หลังจากที่ทั้งคู่เดินทางไปกราบไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดชื่อดังริมแม่น้ำเ้าพระยาเพื่อความเป็สิริมงคลเสร็จสิ้น เพียงฟ้าก็ทำหน้าที่ไกด์กิตติมศักดิ์ พาชายหนุ่มเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองอีกครั้ง เป้าหมายต่อไปของพวกเขาคือ 'ห้างสรรพสินค้า เดอะ ลักซ์ (The Luxe)' ห้างหรูระดับซูเปอร์ไฮเอนด์ที่เป็ศูนย์รวมไลฟ์สไตล์ของคนเมือง
เมื่อทั้งสองคนก้าวเท้าเข้ามาภายในอาคารปรับอากาศที่เย็นฉ่ำและตกแต่งอย่างหรูหราอลังการ การปรากฏตัวของพวกเขาก็ดึงดูดสายตาของผู้คนรอบข้างได้แทบจะในทันที
เพียงฟ้าในชุดเดรสรัดรูปสีครีมที่ขับเน้นทรวดทรงองค์เอว ท่วงท่าการเดินที่สง่างาม และใบหน้าสวยสะกดที่ถูกแต่งแต้มมาอย่างพิถีพิถัน ทำให้เธอดูโดดเด่นราวกับนางแบบที่กำลังเดินอยู่บนรันเวย์ ผู้คนจำนวนไม่น้อยต่างพากันเหลียวมองหญิงสาวด้วยความชื่นชมและหลงใหล
ทว่า เมื่อสายตาของคนเ่าั้เลื่อนไปมอง 'ผู้ชาย' ที่เดินเคียงคู่มากับเธอ ปฏิกิริยาของพวกเขากลับเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
หลายคนมีสีหน้าประหลาดใจ บางคนแอบขมวดคิ้วและหันไปซุบซิบนินทากับเพื่อนข้างๆ แม้ว่าธีร์จะมีใบหน้าที่หล่อเหลาคมคายและมีรูปร่างสูงใหญ่ที่ดูดีมาก ทว่าชุดเสื้อเชิ้ตสีดำเรียบๆ กางเกงผ้าธรรมดา และรองเท้าผ้าใบที่เขาใส่นั้น มันช่างดูขัดแย้งและเรียบง่ายเกินไปเมื่อมาเดินเคียงข้างกับผู้หญิงที่ดูสมบูรณ์แบบั้แ่หัวจรดเท้าอย่างเพียงฟ้า สายตาของคนรอบข้างที่มองมาจึงเต็มไปด้วยความกังขาและจับผิด ประหนึ่งว่าเขากลายเป็สิ่งแปลกปลอมในสถานที่แห่งนี้
ธีร์รับรู้ได้ถึงสายตาเ่าั้ แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้ใส่ใจหรือเก็บมาคิดให้รกสมอง เขาเดินล้วงกระเป๋ากางเกงไปตามทางเดินหินอ่อนอย่างสบายใจ สายตากวาดมองร้านรวงแบรนด์เนมต่างๆ ที่ตั้งเรียงรายอยู่สองข้างทาง ทั้งร้านเครื่องประดับเพชร นาฬิกาหรู และร้านเสื้อผ้า
จนกระทั่งสายตาของเขาไปสะดุดเข้ากับ 'ร้านสูท' แบรนด์ดังระดับโลกแห่งหนึ่งที่ตั้งโชว์อยู่ในห้าง ชายหนุ่มมองชุดสูทที่ถูกสวมอยู่บนหุ่นโชว์หน้าร้านด้วยความสงสัยบางอย่างในใจ
เพียงฟ้าที่เดินอยู่ข้างๆ สังเกตเห็นว่าชายหนุ่มเอาแต่มองร้านนู้นร้านนี้เงียบๆ จึงเอ่ยทักขึ้น
"จริงสิคะ นี่ก็น่าจะเที่ยงแล้ว... เราหาอะไรทานกันหน่อยดีไหมคะ?"
ธีร์ละสายตาจากร้านสูท หันมาพยักหน้ารับ "ครับ"
"แล้วคุณอยากจะทานอะไรดีคะ?" เพียงฟ้าเอ่ยถามพลางหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเตรียมค้นหาร้านอาหาร "ในห้างนี้มีร้านอาหารชื่อดังเยอะแยะเลยนะคะ ทั้งอาหารญี่ปุ่น อาหารฝรั่งเศส หรือถ้าอยากทานอาหารไทยต้นตำรับก็มีค่ะ"
"อะไรก็ได้ครับ" ธีร์ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ผมทานได้หมด"
เพียงฟ้ายกยิ้มบางๆ ให้เขา ก่อนจะเอ่ยแย้ง "ต้องมีสิ่งที่คุณอยากทานบ้างสิคะ... ตอนนี้คุณอยู่ในประเทศไทยนะคะ ไม่ได้อยู่ในพื้นที่แห้งแล้งในตะวันออกกลางแล้ว คุณจากเมืองไทยไปตั้งหลายปี น่าจะมีเมนูอาหารไทย หรือของโปรดที่คุณอยากกินและคิดถึงมันบ้างสิคะ"
ธีร์นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ชายหนุ่มพยายามนึกถึงของกินที่เขาโหยหา แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามนึกเท่าไหร่ เขาก็รู้สึกเฉยๆ กับเื่อาหารการกินไปเสียแล้ว เขาคุ้นชินกับการกินเพื่อประทังชีวิตและการให้พลังงานแก่ร่างกายมากกว่าการกินเพื่อลิ้มรสชาติ
ชายหนุ่มส่ายหน้าเล็กน้อย "ผมไม่มีอะไรที่อยากกินเป็พิเศษหรอกครับ คุณเลือกเลยดีกว่า"
เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้มีความ้าอะไรเป็พิเศษ เพียงฟ้าก็ไม่เซ้าซี้ หญิงสาวเก็บสมาร์ทโฟนลงในกระเป๋า ก่อนจะรวบรัดตัดตอนด้วยตัวเอง
"ถ้าอย่างนั้น... เอาเป็ว่าฟ้าตัดสินใจเลือกเองก็แล้วกันนะคะ งั้นเราไปร้านนี้กันค่ะ"
เพียงฟ้าเดินนำชายหนุ่มขึ้นบันไดเลื่อนไปยังโซนร้านอาหาร ก่อนที่ทั้งคู่จะมาจบลงที่ร้าน 'สลัด' ชื่อดังแห่งหนึ่ง ตัวร้านตกแต่งในสไตล์มินิมอล เน้นโทนสีเขียวและไม้ธรรมชาติ บรรยากาศภายในร้านค่อนข้างคึกคัก มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็มีทั้งกลุ่มคนวัยทำงานทั่วไป และกลุ่มคนที่ดูใส่ใจสุขภาพแต่งตัวดูดี
เมื่อพนักงานนำเมนูมาให้ เพียงฟ้าก็สั่ง 'สลัดผลไม้รวม' ที่ราดด้วยน้ำสลัดโยเกิร์ตไขมันต่ำ ส่วนธีร์ หลังจากกวาดตามองเมนูที่เต็มไปด้วยผักใบเขียว เขาก็เลือกสั่ง 'สลัดอกไก่ย่าง' ที่เน้นโปรตีนเพื่อซ่อมแซมกล้ามเนื้อ
ระหว่างที่รออาหาร เพียงฟ้านั่งเท้าคางมองชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามที่กำลังมองสำรวจบรรยากาศร้าน หญิงสาวอมยิ้มก่อนจะเอ่ยถาม
"แปลกใจเหรอคะ ที่เห็นฉันพามาร้านแบบนี้ได้?"
ธีร์หันกลับมามองหน้าเธอ แล้วพยักหน้ารับตรงๆ เขายอมรับว่าในตอนแรก เขาคิดว่าผู้หญิงที่แต่งตัวหรูหราั้แ่หัวจรดเท้าอย่างเธอ จะต้องเลือกร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ หรือร้านที่มีบริกรใส่สูทคอยรินไวน์ให้เสียอีก
เพียงฟ้าหัวเราะเบาๆ "คุณอย่าคิดว่า ผู้บริหารอย่างฉันจะต้องทำตัวติดหรู หรือกินอาหารแพงๆ อยู่ตลอดเวลาสิคะ ฟ้าก็แค่อยากทานอะไรที่มันสดชื่นและดีต่อสุขภาพบ้างเท่านั้นเองค่ะ การใช้ชีวิตมันก็ต้องรู้จักแบ่งเวลาและปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมค่ะ ไม่จำเป็ต้องยึดติดกับความหรูหราในทุกมื้อหรอกนะคะ"
ธีร์ฟังแล้วก็พยักหน้าเข้าใจ แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงความโอ่อ่าของสถานที่ที่เขาเพิ่งจากมาเมื่อเช้า
"แต่คุณปู่ท่าน... ก็มีบ้านหลังโตเป็คฤหาสน์เลยไม่ใช่เหรอครับ" ธีร์แย้งขึ้นมาเบาๆ "แถมในโรงรถ ก็ยังมีรถซูเปอร์คาร์จอดเรียงกันเป็สิบๆ คันอีก"
"อ้อ... เื่บ้านกับรถพวกนั้น มันเป็ 'รสนิยมความชอบส่วนตัว' ของคุณปู่ท่านน่ะค่ะ" เพียงฟ้าอธิบายรอยยิ้ม "คุณปู่ท่านชอบสะสมของพวกนี้มาั้แ่สมัยหนุ่มๆ แล้วล่ะค่ะ โดยเฉพาะพวกรถซูเปอร์คาร์... ความจริงแล้ว รถพวกนั้นท่านเพิ่งจะมาเริ่มกว้านซื้อสะสมอย่างจริงจัง ก็ตอนที่รู้ว่าท่านมีหลานนั่นแหละค่ะ... แต่ท่านก็ซื้อมารอแม้ว่าจะยังยังหาคุณไม่เจอก็ตาม ท่านตั้งใจซื้อมาเตรียมไว้ เพื่อมอบให้ 'คุณ' โดยเฉพาะเลยนะคะ"
คำบอกเล่านั้นทำให้ธีร์นิ่งเงียบไป ชายหนุ่มรู้สึกถึงความอบอุ่นและความคาดหวังที่ผู้เป็ปู่มีให้ แม้เขาจะยังไม่ค่อยคุ้นชินกับการเป็ทายาทเศรษฐี แต่เขาก็รับรู้ได้ถึงความตั้งใจของชายชรา
เมื่ออาหารมาเสิร์ฟ ทั้งสองคนก็เริ่มลงมือทาน ธีร์จัดการกับอกไก่ในจานอย่างเป็ระเบียบ ก่อนที่เขาจะนึกถึงความสงสัยที่ค้างคาใจเมื่อตอนเดินเข้ามาในห้าง
"จริงสิครับ..." ธีร์เอ่ยถามขึ้นมา "ตอนที่เดินเข้ามา ผมเห็นว่าในห้างนี้ก็มี 'ร้านขายสูท' แบรนด์ดังๆ อยู่หลายร้านเลย... ทำไมเมื่อเช้า เราถึงต้องถ่อไปถึงร้านตัดเสื้อที่อยู่ข้างนอกนั่นด้วยล่ะครับ?"
เพียงฟ้าที่กำลังตักผลไม้เข้าปาก วางส้อมลงแล้วยิ้มให้เขาด้วยความเอ็นดู
"ความจริงคุณอาจจะยังไม่ทราบนะคะ ว่าสูทเองมันก็มีการแบ่งระดับความประณีตอยู่เหมือนกันค่ะ" เพียงฟ้าเริ่มอธิบาย "หลายคนอาจจะคิดว่า ยิ่งเป็สูทที่มี 'ยี่ห้อ' หรือแบรนด์ดังระดับโลก ก็ยิ่งแพงและดีที่สุดใช่ไหมคะ? แต่นั่นมันเป็แค่สูทแบบสำเร็จรูป (Ready-to-wear) หรือแค่วัดตัวตัดตามแพตเทิร์นเดิมค่ะ"
หญิงสาวอธิบายต่อ "แต่สำหรับสูทที่ราคาแพงและทรงคุณค่าจริงๆ... มันคือสูทสั่งตัดแบบ 'Bespoke' ค่ะ สูทพวกนี้จะไม่มีป้ายยี่ห้อแบรนด์เนมมหาชนติดอยู่ แต่จะใช้ 'ชื่อของช่างตัดเสื้อ' มาเป็เครื่องการันตีคุณภาพแทน ช่างจะวาดแพตเทิร์นใหม่ทั้งหมดขึ้นมาเพื่อร่างกายของคุณเพียงคนเดียวเท่านั้น มันถึงได้ใส่สบายและพอดีตัวที่สุดไงคะ"
ธีร์ตั้งใจฟังข้อมูลใหม่นั้น ก่อนที่สมองของเขาจะประมวลผลและเชื่อมโยงเข้ากับสิ่งที่เขาเคยรู้
"อ้อ... งี้นี่เอง" ธีร์พยักหน้าเข้าใจ "ก็เหมือนกับ 'ไวโอลิน' สินะครับ"
"คะ?"
"ไวโอลินที่ราคาแพงมากๆ ระดับโลก... มักจะไม่ได้ผลิตออกมาจากบริษัท หรือเป็แบรนด์ยี่ห้อดังๆ หรอกครับ" ธีร์อธิบายเปรียบเทียบ "แต่มันจะมีราคาแพงลิบลิ่ว ก็ต่อเมื่อมันเป็ไวโอลินที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยมี 'ชื่อของช่างทำไวโอลิน' เป็คนการันตี อย่างเช่นพวก สตราดิวาเรียส (Stradivarius) อะไรแบบนั้นน่ะครับ"
เพียงฟ้าเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ความประหลาดใจปรากฏชัดบนใบหน้าสวย หญิงสาวผู้เพียบพร้อมเคยวาดภาพว่าผู้ชายตรงหน้าคงจะรู้แต่เื่ปืน เื่การต่อสู้ หรือไม่ก็เื่วิดีโอเกม แต่เขาดันมีความรู้เื่เครื่องดนตรีคลาสสิกซะอย่างนั้น
"นี่คุณ... รู้จักเื่ไวโอลินด้วยเหรอคะ?" เพียงฟ้าถามด้วยความทึ่ง
ชายหนุ่มพยักหน้ารับอย่างซื่อตรง "พอดีว่า... 'เด็กผู้หญิง' ที่ผมเคยช่วยเอาไว้... เธอชอบเล่นไวโอลินน่ะครับ ผมก็เลยพลอยสนใจและศึกษาเื่พวกนี้ไปด้วย"
กึก...
เสี้ยววินาทีที่คำว่า 'เด็กผู้หญิง' หลุดออกมาจากปากของเขา บรรยากาศสบายๆ ในร้านสลัดก็พลันเปลี่ยนแปรไปทันที
เพียงฟ้าที่กำลังยิ้มแย้ม ชะงักค้างไปเล็กน้อย รอยยิ้มบนริมฝีปากบางเริ่มแข็งเกร็ง หญิงสาวค่อยๆ วางส้อมลงบนจานเสียงดัง กริ๊ก ออร่าความกดดันและรังสีแปลกๆ เริ่มแผ่ซ่านออกมาจากตัวเธออีกครั้ง
"เอ๊ะ..." เพียงฟ้าเอียงคอเล็กน้อย ั์ตาสีเข้มหรี่ลงอย่างจับผิด "นี่คุณ... หันมาสนใจเื่ไวโอลิน ก็เพราะ 'เด็กผู้หญิง' คนนั้นเหรอคะเนี่ย?"
น้ำเสียงของเธอหวานหยดย้อย แต่ทว่าเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ
"แหม... ฟังดูโรแมนติกจังเลยนะคะ" เพียงฟ้ายิ้มเหยียด "ฉันชักจะอยากทำความรู้จักกับเด็กผู้หญิงคนนั้นขึ้นมาซะแล้วสิคะ... ไม่ทราบว่า คุณกับเธอคนนั้น มีความสัมพันธ์..."
"ม... ไม่ใช่นะครับ!"
ธีร์ที่รู้สึกขนลุกขนพองไปทั้งตัว รีบเอ่ยปากปฏิเสธเสียงหลง ชายหนุ่มแทบจะสำลักอกไก่ที่เพิ่งเคี้ยวลงไป สัญชาตญาณเตือนภัยของเขาร้องลั่นว่ากำลังจะโดนเข้าใจผิดในเื่คอขาดบาดตายเข้าอีกแล้ว
"ผมกับเธอไม่ได้มีเื่ชู้สาวอะไรแบบนั้นเลยนะครับ!" ธีร์รีบอธิบายรัวเร็วเพื่อรักษาชีวิต "ตอนที่ผมได้รับภารกิจให้ไปบุกช่วยเธอออกมาจากพวกผู้ก่อการร้าย... เธอเพิ่งจะอายุแค่ '12 ขวบ' เองนะครับฟ้า!"
เพียงฟ้าชะงักไปนิดหนึ่ง "สิบสองขวบ?"
"ใช่ครับ เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ เลย" ธีร์พยักหน้ายืนยันหนักแน่น "ตอนนั้นเธอเคยเล่าให้ผมฟังว่า เธอชอบและอยากเล่นไวโอลินมากๆ แต่พ่อแม่ของเธอที่เป็คนจ้างพวกผมไปช่วย ดันอยากบังคับให้เธอเรียนเปียโนมากกว่า... ผมได้ฟังแล้วก็เลยรู้สึกสนใจเื่ไวโอลินขึ้นมาเฉยๆ ครับ ไม่ได้มีอะไรเกินเลยจริงๆ!"
เมื่อได้ยินคำอธิบายที่ชัดเจนและรู้ว่าศัตรูหัวใจ(ในจินตนาการ)เป็เพียงแค่เด็กสาวอายุสิบสองขวบ อารมณ์ที่ขุ่นมัวของเพียงฟ้าก็มลายหายไปในพริบตา หญิงสาวกลับมาสู่โหมดปกติ คลี่ยิ้มละมุนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"อ้อ... แบบนี้นี่เอง" เพียงฟ้าพยักหน้ารับอย่างอารมณ์ดี "แล้ว... คุณเคยหัดเล่นไวโอลินด้วยตัวเองบ้างไหมคะ?"
ธีร์ยกแก้วน้ำขึ้นดื่มเพื่อดับความตื่นเต้น ก่อนจะตอบ "ก็พอเล่นได้เป็บางเพลงครับ... แต่ก็แค่พอสีเป็เพลงได้เฉยๆ นะครับ ไม่ได้เล่นเก่งอะไรหรอก เพราะผมไม่ค่อยมีเวลาว่างให้ฝึกซ้อมเท่าไหร่"
เพียงฟ้าทอดสายตามองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป
ลึกๆ แล้วเธอรู้สึกแปลกใจและประทับใจไม่น้อย ภายใต้ภาพลักษณ์ของผู้ชายที่ดูเงียบขรึม ดุดัน และใช้ชีวิตอยู่กับความรุนแรงมาโดยตลอด ใครจะไปคิดว่านอกจากเื่วิดีโอเกมที่เขาชอบเล่นแล้ว เขายังมีมุมที่อ่อนโยนและให้ความสนใจกับศิลปะดนตรีคลาสสิกอย่างไวโอลินอีกด้วย
ผู้ชายคนนี้... เหมือนหนังสือที่หน้าปกดูเรียบง่ายแต่ดุดัน ทว่าเมื่อได้ลองเปิดอ่านเนื้อหาข้างใน เธอกลับพบเจอเื่ราวที่น่าสนใจและคาดไม่ถึงซ่อนอยู่เสมอ มันทำให้หัวใจของนางพญาสาวรู้สึกเต้นแรงและอยากจะค้นหาตัวตนของเขาให้ลึกลงไปอีกเรื่อยๆ.
ขณะที่ทั้งสองกำลังจัดการกับสลัดในจานของตนเองจนเกือบหมด ธีร์ที่นั่งมองผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาผ่านกระจกใสของร้าน ก็ตัดสินใจเอ่ยถามถึงความสงสัยที่ผุดขึ้นมาในหัว
"ฟ้าครับ..." ธีร์วางส้อมลง "ผมขอถามอะไรหน่อยสิ ทำไมวันนี้... คุณถึงเลือกที่จะพาผมมาทำความคุ้นเคยกับประเทศไทย ด้วยการมาเดิน 'ห้างสรรพสินค้า' ล่ะครับ?"
เพียงฟ้าหยิบกระดาษทิชชูขึ้นมาซับริมฝีปากอย่างมีมารยาท ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความใส่ใจ "ก็ฉันกลัวว่า... คุณอาจจะยังปรับตัวไม่ทัน หรือยังไม่ชินกับการต้องกลับมาใช้ชีวิตใหม่ที่มันแตกต่างจากเดิมแบบหน้ามือเป็หลังมือน่ะสิคะ ฟ้าก็เลยรู้สึกกังวล... เลยตั้งใจว่าจะพาคุณมา 'ช้อปปิ้ง' เพื่อคลายเครียด และผ่อนคลายสมองสักหน่อยน่ะค่ะ"
ธีร์ฟังเหตุผลนั้นแล้วก็ทำหน้างุนงง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ชายหนุ่มมองหน้าคู่หมั้นสาวผู้บริหารระดับสูง ก่อนจะเอ่ยแย้งด้วยตรรกะที่ตรงไปตรงมาที่สุด
"ความจริงแล้ว... ปกติมันมีแค่ 'ผู้หญิง' ไม่ใช่เหรอครับ... ที่ใช้การเดินช้อปปิ้งเป็การคลายเครียดน่ะ?"
เพียงฟ้าชะงักไปเล็กน้อย หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ มองเขาด้วยแววตาแปลกใจ "เอ๊ะ... ปกติแล้วพวกผู้ชาย เขาไม่เดินช้อปปิ้งเพื่อคลายเครียดกันหรอกเหรอคะ?"
อดีตทหารรับจ้างส่ายหน้าช้าๆ ก่อนจะอธิบายสัจธรรมของเพศผู้ให้เธอฟัง "ปกติแล้ว พวกผู้ชายอย่างผม... เวลาที่จะเดินเข้าไปในห้างสรรพสินค้า พวกเราจะรู้อยู่แล้วครับว่าเป้าหมายคืออะไร ้าจะซื้ออะไร... พอเดินเข้าไปปุ๊บ พวกเราก็จะมุ่งตรงดิ่งไปซื้อสิ่งนั้น จ่ายเงิน แล้วก็รีบเดินออกมาเลยครับ ไม่มีใครมาเดินวนดูของไปเรื่อยเปื่อยเพื่อคลายเครียดหรอกครับ"
คำอธิบายที่แสนจะทื่อมะลื่อและเห็นภาพชัดเจนของเขา ทำเอาเพียงฟ้านิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
สมองอันชาญฉลาดของหญิงสาวเริ่มประมวลผลและนึกย้อนไปถึงเพื่อนผู้ชายรอบตัว ซึ่งก็มีอยู่ไม่กี่คน... และหนึ่งในนั้นก็คือ 'กฤต' เพื่อนสมัยเด็กของเธอ
เมื่อลองนึกดูดีๆ เพียงฟ้าก็พบว่า กฤตเองก็ไม่ใช่คนที่ชอบเดินช้อปปิ้งอะไรขนาดนั้นเหมือนกัน ที่ผ่านมา ในสายตาของเธอ เธอแทบไม่ค่อยได้ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของเขาเลย แม้ว่ากฤตจะพยายามตามจีบเธอมาโดยตลอด คอยหาซื้อของขวัญแพงๆ มาประเคนให้ ชวนไปทานข้าว ขอเดท หรือแม้กระทั่งลงทุนชวนเธอไปเที่ยวต่างประเทศ่ปิดเทอมสมัยที่ยังเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกัน ทว่าสำหรับเพียงฟ้าแล้ว... ไม่ว่ากฤตจะพยายามทุ่มเททำเพื่อเธอมากแค่ไหน ผู้ชายคนนั้นก็ถูกขีดเส้นจำกัดเอาไว้ที่ตำแหน่ง 'เพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่ง' เท่านั้น เธอไม่เคยมีความรู้สึกเกินเลย หรือมองเขาในฐานะผู้ชายคนหนึ่งเลยแม้แต่น้อย
"อ่า... จริงด้วยสินะคะ" เพียงฟ้าพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เมื่อตระหนักได้ว่าตนเองเอาตรรกะของผู้หญิงมาใช้กับหมาป่าหนุ่ม หญิงสาวคลี่ยิ้มบางๆ "ถ้าอย่างนั้น... เอาไว้คราวหน้า ฟ้าจะลองจัดตารางใหม่ แล้วพาคุณไปเที่ยวทำกิจกรรมที่ที่อื่นแทนก็แล้วกันนะคะ"
"ความจริง... คุณไม่จำเป็ต้องลำบากสละเวลามาพาผมเที่ยวก็ได้นะครับ" ธีร์เอ่ยด้วยความเกรงใจ เพราะเขารู้ดีว่าเครือบริษัทระดับประเทศอย่างสิรินทรา กรุ๊ป ย่อมมีภาระงานมหาศาล "ดูเหมือนว่าคุณเอง... ก็มี 'งาน' ที่ต้องกลับไปทำ ไปคอยบริหารจัดการอีกเยอะแยะไม่ใช่เหรอครับ?"
เพียงฟ้ายิ้มกว้างขึ้นเมื่อเห็นว่าเขาเริ่มเป็ห่วงเป็ใยเื่งานของเธอ
"ความจริงแล้ว... ในตำแหน่งระดับผู้บริหารสูงสุดอย่างฟ้าน่ะ ไม่จำเป็จะต้องเดินทางเข้าไปนั่งจับเจ่าอยู่ที่บริษัททุกวันหรอกนะคะ ธีร์" เพียงฟ้าอธิบายหลักการบริหารงานในแบบฉบับของซีอีโอสาว "งานเอกสารและหลายสิ่งหลายอย่าง ฟ้าสามารถสั่งการและมอบหมายผ่านเลขาให้จัดการแทนได้ค่ะ... และที่สำคัญนะคะ การเอาแต่อุดอู้ ฝังตัวอยู่แต่ในห้องทำงานสี่เหลี่ยมบนออฟฟิศ... มันจะทำให้เราไม่ได้มองเห็นโลกกว้างค่ะ"
ั์ตาสีเข้มของนางพญาทอประกายแห่งวิสัยทัศน์อันกว้างไกล "บางครั้ง การที่เราไม่ได้ออกมาััชีวิตจริง ไม่ได้ออกมาดูพฤติกรรมของผู้คน... มันอาจจะทำให้ผู้บริหารตัดสินใจพลาด และตกกระแสเทรนด์ใหม่ๆ ของโลกไปอย่างน่าเสียดายนะคะ... ในฐานะผู้นำ แทนที่เราจะเดินตามหลังคนอื่น เราต้องเป็ 'คนต้นคิด' และสร้างฐานลูกค้าให้ได้ก่อนใครต่างหากล่ะคะ"
ธีร์นั่งฟังอย่างตั้งใจ แม้ว่าเขาจะพอเข้าใจภาพรวมคร่าวๆ แต่ในรายละเอียดเชิงลึก เขาก็ยอมรับว่าตนเองไม่ได้เข้าใจทั้งหมดหรอก เพราะเขาไม่ใช่ยอดนักธุรกิจที่เชี่ยวชาญเื่กลไกการตลาด เขาเป็แค่ทหารรับจ้างที่ถนัดเื่การวางแผนยุทธวิธีในสนามรบมากกว่า ทว่า... เมื่อเห็นเพียงฟ้าอธิบายด้วยความมั่นใจและบอกว่าไม่จำเป็ต้องเข้าบริษัททุกวัน เขาก็ไม่ได้เอ่ยปากทักท้วงอะไรอีก
หลังจากจัดการมื้อเที่ยงเสร็จเรียบร้อย ทั้งสองคนก็เดินออกจากร้านสลัด
เป้าหมายของเพียงฟ้ายังไม่จบแค่นี้ หญิงสาวเดินนำชายหนุ่มมาหยุดยืนอยู่ที่บริเวณหน้าร้านขายเสื้อผ้าสตรีแบรนด์เนมระดับซูเปอร์ไฮเอนด์แห่งหนึ่ง ซึ่งตกแต่งหน้าร้านด้วยกระจกใสและหุ่นโชว์ที่สวมใส่คอลเลกชันใหม่ล่าสุด
ธีร์เงยหน้ามองป้ายชื่อร้าน ก่อนจะหันมามองคู่หมั้นสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
"นี่... เราจะเข้าไปในนี้จริงๆ เหรอครับ?" ธีร์ถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
เพียงฟ้าหันมายิ้มหวานให้เขา "ก็แหม... เมื่อกี้คุณเล่นบอกว่าไม่มีของที่อยากได้ และไม่สนใจอะไรเลยนี่คะ... และอีกอย่าง ฟ้าก็ทำงานหนัก นานๆ ทีฟ้าจะได้มีโอกาสมาเดินห้างนี้ด้วย แวะดูคอลเลกชันใหม่ซะหน่อย ก็ไม่น่าจะเสียหายอะไรนี่คะ"
ทว่า... อดีตแนวหน้าทะลวงฟันผู้ไม่เคยหวาดหวั่นต่อห่าะุ กลับทำหน้าตาพิกลพิการ แววตาของเขาฉายความอึดอัดและลังเลออกมาอย่างเห็นได้ชัด ราวกับกำลังถูกสั่งให้เดินเข้าไปในดงะเิ
เมื่อเพียงฟ้าเห็นอาการเสียเซลฟ์ของหมาป่าหนุ่ม หญิงสาวก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความขบขัน "มีอะไรหรือเปล่าคะ ธีร์? ดูทำหน้าเข้าสิ... เหมือนคุณจะไม่อยากเข้าไปในร้านเลยนะคะ"
ธีร์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความหวาดระแวงแบบสุดๆ "ปกติแล้ว... ผู้หญิงเขาใช้เวลา 'เลือกเสื้อผ้า' กันนานไหมครับ?"
เพียงฟ้าคลี่ยิ้มกว้างอย่างมั่นใจ พร้อมกับให้คำมั่นสัญญาที่ฟังดูน่าเชื่อถือที่สุด "ไม่นานหรอกค่ะ ธีร์... เชื่อฟ้าสิ ฟ้าไม่ใช่ผู้หญิงที่เื่มากหรือเลือกของนานขนาดนั้นหรอกค่ะ แป๊บเดียวเท่านั้นแหละ"
...
15 นาทีต่อมา...
ณ บริเวณใจกลางร้านเสื้อผ้าสตรีแบรนด์หรู
ร่างสูงใหญ่ของธีร์ในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำ ยืนนิ่งงันกอดอกพิงเสากระจกอยู่มุมหนึ่งของร้าน ชายหนุ่มผู้เคยเป็กำลังรบหลักของทีมตะวันออกกลาง บัดนี้ได้กลายสภาพเป็เพียง 'สิ่งแปลกปลอม' ไร้ชีวิตจิตใจ ภายในอาณาจักรที่เต็มไปด้วยผ้าไหม ลูกไม้ และเครื่องประดับของสตรี
ในขณะที่เพียงฟ้า... หญิงสาวผู้ซึ่งรับปากเป็มั่นเป็เหมาะว่า 'ไม่นานหรอกค่ะ' กำลังอยู่ในโหมดของแฟชั่นนิสต้าอย่างเต็มตัว เธอกำลังรับฟังคำแนะนำจากพนักงานสาวสองสามคนที่คอยเดินตามประกบอย่างพินอบพิเทา พร้อมกับหยิบจับเสื้อผ้าชิ้นแล้วชิ้นเล่าขึ้นมาทาบกับเรือนร่างของตนเองที่หน้ากระจกบานใหญ่ด้วยความสนอกสนใจและเพลิดเพลินขั้นสุด
"ตัวนี้สีดูดรอปไปนิดนึงนะคะ... ขอฟ้าดูตัวที่แขวนอยู่ตรงเชลฟ์ด้านในหน่อยค่ะ" เสียงของเพียงฟ้ายังคงดังเจื้อยแจ้วอย่างต่อเนื่อง
ธีร์ยืนมองภาพนั้นด้วยสายตาที่ว่างเปล่า... สิบห้านาทีในสมรภูมิรบ เขาอาจจะเคลียร์ศัตรูได้เป็กองร้อย แต่สิบห้านาทีในร้านเสื้อผ้าผู้หญิง มันช่างยาวนานและทรมานราวกับผ่านไปแล้วสามวันสามคืน
ชายหนุ่มถอนหายใจแ่เบา เมื่อเห็นว่าคู่หมั้นสาวกำลังถูกดึงดูดเข้าสู่มิติของแฟชั่นจนลืมการมีอยู่ของเขาไปเสียสนิท ธีร์จึงตัดสินใจว่าการยืนเป็หุ่นกระบอกอยู่ตรงนี้ต่อไปคงไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก เขาค่อยๆ ปลดแขนที่กอดอกออก ก่อนจะก้าวเท้าถอยหลัง และเดินเฟดตัวออกจากร้านเสื้อผ้าแบรนด์หรูไปอย่างเงียบเชียบ โดยไม่ให้เพียงฟ้าทันสังเกตเห็น
เมื่อหลุดพ้นออกมาจากดงเสื้อผ้าผู้หญิงได้สำเร็จ ธีร์ก็เดินล้วงกระเป๋าไปตามทางเดินของห้างสรรพสินค้าอย่างอิสระ ั์ตาคมกริบกวาดมองไปรอบๆ เพื่อหาสถานที่ฆ่าเวลา ระหว่างที่รอให้ประธานใหญ่แห่งสิรินทรา กรุ๊ป ช้อปปิ้งเสร็จ
เดินไปได้ไม่ไกลนัก สายตาของเขาก็ไปสะดุดเข้ากับป้ายไฟนีออนสีสันฉูดฉาดและเสียงสังเคราะห์อิเล็กทรอนิกส์ที่ดังแว่วมาแต่ไกล... มันคือโซน 'Game Center' หรือตู้เกมอาร์เคดขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บริเวณมุมหนึ่งของห้าง
ภาพนั้นทำให้มุมปากของอดีตทหารรับจ้างกระตุกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย สำหรับเขาแล้ว... วิดีโอเกมคือสิ่งปลอบประโลมจิตใจและเป็หนึ่งในไม่กี่กิจกรรมที่ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายและได้เป็ตัวของตัวเอง
ธีร์เดินตรงเข้าไปที่เคาน์เตอร์แลกเหรียญ ชายหนุ่มล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง หยิบธนบัตรใบละหนึ่งร้อยบาทออกมาวางลงบนเคาน์เตอร์
"แลกหมดนี่เลยครับ" ธีร์เอ่ยสั้นๆ กับพนักงานหญิงที่หน้าเคาน์เตอร์
พนักงานรับธนบัตรไป ก่อนจะนับเหรียญสิบใส่ตะกร้าพลาสติกใบเล็กแล้วยื่นส่งคืนให้เขา ธีร์รับตะกร้าเหรียญมาถือไว้ ชายหนุ่มเดินกวาดสายตามองตู้เกมหลากหลายประเภท ก่อนที่เท้าของเขาจะมาหยุดลงที่หน้า 'เครื่องเกมแข่งรถซิมูเลเตอร์' รุ่นใหม่ล่าสุด ที่มีพวงมาลัย คันเกียร์ และเบาะนั่งบักเก็ตซีทแบบรถแข่งของจริง
ชายหนุ่มทิ้งตัวลงนั่งบนเบาะอย่างคุ้นเคย จัดการปรับระยะห่างของเบาะให้พอดีกับ่ขาที่ยาวของตนเอง เขาหยิบเหรียญสิบออกมาจากตะกร้าหนึ่งเหรียญ เตรียมจะหยอดลงไปในช่องรับเหรียญ
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่นิ้วของเขากำลังจะแตะลงบนพวงมาลัย
ปึ่ก.
ฝ่ามือของใครบางคน ก็เอื้อมมาตบลงบนขอบตู้เกมแข่งรถของเขา พร้อมกับรั้งน้ำหนักตัวพิงเข้ากับตัวตู้ในท่วงท่าที่ดูจงใจขวางทาง
"ไม่ดูใจร้ายไปหน่อยเหรอครับ..."
เสียงทุ้มนุ่มที่แฝงไปด้วยความเย้ยหยันดังขึ้นจากทางด้านข้าง "ที่ปล่อยทิ้งให้ผู้หญิง... เขาต้องเดินซื้อของอยู่คนเดียวแบบนั้นน่ะ?"
ธีร์ชะงักมือที่กำลังจะหยอดเหรียญ ชายหนุ่มละสายตาจากหน้าจอเกม ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองผู้ที่เข้ามาขัดจังหวะความสุขส่วนตัวของเขา
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตา คือชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันที่มีใบหน้าหล่อเหลาสะอาดสะอ้าน ผิวพรรณดูดีตามแบบฉบับลูกผู้ดีมีเงิน รูปร่างของเขาสูงโปร่งและสมส่วนดูดีในชุดสูทลำลองที่ตัดเย็บมาอย่างเนี้ยบ บุคลิกภายนอกของอีกฝ่ายดูเป็สุภาพบุรุษที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งแตกต่างจากความดิบเถื่อนและเรียบง่ายของธีร์ราวกับอยู่กันคนละโลก
แต่ทว่า... สิ่งที่ทำให้สัญชาตญาณสัตว์ป่าของธีร์ต้องทำงานในทันที ไม่ใช่เสื้อผ้าราคาแพงของอีกฝ่าย แต่มันคือ 'สายตา'
ภายใต้รอยยิ้มที่ดูเป็มิตรนั้น ั์ตาของชายแปลกหน้ากลับฉายแววของความเกลียดชัง อคติ และความมุ่งร้ายออกมาอย่างปิดไม่มิด มันเป็สายตาของคนที่พร้อมจะประกาศาและเหยียบย่ำเขาให้จมดิน
ธีร์มองประเมินอีกฝ่ายด้วยความสงบ ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย เพราะเขามั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า ตลอดเวลาที่เขากลับมาเหยียบประเทศไทย เขาไม่เคยรู้จัก ไม่เคยมีเื่บาดหมาง และไม่เคยเห็นหน้าผู้ชายคนนี้มาก่อนเลยในชีวิต
ชายแปลกหน้าผู้มาเยือนเหยียดยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะยืดตัวขึ้นยืนตรงและเอ่ยแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหยิ่งผยองและข่มขู่ในที
"ยินดีที่ได้รู้จักครับ..."
ชายหนุ่มคนนั้นจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของธีร์ ราวกับจะประกาศอาณาเขต "ผมชื่อ 'กฤต'... เป็เพื่อนสมัยเด็ก... และเป็ 'เพื่อนที่สนิทที่สุด' ของเพียงฟ้าครับ"