โม่เฟิงมอบเคล็ดวิชาที่คัดลอกไว้ให้กับทุกคนโดยให้เสี่ยวฟ่านเป็คนแรก “วิชาของเ้าคือทัณฑ์อัสนีก้าว์”
“ว้าววว ทัณฑ์อัสนีก้าว์!” แค่เสี่ยวฟ่านได้ยินชื่อของเคล็ดวิชาก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันทีทันใด
ท่าทีที่ตื่นเต้นของเสี่ยวฟ่าน โม่เฟิงจึงเริ่มอธิบายเกี่ยวกับเคล็ดวิชานี้ “วิชาทัณฑ์อัสนีก้าว์ เป็เคล็ดวิชาที่มีระดับการพัฒนาที่โดดเด่น เหนือล้ำยิ่งกว่าเคล็ดวิชาอื่น ๆ อีกทั้งวิชานี้ ยังช่วยเร่งประสาทการตอบสนองของร่างกาย มันจะทำให้เ้าเคลื่อนที่ว่องไวดุจสายฟ้าฟาด”
“เคลื่อนไหวรวดเร็วเหมือนกับสายฟ้า!” เสี่ยวฟ่านรู้สึกพึงพอใจถึงกับยิ้มจนแก้มแทบปริ ความคิดชั่วร้ายได้แวบเข้ามาอยู่ในหัว
“หึ หึ ” หากข้าฝึกเคล็ดวิชานี้ แม้ข้าจะถูกท่านพ่อจับได้ว่าหนีออกไปเทียว ท่านพ่อก็ไล่จับข้าไม่ทัน
เห็นใบหน้าชอบใจที่แฝงไปด้วยความชั่วร้ายนิด ๆ ของเสี่ยวฟ่าน โม่เฟิงเห็นดังนั้นจึงอมยิ้มนิด ๆ ดช่นกัน ก่อนจะใช้มือแตะไปที่ไหล่ของอีกฝ่ายพร้อมกับกล่าวว่า “แต่ยามบรรลุสู่ขอบเขตเซียน์ เ้าจะต้องรับทันอัสนีจากฟากฟ้า หวังว่าเ้าคงจะทนไหว”
เมื่อได้ยินว่าตนเองจะต้องโดนสายฟ้าฟาด เสี่ยวฟ่านถึงกับโยนเคล็ดวิชาที่ถืออยู่ทิ้งในทันที ร่างกายซวนเซไปด้านหลัง ใบหน้าที่ร่าเริงถึงกับซีดเผือด!
โม่เฟิงยิ้มกว้างกับท่าทีของเสี่ยวฟ่านก่อนจะหันไปทางตงห่าว พร้อมกับยื่นเคล็ดวิชาให้ “ของเ้าคือวิชากายปฐีราชัน์ เป็เคล็ดวิชาที่เรียบง่าย ถึงแม้ความรวดเร็วในการฝึกฝนจะด้อยกว่าวิชาทันอัสนีก้าว์ แต่ในเื่ของ พละกำลัง หรือความแข็งแกร่งทางร่างกาย รวมถึงการกักเก็บลมปราณเอาไว้ใช้ เคล็ดวิชานี้จัดว่าไม่เป็สองรองใครเลยทีเดียว”
ซึ่งหลังจากมอบเคล้ดวิชาให้ตงห่าวแล้ว โม่เฟิงหันไปหาปิงหยุนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
“ส่วนของเ้า คือวิชาจิ้งจอกเกล็ดเหมันต์ เคล็ดวิชาที่ทรงพลังที่สุด ในหมู่เคล็ดวิชาทั้งสี่ การจะฝึกเคล็ดวิชานี้ให้บรรลุผล เ้าจะต้องมีความมุมานะยิ่งกว่าผู้อื่น คิดว่าทำได้หรือไม่?”
เมื่อปิงหยุนได้ยินว่าจะต้องทุ่มเทฝึกฝนยิ่งกว่าผู้อื่น กลับมิได้รู้สึกท้อแม้แต่อย่างใด เพียงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว “หากเคล็ดวิชานี้ ช่วยให้ตระกูลปิงของข้ากลับมารุ่งเรืองได้อีกครั้ง ข้าจะยอมทุ่มเททั้งชีวิตให้กับมัน”
โม่เฟิงเห็นปฏิกิริยาของปิงหยุนเช่นนั้นจึงรู้สึกโล่งใจ “ใน่ยามดึกไปจนถึง่ก่อนฟ้าสางของทุกวัน เ้าจะต้องตื่นขึ้นมากลืนหยาดน้ำค้างเป็ระยะเวลาครึ่งชั่วยาม เพิ่มพูนความบริสุทธิ์ของธาตุน้ำแข็งในตัวเ้า ยิ่งตัวเ้ามีธาตุน้ำแข็งที่บริสุทธิ์เท่าใด วิชาจิ้งจอกเกล็ดเหมันต์ก็จะยิ่งทรงพลังมากขึ้นเท่านั้น ส่วนรายละเอียดในการฝึกฝนอื่น ๆ ข้าจะบอกเ้าในภายหลัง”
ในบรรดาเคล็ดวิชาธาตุน้ำแข็งที่มีอยู่ในบันทึกภูติ มีเคล็ดวิชาที่เหมาะสมกับปิงหยุนอยู่มากมาย แต่ที่เขาเลือกวิชาจิ้งจอกเกล็ดเหมันต์ ซึ่งเป็เคล็ดวิชาที่ฝึกฝนได้ยากที่สุดมาให้กับปิงหยุนนั้น เป็เพราะเห็นว่าปิงหยุนอยากจะฟื้นฟูตระกูลให้กลับมายิ่งใหญ่ ย่อมไม่มีทางย่อท้อต่อการฝึกฝนที่ยากลำบาก ดังนั้น...ถ้าปิงหยุนได้ฝึกเคล็ดวิชานี้ ไม่เกินสามปี ในเมืองตะวันดับแห่งนี้ จะไม่มีผู้ใดสามารถต่อกรกับเขาได้อีก
โม่เฟิงหันมาทางลู่หานซึ่งเป็คนสุดท้าย “ส่วนของเ้า นี่คือวิชาดาราทมิฬดับแสง ความโดดเด่นของเคล็ดวิชานี้อยู่ที่การซ่อนตัว หากได้ฝึกฝนจนบรรลุเข้าสู่ขั้นสูงสุด เ้าจะสามามารถปกปิดพลังลมปราณ หลบซ่อนตนเองจากประสาทััทั้งห้าของศัตรู แม้จะอยู่ห่างกันเพียงแค่ครึ่งก้าว ก็ไม่มีศัตรูหน้าไหน รู้สึกถึงตัวตนของเ้าได้ มันเป็เคล็ดวิชาลอบสังหารที่สมเหมาะกับศาสตราวุธลมปราณของเ้าเป็ที่สุด”
หลังจากมอบเคล็ดวิชาให้กับทุกคนเป็ที่เรียบร้อยแล้วแล้ว โม่เฟิงจึงพูดกำชับถึงสิ่งที่ทุกคนต้องทำเป็ประจำทุกวันโดยไม่หยุด “นอกจากที่พวกเ้าจะต้องฝึกฝนเคล็ดวิชาที่ข้าได้ให้ไป ในทุก ๆ เช้าและเย็นของทุกวัน ข้าจะให้พวกเ้าวิ่งรอบเมืองตะวันดับแห่งนี้วันละห้ารอบ”
“ห้ารอบ!” เสี่ยวฟ่านใมาก เพราะเมืองตะวันดับแห่งนี้ แม้ไม่ใหญ่โตเช่นเมืองอื่น ๆ แต่ก็ไม่ถือว่าเล็กสักเท่าไหร่ หนึ่งรอบอาจจะมีระยะทางประมาณไม่ห้าถึงหกลี้ (ประมาณ 3 กิโลเมตร) การวิ่งห้ารอบเช้าเย็นย่อมหมายถึงหนึ่งวันเขาต้องวิ่งไม่ต่ำกว่าหกสิบลี้ (ประมาณ 30 กิโลเมตร) เขามั่นใจว่าตนเองนั้นไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอน
“อึ้ม!” โม่เฟิงพยักหน้าพร้อมกล่าวอธิบาย “เคล็ดวิชาที่ข้าให้พวกเ้าไป จะทำให้พวกเ้าสามารถพัฒนาระดับพลังได้อย่างก้าวะโ แต่ถ้าหากร่างกายของพวกเ้าไล่ตามการพัฒนาที่ก้าวะโไม่ทัน ต่อให้พวกเ้ามีพลังลมปราณอยู่มากมายขนาดไหน ถ้าร่างกายอ่อนแอ พวกเ้าก็ไม่อาจใช้พลังลมปราณเ่าั้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
แม้การวิ่งรอบเมืองตะวันดับห้ารอบดูเหมือนจะเป็เื่ยากสำหรับพวกเขาในตอนนี้ แต่ปิงหยุนเชื่อมั่นว่าสิ่งที่โม่เฟิงบอกนั้น จะทำให้ทุกคนนั้นแข็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอนดังนั้นจึงตอบตกลงอย่างไม่ลังเล “พวกข้าจะทำตามที่เ้าบอก!”
“เอ๋..!”
เสี่ยวฟ่านไม่อยากจะเชื่อว่าปิงหยุนจะตอบตกลง แต่เมื่อปิงหยุนรับปากไปเช่นนั้น เสี่ยวฟานเองก็ทำได้เพียง จำใจต้องทำตามสหายของตนโดยที่มิอาจหลบหลีกได้
ทุกคนเริ่มทำการฝึกฝนเคล็ดวิชาของตน โดยมีโม่เฟิงคอยให้คำแนะนำอยู่ไม่ห่าง ผ่านไปสองวัน พวกเขาต่างก็ััได้ว่า จุดตันเถียนและอวัยวะในร่างกายของพวกเขา เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะเป็การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย แต่นั่นก็ทำให้พละกำลัง ความเร็ว รวมถึงการควบคุมพลังลมปราณของพวกเขาเกิดการพัฒนาไปอีกขั้น
เมื่อเข้าสู่วันที่สาม ของเหลวที่กลั่นออกมาจากเืของหนูดินเขาหอกได้แข็งตัวเป็ก้อน เกิดเป็โอสถเม็ดสีแดงกว่า 200 เม็ด เปล่งประกายท่ามกลางแสงแดดราวกับอัญมณีล้ำค่า
โม่เฟิงหยิบโอสถเม็ดดังกล่าวขึ้นมาดู ใบหน้าเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ก่อนจะเรียกทุกคนให้เดินมารับโอสถเหล่านี้เพื่อนำไปใช้ในการฝึกฝน
“มารับโอสถทับทิมแดงไปคนละยี่สิบเม็ด จงใช้มันเพื่อยกระดับพลังลมปราณของพวกเ้า!”
ปิงหยุนรับโอสถทับทิมแดงมาจากโม่เฟิง เขามองดูเม็ดโอสถที่อยู่ในฝ่ามือ ก่อนจะนั่งลงกับพื้น หยิบใส่ปากของตน
หลังกลืนโอสถทับทิมแดงเข้าไป พลังลมปราณที่อัดแน่นอยู่ภายในโอสถได้กระจายตัวออกมา ส่วนหนึ่งได้ไหลซึมเข้าสู่อวัยวะทุกส่วนในร่างกาย อักส่วนเริ่มไหลซึมออกมาทางิัอย่างช้า ๆ ก่อนจะระเหยกลายเป็หมอกสีแดงและสลายตัวไป
เมื่อเห็นว่าพลังจากโอสถเริ่มสลายกลายเป็ไอ ปิงหยุนจึงรีบบังคับตันเถียนของตน ทำการดูดกลืนพลังลมปราณเ่าั้เข้ามา และเปลี่ยนพวกมันให้กลายเป็พลังลมปราณของตนเองในทันที
เห็นปิงหยุนเริ่มทำการดูดกลืนพลังจากโอสถทับทิมแดง ตงห่าวและลู่หานก็ไม่รอช้า พวกเขาเริ่มทำการดูดกลืนพลังจากโอสถเช่นกัน ส่วนเสี่ยวฟ่านนั้นเอาแต่จ้องมองโอสถทับทิมแดงไม่กล้าหยิบใส่ปาก
“เ้าสิ่งนี้ทำจากเืของหนูดินเขาหอก แค่คิดถึงซากศพของพวกมัน ข้าก็สยองแล้ว บรื๋ออออ!”
โม่เฟิงมองดูเสี่ยวฟ่านที่ยังไม่กลืนโอสถทับทิมแดงเข้าไป ฉีกยิ้มพร้อมกับพูดว่า “หากไม่รีบกิน ข้าจะ..!”
เห็นรอยยิ้มที่ชั่วร้ายของโม่เฟิง เสี่ยวฟ่านรู้สึกเสียวสันหลังวาบ รีบกลืนโอสถทับทิมแดงเข้าไปอย่างว่องไว
ในระหว่างที่ทุกคนกำลังดูดซับพลังลมปราณจากโอสถทับทิมแดง โม่เฟิงปลีกตัวออกมาเพื่อไปรับวัตถุดิบที่สั่งไว้กับเจิ้งหาน รวมถึงนำโอสถทับทิมแดงที่เหลืออยู่ตอนนี้ไปประเมินราคา
ระหว่างเดินไปที่ร้าน เขาได้ยินผู้คนในเมืองตะวันดับกำลังพูดถึงเื่ยันต์อารักขาสี่ทิศของตระกูลเฟิงอยู่ตลอดทาง
โม่เฟิงฉีกยิ้มเล็กน้อย “ดูท่า..ตระกูลเฟิงคงจะวุ่นวายไปอีกพักใหญ่ ๆ เลยทีเดียว”
อีกฟากหนึ่ง ภายในห้องโถงใหญ่ของตระกูลเฟิง ฝูิกำลังนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง
“ไหนเ้าลองบอกข้าซิ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น!” ชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ ชำเลืองมองฝูิด้วยสายตาเยียบเย็น
ฝูิก้มหน้าเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้น “มีเด็กในห้องเรียนของข้าผู้หนึ่งนามว่าโม่เฟิง ได้โต้เถียงเื่ยันต์อารักขาสี่ทิศกับข้า ทั้งยังท้าทายให้ข้าทำการพิสูจน์ประสิทธิภาพของยันต์ ข้าคิดไม่ถึงเลย ว่าเื่มันจะบานปลายมาได้ขนาดนี้”
เสียงของชายวัยกลางคนได้เปลี่ยนไป ส่งผลให้บรรยากาศโดยรอบเริ่มคุกรุ่น
“แล้วเ้าได้ทำการพิสูจน์หรือเปล่า?”
น้ำเสียงที่เปลี่ยนไปของอีกฝ่าย ทำให้ฝูิเริ่มรู้สึกหวาดกลัว เขาถึงกับเอ่ยออกมาอย่างตะกุกตะกัก
“ข้า ข้าน้อยไม่กล้าทำการพิสูจน์ จึงหยิบยกเื่อื่นขึ้นมาพูดแทน”
ชายวัยกลางคนมองใบหน้าที่หวาดกลัวของฝูิ ก่อนจะไล่อีกฝ่ายออกไปจากห้องโถง “ออกไปได้แล้ว!”
หลังจากที่ฝูิเดินออกไปจากห้อง ชายชุดดำผู้หนึ่งได้ปรากฏตัวต่อหน้าฝูิพร้อมกับออกคำสั่ง
“ไปสืบประวัติของโม่เฟิงผู้นี้มาให้ข้า ข้าต้องรู้ให้ได้ว่ามันไปรู้เื่ยันต์อารักขาสี่ทิศมาได้ยังไง?”
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
่นี้ต้องปูเคล็ดวิชาให้กับทุกตัวละคร อาจจะเนือยๆไปนิดนึงน้าครับ ไม่อยากเน้นไปที่พี่โม่มากจนเกินไป เพราะตัวละครแต่ละตัว ในอนาคตมีบทบาทและเื่ราวที่โดดเด่นเป็ของตัวเอง อย่าพึ่งเบื่อกันนะครับ ^-^!
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเื่นี้ รวมถึงกดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ