ไม่อยากเป็นแล้ว ตัวเอกของเรื่อง

    ตอนที่ 30 เดินทางไกล

            ฟ้ายังไม่ทันสางทายาทสกุลหลินทั้ง 25 คนก็ออกเดินทางแล้ว พวกเขาไม่จำเป็นต้องร่ำลาใครหรือรอให้ใครมาส่งเพราะทั้งหมดได้ทำไปแล้วตั้งแต่เมื่อวาน

            เมื่อไปถึงเนินเขาที่อยู่บริเวณชายเขตแดนเมืองเป่ยถัง ลูกหลานสกุลหลินทั้งหมดก็หันกลับมามองทางด้านหลัง ดวงอาทิตย์ลอยสูงขึ้นพ้นขอบฟ้า ส่องแสงสีแดงจางๆ สะท้อนอยู่เป็นฉากหลังให้กับเมืองเป่ยถังที่เวลานี้ดูเงียบสงบ ต้นไม้ใบหญ้าไหวเบาๆ เป็นริ้วตามกระแสลมที่พัดมาอ่อนๆ เป็นภาพที่งดงามมากจนพวกเขาเผลอยิ้มบางเบาออกมา

            “อย่างน้อยก็คงสามถึงห้าปีกว่าพวกเราจะได้กลับมาอีกครั้งข้าจะจดจำภาพนี้เอาไว้” หลินเหม่ยเจวี๋ยรำพัน

            หลินซ่งสวินซึ่งบัดนี้รับบทบาทเป็นผู้นำกลุ่ม ปล่อยให้พวกเขายืนเหม่อมองกันอีกชั่วครู่ก็เอ่ยเตือน 

            “จากนี้จะเข้าเขตป่าแล้ว จะใช้เวลาราว 20 วันถึงจะเข้าเขตเมืองเซินถู แบ่งกลุ่มกันดูแลผู้หลอมโอสถให้ดี และจงระมัดระวังตัวตลอดเวลา”

              มีผู้ฝึกยุทธ์ 14 คน ผู้หลอมโอสถ 11 คน การคุ้มครองความปลอดภัยให้กันจึงไม่ใช่เรื่องยาก พวกเขาจับคู่กันหนึ่งต่อหนึ่งได้อย่างสบาย ผู้ฝึกยุทธ์อีกสามคนที่เหลือ ก็ให้ล่วงหน้าไปก่อนเล็กน้อยเพื่อสำรวจเส้นทาง

            “ใกล้ค่ำแล้ว พักกันก่อนเถิด พรุ่งนี้เช้าค่อยเดินทางต่อ” หลินซ่งสวินที่เดินอยู่ด้านหน้าเอ่ยพลางชี้มือไปทางต้นไม้ใหญ่ ที่ทางด้านบนมีผาหินยื่นออกมา ใช้บังลมบังฝนได้พอดี

            “พวกเราจะอยู่เวรแรกเอง กินอาหารกันแล้วพวกเจ้าก็พักกันก่อนเลย” บุรุษหนุ่ม 4 คนอาสาขึ้นมา

            พวกเขามีเสบียงเป็นอาหารแห้งมาคนละไม่มาก จริงๆแล้วผู้ฝึกปราณจะอดอาหารได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แล้วแต่ระดับการฝึกฝนของแต่ละคน แต่ก็ยังจำเป็นต้องดื่มกินไม่ใช่งดอาหารไปเลย  สำหรับหลินหนิงชินผู้มีจี้มิติเก็บของย่อมสะดวกสบายกว่าผู้ใดมากนัก อาหารที่นางเก็บไว้ในมิติยังคงสภาพสดใหม่อยู่เสมอ นางจึงนำออกมามอบให้กับพี่ชายของนางทั้งสองคนและหลินไฉ่หง ส่วนคนอื่นนางไม่ได้แบ่งปันพื้นที่นี้ให้ นางอยากให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตตามปกติได้เอง โดยไม่ต้องคอยพึ่งพาแต่ของวิเศษ แน่นอนว่าหากมีเรื่องจำเป็นจริงๆนางย่อมให้ความช่วยเหลืออยู่แล้ว

            เช้าวันต่อมาทุกคนก็เดินทางกันต่อ เป็นเช่นนี้ไปตลอดอีก 20 วัน พวกเขาจะพักกินอาหารเพียงแค่วันละหนึ่งครั้ง ในเวลาค่ำที่ต้องหยุดเดินทางเพื่อพักผ่อน  

            ผู้หลอมโอสถส่วนใหญ่ไม่เคยเดินทางออกนอกเมืองเป่ยถังจึงค่อนข้างวิตกกังวลอยู่ตลอดเวลาจนไม่กล้าหยุดพักบ่อยนัก จนในที่สุดก็เข้าเขตตัวเมืองเซินถู หลินเหม่ยเจวี๋ยกับจงเป่าเป้ยถึงกับเข่าทรุด ลงไปนั่งคุกเข่าอย่างเหนื่อยอ่อน พวกนางไม่เคยเดินทางไกลขนาดนี้มาก่อนเลย

            “ฮ่าๆๆๆ ข้าจะได้อาบน้ำดีๆสักรอบแล้ว” เสียงผู้ฝึกยุทธ์คนหนึ่งตะโกนอย่างดีใจ 20 วันมานี้ พวกเขาทำได้เพียงใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าเช็ดตัว เดินทางโดยไม่หยุดเหงื่อไคลก็มีไม่น้อย รู้สึกขยะแขยงตัวเองเป็นอย่างยิ่ง

            “พี่ซ่งสวินพวกเราจะพักที่โรงเตี๊ยมกันใช่ไหมขอรับ” หลินตงฟางถามอย่างรอคอยคำตอบ เขาก็อยากอาบน้ำและนอนพักดีๆสักคืนหนึ่งเช่นกัน

            “หาโรงเตี๊ยมพักสักสามวันแล้วกัน พวกเรายังต้องหาซื้อเสบียงเพิ่ม หลายคนก็ต้องรักษาบาดแผล” หลินซ่งสวินเห็นมีพวกผู้หลอมโอสถหลายคนที่เท้ามีแผลพุพอง จากการเดินในระยะทางไกล จึงจำเป็นต้องพักอยู่ที่เมืองเซินถูก่อน

            เมื่อหาโรงเตี๊ยมได้แล้วต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน โดยผู้ฝึกยุทธ์ที่เป็นบุรุษก็จะพักกันห้องละ 3-4 คน หลินเจียวหย่งกับภรรยาย่อมพักร่วมกันเพียงห้องเดียว ครั้งนี้มีทายาทสกุลหลินที่เป็นสตรีเดินทางมาทั้งหมด 4 คน หลินเหม่ยเจวี๋ยและหลินหนิงชินย่อมพักห้องเดียวกัน 

            ส่วนสตรีผู้ฝึกยุทธ์ร่วมห้องอีกคนมีชื่อว่า หลินชิงเยียน นางได้เป็นคู่ดูแลหลินเหม่ยเจวี๋ยมาตลอดทาง ชิงเยียนอายุ 20 ปี น้อยกว่าหลินเหม่ยเจวี๋ย 2 ปี เป็นสตรีที่ช่างพูด ร่าเริงแจ่มใส ใจกล้า จับคู่ได้พอดีกับหลินเหม่ยเจวี๋ยซึ่ง อยากจะพูดเล่นบ้างแต่ไม่กล้า เพราะตนเองถือว่าเป็นคนลำดับรุ่นอาวุโสกว่า คำพูดอย่างใจกล้าหลายคำของชิงเยียนจึงประหนึ่งพูดแทนนางได้อย่างตรงใจนัก

            “อาบน้ำแล้วพวกเราก็ออกไปเดินเล่นข้างนอกกันสักหน่อยดีไหม” หลินชิงเยียนชักชวนสองสาว

            “ข้าไม่ไปหรอกเจ้าค่ะ ท่านอาหญิงกับพี่ชิงเยียนไปกันเถิด ข้าอยากนอนพัก อีกอย่างหากข้าไปพี่ซ่งอวี้กับพี่ไฉ่หง ก็ต้องตามไปด้วยอีกพวกท่านจะหมดสนุกกันเปล่าๆเจ้าค่ะ”

            “อื้ม…..เช่นนั้นก็ปิดประตูให้ดี อาหญิงจะซื้อขนมมาฝากเจ้าแล้วกันนะ”

            “เจ้าค่ะ” หลินหนิงชินรับปากแล้วก็เดินไปปิดประตู นางไม่คิดจะไปไหน เพราะนางคิดได้ว่านางได้ละเลยเรื่องสำคัญไปเรื่องหนึ่ง

            ก่อนหน้านี้ผู้หลอมโอสถทุกคนที่ตระกูลหลินล้วนฝึกฝนเป็นผู้ฝึกยุทธ์มาก่อน หลังจากที่นางมาพวกเขาจึงได้เปลี่ยนสายการฝึกมาเป็นผู้หลอมโอสถ บางคนก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นต้น ขั้นกลาง หรืออย่างหลินเหม่ยเจวี๋ยก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูงแล้วด้วยซ้ำ การเดินทางครั้งนี้พวกเขาจึงไม่เหนื่อยอ่อนเท่าไรนัก แต่ตัวนางเองไม่เคยฝึกฝนวิชายุทธ์ใดๆเลย หากว่าไม่ได้ดื่มน้ำทิพย์มาตลอดทาง นางไม่อาจไล่ตามพวกเขาทันได้เลย

            “พลังปราณสะสมในร่างกายของข้า น่าจะเพียงพอที่จะยกระดับไปได้ถึงผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกลาง เช่นนั้นคงต้องคัดลอกวิชายุทธ์บางอย่างก่อนแล้วล่ะ ยังอีกนานกว่าจะถึงเมืองผิงอัน น่าจะพอยกระดับไปได้ถึงผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูง”

            จากนั้นนางก็เข้าไปในมิติเลือกวิชายุทธ์ที่เหมาะกับสตรี 2-3 กระบวนท่า กับตำราฝึกยุทธ์อีกหลายเล่ม และทำการ "คัดลอก" ให้กับตัวเองทันที

            ผู้ฝึกปราณแต่ละคน ส่วนใหญ่จะเลือกฝึกฝนเพียงสายเดียว เพียงแค่ต้องสะสมพลังปราณอย่างลำบากสำหรับการฝึกฝนเพียงสายเดียวก็ยากแล้ว หากต้องฝึกฝนสองสายไปพร้อมกันนั่นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะยังต้องฝึกฝนด้านการหลอมโอสถ หรือด้านวิชายุทธ์อีก ไม่มีเวลามากพอสำหรับการทำสองอย่างไปพร้อมๆกัน

            สำหรับผู้หลอมโอสถส่วนใหญ่เพียงแค่มีวิชายุทธ์ติดตัวไว้เพื่อป้องกันตัวนั่นก็เพียงพอแล้ว แต่หลินหนิงชินนางทำได้มากกว่านั้นเพราะการฝึกฝนของนางเสียเวลาเพียงแค่กล่าวคำว่า “คัดลอก” แม้จะยังไม่มีประสบการณ์จริง แต่นี่ก็ทำให้นางแข็งแกร่งขึ้นมาได้อีกระดับหนึ่ง

    ……….

            ตลาดเมืองเซินถู

            หลินเหม่ยเจวี๋ยและหลินชิงเยียน ในมือถือขนมน้ำตาลคนละชิ้นเดินไปกินไป หันมองทางนั้นทางนี้อย่างตื่นตาตื่นใจ ผู้คนเมืองเซินถูส่วนใหญ่จะทำการค้าไม้แปรรูปจำพวกเครื่องเรือน ตู้ เตียง หรือของชิ้นเล็กอย่างถังไม้ อ่างล้างมือ บ้างก็เป็นพวกเครื่องจักสานที่ทำจากไม้ไผ่ มีมากมายหลายร้าน ออกแบบและลงสีกันได้อย่างสวยงาม 

            ร้านจำหน่ายข้าวปราณก็มีแต่คุณภาพด้อยกว่าข้าวปราณจากเมืองเป่ยถัง บางร้านก็มีข้าวคุณภาพสูงเขียนป้ายบอกอย่างชัดเจนว่าเป็นข้าวปราณคุณภาพสูงจากเมืองเป่ยถัง ราคาชั่งละ 180 เหรียญทองแดง สูงกว่าที่เมืองเป่ยถังขายถึง ชั่งละ 60 เหรียญทองแดง ซึ่งก็ไม่แปลกหากเจ้าอยากได้ข้าวราคาถูกก็เดินทางไปซื้อที่เมืองเป่ยถังกันเอาเองเถิด

            “น้องสาว พวกเจ้าคงมาจากต่างเมืองล่ะสิท่า พี่ชายไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย ให้พี่ชายเดินเล่นเป็นเพื่อนให้หายเหงาดีหรือไม่” ชายผู้ที่มีเส้นผมยุ่งเหยิง ฟันเหลือง ตะโกนกล่าวทักสตรีสองนางที่เดินถือขนมน้ำตาลในมือ ด้านหลังของชายฟันเหลือง มีกลุ่มชายฉกรรจ์อีก 5-6 คนหัวเราะครื้นเครง ทำหน้าตาท่าทางน่ารังเกียจเป็นลูกคู่

            “ปากสุนัข พ่นคำออกมาแต่ละคำไม่ต่างกับสุนัขเห่าหอน” หลินชิงเยียนกล่าวขึ้นมาทันควัน

    “เหอะ!! นังตัวดี ปากดีๆเช่นนี้เห็นทีพี่ชายต้องสั่งสอนเจ้าสักหน่อยกระมัง” ชายฟันเหลืองเดินปรี่เข้ามาทางสตรีสกุลหลินทั้งสอง คนข้างหลังอีก 5-6 คนก็เดินตามเข้ามา