เกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 139 สองท่อน

            เฉินเหลียนเอ๋อร์ตกใจจนพูดไม่ออกนางโดนแรงที่มากพอผลักจนล้มศีรษะโขกไปกับพื้น ทว่านางกลับเมินเฉยความเจ็บปวดที่ได้รับเงยหน้าขึ้นมองอานหยางที่อยู่เบื้องหน้า

            ในใจของนายหญิงเฉินเกิดความสงสัยเมื่อครู่หลังจากที่เฉินเหลียนเอ๋อร์เข้ามานางได้ลงกลอนประตูไว้เป็นอย่างดี แล้วเหตุใดเจ้าเด็กนอกคอกคนนี้ถึงได้เปิดเข้ามาได้อย่างง่ายดายเล่า?

            แต่ไม่ว่านางจะรู้สึกประหลาดใจมากเพียงใดตอนนี้อานหยางก็มาปรากฏตัวที่นี่แล้ว

            ไม่สิกล่าวให้ชัดเจน อานหยางคุกเข่าของตนข้างหนึ่งอยู่ข้างกายไป๋ฝูฉวี ประคองศีรษะของนางเข้ามาในอ้อมแขนของตนบนใบหน้ามีความตื่นตระหนก เขาใช้แขนเสื้อของตนกดบาดแผลบนใบหน้าของไป๋ฝูฉวีเอาไว้

            “ท่านพี่หยางข้าเจ็บ... เจ็บเหลือเกินเจ้าค่ะ!”

            พอไป๋ฝูฉวีเห็นอานหยางเข้ามาก็ราวกับเห็นคนสำคัญน้ำตาของนางร่วงหล่นลงมาราวกับสิ่งของที่ไม่ต้องใช้เงินแลก

            ทว่าครั้งนี้เป็นการร้องไห้ของนางจริงๆ

            ที่ไป๋ฝูฉวีเดินมาถึงวันนี้หากขอบคุณก็ต้องขอบคุณถุงหนังที่อ่อนแอบอบบางของนางหากมิเป็นเช่นนั้นเหล่าบัณฑิตหนุ่มที่อยู่อาคารใต้คงไม่ยอมรับนางได้เร็วถึงเพียงนี้

            เพียงแต่ตอนนี้ใบหน้าที่เคยงดงามของนางโดนเศษกระเบื้องลายครามชิ้นนั้นจากเฉินเหลียนเอ๋อร์ทำลายไปแล้ว ใบหน้าเจ็บปวดทว่าหัวใจเจ็บปวดยิ่งกว่าบาดแผลที่ลึกเช่นนี้จะไม่ทิ้งรอยแผลเป็นได้อย่างไร!

            หากทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้เช่นนั้นควรทำอย่างไรดี?

            ไป๋ฝูฉวีเจ็บไปทั้งกายและใจเมื่อประกอบกับความแค้นฝังลึกต่อนายหญิงเฉินและเฉินเหลียนเอ๋อร์สองแม่ลูกมือทั้งสองข้างที่อยู่ใต้ชายเสื้อก็บีบแน่น ทั่วร่างกายล้วนเปียกชื้นไปด้วยน้ำตา

            ทว่าในใจของนางรู้สึกประหลาดใจอยู่เช่นกันเหตุใดอานหยางถึงได้ปฏิบัติต่อนางเช่นนี้กัน

            ตอนที่พบหน้ากันก่อนหน้านี้ไป๋ฝูฉวีสัมผัสไม่ได้ถึงความรู้สึกพิเศษใดที่อานหยางมีต่อตนเลย

            ไม่ว่านางจะแสดงเจตนาหรือซ่อนเร้นอย่างไรก็ตามอานหยางก็ไม่เคยใส่ใจมาก่อน การกระทำเหล่านั้นราวกับต้องการสื่อว่า เขาไม่อาจลดตัวลงมาเพื่อมีความรู้สึกใดต่อสตรียากจนและฐานะต่ำต้อยได้

            การพบหน้ากันในช่วงหลายวันมานี้ไม่ว่านางจะเหยียบย่ำเฉินเหลียนเอ๋อร์ต่อหน้าอานหยางอย่างไร เขาก็ไม่ทุกข์ร้อนหรือแม้แต่ตัวนางที่หลอกล่อให้เฉินเหลียนเอ๋อร์รังแกตนก็ตาม อานหยางก็ไม่เคยแสดงท่าทีว่าจะเข้ามายุ่งเลยสักครั้ง

            เดิมทีไป๋ฝูฉวีคิดว่าตนควรยอมแพ้ได้แล้วคิดไม่ถึงเลยว่าในตอนนี้อานหยางจะออกโรงช่วยเหลือนางเอาไว้

            หรือว่า...?

            ใบหน้าของไป๋ฝูฉวีเต็มไปด้วยความเจ็บปวดจากการร้องไห้ทว่าหัวใจกลับยังมีชีวิตอยู่

            “อาฝูข้าจะพาเจ้าไปหาท่านหมอ!”

            อานหยางทำเหมือนไม่เห็นว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์ก็อยู่ในห้องนี้เช่นกันเขาช้อนร่างบอบบางราวกับไร้กระดูกของไป๋ฝูฉวีขึ้น จากนั้นก็เดินออกไปด้วยท่าทีรีบร้อนทันทีเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเขารู้สึกกังวลยิ่งนัก

            “ท่านพี่หยาง!”

            เฉินเหลียนเอ๋อร์ร้องเรียกเสียงหลงราวกับนางไม่อยากเชื่อในการกระทำของอานหยาง... นางแอบรักอานหยางมานานหลายปี แต่ยังไม่เคยเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวลและความโกรธเช่นนี้มาก่อนแต่ไป๋ฝูฉวีรู้จักกับอานหยางได้เพียงครึ่งเดือนเท่านั้นเป็นตัวนางเองที่ถักด้ายให้เป็นสะพาน เหตุใดพวกเขาถึงกล้าทำ!

            อานหยางคร้านจะใส่ใจนางเพราะเหตุนั้นนางจึงยิ่งต้องปีนป่าย แม้จะล้มลุกคลุกคลานก็ต้องขวางเส้นทางของอานหยางเอาไว้“ท่านพี่หยาง เหตุใดท่านถึงไปคลุกคลีกับนางได้เล่า ท่านรู้สิ่งที่นางทำกับข้าไว้หรือไม่เจ้าคะ!”

            ร้องไห้ใครจะร้องไห้ไม่เป็นกัน!

            เฉินเหลียนเอ๋อร์จับจ้องไปยังอ้อมแขนของอานหยางที่มีไป๋ฝูฉวีร้องไห้ราวดอกสาลี่ต้องหยาดฝนอยู่หันกลับไปก็พบกับคนที่ก่นด่าสาปแช่งไป๋ฝูฉวีอยู่ลับหลัง

            ช่างเป็นสตรีชั้นต่ำที่“แสร้งดัดจริต” ได้ดีอะไรเช่นนี้!

            เพียงแต่น้ำตาของเฉินเหลียนเอ๋อร์มิได้ไหลอย่างสั่งได้เช่นไป๋ฝูฉวีแม้ว่าในใจของนางจะได้รับความอยุติธรรม แต่บนใบหน้ากลับไม่มีน้ำตาไหลออกมาสักหยดมีเพียงใบหน้าแดงก่ำที่เริ่มคล้ำ ทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกหวาดกลัว

            “หลบ!”

            อานหยางหมดความอดทนที่จะพูดคุยกับเฉินเหลียนเอ๋อร์ทว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์กลับไม่สนใจ “ท่านพี่หยาง ท่านพูดกับข้าให้ชัดเจนเกิดอะไรขึ้นระหว่างท่านกับสตรีชั้นต่ำนี่?!”

            “หุบปากเจ้ามันสตรีโง่เง่าปากร้าย เป็นสตรีเลวทรามจิตใจอำมหิตเสียจริง!”

            นี่เป็นครั้งแรกที่อานหยางตวาดเฉินเหลียนเอ๋อร์ด้วยความโกรธ

            ถึงแม้เขาจะไม่เคยตอบรับความรู้สึกที่เฉินเหลียนเอ๋อร์ส่งมาแต่ก็ไม่มีครั้งใดที่เขาดุด่าว่าร้ายเฉินเหลียนเอ๋อร์เช่นนี้มาก่อน

            เฉินเหลียนเอ๋อร์โดนเขาด่าว่าสตรีเลวทรามจิตใจอำมหิตก็ถึงกับผงะสีหน้าของนายหญิงเฉินเองก็เริ่มน่าเกลียดไม่น่ามองเช่นกัน “หยางเกอเอ๋อร์ที่เจ้าพูดหมายความว่าอย่างไร คิดว่าตระกูลเฉินของข้าเป็นสิ่งใดหรือ?”

            อานหยางหัวเราะออกมาอย่างเหยียดหยันจับศีรษะของไป๋ฝูฉวีกดลงที่หน้าอกตนเอง ก่อนจะเดินข้ามเฉินเหลียนเอ๋อร์ที่ยังนั่งอยู่ตรงจุดเดิมออกไปนอกห้อง

            “อานหยาง! หากเจ้ากล้าเดินผ่านประตูนี้ไป ตระกูลเฉินและตระกูลอานของพวกเราเกรงว่าคงไม่อาจวางมือได้ง่ายๆเป็นแน่!”

            นายหญิงเฉินยืนขึ้นพร้อมกับแววตาที่เฉียบคมดวงตาของนางจ้องไปยังหนึ่งสตรีหนึ่งบุรุษ บนใบหน้ายังมีร่องรอยของการถากถาง“ตระกูลอานของเจ้าสอนให้ปฏิบัติต่อผู้อื่นเช่นนี้หรือยิ่งไม่ต้องกล่าวว่าข้าเป็นใครอื่น ข้าคือว่าที่แม่ภรรยาของเจ้า!”

            ได้ยินประโยคนี้อานหยางก็แทบจะกลั้นเสียงหัวเราะในลำคอเอาไว้ไม่ได้

            นายหญิงเฉินเห็นความดูถูกที่ฉายในแววตาของอานหยางอดไม่ได้ที่ต้องหยุดลงที่ด้านหลัง ในแววตามีประกายไฟที่ลุกไหม้ซ่อนอยู่

            “ตอนนี้ฮูหยินเป็นผู้มีพระคุณต่อตระกูลอานของข้าเฉินเหลียนเอ๋อร์ในยามนั้นก็เป็นเด็กสาวธรรมดา เรื่องการแต่งงานข้าไม่มีความเห็นตั้งแต่แรกแล้วข้าเพียงฟังคำสั่งของท่านพ่อท่านแม่และคำพูดของแม่สื่อเท่านั้น

            แต่ดูน้องเหลียนเอ๋อร์ในตอนนี้สิว่ามีสภาพอย่างไร?คำพูดหยาบช้า อารมณ์ร้ายรุนแรง ทำร้ายผู้อื่นตามใจตน อยู่ที่สถานศึกษาตระกูลหยวนก็มีชื่อเสียงกระฉ่อนไปในทางที่ไม่ดีสอบก็ไม่ผ่านเกณฑ์ หากท่านอาจารย์ไร้เมตตา วันนี้ก็คงโดนขับออกจากสถานศึกษาไปแล้ว

            หากวันนี้ข้าไม่ได้มาเห็นเฉินเหลียนเอ๋อร์ที่เป็นคนปากร้ายเช่นนี้และยังกล้าลงมือทำร้ายสหายรักของตนได้ลงคอ ทำให้สตรีที่ดีงามผู้หนึ่งต้องมีสภาพเช่นนี้ข้าเองยังนึกจะเดินทางไปยังสถานศึกษาตระกูลหยวนเพื่อไกล่เกลี่ยอีกทั้งก็เพื่อกอบกู้ชื่อเสียงที่เสียไปของน้องหญิงด้วย

            น่าเสียดายที่กรรมตามสนองข้าออกมาสูดอากาศก็เลยมีโอกาสได้พบเห็น ได้เข้าใจทุกอย่างแล้ว!

            สตรีราวกับคนเสียสติเช่นนี้สมควรแล้วหรือที่จะก้าวเข้ามาเป็นสะใภ้ใหญ่ของตระกูลอาน?

            แม้นายหญิงเฉินจะกล้าแต่งแต่ข้าอานหยางคงไม่กล้าสู่ขอ ด้วยกลัวว่าจะเสียโชคลาภและมิอาจทนต่อไปได้! ในเมื่อนายหญิงเฉินกล้ากล่าวคำว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจัดการ เช่นนั้นวันนี้ข้าเองก็กล่าวออกมาอย่างชัดเจนแล้ว

            สตรีเช่นนี้สกุลอานของเราไม่กล้ารับข้าอานหยางวันนี้ขอใช้มีดเดียวตัดขาดเป็นสองท่อน [1] ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยากับเฉินเหลียนเอ๋อร์!

            เป็นเพียงคำพูดไม่มีการแลกเปลี่ยนเช่นนั้นเรื่องนี้ก็ให้มันจบลง ตระกูลอานของข้ายืนหยัดอยู่บนความซื่อตรงในเมื่อเป็นฝ่ายผิด ข้าเองก็ไม่ได้กลัวตระกูลเฉินของท่านสักเท่าไร!”

            นี่ถือเป็นครั้งแรกและดูเหมือนว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายเช่นกันที่อานหยางมองตรงไปยังนายหญิงเฉิน

            บนใบหน้าของเขาไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อยอีกทั้งยังกล้าเงยหน้าสบตากับนายหญิงเฉิน คำพูดที่กล่าวออกมาก็ล้วนเต็มไปด้วยอารมณ์ในแววตาแฝงไปด้วยความไม่อดทน เขาทิ้งประโยคสุดท้ายเอาไว้ก่อนหันหลังเดินจากไป

            ท่าทีของเขาทำให้ริมฝีปากของนายหญิงเฉินสั่นไปด้วยความโกรธเฉินเหลียนเอ๋อร์ยังไม่ทันได้สติจากประโยคก่อนหน้าที่ทำให้นางผงะไป อึดใจต่อมาก็ถูกโดนประโยคที่ว่า“มีดเดียวตัดขาดเป็นสองท่อน” ของอานหยางทำให้ตกตะลึงไปอีกครั้ง

            คนที่ไม่เคยร้องไห้อย่างเฉินเหลียนเอ๋อร์ยามนี้เพราะเรื่องของความรู้สึกที่แท้จริงทำให้น้ำตาของนางไหลออกมา ไล่ตามฝีเท้าของอานหยางที่ห่างออกไปอย่างสิ้นหวังทว่านางทั้งเตี้ยทั้งอ้วน ในยามปกติก็ไม่ชอบเรื่องการออกกำลังกาย เพราะเหตุนั้นจึงไม่อาจไล่ตามการก้าวเดินของอานหยางได้ทันและเพราะการรีบร้อนจนเกินไปจึงทำให้นางล้มลงไปกองยังจุดเดิม

            “ไป๋ฝูฉวีข้าเฉินเหลียนเอ๋อร์มิอาจอยู่ร่วมโลกเดียวกันกับเจ้าความแค้นนี้มิอาจอยู่ร่วมแผ่นฟ้า ข้าจะต้องให้เจ้าชดใช้ จะต้อง...”

            ใบหน้าของเฉินเหลียนเอ๋อร์มอมแมมไปด้วยฝุ่นดวงตาแดงก่ำปูดโปนแฝงความโหดเหี้ยมเอาไว้

            นางไม่ได้แสดงท่าทีโวยวายออกมาอีกในน้ำเสียงมีความรู้สึกเยือกเย็นที่ทำให้ผู้คนต้องขนลุกชัน

            นางเฝ้ามองเงาของทั้งสองคนที่ห่างไปไกลมือหนาถูกกำเข้าหากันจนแน่นก่อนจะต่อยมันลงไปบนพื้น ต่อยทีละหมัดๆแม้ว่ามือทั้งสองข้างของนางจะเต็มไปด้วยเลือด แต่ไม่ได้ทำให้นางหยุดการกระทำลงได้เลย

            นายหญิงเฉินปลอบเฉินเหลียนเอ๋อร์อย่างไรนั้นถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในภายหลัง ในตอนที่หงซิ่วมารายงานข่าวนี้กับเยี่ยนเจาเจา ก็เป็นตอนที่นางกำลังเตรียมตัวสำหรับงานปีใหม่ในครั้งนี้

            นางไม่ถนัดเรื่องการเย็บปักถักร้อยเพราะเหตุนั้นจึงทำได้ครู่หนึ่งพักครู่หนึ่ง แต่ใบหน้ากลับยังเผยรอยยิ้มออกมา

            “ทำได้ดี”

            หลังจากได้ยินเยี่ยนเจาเจาก็กล่าวชมออกไปหงซิ่วได้ยินพลันรู้ได้ทันทีว่าเยี่ยนเจาเจาพอใจกับสถานการณ์ที่หอเทียนเซียงเป็นอย่างยิ่งนางไม่เอ่ยถามสิ่งใด ทำเพียงหันกลับไปเพื่อจัดการเตรียมของรางวัลให้หอเทียนเซียง

            หงซิ่วเองก็ค่อยๆเติบโตขึ้น การทำงานนับวันก็ยิ่งดีมากขึ้นถือเป็นอีกหนึ่งพรสวรรค์ที่สามารถสร้างขึ้นได้

            เยี่ยนเจาเจากำลังงีบหลับอยู่ในห้องอุ่นๆที่จุดด้วยถ่าน มองดูท้องฟ้าสีเทาด้านนอก จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว อยู่ในห้วงความคิดว่าปีนี้จะมีหิมะตกลงมาหรือไม่

            จากนั้นไม่นานความคิดก็ได้วนกลับไปยังอานหยางและคนเหล่านั้น

            พูดอย่างตรงไปตรงมาการตอบสนองของอานหยางถือเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของเยี่ยนเจาเจาพอสมควรเห็นการตอบสนองของอานหยางก็รู้ได้ตั้งแต่แรกแล้วว่า เขาไม่ได้มีความประทับใจต่อเฉินเหลียนเอ๋อร์เลยแม้แต่น้อยอีกทั้งยังรู้สึกรังเกียจเสียด้วยซ้ำ เหตุผลที่ต้องตามติดเฉินเหลียนเอ๋อร์ก็เป็นเพราะความรับผิดชอบต่อบิดามารดาและตระกูลเท่านั้น

            แต่เด็กน้อยตัวเล็กๆที่ต้องแบกรับภาระหน้าที่เอาไว้บนบ่า โดยขัดต่อความปรารถนาในใจและมิอาจละทิ้งไปได้ในใจมีเพียงความรู้สึกสองอย่างเท่านั้น

            หนึ่งคือละทิ้งความปรารถนาของตนไปเป็นการชั่วคราวแล้วรับผิดชอบต่อหน้าที่และรอจนตระหนักได้ว่าไม่มีสิ่งใดที่คิดว่าเป็นอุปสรรคแล้ว ถึงสามารถปล่อยวางได้

            สองคือการบังคับตัวเองให้ยอมรับหน้าที่นั้นแต่ภายในใจลึกๆ ก็ยังรู้สึกรังเกียจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาระหน้าที่นี้นับวันก็ยิ่งทำให้เขามิอาจทนต่อไปได้มันจึงค่อยๆ ทำให้หัวใจของเขาเกิดความคิดต่อต้านขึ้นมาอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง ราวกับลูกหนังที่ใช้เข็มตำก็สามารถทำให้มันระเบิดออก

            เยี่ยนเจาเจาใช้ไป๋ฝูฉวีเป็นเข็มสำหรับเขาแต่นางคิดไม่ถึงเลยว่าการระเบิดครั้งนี้จะรุนแรงมาถึงเพียงนี้

            อานหยางไม่ได้รู้สึกต่อไป๋ฝูฉวีมากเท่าไรนักแต่เมื่อเขาได้เห็นว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามิใช่ความจริง ในฐานะชายหนุ่มที่เป็นคนมีจิตสำนึกดีอยู่ภายในใจอีกทั้งยังต้องการหลบหนีจากภาระหน้าที่ เขาจึงยื่นมือเข้ามาเพื่อช่วยเหลือผู้ที่น่าสงสารอย่างไป๋ฝูฉวีอีกทั้งยังสามารถทิ้งเฉินเหลียนเอ๋อร์ที่เขารู้สึกรังเกียจมาตลอดได้

            สำหรับไป๋ฝูฉวีที่เอาแต่ยึดติดกับอำนาจและสถานะที่สูงส่งสิ่งที่นางสนใจมิใช่อานหยางแต่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังตระกูลอาน

            ทว่ายามนี้ไม่ใช่เพียงการหลอกลวงเฉินเหลียนเอ๋อร์แต่เป็นการร้าวฉานกับสกุลเฉินเสียแล้ว... หากเป็นการหลอกลวงเบี้ยตัวเล็ก ไม่แน่ว่าอาจทำให้เฉินเหลียนเอ๋อร์ลงมือได้แต่เมื่อมีพี่ชายที่รักอย่างอานหยางของเฉินเหลียนเอ๋อร์เข้ามา เฉินเหลียนเอ๋อร์จะต้องทนต่อไปไม่ไหวเป็นแน่

            ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนใจชายหนุ่มที่ตนรักหรือเป็นฝ่ายเดียวที่ถูกทอดทิ้งอย่างอัปยศในสถานการณ์ที่น่าอับอายเช่นนี้ สำหรับเฉินเหลียนเอ๋อร์แล้วจะต้องไม่สามารถทนได้อย่างแน่นอน

            นางจะต้องลงมือเป็นแน่

            เยี่ยนเจาเจารู้จักเฉินเหลียนเอ๋อร์ค่อนข้างดีนางหัวเราะออกมาอย่างดีใจ จัดการถักด้ายสีเหลืองสดใสในมือให้เรียบร้อยหลังจากนั้นก็ใช้จี้หยกผิงอันมัดปมเอาไว้ที่ด้านบน

            -----------------------------------------------------

            เชิงอรรถ

            [1]มีดเดียวตัดขาดเป็นสองท่อน หมายถึง ตัดความสัมพันธ์กันอย่างเด็ดขาด เด็ดบัวไม่เหลือใย

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ] ที่คุณอ่าน