“เ้าชื่ออะไร” เจิ้งหมัวมัวถามต่อ
“บ่าวมีนามว่ามู่อันหรานเ้าค่ะ”
เจิ้งหมัวมัวพยักหน้าช้าๆ
"เ้าไม่เพียงรู้หนังสือ แต่ยังรู้จักคิดอ่านจัดการระบบงานให้เป็ระเบียบ เื่นี้ข้าได้รายงานให้หวังเย่รับรู้แล้ว ั้แ่วันนี้ไป เ้าจะได้เลื่อนขั้นเป็สาวใช้ชั้นสาม ส่วนเื่ที่พักและการมอบหมายงาน ข้าจะเป็ผู้จัดการเอง”
ลี่จงลอบมองร่างเล็กนั้นด้วยความริษยาที่จุกอก ขณะที่มู่อันหรานลุกขึ้นแล้วเดินตามหลังเจิ้งหมัวมัวออกจากโรงซักล้างไปด้วยความยินดี
นางถูกพามายังเรือนพักใหม่ของเหล่าสาวใช้ชั้นสาม ซึ่งแม้จะต้องพักรวมกับสาวใช้คนอื่นอีกสี่คน แต่ก็สะอาดสะอ้านและเป็สัดส่วน ต่างจากเรือนพักทาสที่นางเคยอยู่ราวฟ้ากับดิน
เมื่อได้อาบน้ำชำระล้างร่างกายและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว เจิ้งหมัวมัวก็มอบหมายงานใหม่ให้นางในเขตอุทยานตะวันตกใกล้กับตำหนักจิ่วเซียวของเหวินอ๋อง
“งานของเ้าจากนี้ไปคือการดูแลความเรียบร้อยในเขตสวน เ้าต้องคอยรดน้ำบุปผาตามเวลา และกวาดเศษใบไม้ตามทางเดินอย่าให้รกตา ส่วนงานสำคัญคือการทำความสะอาดศาลาแปดเหลี่ยมที่กลางสวน เ้าต้องเช็ดถูโต๊ะเก้าอี้และจัดเตรียมชุดน้ำชาให้พร้อมเสมอ เผื่อว่าวันใดท่านอ๋องนึกอยากจะมาประทับพักผ่อน”
สาวใช้ชั้นสองที่เดินตามมาลอบสบตากันด้วยความอิจฉา ทาสซักล้างที่ยังไม่ผ่านการอบรมมารยาทคนนี้ กลับได้รับอนุญาตให้ก้าวเท้าเข้าสู่อุทยานส่วนพระองค์
แม้หน้าที่ของนางจะเป็เพียงสาวใช้ทำความสะอาด แต่ก็นับว่ามีโอกาสได้พบพระพักตร์เหวินอ๋องมากกว่าสาวใช้ชั้นสามคนอื่นที่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในครัวหรือโรงเย็บปัก ซึ่งแทบจะไม่มีโอกาสได้เห็นแม้แต่ชายเสื้อของท่านอ๋องเลยด้วยซ้ำ!
…
ผ่านไปเกือบครึ่งเดือน จากความประหม่าก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็ความคุ้นชินกับสถานที่และหน้าที่ใหม่ แต่ที่ผ่านมานางกลับไม่มีโอกาสได้กลับไปที่เรือนพักทาสเลยสักครั้ง เพราะยามใดที่ว่างเว้นจากงานในอุทยาน นางเป็ต้องถูกเรียกตัวไปอบรมกิริยามารยาทร่วมกับสาวใช้คนอื่นๆ อยู่เป็ประจำ
แต่ธรรมเนียมปฏิบัติเ่าั้หาใช่เื่ยากเย็นสำหรับนางไม่ การวางตัวขั้นพื้นฐานเ่าั้ล้วนเป็สิ่งที่นางทำมาจนชินมาั้แ่วัยเยาว์ในฐานะคุณหนูสี่สกุลมู่ เมื่อนางแสดงให้เห็นว่าสามารถเรียนรู้ได้รวดเร็วกว่าผู้อื่น ระยะหลังมานี้นางจึงมิได้ถูกตามตัวไปกักขังไว้กับการฝึกฝนที่น่าเบื่อหน่ายนั้นอีก
และในที่สุด นางก็มีเวลาเหลือพอที่จะกลับไปหาหลินฮุยเสียที
เด็กสาวรีบเร่งฝีเท้าตรงไปยังเรือนพักทาสซอมซ่อท้ายจวน เวลานี้ดวงตะวันลับขอบฟ้าไปแล้ว ซึ่งเป็่เวลาที่ทาสทั้งหมดจะได้รับอนุญาตให้กลับมาพักผ่อน ทว่าเมื่อนางไปถึงหลินฮุยกลับไม่ได้อยู่ที่นั่น
นางพยายามสอบถามจากทาสคนอื่นๆ แต่คำตอบที่ได้กลับมีเพียงความเงียบและสายตาที่ว่างเปล่า สำหรับคนที่นี่ ลำพังเพียงแค่จะประคองชีวิตตนเองให้รอดไปวันๆ ก็ยากเต็มทน จึงไม่มีใครใส่ใจว่าจะมีคนหนึ่งหายไป
คืนนั้น มู่อันหรานกลับมาที่เรือนด้วยจิตใจที่ว้าวุ่น คนทั้งคนจะหายไปเฉยๆ ได้อย่างไร? ยิ่งหายไปหลังจากถูกลงโทษเช่นนั้น ยิ่งเป็สัญญาณที่น่าหวาดหวั่น
“หรือาแที่ถูกโบยจะติดเชื้อ แล้วนางถูกส่งตัวไปรักษา”
เด็กสาวพยายามหาเหตุผลดีๆ มาปลอบใจตนเอง ทั้งที่รู้ดีแก่ใจว่าโอกาสที่จะเป็เช่นนั้นแทบไม่มีเลย ความคิดที่ว่านางอาจจะทนพิษาแไม่ไหวจนถูกลากไปทิ้งที่สุสานไร้ญาติเริ่มเกาะกินใจนางจนทำให้นอนไม่หลับตลอดทั้งคืน
เช้าวันต่อมา
มู่อันหรานรีบจัดการงานของตนอย่างรวดเร็วจนเสร็จสิ้น ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังกองงานเย็บปักทันที นางรู้ดีว่าคนที่น่าจะรู้เื่ของหลินฮุยดีที่สุดก็คงหนีไม่พ้นลี่จง!
ที่หน้าเรือนเย็บปัก ลี่จงกำลังจะนำผ้าตัดชุดบ่าวรับใช้ไปส่งให้เรือนซักล้างจัดการกำจัดแป้งตามระเบียบ ทันทีที่นางเงยหน้าขึ้นเห็นมู่อันหรานเดินตรงเข้ามา หญิงสาวก็ชักสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความรังเกียจ
“นึกว่าใคร... ที่แท้ก็แม่ไข่มุกในโคลนตมที่เจิ้งหมัวมัวชื่นชมนี่เอง” ลี่จงถากถาง
“ข้ามาที่นี่ไม่ได้เพื่อมาทะเลาะกับเ้า ลี่จง” มู่อันหรานตอบฉะฉาน สายตาของนางที่มองไปนั้นไม่มีความหวั่นเกรงเหมือนแต่ก่อน
“ตอนนี้ข้ากับเ้ามีฐานะเป็สาวใช้ชั้นสามเท่ากัน หากเ้ายังคิดจะใช้กำลังหรือหาเื่ข้าอย่างไร้เหตุผลก็ลองดู ข้าก็จะไม่ยอมเหมือนที่ผ่านมาแน่นอน”
“นังเด็กนี่!”
ลี่จงโมโหจนอยากจะขว้างผ้าในมือใส่หน้าเด็กสาวตรงหน้านัก ทว่าภาพความเมตตาที่เจิ้งหมัวมัวมีต่อมู่อันหราน กอปรกับหน้าที่ใหม่ในอุทยานตะวันตกที่ดูพิเศษกว่าคนอื่น ทำให้หญิงสาวต้องข่มใจไว้ หากมีเื่มีราวกันตอนนี้ ไม่แน่ว่าคนที่เสียเปรียบอาจจะเป็นางเอง
“นังงูพิษ! ปีกกล้าขาแข็งแล้วสินะ มีธุระอะไรก็รีบพูดมา ข้ายังมีงานต้องทำ!”
มู่อันหรานไม่สนใจจะต่อปากต่อคำ นางขยับเข้าไปใกล้ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“พี่สาวหลินฮุยอยู่ที่ไหน? เมื่อคืนข้าไปที่เรือนพักทาสแต่ไม่พบนาง เ้าเป็คนส่งนางไปห้องขัง เ้าน่าจะรู้ว่าตอนนี้นางอยู่ที่ใดใช่หรือไม่!” ลี่จงชี้นิ้วเข้าหาตัว ทำสายตายียวนกวนประสาท
“ข้ารึ? ข้าเกี่ยวอันใดด้วยเล่า คนที่ลงโทษนางคือสาวใช้ชั้นหนึ่งที่ควบคุมเรือนซักล้างอยู่ต่างหาก! ใครจะไปรู้... ป่านนี้นางอาจจะทนพิษาแไม่ไหวจนตายคาห้องขังไปแล้วก็ได้ ทาสตายคนหนึ่งใครเขาจะมาสนใจกัน!”
คำว่าตายกระแทกเข้ากลางใจของมู่อันหรานจนร่างบางสั่นสะท้าน ในขณะที่หลินฮุยต้องเผชิญกับความเ็ปจากการถูกโบย นางกลับได้รับโอกาสให้เลื่อนฐานะขึ้นมาเป็สาวใช้
นางไม่ได้เอ่ยปากโต้ตอบอีกฝ่าย เพราะรู้ดีว่าการต่อปากต่อคำกับคนเช่นนี้มิได้ช่วยให้พบหลินฮุยเร็วขึ้น ทำได้เพียงจ้องมองลี่จงด้วยสายตาเรียบนิ่งจนน่าขนลุก ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปเงียบๆ ทิ้งให้ลี่จงยืนหัวเราะเยาะเย้ยหยันอยู่เื้ั
…
หลังจากพยายามหาโอกาสกลับไปยังเรือนพักทาสอยู่อีกหลายครั้ง แต่มู่อันหรานกลับพบเพียงความว่างเปล่าและสายตาเ็าของคนรอบข้างที่ปฏิบัติราวกับว่าชื่อของหลินฮุยไม่เคยมีอยู่จริง
บางคืนนางถึงกับสะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะฝันถึงหลินฮุยในร่างที่อาบไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน ทว่าเมื่อนางพยายามจะเข้าไปหา อีกฝ่ายกลับเดินจากไปอย่างไม่มีวันกลับ
วันเวลาล่วงเลยไปหลายวัน นางพยายามดักพบเจิ้งหมัวมัวเพื่อถามหาความจริง แต่คนระดับนั้นย่อมมิใช่ผู้ที่สาวใช้ชั้นสามอย่างนางจะเข้าถึงได้โดยง่าย ความร้อนใจเริ่มแปรเปลี่ยนเป็ความโศกเศร้าลึกๆ
แต่แล้วโอกาสที่นางรอคอยกลับมาถึงอย่างไม่คาดฝันเมื่อสาวใช้คนหนึ่งนำคำสั่งมาแจ้งนาง
“มู่อันหราน เจิ้งหมัวมัวมีคำสั่งให้เ้าเข้ารับการฝึกฝนพิเศษวันละสองชั่วยาม เริ่มั้แ่ยามเซินจนถึงสิ้นยามโหยว่ ตามข้ามา"
นางถูกพาไปยังเรือนปีกตะวันออกซึ่งตั้งอยู่อย่างเป็เอกเทศ ภาพที่เห็นทำให้เด็กสาวแปลกใจอยู่ไม่น้อย
เบื้องหน้านางมิใช่การฝึกอบรมมารยาทอย่างที่เคยเป็ แต่กลับมีบ่าวรับใช้ชายและหญิงหกคนนั่งเรียงรายกันอย่างเป็ระเบียบ ทุกคนต่างถือพู่กันและตั้งใจเขียนอักษรลงบนกระดาษอย่างขะมักเขม้น ให้ความรู้สึกเหมือนห้องเรียนในจวนเมื่อครั้งเยาว์วัย
ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างในอาคารใกล้ๆ กัน นางยังเห็นบ่าวรับใช้อีกหลายกลุ่มถูกแยกออกไปฝึกฝนทักษะที่ต่างกันออกไป บางกลุ่มกำลังพิจารณากระดานเดินหมาก บางกลุ่มฝึกวาดภาพทิวทัศน์ และในลานกว้างด้านในยังมีบุรุษและสตรีร่วมกันร่ายรำท่ามกลางเสียงดนตรีที่แว่วมาเบาๆ
จวนอ๋องแห่งนี้ช่างแปลกประหลาดนัก... เหตุใดจึงต้องฝึกบ่าวรับใช้ให้เรียนรู้ศาสตร์และศิลป์ชั้นสูงถึงเพียงนี้?