ตอนที่1 ได้ลงจากเขาแล้ว
อารามซานชิงบนูเาจิ่วหลง
อารามเต๋าแห่งนี้ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาสูงแต่สองข้างทางกลับเต็มไปด้วยใบไม้สีเหลืองแห้งเหี่ยวรอบด้านเต็มไปด้วยความเงียบงัน ทว่าจู่ ๆด้านในอารามก็มีเสียงร้องไห้โยเยของเด็กน้อยดังขึ้น
“ฮือๆ อาจารย์ อย่าไล่หนูลงจากเขาเลย หนูไม่อยากไปจากอาจารย์ ขอร้องล่ะ ! ”
กลางวิหารโจวโจวนั่งอยู่บนพื้นมือและเท้าของหนูน้อยกอดขาของหลี่หยวนิผู้เป็อาจารย์ไว้แน่นใบหน้าของเธอดูอวบอ้วนแก้มฟู แต่เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่บนตัวกลับเป็ชุดคลุมเต๋าที่มีสภาพซอมซ่อซึ่งถูกซักมาไม่รู้กี่ครั้งจนกระทั่งมีสีซีดขาวทุกจุดบนเสื้อผ้าเต็มไปด้วยรอยปะดูแล้วให้ความรู้สึกเหมือนเด็กขอทานอย่างไรอย่างนั้น
ในเวลานี้หนูน้อยเงยหน้าเบะปากร้องไห้อ้อนวอนหลี่หยวนิ พยายามบีบน้ำตาอย่างสุดชีวิตใบหน้าอวบอ้วนของหนูน้อยเต็มไปด้วยความเศร้าเสียใจ ดูน่าเวทนายิ่งนัก
“อย่าร้องไห้เลยอาจารย์แค่ให้โจวโจวออกไปหาประสบการณ์ ไม่ได้ไล่ไปไหนเสียหน่อย”เมื่อเห็นว่าลูกศิษย์ตัวน้อยร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหลอย่างน่าสงสารหลี่หยวนิก็เริ่มจะทนไม่ไหว เขามองไปยังหัวที่โล้นของหนูน้อยแล้วลูบหัวของเธอทั้งรู้สึกรำคาญและเสียใจถึงเื่ในตอนนั้น
รู้เช่นนี้แต่แรกเขาไม่น่าไปแย่งลูกศิษย์กับเ้าโล้นที่อยู่วัดถัดไปมาเลย !
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมตอนเขาไปแย่งคนมาทางวัดแห่งนั้นถึงได้ยอมยกหนูน้อยให้อย่างง่ายดาย ถึงขั้นเ้าอาวาสให้เขาสาบานว่าจะไม่นำหนูน้อยกลับไปคืนตอนแรกเขานึกว่าเป็เพราะกลิ่นธูปที่นั่นไม่แรงพอ คนไม่ค่อยมาทำบุญจึงเลี้ยงเด็กคนนี้ไม่ไหว ตอนนั้นเขาถึงขั้นหัวเราะเยาะไปยกใหญ่
ผลปรากฏว่าตอนนี้เขาเพิ่งรู้ซึ้งว่าแท้จริงแล้วโจวโจวเป็เด็กที่เกิดมามีชะตากรรมล้างผลาญเงินทอง!
ภายในระยะเวลา3 ปีสั้น ๆ ั้แ่พระชราเก็บโจวโจวที่ยังเป็ทารกน้อยแบเบาะมาเลี้ยงจากวัดที่เคยมีผู้คนศรัทธาเข้ามาทำบุญอย่างล้นหลามก็เริ่มมีคนเข้าวัดน้อยลงจนแทบจะไม่มีใครมาทำบุญ
ส่วนอารามเต๋าของพวกเขารับเธอมาเลี้ยงดูไม่ถึง1 ปี ตอนนี้ใกล้จะถังแตกเต็มทีแล้ว
ตรงกันข้ามหลังจากอารามที่อยู่ถัดไปส่งมอบตัวเธอให้เขาก็เริ่มกลับมาเจริญรุ่งเรืองเหมือนดั่งวันเก่าอีกครั้ง
พอนึกถึงเื่ที่ผ่านมาทีไรหลี่หยวนิรู้สึกเ็ปใจจนต้องส่ายหน้าไปมาแต่เมื่อเขาเห็นว่าในมือของหนูน้อยถือชามข้าวไว้หนึ่งชามในชามนั้นมีเมล็ดข้าวเพียงไม่กี่เมล็ดอยู่ในซุปข้าว เขาก็ตั้งใจอย่างแน่วแน่พยายามต้านความอยากอุ้มศิษย์ตัวน้อยขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนแล้วกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ไม่ได้ ตอนนี้โจวโจวโตแล้วถึงเวลาที่ต้องลงจากเขาเสียที”
“ฮึกๆ หนูยังไม่โตสักหน่อย……หนูเพิ่งอายุ 4 ขวบเอง” โจวโจวชูกำปั้นขาวอวบแล้วเถียงกลับทั้งที่ยังสะอื้นอยู่ หลังจากกล่าวจบเธอก็รีบหดแขนกลับลงไปกอดขาอาจารย์อีกครั้ง แล้วออกแรงเขย่า“อาจารย์ไม่ไล่หนูไปได้ไหม หนูรับปากว่าต่อไปนี้จะไม่ขโมยกินอาหารอีกแล้ว”
หลี่หยวนิถูกนางเขย่าขนจนทรงตัวแทบไม่อยู่เกือบล้มหน้าทิ่มไปแล้วเขาพยายามทรงตัวให้มั่นคงแล้วกล่าวอย่างแน่วแน่ว่า “ไม่ได้ ! โจวโจวพูดคำนี้มาไม่รู้จักกี่ครั้งแล้วแต่สุดท้ายก็ยังแอบขโมยกินอยู่ดี”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นโจวโจวก็เริ่มหน้าจ๋อย หนูน้อยลูบท้องตัวเองพลางกล่าวด้วยท่าทางที่น่าสงสารว่า“แต่หนูหิวนี่นา”
“พวกอาจารย์ก็หิวเช่นกัน! ” หลี่หยวนิระบายความอัดอั้นตันใจของตนออกมา “โจวโจวกินข้าววันละ 5 มื้อมื้อละ 8 ชาม พวกอาจารย์จะอดตายเพราะเธออยู่แล้ว ! ”
“แต่ก็ช่างมันเถิดหากไม่มีเงินย่อมหามาใหม่ได้ ทว่าโจวโจวเกิดมามีชะตากรรมล้างผลาญเงินทอง ต่อให้พวกอาจารย์หาเงินมาได้มากแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์ขนาดกลิ่นธูปบูชาจู่ซือเอี๋ย[1]ของเรายังเลือนหายไป! ”
“ศิษย์พี่ทั้งหลายของเธอต่างก็ลงจากเขาไปทำงานหาเงินแล้วแต่ก็ยังเลี้ยงเธอไม่ไหว หากยังไม่ลงจากเขาไปอีกพรุ่งนี้เราคงต้องพากันไปขอทานแล้ว ! ”
เมื่อได้ฟังคำพูดเหล่านี้โจวโจวรู้สึกผิดเข้าไปใหญ่ หนูน้อยจึงกระซิบถามเสียงเบา ๆ ว่า “อาจารย์ ไม่มีช่องว่างให้เจรจาแล้วหรือ ? ”
หลี่หยวนิส่ายหน้าปฏิเสธ
เมื่อเห็นเช่นนั้นโจวโจวเม้มปาก ก้มหน้าเล็กน้อยแล้วเอนตัวซบขาของอาจารย์อย่างไร้เรี่ยวแรงหนูน้อยทำหน้าตาห่อเหี่ยวราวกับลูกหมาตัวน้อยที่ถูกทอดทิ้ง
“ตกลงงั้นก็ให้หนูลงจากเขาเถอะต่อไปนี้ไม่ว่าหนูจะกลายเป็ขอทานข้างถนนหรือว่าหิวจนตาลายอดตายอย่างหดหู่หนูก็จะไม่ทำให้อาจารย์ต้องลำบาก ถ้าหนูกลายเป็ิญญาได้ยิ่งดีหนูจะได้อยู่ข้างกายอาจารย์ไปตลอดกาลโดยไม่ต้องกินอาหารใด”
ระหว่างที่พูดหนูน้อยก็เอาแขนเสื้อมาเช็ดน้ำตาแล้วทำสีหน้าท่าทางที่ทั้งดูเสียใจและพยายามจะเข้มแข็งไปในคราวเดียวกัน
เมื่อได้ยินคำพูดนี้หลี่หยวนิรู้สึกปวดใจยิ่งนัก เขาถอนหายใจออกมาเบา ๆพลางลูบหัวหนูน้อยด้วยความเอ็นดู “ไม่ต้องกลัวอาจารย์ได้ติดต่ออาจารย์ลุงิทงให้แล้ว ตอนนี้เขาไปได้ดีในระดับหนึ่งหากอยู่กับเขา โจวโจวคงจะไม่อดข้าว”
“ยังมีอีกอย่างโจวโจวอยากได้กระจกทำนายฟ้าดินของอาจารย์มาโดยตลอดไม่ใช่หรือ ? อาจารย์มอบมันให้ คิดเสียว่าเป็ของขวัญในการจากลาเถอะ”
ระหว่างที่พูดเขาก็หยิบกระจกออกมาจากในอกเสื้อแล้วมอบมันให้หนูน้อย
หูของโจวโจวขยับเล็กน้อยดวงตาของเธอเหลือบมองตามเช่นกัน
ทว่าหนูน้อยยังคงไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาทั้งยังทำท่าเสียใจหนักยิ่งกว่าเดิมไหล่ของหนูน้อยสั่นเทาพร้อมกับเสียงร้องไห้ที่ดังสนั่น
หลี่หยวนิเห็นเช่นนั้นก็กัดฟันแน่น“อาจารย์ให้เตาหลอมยาอีกชิ้นก็ได้”
“ตกลง! ” โจวโจวหยุดร้องไห้ไปดื้อ ๆ เธอปล่อยแขนที่กอดขาเขาไว้แน่นแล้วะโลุกจากพื้นอย่างอารมณ์ดีด้วยรอยยิ้มแป้นแล้นใบหน้าของหนูน้อยมีคราบน้ำตาที่ไหนกัน “ขอบคุณอาจารย์ งั้นหนูขอไปเก็บของก่อนนะ”
หลังจากกล่าวจบขาเล็ก ๆ ของเธอก็วิ่งไปที่ห้องนอนของตนเองทันที
หลี่หยวนิมองตามแผ่นหลังของเธอด้วยความงุนงงใครจะไปคิดว่าเมื่อครู่นี้เขาติดกับเ้าหนูน้อยเข้าเต็ม ๆ แล้ว เมื่อตระหนักได้เขาก็โกรธจนสบถออกมา “เ้าศิษย์คนนี้ ! ”
ศิษย์น้องของเขาที่ยืนอยู่ด้านข้างเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะ“ก็ดีเหมือนกัน เดิมทีศิษย์พี่ตั้งใจจะมอบสองสิ่งนั้นให้โจวโจวอยู่แล้วอีกอย่างท่านเองก็หลอมยาและดูดวงไม่เก่งเท่าโจวโจวหากเก็บของสองสิ่งนั้นไว้กับตัวคงไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรไม่สู้มอบให้คนที่จะได้ใช้ประโยชน์จากมันดีกว่า”
หลี่หยวนิฮึดฮัดอยู่ครู่หนึ่งแล้วทำเป็คอแข็งกล่าวว่า: “ใครบอกว่าฉันไม่เก่งเท่าโจวโจว ? ฉันเป็ถึงอาจารย์ของเธอเชียวนะ! ”
ศิษย์น้องยิ้มและมองเขาเพียงแค่ยิ้ม แต่ไม่พูดอะไรสักคำ
ในตอนนั้นเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องที่มีความสามารถต่างลงจากูเาไปหาเงินได้เป็กอบเป็กำแต่เขาอ่อนหัดเกินไป ถึงได้ถูกทิ้งไว้ให้ดูแลอาราม
หลี่หยวนิเองก็คำนึงถึงเื่นี้เช่นกันเขาเพียงแค่ลูบจมูกอย่างเก้อเขิน หลังจากทำเสียงฮึดฮัดไปครู่หนึ่งเขาก็เดินไปทางด้านหลังทันที
ในปีนั้นหากไม่ใช่เพราะเขาเห็นว่าแก่นลมปราณของเธอบริสุทธิ์อย่างน่าประหลาดนับว่าเป็เมล็ดพันธุ์ชั้นดีที่พันปีถึงจะพบเห็นสักคนเขาก็คงไม่ไปแย่งตัวเธอมาเป็ศิษย์ และคงไม่ต้องตกต่ำลงจนถึงจุดนี้หรอก
และเหล่าพระกลุ่มนั้นไม่บอกเขาถึงเื่นี้เลยสักคนพอผมบนหัวไม่มีแล้วก็ไร้น้ำใจไปด้วยเลยหรือ !
เขาครุ่นคิดอย่างโกรธเคือง
ผ่านไปไม่นานโจวโจวก็เดินออกมา หน้าผากของเธอแต่งแต้มด้วยยันต์นำโชค ลำคอห้อยแผ่นทองแดง 3 แผ่นเอวข้างหนึ่งห้อยลูกน้ำเต้าเอาไว้เอวอีกด้านห้อยปี่เซียะขนาดใหญ่เอาไว้อีกหนึ่งตัว หนูน้อยเป็คนแกะสลักปี่เซียะเองมันดูน่าเกลียดมาก และความโดดเด่นเพียงอย่างเดียวของมันคือขนาดที่ใหญ่มากนั่นเอง
เครื่องรางบนตัวของเธอล้วนเป็เครื่องรางนำโชคทั้งนั้นทว่าเธอเกิดมามีชะตากรรมขาดแคลนเงินทอง ต่อให้รวมความโชคดีได้มากเพียงใดแต่เมื่อััโดนตัว ความโชคดีเ่าั้ก็จะมลายหายไปทันที
เมื่อเห็นท่าทางของเธอหลี่หยวนิก็มุ่ยปากแล้วกล่าวว่า “โจวโจวเอ๋ย ศิษย์เกิดมามีชะตากรรมขาดแคลนเงินไม่มีวาสนาต่อโชคลาภและความโชคดี ฉะนั้นล้มเลิกความคิดเถิด”
โจวโจวส่ายหน้าเธอแบกห่อผ้าที่ใหญ่กว่าตัวเธอเอาไว้บนบ่า “ไม่ใช่เสียหน่อยศิษย์พี่ใหญ่เคยบอกว่าหนูเป็คนกำหนดชะตาของหนูเอง ์ไม่อาจมากำหนดได้ขอเพียงแค่มุ่งมั่นตั้งใจ หนูจะต้องร่ำรวยอย่างแน่นอน รอให้หนูหาเงินให้ได้เยอะ ๆ ก่อนแล้วหนูจะนำเงินมามอบให้อารามทั้งหมดเลย ! ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ในใจของหลี่หยวนิรู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมาถึงแม้ศิษย์น้อยผู้นี้จะชอบขุดหลุมพรางอาจารย์ไปบ้าง แต่เธอก็ใส่ใจคนรอบข้างเสมอ
เขาจึงเดินเข้าไปแล้วยื่นรูปแกะสลักที่มีสีขมุกขมัวให้แก่เธอรูปแกะสลักนั้นมีรูปร่างเหมือนคนในตำหนักกลางไม่มีผิด
“ศิษย์รักในเมื่อมีความมุ่งมั่นเช่นนี้ ฉะนั้นอาจารย์จะขอมอบหมายภารกิจสำคัญในการบูรณะอารามเต๋าให้ สู้เขาอาจารย์เชื่อในตัวโจวโจว ! ”
โจวโจวก้มหน้ามองดูรูปแกะสลักในมือของตนแล้วกล่าวด้วยความสงสัยว่า: “อาจารย์เอาจู่ซือเอี๋ยมาให้หนูทำไมแล้วแสงสีทองที่เคยส่องสว่างมาจากบนตัวจู่ซือเอี๋ยล่ะ ? ”
ตอนเด็กกว่านี้หนูน้อยเคยเห็นรูปแกะสลักจู่ซือเอี๋ยในห้องของอาจารย์ตอนนั้นจู่ซือเอี๋ยยังส่องประกายแสงสีทองระยิบระยับอยู่เลยแต่เหตุใดตอนนี้ถึงได้ดูขมุกขมัวยิ่งนัก
“ศิษย์คิดว่าเป็เพราะเหตุใดล่ะ”หลี่หยวนิมองค้อนหนูน้อยไปปราดหนึ่ง
โจวโจวเห็นอาจารย์มองมาเช่นนั้นก็เข้าใจในทันทีจะต้องเป็เพราะชะตากรรมขาดแคลนเงินทองของเธอแน่นอน
อารามเต๋าซบเซา และจู่ซือเอี๋ยไม่มีธูปบูชามันกลายเป็แบบนี้ไปแล้วมิใช่หรือ ?
หนูน้อยยิ้มเจื่อนแล้วรีบห่อรูปแกะสลักเก็บไว้อย่างดี “อาจารย์ไม่ต้องกังวลหนูจะต้องหาเงินมาให้ได้เยอะ ๆและจะทำให้แสงสีทองบนตัวจู่ซือเอี๋ยกลับมาเปล่งประกายอีกครั้ง ! ”
หลี่หยวนิชำเลืองมองหนูน้อยในใจเขารู้อยู่แล้วว่าหนูน้อยมีชะตาขาดแคลนเงิน เธอไม่สามารถทำได้แน่นอนแต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้พูดขัด “เื่กลิ่นธูปบูชา อาจารย์ไม่ได้บังคับโจวโจวได้กินอิ่มท้องก็พอแล้ว เมื่อลงเขาไปแล้วหากพบเจอคนขอความช่วยเหลือก็จงยื่นมือเข้าช่วย จงหมั่นทำความดีเพื่อเพิ่มบุญบารมีให้แก่จู่ซือเอี๋ยก็พอ สิ่งนี้เป็ประโยชน์ต่อศิษย์เช่นกันมันจะช่วยให้ชะตาชีวิตของศิษย์ดีขึ้น”
เมื่อได้ยินแบบนี้โจวโจวตาเป็ประกายทันที หนูน้อยพยักหน้ารับผู้เป็อาจารย์ “อื้ม ! อาจารย์หนูจะจำไว้ ! ”
เมื่อมองไปที่ดวงตาที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาของลูกศิษย์ตัวน้อยในที่สุดหลี่หยวนิก็ตบบ่าเธอ “ลงเขาไปเถิดจำไว้ว่าอย่าลืมไปหาอาจารย์ลุงของศิษย์ เขาดูแลศิษย์ได้”
“อื้อ”โจวโจวจับมืออาจารย์ แล้วมองเขาอย่างอาลัย “อาจารย์ ท่านเองก็ต้องดูแลตัวเองด้วยรอให้หนูหาเงินได้เยอะ ๆ ก่อน แล้วหนูจะกลับมาเยี่ยมเยียน”
“อืมรีบไปเถิด ประเดี๋ยวฟ้าจะมืดเสียก่อน”
“อื้อ”โจวโจวพยักหน้า เธอเดินไปสามก้าวหันกลับมาสี่ก้าว ทำให้หลี่หยวนิที่เห็นเช่นนั้นรู้สึกปวดใจไม่น้อย
หากไม่ใช่เป็เพราะอารามเต๋าไม่เหลืออะไรแล้วจริงๆ เขาก็ไม่อยากให้เธอไปเลย
เขาหวังแค่ว่าการเดินทางในคราวนี้ของเธอจะเป็ไปได้อย่างราบรื่น
เมื่อคล้อยหลังพวกเขาไปโจวโจวถึงได้หันกลับมาแล้วออกวิ่งอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาไม่นานก็ถึงตีนเขาหนูน้อยยืนเขย่งยืดคอดูทิวทัศน์ภายนอก มุมปากยกยิ้มขึ้น ทำให้ลักยิ้มเล็ก ๆสองข้างปรากฏขึ้นบนพวงแก้มขาวอวบ ดูเป็รอยยิ้มที่หวานมาก
ยอดเยี่ยมไปเลยในที่สุดก็ได้ลงจากเขาแล้ว
เธอเคยได้ยินศิษย์พี่เจ็ดเล่าให้ฟังว่าด้านล่างูเาเต็มไปด้วยของกินอร่อยมากมายทั้งยังเต็มไปด้วยความสนุกสนาน เธอจึงเฝ้าปรารถนาว่าจะได้ลงเขาในสักวัน
ในที่สุดเธอก็ได้มีโอกาสััมัน
ยิ่งคิดถึงเื่นี้รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอยิ่งดูสดใสมากขึ้นหนูน้อยก้าวเท้าเดินอย่างรวดเร็วไปได้ไม่กี่ก้าว และทันใดนั้นเธอก็พบว่าภาพเบื้องหน้านั้นเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย เสียงรอบด้านดังเซ็งแซ่ช่างเป็บรรยากาศที่ครึกครื้นยิ่งนัก
ทว่าในตอนนี้เองหนูน้อยก็ได้ยินเสียงคนะโขึ้นอย่างร้อนใจ: “หมอ ! ที่นี่มีหมอไหม ! ใครก็ได้ช่วยชีวิตคุณนายของฉันด้วย! ”
[1] จู่ซือเอี๋ย(祖师爷) ชื่อเรียกอีกชื่อของเล่าจื๊อผู้คิดปรัชญาเต๋า ศาสดาของลัทธิเต๋า