนหลุดมาเกิดใหม่ในโลกใบนี้อย่างไม่คาดฝัน
เ้าของร่างเดิมอายุสิบเจ็ดปี เมื่อครึ่งปีก่อน พ่อของเขาล้มป่วยหนักจนเสียชีวิต เขาจึงได้รับสืบทอดตำแหน่งผู้คุมเรือนจำต่อจากพ่อ
"ผู้คุมงั้นเหรอ? ดูเหมือนจะยิ่งใหญ่ดีนะ นักโทษพวกนี้ก็ทำตัวนอบน้อมเหมือนเห็นผมเป็เ้าชีวิต แต่... งานนี้มันไม่ใช่เื่ดีเลยจริง ๆ!"
เมื่อเดินมาถึงเขตห้องขังนักโทษปะาที่อยู่ลึกสุด เฉินเฉิงก็หยุดฝีเท้าแล้วถอนหายใจออกมาเบา ๆ โลกใบนี้ยกย่องวิถีแห่งวรยุทธ์เป็ใหญ่ มีจอมยุทธ์ที่ฝึกปรือพลังจนตัวเบาเหินเวหาได้ การฆ่าคนสักคนสำหรับพวกเขานั้นง่ายดายเหมือนบี้ลูกเจี๊ยให้ตายคามือ
เมื่อฝึกวิชาจนสำเร็จ ความกระหายเืก็ตามมาเป็ธรรมดา คำกล่าวที่ว่าใช้กำลังอยู่เหนือกฎหมายไม่ใช่เื่เกินจริงเลย เมื่อก้าวพ้นประตูคุกไป ผู้คุมก็เป็แค่คนธรรมดา ใครจะรู้ว่าวันดีคืนดีจะไปสะดุดตาจอมยุทธ์ใจอำมหิตเข้าแล้วถูกบดขยี้เมื่อไหร่ก็ได้
"ฉันต้องหาทางฝึกวรยุทธ์เพื่อเป็นักรบให้ได้ นั่นถึงจะเป็ทางรอดที่แท้จริง"
เฉินเฉิงพึมพำกับตัวเองก่อนจะก้าวเดินไปยังห้องขังด้านในสุด นักโทษชายหัวล้านในชุดนักโทษที่นอนตะแคงอยู่บนกองฟาง ดูเหมือนจะััได้ถึงสายตาของเฉินเฉิง เขาตัวสั่นเทาโดยสัญชาตญาณแล้วรีบลุกขึ้นนั่ง เมื่อเห็นว่ามือของเฉินเฉิงว่างเปล่า เขาจึงลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
"ศิษย์พี่ซิ่วเฉิน สวัสดีครับ" เฉินเฉิงเอ่ยทักเสียงเรียบ
"อาเฉิง ข้าสารภาพหมดทุกอย่างแล้วจริง ๆ!" ศิษย์พี่ซิ่วเฉินพยายามะโบอกด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
เขาอายุยังไม่มาก ดูประมาณยี่สิบสี่หรือยี่สิบห้าปี ชุดนักโทษขาดรุ่งริ่ง ตามตัวเต็มไปด้วยรอยเื ิัที่โผล่พ้นร่มผ้าหลายจุดมีรอยไหม้จนส่งกลิ่นเหม็นไหม้ออกมา สิ่งเดียวที่ยังคงสภาพดีอยู่คือใบหน้า มันเป็ใบหน้าที่งดงามอย่างยิ่ง ผิวขาวนวล คิ้วคมเข้มดั่งพญาหงส์ ดวงตาเป็ประกายดูน่าสงสาร แม้แต่สตรีที่งามที่สุดเห็นแล้วยังต้องรู้สึกอาย
"ลองคิดดูอีกทีเถอะ ถ้าตัดสินใจได้แล้วค่อยพูด"
เฉินเฉิงตอบอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะหันหลังเดินจากไป หลังจากตรวจตราห้องขังเสร็จ เขาได้พบกับพะทำมะรงเจียงที่กำลังนำผู้คุมกลุ่มหนึ่งคุมตัวชายแต่งกายชุดชาวยุทธเข้ามาในเรือนจำพอดี
"อาเฉิง ไปรับเงินเดือนของเ้าซะ รับเสร็จแล้วก็มาหาข้าที่ห้องสอบสวน" พะทำมะรงเจียงเรียกสั่ง
"รับทราบครับ"
เมื่อเดินออกมาจากที่ทำการเสมียน เฉินเฉิงยืนอยู่ที่หน้าประตูเรือนจำ พลางชั่งน้ำหนักถุงเงินที่ดูลีบแบนในมือด้วยสีหน้าลำบากใจ เขาเป็เพียงผู้คุมระดับล่าง เงินเดือนต่อเดือนคือแปดตำลึงเงิน หรือเท่ากับแปดร้อยอีแปะ
ในยามปกติ เงินจำนวนนี้พอเลี้ยงครอบครัวสามสี่คนได้ทั้งเดือน แต่ในอาณาจักรต้าอวี๋ยามนี้ที่เผชิญกับทุพภิกขภัยต่อเนื่อง ราคาข้าวสารแป้งหมี่และน้ำมันพุ่งสูงขึ้น แม้ครอบครัวเฉินจะมีเพียงสองคน แต่ก็คงต้องประหยัดกันจนตัวลีบ
"ลำบากจริง ๆ"
ลมหนาวพัดวูบมา เฉินเฉิงหดคอลงโดยไม่รู้ตัวพลางเงยหน้ามองฟ้า อากาศที่เคยปลอดโปร่งกลับมืดครึ้มลงในพริบตา ตามมาด้วยเสียงลมหวีดหวิวและสายฝนที่เย็นเยือกเจือไปด้วยเกล็ดหิมะที่เริ่มตกลงมา
"อากาศบ้าอะไรเนี่ย อยู่ดี ๆ หิมะก็ตก?"
"ใครจะไปรู้ล่ะ เพิ่งจะเข้าฤดูหนาวหิมะก็ตกหนักขนาดนี้ เร็วกว่าปีที่แล้วตั้งสิบวัน!"
"หิมะท่าทางจะตกอีกหลายวันแน่"
"ปีนี้หนาวกว่าปีก่อน ๆ เกรงว่าจะเป็ภัยหนาวอีกปี คงใช้ชีวิตกันลำบากแน่!"
เหล่าหญิงชาวบ้านจากตรอกต้นไทรที่ชวนกันออกไปเก็บฟืนนอกเมืองต่างพากันส่งเสียงจ้อกแจ้กพลางรีบเร่งฝีเท้าเข้าหมู่บ้านเพื่อกลับไปยังเรือนชานของตน
เด็กสาวคนหนึ่งพยายามกึ่งลากกึ่งแบกมัดกิ่งไม้แห้งขนาดใหญ่ เดินรั้งท้ายเพื่อนฝูงอยู่อย่างทุลักทุเล เธออายุราวสิบสามหรือสิบสี่ปี ร่างกายผอมเล็ก ใบหน้ามอมแมมไปด้วยดินโคลนและฝุ่น กระโปรงผ้าป่านตัวบางชุ่มไปด้วยเหงื่อ ฝน และหิมะ
"เสี่ยวหว่าน ใกล้ถึงบ้านแล้ว เดี๋ยวป้าเอาฟืนไปเก็บเสร็จจะมาช่วยนะ"
หญิงวัยกลางคนที่เดินนำอยู่สวมชุดผ้าป่านหยาบ ๆ แบกฟืนมัดใหญ่ไว้บนหลังเช่นกัน
"ไม่เป็ไรจ้ะป้าชุ่ยฮวา ป้าไปทำธุระของป้าเถอะ ฉันไหว"
มู่เสี่ยวหว่านเผยรอยยิ้มที่แฝงความดื้อรั้นออกมา
"งั้นก็ตามใจ ถ้า้าคนช่วยก็ะโบอกละกัน" ป้าชุ่ยฮวารู้ดีว่ามู่เสี่ยวหว่านเป็คนนิสัยเด็ดเดี่ยว จึงกำชับอีกคำแล้วรีบเร่งฝีเท้าจากไป
"จ้ะ" มู่เสี่ยวหว่านพยักหน้า แล้วก้มหน้าก้มตาลากมัดฟืนต่อไป
เดินไปได้ไม่ไกล ชายร่างสูงผอมหน้าปรุคนหนึ่งพร้อมกับเด็กชายอายุประมาณสิบขวบก็เดินท่าทางกร่างออกมาจากในตรอก ชายหน้าปรุชื่อว่า หม่าลิ่ว เป็นักเลงเ้าถิ่นที่วัน ๆ ไม่ทำมาหากิน ถนัดแต่ลักเล็กขโมยน้อยและทำเื่สกปรก ส่วนเด็กชายคือลูกชายของแม่หม้ายเถียน ชื่อเล่นว่า เออเหลิงจื่อ
มู่เสี่ยวหว่านจำพวกเขาได้และไม่อยากหาเื่ใส่ตัว จึงหลบไปข้างทางตั้งใจจะรอให้พวกเขาผ่านไปก่อน
"อ้าว นี่มันน้องสาวบ้านเ้าเฉิงรองนี่นา แหม ยิ่งโตยิ่งสวยขึ้นทุกวันนะเนี่ย"
"แบกฟืนเยอะขนาดนี้หนักล่ะสิ ให้พี่ลิ่วช่วยไหมจ๊ะ?"
หม่าลิ่วเดินเข้าไปหามู่เสี่ยวหว่าน พลางกวาดสายตามองอย่างหยาบคายและเอ่ยปากแทะโลม
"ไสหัวไปให้พ้น!"
มู่เสี่ยวหว่านะโตวาดเสียงดังลั่นไปครึ่งตรอก
"โอ้โห! ดุเสียด้วย! เ้าเฉิงรองมันก็ขี้โรค ได้ข่าวว่า่นี้ป่วยอีกแล้วไม่ใช่เหรอ? ระวังจะตายวันตายพรุ่งนะ ถ้าเกิดเื่ขึ้นมาจริง ๆ อย่าลืมมาเรียกพี่ลิ่วไปช่วยฝังศพล่ะ ไม่ต้องห่วง พี่ลิ่วใจดี ไม่คิดเงินหรอก" หม่าลิ่วไม่ได้โกรธ แต่กลับเย้ยหยันด้วยรอยยิ้มเสแสร้ง
มู่เสี่ยวหว่านโกรธจัด เธอชักไม้สั้น ๆ ออกมาจากมัดฟืนแล้วกำไว้แน่น
"หม่าลิ่ว แกกล้าแช่งพี่เฉิงของฉันเหรอ? อยากตายนักใช่ไหม?"
คนในละแวกนั้นได้ยินเสียงเอะอะต่างพากันชะโงกหน้าออกมาจากรั้วบ้านเพื่อดูเหตุการณ์ เมื่อเห็นมู่เสี่ยวหว่านท่าทางเอาจริง หม่าลิ่วก็เริ่มขยาด เห็นท่าว่าไม่ได้เปรียบจึงถ่มน้ำลายลงพื้นแล้วทำท่าจะเดินหนีไปพร้อมกับเออเหลิงจื่อ
"ฝากไว้ก่อนเถอะนังเด็กบ้านเฉิน! เออเหลิงจื่อ ไปเว้ย!"
ทั้งสองเดินไปได้ไม่กี่ก้าว หม่าลิ่วก็กระแอมไอแล้วสะกิดเออเหลิงจื่อ พลางพยักพเยิดหน้าไปทางก้อนหินบนพื้น ในฐานะนักเลงเ้าถิ่น เขาจะยอมเสียหน้าให้เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ได้อย่างไร ถ้าเื่นี้หลุดไป เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
เ้าเออเหลิงจื่อนั้นหัวทึบแต่ก็คลุกคลีกับหม่าลิ่วมานานจนรู้ใจว่าอีกฝ่าย้าให้แสดงอำนาจ มันจึงก้มลงเก็บก้อนหินแล้วปาใส่มู่เสี่ยวหว่านทันที
มู่เสี่ยวหว่านเพิ่งจะแบกฟืนขึ้นหลังจึงตั้งตัวไม่ทัน เธอหลบไม่พ้น ได้แต่ก้มหน้าลงโดยสัญชาตญาณ แต่ก็เคราะห์ร้ายถูกหินกระแทกเข้าที่หน้าผากอย่างจัง
พอกว่าเธอจะเอามือกุมแผลแล้วมองหาหินจะปาโต้กลับ เ้าเออเหลิงจื่อก็วิ่งหนีไปไกลแล้ว พร้อมกับะโล้อเลียนว่า "นังเด็กตัวซวย โดนเข้าไปแล้ว นังเด็กตัวซวย!"