ทั้งสองคนมุ่งหน้าเข้าไปในประตูเหล็กบานใหญ่ เมื่อเหยียนชิงก้าวเข้ามาข้างในเขาพบว่าเขากำลังยืนอยู่ในห้องโถงห้องหนึ่งที่มีความใหญ่โตจนไม่อาจมองเห็นเพดานได้
ภายในนั้นดูคล้ายกับโดมครึ่งวงกลมคว่ำลงมา ถึงแม้ว่าชายหนุ่มจะมองไม่เห็นเพดานทั้งหมด แต่เขาก็สามารถเห็นบางอย่างกำลังสะท้อนแสงแวววาวอยู่้าได้เป็บางส่วน และส่วนที่ว่าก็คือหยกลมปราณระดับสูงหลากสีสันที่ถูกแซมเอาไว้เต็มไปหมด
หากเป็เศรษฐีบางคนก็อาจจะหาเพชรนิลจินดาต่างๆมาตกแต่งบ้านให้งดงามราวกับพระราชวังได้ แต่การจะเอาหยกปราณระดับสูงสุดมาตกแต่งบ้านของตนนั้นก็คงจะเป็เพียงเื่ลมๆแล้งๆ แม้กระทั่งองค์จักรพรรดิยังมิอาจจะคิดทำ
“ช่าง.....มั่งมียิ่งนัก!” ั์ตาของเหยียนชิงกำลังเต็มไปด้วยประกายแสงจากหยกปราณ้า ชายหนุ่มรู้สึกว่ากำลังพร่ามัวไปกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า หากเขาสามารถนำมันลงมาแล้วเอาไปขาย เขาก็คงจะกลายเป็คนรวยไปตลอดชีวิต
“เ้า้าหยกปราณถึงขนาดนั้นเชียว?” เด็กสาวที่อยู่ข้างๆเขาถามขึ้นด้วยความสงสัย ทั้งคู่กำลังเดินตรงเข้าไปที่จุดศูนย์กลางของห้องโถงพลางชะเง้อมองเพดานไปด้วย
“เด็กอย่างเ้าจะไปรู้อะไร ถ้าข้าเอามันไปขายล่ะก็ ข้าคงรวยล้นฟ้าแน่ๆ” เหยียนชิงลำพองใจ สายตาเขายังคงจ้องมองเพดานไม่วางตา
“เ้าน่ะสิที่ไม่รู้อะไร ถ้ามีหยกปราณคุณภาพสูงขนาดนี้ทำไมไม่ดูดกลืนพลังมันแทนเล่า” เด็กสาวนิ่วหน้าลงด้วยความสมเพชชายหนุ่ม ราวกับว่าเขาเป็เพียงเด็กโง่ที่ไม่รู้ความเท่านั้น
“เอ๋? หยกพวกนี้สามารถเพิ่มพลังปราณได้เหรอ?” เหยียนชิงเอ่ยขึ้นมาอย่างแปลกใจ การที่ผู้ฝึกยุทธ์สามารถดูดกลืนพลังจากหยกปราณได้นั้นดูเหมือนจะเป็ความรู้ใหม่สำหรับเขาทีเดียว
“ฮุฮุ ว่าแต่ข้าเป็เด็ก เ้าน่ะสิสมองเด็ก ” เด็กสาวยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะร่วนออกมา นางค่อนข้างจะแปลกใจปนขบขันเมื่อรู้ว่าชายหนุ่มตรงหน้าดูเหมือนจะไม่ค่อยรู้เื่อะไรซักเท่าไหร่นัก
เหยียนชิงไม่ได้โต้ตอบนางแต่อย่างใด เขาเพียงแค่เอื้อมมือไปหยิกเอวเด็กสาวเบาๆทีหนึ่งจนนางสะดุ้งโหยงแล้วค้อนใส่เขาด้วยความโกรธเท่านั้น
ทั้งคู่ยังคงเดินต่อไปเรื่อยๆจนกระทั่งใกล้ถึงศูนย์กลางของห้องโถง ระหว่างทางนั้นเขาพบทั้งตำหนักที่ดูทรุดโทรมเรียงรายกันเป็แถวนับสิบตำหนัก ตำหนักแต่ละหลังมีโซ่สีดำขนาดใหญ่ล่ามติดกันไปเรื่อยๆคล้ายกับสัญลักษณ์น้ำวนที่ค่อยๆเข้าสู่จุดศูนย์กลาง เหยียนชิงมองดูรูปแบบตำหนักด้วยความสงสัยแต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ตรงข้ามกับเด็กสาวที่คอยชะเง้อมองตำหนักเ่าั้ด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น บ้างครั้งก็ดูเหมือนจะพุ่งเข้าหาตำหนักเ่าั้ราวกับเจอสิ่งล้ำค่า
“เ้าจะวิ่งเข้าไปที่ตำหนักนั่นทำไมกัน? อยากตายนักรึไง” เหยียนชิงตวาดใส่เด็กสาวอย่างไม่สบอารมณ์นัก ที่ผ่านมาเขาต้องรั้งนางให้อยู่กับที่ไม่ต่ำกว่าสิบครั้งแล้ว
“ปล่อยข้า! ข้างในนั้นอาจมีสมบัติอยู่ก็ได้ ให้ข้าไปเอามันมาเถอะ!” นางตะเกียกตะกายพยายามสลัดให้หลุดจากการจับกุมของชายหนุ่ม แต่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรก็ไม่อาจดิ้นหลุดไปได้ พลังปราณในร่างกายนางยังฟื้นฟูไม่สมบูรณ์นัก รวมทั้งยังโดนสกัดจุดชีพจรจนติดขัดอีกด้วย
“ถ้าเ้ายังไม่หยุด ข้าจะเปลื้องผ้าเ้าแล้วให้เ้าเดินโทงๆตามข้ามาแทนดีรึไม่?” เหยียนชิงเอ่ยขึ้นมาอย่างหงุดหงิด แค่การที่เขาต้องระมัดระวังอันตรายรอบข้างก็เหนื่อยเกินพอ แต่นี่ชายหนุ่มยังต้องคอยรั้งไม่ให้เด็กสาวข้างกายพุ่งเข้าหาตำหนักเ่าั้ราวเห็นของหวานอีกช่างเป็งานที่เปลืองแรงยิ่งนัก
“……หยุดก็ได้” เด็กสาวชะงักลงทันทีเมื่อได้ยินสิ่งที่ชายหนุ่มขู่ ก่อนจะกลับมาเดินข้างเขาอย่างว่าง่ายแต่ก็ไม่วายระบายลมหายใจออกมาอย่างขัดใจ เหยียนชิงไม่รู้ว่าควรจะปลอบใจนางอย่างไรดีจึงได้แต่เพียงปล่อยให้นางหายโกรธเขาไปเองเท่านั้น
ในที่สุดทั้งคู่ก็มาถึงศูนย์กลางของห้องโถง เหยียนชิงมองเห็นแท่นบูชาสีดำมืดอยู่ตรงหน้าของเขา รอบๆแท่นมีกระบี่เหล็กสามเล่มที่ดูเก่าแก่ปักเอาไว้รอบแท่น รอบนอกเป็ทวนสีแดงฉานสี่ด้ามปักลงพื้นเป็รูปสี่เหลี่ยม ที่ปลายด้ามทวนยังคงมีเศษพู่หลงเหลืออยู่แม้จะผ่านกาลเวลามานานนักก็ตาม
“แท่นบูชานี่ มีไว้ทำอะไรกัน?” เหยียนชิงมองแท่นบูชาข้างหน้าตนด้วยความสงสัย การที่มีกระบี่เหล็กสามเล่มกับทวนอีกสี่ด้ามปักเอาไว้รอบๆดูคล้ายกับว่าเป็เครื่องสะกดแท่นบูชาให้อยู่กับที่ บางทีชายหนุ่มก็รู้สึกได้ว่าแท่นบูชาที่เขาเห็นตรงหน้ากำลังมีชีวิตอยู่
“หือ? ดูนั่นสิ มีรูปพระจันทร์สีดำอยู่ตรงแท่นบูชานั่นด้วย” เด็กสาวชี้นิ้วไปมาให้เหยียนชิงมองตามนาง ชายหนุ่มมองเห็นพระจันทร์สีดำถูกสลักเอาไว้ตรงกลางของแท่นบูชา รัศมีรอบพระจันทร์ราวกับกำลังพลิ้วไปมา ทำให้เหยียนชิงรู้สึกว่ามันคล้ายกับรูปพระจันทร์เสี้ยวที่ประตูเหล็กก่อนหน้านี้มาก
“เ้ารออยู่ตรงนี้ ข้าจะเข้าไปใกล้มันอีกซักหน่อย...” เหยียนชิงกล่าวกับเด็กสาวก่อนที่จะค่อยๆเดินเข้าไปที่แท่นบูชาอย่างระมัดระวัง เด็กสาวรู้สึกว่าแท่นบูชานั้นดูจะไม่ปลอดภัยซะเท่าไร แต่นางก็ไม่อาจห้ามให้ชายหนุ่มเดินไปหามันได้
เหยียนชิงเดินเข้าไปหาแท่นบูชาอย่างระมัดระวัง ประสาทััของชายหนุ่มกำลังตื่นตัวเต็มที่พร้อมรับรู้ถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เขาใช้เวลาไม่นานนักที่จะเดินผ่านเข้าไปในวงล้อมของศาตราวุธที่รายล้อมแท่นบูชา ก่อนจะมาหยุดห่างจากแท่นบูชาเพียงไม่กี่ชุ่นเท่านั้น
เหยียนชิงสูดหายใจลึกคราหนึ่ง เมื่อเขาเห็นว่าสามารถเข้ามาโดยไม่มีอันตรายๆใดๆ แท่นบูชานี้ก็ไม่น่าจะมีกลอุบายอะไรซ่อนอยู่ ชายหนุ่มคิดในใจพลางตัดสินใจอย่างแน่วแน่อีกครั้ง ก่อนจะเอื้อมมือเข้าไปจับแท่นบูชาตรงหน้าอย่างช้าๆ
เหยียนชิงยื่นมือแตะลงบนแท่นบูชาอย่างช้าๆ เขาลูบไล้ไปตามแท่นบูชาจนกระทั่งมาหยุดลงตรงสัญลักษณ์พระจันทร์สีดำสนิทบนนั้น
“ช่างเป็หินที่เย็นจัดจนน่าหวั่นใจนัก สิ่งนี้น่าจะเป็ของตกทอดมาั้แ่ยุคโบราณแน่” เหยียนชิงคิดในใจ เขากำลังขบคิดถึงความเป็ไปได้ต่างๆของแท่นบูชานี้ เหวลึก แผ่นดินไหว เหล่าอาวุธทั้งเจ็ด และแท่นบูชาสีดำทมิฬนี่มีความไม่ชอบมาพากลบางอย่างอยู่ แต่เหยียนชิงก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่
ขณะที่เหยียนชิงกำลังจะชักมือกลับนั้นเอง แท่นบูชาก็เปล่งแสงสว่างวาบออกมาด้วยความรวดเร็วจนชายหนุ่มไม่อาจจะหลบได้!
วูบบบ!!
เหยียนชิงยกมือขึ้นปิดตาของตนตามสัญชาติญาณทันที เด็กสาวที่อยู่ข้างหลังเขาก็หันหลังพร้อมทั้งหลับตาแน่น แท่นบูชาที่อยู่ตรงหน้าของชายหนุ่มกำลังเปล่งแสงออกมาโดยไม่มีที่ท่าว่าจะหยุดทำให้แสงนวลขาวสาดกระจายไปทั่วห้องโถงซึมซับเข้าไปตามที่ต่างๆ ตำหนัก เสาโบราณ แม้กระทั่งเพดานที่ประดับหินลมปราณเอาไว้ต่างก็กำลังซึมซับแสงสว่างนั้นจนสามารถเรืองแสงออกมาได้ด้วยตนเอง
ใช้เวลาไม่นานนัก แสงสว่างตรงหน้าของเหยียนชิงค่อยๆเลือนหายไปอย่างช้าๆจนกระทั่งกลับสู่สภาพปกติ เพียงแต่ทุกๆสิ่งรอบตัวเขากำลังเรืองแสงออกมาอย่างสวยงาม
ในที่สุดชายหนุ่มก็รู้ว่าที่นี่ไม่ใช่เพียงแค่ห้องโถงธรรมดา มันเป็พระราชวังขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างงดงาม
“ช่าง........งดงามเป็อย่างยิ่ง โอ...นั่น หยกนั่นดูน่ากินเป็อย่างยิ่ง เหยียนชิง เ้าเคยเห็นมันมาก่อนรึไม่?” เด็กสาวด้านหลังเขากำลังหันไปมองหยกสีเขียวใสชิ้นหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลราวกับว่ามันเป็ของขบเคี้ยวของนาง
“.....ลองเ้าวิ่งออกไปดูสิ ข้าจะสาธยายวิธีการจัดการกับเ้าตอนที่กลับมาเอง แบบตัวต่อตัวด้วย!” เหยียนชิงเอ่ยเสียงต่ำจนทำให้หญิงสาวดูหงอยลงทันที นางทรุดลงกอดเข่าที่พื้นราวกับกำลังร้องไห้ออกมาในใจ จนทำให้เหยียนชิงรู้สึกสงสารขึ้นมาชั่วครู่
“ไอ้คนโหดร้าย.....ใจดำอำมหิต.......”
เหยียนชิงส่ายหัวไปมาอย่างจนใจ แม่เสือสาวนางนี้รับมือได้ยากยิ่ง บางทีเขาควรจะจากนางไปทันทีที่พบกับทางออก เมื่อคิดเช่นนั้นเหยียนชิงก็หันกลับมามองที่แท่นบูชาอีกครั้ง
กลับมีดวงตาขนาดใหญ่ดวงหนึ่งกำลังจ้องมองเขม็งมาทางเขาอยู่
ดวงตาดวงนั้นทั่วทั้งดวงเป็สีดำมืด มีเพียงั์ตาเท่านั้นที่ดูเหมือนจะเป็วงกลมสีขาวขึ้นแซมกับสีดำอีกที ราวกับว่ามันไม่ใช่ดวงตาของมนุษย์ แม้กระทั่งสัตว์เหยียนชิงก็ไม่เคยพบเจอดวงตาเช่นนี้มาก่อน
เหยียนชิงรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างฉับพลัน ััของเขากำลังบอกว่าชายหนุ่มกำลังเผชิญหน้ากับความตายที่กำลังใกล้เข้ามาจนไม่อาจจะทำอะไรได้ เหงื่อมากมายไหลอาบไปทั้งใบหน้าที่กำลังซีดขาว ยิ่งดวงตานั่นจ้องมองเขามากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็เพียงมดปลวกที่กำลังเผชิญหน้ากับเทพเซียนผู้ยิ่งใหญ่บนสรวง์
“อะ.....อะ....ไร...” เหยียนชิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงติดขัด ลำคอของชายหนุ่มแห้งผาก ดวงตาขนาดใหญ่ยังคงมองเขาไม่วางตา ราวกับว่ามันกำลังลอบประเมินชายหนุ่มอยู่เงียบๆ
“นานแล้ว..........ที่...........ไม่มีคนมาที่นี่...........” เสียงทุ้มยานดังขึ้นจนแทบจะทำให้เหยียนชิงหูหนวก เด็กสาวด้านหลังของเขาไม่อาจจะทนรับแรงกดดันอันรุนแรงได้จึงล้มลงสลบไปเป็ที่เรียบร้อย ดวงตาดวงเดิมค่อยๆก้มลงมองชายหนุ่มอย่างละเอียดอีกครั้ง ราวกับว่ามันกำลังพบกับของเล่นชิ้นใหม่อยู่
“เมื่อเ้าเห็นข้า.......เหตุใดยังไม่คุกเข่า?” ซุ่มเสียงเก่าแก่เอ่ยขึ้นอีกครั้งอย่างราบเรียบ แต่คลื่นพลังของเสียงกลับกดดันให้เหยียนชิงต้องคุกเข่าลงอย่างไม่อาจฝืน
“ผู้.....ผู้าุโ....ได้โปรดให้อภัยความไร้มารยาทของผู้เยาว์ด้วย” เหยียนชิงพูดขึ้นพร้อมทั้งโค้งคำนับดวงตาอันมืดมิดนั้น ในใจเขากำลังหวาดวิตกสุดขีด ดูเหมือนเขากำลังเจอกับสิ่งมีชีวิตยุคโบราณที่แข็งแกร่งจนไม่อาจต้านเสียแล้ว
“เ้า…….มา....ทดสอบ?” ดวงตา้าเอ่ยขึ้นด้วยเสียงกังวาน ราวกับว่ามันเป็ดังเทพเ้าในที่แห่งนี้
“ขอตอบผู้าุโ....ผู้เยาว์เพียงแค่ประสบอุบัติเหตุจนร่วงหล่นลงมาที่นี่เท่านั้น พวกข้ามิได้้าจะทดสอบแต่อย่างใด ผู้าุโพอจะชี้ทางออกให้ผู้เยาว์ได้หรือไม่” เหยียนชิงตอบคำถามอย่างรวดเร็ว
“………....ไม่มีทางออกสำหรับผู้หลงทาง.....ทางเดียวที่จะออกไปได้.....ผ่านการทดสอบ....” เสียงทุ้มต่ำดังออกมาราวกับเป็ประกาศิตของทุกสรรพสิ่งทำให้เหยียนชิงรู้สึกเป็กังวลขึ้นมาทันที
“ผู้าุโ ข้าไม่เข้าใจ การทดสอบอะไรกัน?” เหยียนชิงเงิยหน้าขึ้นถามดวงตา้าอีกครั้ง
ดวงตา้าเงียบลงไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับชายหนุ่ม “การทดสอบของข้า......การทดสอบของเซียน!”
“การทดสอบ...ของเซียน!?” เหยียนชิงตกตะลึงอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้ผู้าุโบนหอคอยลิขิตฟ้าบอกไว้ว่าเซียนนั้นสาบสูญไปจากโลกนานมาแล้วจนไม่อาจจะนับปีได้ เหตุใดจึงยังคงมีเซียนอยู่ในที่แห่งนี้อีก?
“ถ้าเช่นนั้น ท่านบอกข้าได้รึไม่ว่าท่านเป็ใครกันแน่?” เหยียนชิงถามขึ้นอีกครั้ง ชายหนุ่มค่อยๆลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินกลับไปหาเด็กสาวที่สลบไสลอยู่ด้านหลัง เขาค่อยๆใช้มือทั้งสองข้างประคองนางเข้ามาอยู่ในอ้อมอกของเขาอย่างแนบชิดจนใบหน้าของนางแนบเข้ากับอกแกร่ง
ดวงตา้าเงียบลงไปอีกครั้งราวกับว่ามันกำลังชั่งใจอยู่ชั่วครู่ หลังจากนั้นไม่นานชายหนุ่มก็ได้ยินเสียงถอนหายใจดังออกมาจากมันราวกับว่ากำลังปลงตกเื่ราวในอดีต
“ผู้คนล้วนลืมเลือนนามของข้าไปเพราะพวกมัน..........ข้า.....ข้าคือเยี่ยตี้ยู่! ” ดวงตาดำมืดเอ่ยนามของมันจนดังก้อง พระราชวังอันงดงามก็สั่นะเืราวกับจะพังทลายลงไปได้ทุกขณะดังกับว่าหวาดกลัวนามของมัน
“เยี่ยตี้ยู่.....ราตรียมโลก!?” เหยียนชิงทวนชื่อนั้นด้วยความฉงนใจ เพียงแค่คำสามคำกลับทำให้พระราชวังแห่งนี้สั่นะเื บางทีดวงตาที่อยู่้านั้นอาจจะเป็ตัวตนที่ยิ่งใหญ่จนชายหนุ่มไม่อาจจินตนาการได้
“โอ....ใช่....พวกมันมักไม่เรียกชื่อจริงของข้า....ส่วนมากพวกมันจะเรียกข้าว่า เซียนฟ้าราตรีผนึก!!” เมื่อสิ้นเสียงป่าวประกาศนามแผ่นดินก็สั่นะเืขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งก่อนหน้าราวฟ้ากับเหว พระราชวังบางส่วนที่ห้อมล้อมแท่นบูชาถล่มลงมาราวกับว่าไม่อาจทนแรงกดดันอันรุนแรงนี้ได้ แม้แต่เหยียนชิงยังแทบจะกระอักเืออกมา โชคดีที่แรงกดดันนั้นไม่ได้มุ่งมาที่เขา ทำให้ชายหนุ่มไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เขาโอบกอดเด็กสาวในอ้อมกอดเอาว้ราวกับว่ากลัวนางจะาเ็ไปด้วย
“เมื่อเ้ารับรู้นามของข้าแล้ว ก็เตรียมรับการทดสอบเสีย!” ดวงตา้าออกคำสั่งราวกับว่ามันกำลังหงุดหงิดที่ต้องเอ่ยชื่อของมันออกมาถึงสองครั้ง อันที่จริงยามที่มันเอ่ยขึ้นดูเหมือนน้ำเสียงจะเจือไปด้วยความภาคภูมิใจอยู่ถึงเจ็ดแปดส่วน
“เดี๋ยวก่อนผู้าุโ ถ้าข้าผ่านการทดสอบของท่านข้าจะได้สิ่งใดเป็การตอบแทน?” เหยียนชิงเอ่ยถามมันอย่างสนใจ หากเขาสามารถผ่านการทดสอบได้บางทีผู้าุโตรงหน้าก็อาจจะมีรางวัลชิ้นใหญ่ให้กับเขาก็เป็ได้
“เหอ?.....เ้าเป็คนแรกที่ถามหารางวัลก่อนจะรับการทดสอบ ช่างเป็คนที่โลภมากเสียจริง” ดวงตาโบราณ้าแค่นเสียงดูถูกออกมาราวกับว่ามันไม่สนใจที่จะตอบคำถามของชายหนุ่ม
“เอาเถอะ ถือซะว่าเ้าอุตส่าห์มาสร้างความบันเทิงให้กับข้าถึงที่นี่ ข้าก็จะบอกรางวัลที่จะได้ให้เอาบุญ”
“อย่างแรกสุด หยดเืศักดิ์สิทธ์ของข้าหนึ่งหยด!”
“อย่างที่สอง เวทเต๋าราตรีผนึกสามบท!”
“อย่างที่สาม เม็ดยาดาราร่วงหนึ่งเม็ด!”
เสียงเก่าแก่เอ่ยขึ้นอย่างภาคภูมิใจราวกับว่าของรางวัลที่มันเสนอเป็สิ่งล้ำค่ำจนไม่สามารถหาสิ่งใดมาแลกเปลี่ยนได้
“ช่าง........ดูล้ำค่าเป็อย่างยิ่ง!” เหยียนชิงตาลุกเป็ไฟ เขาไม่เข้าใจว่าทั้งสามสิ่งเอาไว้ทำอะไร แต่ก็พอจะรู้ได้ว่ามันเป็สิ่งล้ำค่าที่ไม่อาจหาได้ในโลกภายนอก
“โฮ่โฮ่โฮ่ อย่าเพิ่งฝันหวานไปเด็กน้อย หากการทดสอบของข้าง่ายปานนั้นของเหล่านี้ก็คงไม่มีทางตกมาถึงมือเ้าได้หรอก”
“นับั้แ่ที่ข้าถูกผนึกเอาไว้ที่นี่ ไม่มีใครผ่านการทดสอบแม้แต่คนเดียว!”
“อีกทั้งส่วนใหญ่ยังตกตายั้แ่ด่านแรกด้วย!!”
“……..ไม่ผ่าน แม้แต่คนเดียว? อีกทั้งยังตายกันั้แ่ด่านแรก?” หนังตาของเหยียนชิงกำลังกระตุกราวกับแผ่นดินไหว ชายหนุ่มรับรู้ได้ว่าเค้าลางความซวยกำลังจะมาเยือนเขาในอีกไม่นาน
“การทดสอบแบ่งเป็สี่ด่าน ด่านแรกทดสอบความเข้ากัน ด่านที่สองทดสอบภูมิปัญญาโบราณ ด่านที่สามทดสอบพละกำลัง ด่านที่สี่ทดสอบความรู้ คนส่วนใหญ่มักตายกันด่านแรกเพราะมันเป็ผู้ฝึกยุทธ์มิใช่ผู้ฝึกตนเช่นข้า” ดวงตาด้วนบนเอ่ยเสียงเรียบก่อนจะกลับมามองเหยียนชิงด้วยความสนใจอีกครั้ง
“คุยกันมามากเกินไปแล้ว เริ่มทดสอบได้!” เมื่อสิ้นเสียงลำแสงแปลกๆก็สว่างขึ้นมาอีกครั้ง มันกำลังเตรียมพุ่งเข้าไปโอบล้อมชายหนุ่ม
“เดี๋ยวก่อนผู้าุโ!” เหยียนชิงยกมือขึ้นห้ามดวงตา้าเอาไว้ทำให้แสงประหลาดนั้นหยุดชะงักลงทันที
“เ้ามันคนเื่มาก มีเื่อันใดอีก?” มันเอ่ยขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ ดูเหมือนเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้ามันช่างน่ารำคาญเป็อย่างยิ่ง
“เอ่อ.....ระหว่างทดสอบท่านช่วยคุ้มครองนางได้หรือไม่? ข้าขอเพียงเท่านี้จริงๆ” เหยียนชิงเอ่ยขึ้นพลางมองเด็กสาวที่กำลังหลับใหลไม่รู้เื่ราวในอ้อมแขนของเขา อย่างน้อยนางก็เป็เด็กอีกทั้งยังเป็สตรี การที่เขาปล่อยนางตายในที่แห่งนี้ดูจะเป็เื่โหดร้ายเกินไป
“ย่อมได้ แต่เมื่อเ้าล้มเหลว ข้าจะฆ่านางตามเ้าไปทันที จำไว้!” ดวงตาสีดำรับคำก่อนจะรับร่างของเด็กสาวออกไปวางอยู่ด้านนอกของแท่นบูชาพร้อมทั้งร่ายเวทป้องกันเอาไว้ เมื่อมันกางเวทป้องกันให้นางเสร็จแล้วก็กลับมาจัดการกับชายหนุ่มต่อ แสงสีขาวกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง มันพุ่งเข้าห่อหุ้มชายหนุ่มด้วยความรวดเร็วจนไม่อาจหลบพ้น เหยียนชิงไม่ได้ขัดขืนเหล่าแสงสว่างแต่อย่างใด กลับกันเขากำลังปล่อยจิตให้ว่างรอรับการทดสอบรอบแรกอย่างใจจดใจจ่อแทน
เวลาล่วงเลยไปสองชั่วยาม เหยียนชิงกำลังถูกแสงสว่างโอบล้อมไปรอบตัว บางครั้งมันก็พุ่งเข้าไปในร่างกายของเขาไม่ก็ชอนไชไปทั่วราวกับว่ากำลังหาอะไรบางอย่างอยู่ ที่้าของห้องโถงดวงตาสีดำยังคงจับจ้องเหยียนชิงด้วยความสนใจ
“เป็แค่เด็กอมมือแท้ๆ เ้าคิดว่าจะผ่านด่านแรก.......หือ!?” ดวงตา้าอุทานออกมาเสียงดังราวกับไม่เชื่อผลลัพธ์ที่มันเห็น หลังจากที่เงียบไปชั่วขณะมันก็กลับมาได้สติอีกครั้งแต่ในจิตใจก็ยังคงเต็มไปด้วยความตกตะลึงก่อนจะปล่อยให้ชายหนุ่มออกมาจากลำแสงที่ล้อมรอบตัวเขาอยู่
เหยียนชิงค่อยๆลืมตาขึ้นช้าๆ สติสัมปชัญญะกลับมาเป็ปกติอีกครั้ง เมื่อพบว่าเขายังหายใจอยู่ชายหนุ่มก็รู้ว่าเขาน่าจะผ่านการทดสอบเื่ความเข้ากันของพลังแล้ว แต่เ้าตัวก็ยังสงสัยว่าเหตุใดมันจึงง่ายดายเช่นนี้?
“เอ่อ.....ผู้าุโ ข้าผ่านด่านแรกแล้วใช่รึไม่?” เหยียนชิงเอ่ยถามขึ้นด้วยความงุนงง
“……….ผ่าน! รีบๆไสหัวไปด่านที่สองได้แล้ว!” ดวงตา้าพูดขึ้นอย่างหงุดหงิดพร้อมทั้งโยนชายหนุ่มเข้าไปในหลุมมิติอีกครา
เสียงร้องโหยหวนของเหยียนชิงดังออกมาอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเงียบหายไปตามรอยแยกของมิติที่ค่อยๆปิดลง
หลังจากที่ส่งเหยียนชิงเข้าสู่ห้วงมิติอื่น ดวงตา้านั้นหยุดนิ่งเป็เวลานานราวกับว่ากำลังครุ่นคิดถึงบางสิ่งบางอย่างอยู่
“มันมีสามวิถีในเส้นทางเดียว........เหตุใดจิติญญาจักรวาลถึงมอบพลังเช่นนี้ให้กับมัน? นั่นไม่เท่ากับว่ามันโกงกว่าชาวบ้านเค้าหรอกรึ?” ซุ่มเสียงจากดวงตาเอ่ยขึ้นมาอย่างประหลาดใจ นี่เป็คราแรกที่มันพบเจอผู้ฝึกตนที่มีหนทางที่พิลึกเช่นนี้
“น่าสนใจ น่าสนใจ เ้าเด็กนี่น่าสนใจกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก...ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ข้าไปคุมสอบมันด้วยตัวเองเลยดีกว่า ฮ่าฮ่าฮ่า!!” เมื่อสิ้นเสียงลงดวงตา้าก็ค่อยๆเลือนหายไป ทิ้งเด็กสาวที่อยู่ในม่านกำบังเอาไว้คนเดียว เสียงสุดท้ายที่มันเอ่ยออกมาเหมือนกับว่ากำลังสนุกสนานเป็อย่างยิ่ง อีกทั้งยังเจือไปด้วยความหวังอยู่หลายส่วน
ความหวัง.....ในการสานต่อบางสิ่ง......
-----------------------------
ไรท์รู้สึกว่ายิ่งเขียนยิ่งยาว เอ๊ะทำไมเเปลกๆ55555