ไม่มีผู้ใดเคยพบเห็นเรื่องราวเช่นนี้มาก่อน ตระกูลฉินที่เป็นหนึ่งในสองตระกูลดังแห่งเมืองหลินซุ่ยกำลังสูญเสียเหล่าศิษย์และผู้อาวุโสทั้งหมดให้กับตระกูลฟาง เหตุเช่นนี้ผ่านไปเพียงชั่วครึ่งก้านธูป ตระกูลฉินหลงเหลือเพียงศิษย์ไม่กี่สิบคนที่ล้วนมีสีหน้าว่างเปล่า
แม้ฟางหรูหลงและฟางลี่ก็ยังต้องตื่นตะลึงเมื่อเห็นเช่นนั้น
ในขณะที่ฟางลี่รวบรวมสติได้อีกครั้ง ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำราวกับคนเมาสุรา เขาเอ่ยเย้ยหยันด้วยสำเนียงตื่นเต้นว่า "ฉินเทียน เจ้าเห็นสิ่งนี้หรือไม่? ความเพียรพยายามของตระกูลฉินที่ผ่านกาลเวลามาหลายสิบปี สุดท้ายพวกเขาก็ทรยศเจ้า! ยอมรับหรือไม่ล่ะว่าตระกูลฉินของเจ้าเป็นเพียงกองสวะเท่านั้น?"
เมื่อฉินเทียนได้ยินเช่นนั้นพลันสีหน้าแปรเปลี่ยน ความกริ้วเกรี้ยวคุกรุ่นอยู่ภายใน ทว่าไม่นานนัก ความรู้สึกท้อแท้และเศร้าโศกก็เข้ามาแทนที่
วาจาของฟางลี่นั้นคือความจริงที่เขาเองมิอาจปฏิเสธ
ฟางลี่หาได้มีเจตนาจะหยุดยั้งไม่ ทั้งยังจ้องมองไปยังเหล่าศิษย์ที่ยังคงหลงเหลือและเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น "เช่นไรล่ะ พวกเจ้ายังดึงดันจะอยู่ในตระกูลฉินเช่นนั้นรึ? หึหึ ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้าเป็นหนสุดท้าย จะมาร่วมกับตระกูลฟางหรือไม่ หากไม่ อย่ามาขอร้องอ้อนวอนให้สังหารเจ้าโดยเร็วก็แล้วกัน"
ฟางลี่เอ่ยคุกคามโดยทันที
แม้เหล่าศิษย์ที่หลงเหลืออยู่จะมิได้เก่งกาจนักในตระกูลฉิน กล่าวได้ว่าเป็นผู้มีฝีมือและพลังวรยุทธ์อยู่ในขั้นธรรมดา ทว่าฟางลี่ก็หมายจะให้คนตระกูลฉินทรยศต่อผู้นำของตนจนหมดสิ้น
ยิ่งฉินเทียนอับอายมากขึ้นเท่าใด เขาก็ยิ่งปลาบปลื้มดีใจมากขึ้นเท่านั้น
ไม่มีผู้ใดคาดคิด หลังฟางลี่เอ่ยเช่นนั้น ผู้คนที่เพิ่งพากันทรยศต่อตระกูลฉินและเข้าร่วมกับตระกูลฟา งรวมไปถึงฉินเถี่ยป้าต่างก็เริ่มส่งเสียง
"พวกสวะ พวกเจ้ารออะไรกันอยู่เล่า? นายท่านยังให้โอกาสเข้าร่วมกับพวกเจ้าอยู่!"
"ถูกต้องแล้ว จงเร่งรีบให้ไว พวกเจ้าจะยังรั้งรออยู่ในตระกูลฉินเพื่อคอยความตายจะมาเยือนเช่นนั้นใช่หรือไม่?"
"ข้ามองดูพวกเจ้าเบื่อหน่ายที่จะมีชีวิต ข้าจะเป็นคนแรกที่สังหารพวกเจ้า หากมิยอมเข้ามาร่วมตระกูล!"
".........."
สิ่งอันคนพวกนี้กระทำนั้นยังผลให้คนอื่นพากันเงียบงันไร้ถ้อยคำ
สิ่งที่คนพวกนี้เอ่ยออกมา ช่างน่าอับอายและน่าเศร้าอะไรเช่นนี้?
แววตาของเหล่าศิษย์ที่หลงเหลือในตระกูลฉินล้วนมีความหวาดกลัวยามเผชิญหน้ากับคำพูดคุกคามของศัตรู อย่างไรก็ดี สองขาของพวกเขาราวกับมีรากติดยึดอยู่กับพื้นแน่หนา ไม่ต่างกับเทเหล็กร้อนจนหลอมเหลวราดรดลงมา หาได้มีสัญญาณการขยับเขยื้อนใดจากอีกฝ่ายหนึ่งไม่
"ข้าซาบซึ้งในทัศนคติของพวกเจ้ายิ่งนัก เช่นนั้นก็ไปเถิด ตระกูลฉินจบสิ้นแล้ว" ฉินเทียนเอ่ย
ใบหน้าของเขาดูสงบนิ่งยิ่งนัก
ฉินเทียนล่วงรู้ดีว่าตระกูลฉินนั้นจบสิ้นลงแล้ว หากศิษย์เหล่านี้ยังคงอยู่กับตระกูลต่อไป พวกเขาย่อมต้องพบเจอกับความตายแน่ มันย่อมไม่คุ้มกับพวกเขาเป็นแน่
"นายท่าน ไม่ต้องเอ่ยอันใดอีก ข้าจะไม่ละทิ้งตระกูล!"
ทันในนั้น หนึ่งในบรรดาศิษย์ที่ยังหลงเหลืออยู่ร้องตะโกนขึ้น
คนผู้นั้นดูจะมีฝีมืออ่อนด้อยยิ่ง ทั้งยังเกือบใกล้จะเป็นลมล้มพับไป คนผู้นั้นคือฉินหลี่ ซึ่งถูกทำให้พิการโดยฟางหรูหลง
ดวงตาของฉินหลี่มีแต่ริ้วของเส้นโลหิตยามร่ำร้องคร่ำครวญ "นายท่าน ข้าซาบซิ้งต่อตระกูลฉินยิ่งนัก เหตุใดข้าต้องทรยศด้วยเล่า? ข้าจะไม่ขอเป็นคนผู้สร้างแรงจูงใจที่ยิ่งใหญ่ ทว่าอย่างน้อยข้าก็ขอดำเนินชีวิตไปตามความรู้ผิดชอบชั่วดีของข้า! ข้า ฉินหลี่ ชีวิตข้ามิได้มีคุณค่าอันใดนัก เหตุใดต้องเกรงกลัวความตายด้วยเล่า? ข้าเติบโตมาในตระกูลฉิน เช่นนั้นข้าก็จะยืนอยู่เคียงข้างตระกูลฉิน พวกเราจะอยู่และตายไปพร้อมกัน!"
"พวกเราจะอยู่และตายไปพร้อมกัน!"
"พวกเราจะอยู่และตายไปพร้อมกัน!"
"พวกเราจะอยู่และตายไปพร้อมกัน!"
".........."
วาจาของฉินหลี่เป็นดั่งคำที่ปลุกใจเหล่าศิษย์ที่หลงเหลืออยู่ของตระกูลฉิน
นัยน์ตาของเหล่าศิษย์พวกนี้ล้วนเปลี่ยนเป็นสีแดง แววตาล้วนมุ่งมั่น ไร้ซึ่งความหวาดกลัวในศัตรูใด
ในยามนี้ แม้ฉินเถี่ยป้าและเหล่าคนของเขาจะไร้ซึ่งยางอาย หากบนใบหน้าเหล่านั้นก็กลับแดงเรื่อด้วยความละอายยามได้ยินถ้อยคำเช่นนั้น
อย่างไรก็ดี พวกเขาอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย การคิดทรยศย่อมดีกว่าหากรักษาชีวิตไว้ได้มิใช่หรอกหรือ?
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า!" ฟางหรูหลงผู้ซึ่งยืนอยู่บนเวทีประลองพลันแผดเสียงหัวเราะดังแสบแก้วหู ใบหน้าแลดูบิดเบี้ยว "ช่างกล้าหาญดีแท้ ‘อยู่และตายไปพร้อมกัน’ น่าประทับใจยิ่ง แต่พวกเจ้าคิดว่าตนเป็นผู้ใดกัน? พวกเจ้าเป็นเพียงกองเศษสวะ สวะที่ไร้สิทธิ์จะอยู่หรือตายไปด้วยกันต่างหาก ข้าจะให้เวลาอีกสักหน่อย จงร้องขอให้ตายโดยไวเสียเถิด!"
ลมปราณอันรุนแรงกำลังแผ่ขยายออกมาจากร่างของฟางหรูหลง
ทันใดนั้น ฟางหรูหลงก็หันไปมองฉินหนานผู้ซึ่งไร้ถ้อยคำมานานชั่วระยะหนึ่งแล้ว ทั้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันว่า "ข้าจดจำได้ดีว่าเจ้าโอหังมากเพียงใดยามเผชิญหน้ากับตระกูลฟาง แต่ทว่า ข้ามิได้เร่งรีบปลิดชีวิตเจ้า ข้าปรารถนาจะให้เจ้าเห็นข้ากลายเป็นศิษย์แห่งสํานักเสวียนหลิงจง เมื่อถึงวันนั้น ข้าจะสั่งสอนให้เจ้าได้รู้ซึ้งซึ่งความเหี้ยมโหด!"
ขณะที่ฟางหรูหลงเอ่ยนั้นก็หันหน้าไปทางเสี่ยวชิงเสวี่ยและไป๋เหิง ทั้งแปรเปลี่ยนสีหน้าอันบิดเบี้ยวไปเป็นความเคารพยำเกรง
ฟางหรูหลงเอ่ยว่า "ผู้อาวุโสทั้งสอง ข้ามีฝีมือดีพอจะเข้าเป็นศิษย์แห่งสํานักเสวียนหลิงจงแล้วหรือไม่? หากใช่ ข้ามีข้อร้องขอหนึ่งเรื่อง ข้าหวังว่าผู้อาวุโสทั้งสองจะช่วยข้ายับยั้งคนตระกูลฉิน เพื่อข้าจะได้สังหารพวกมันและทำให้พวกมันได้เห็นพลังแห่งวิญญาณยุทธ์ของข้า!"
ถ้อยคำเหล่านั้นยังผลให้บรรยากาศตึงเครียดยิ่งขึ้น
ฉินเทียนและเถี่ยซานสบตากัน แม้จะรู้ดีว่าคงมิอาจหลีกเลี่ยงการโค่นล้มตระกูลฉินครั้งนี้ได้ ทว่าพวกเขาก็เลือกจะเสียสละชีวิตตน เพื่อปกป้องฉินหนานและเหล่าศิษย์ที่เหลือ
อย่างไรก็ดี หากสองอาวุโสเข้ามายุ่งเกี่ยวเช่นนี้แล้ว ฉินหนานและเหล่าศิษย์จะรอดชีวิตได้เช่นไรกัน?
เสี่ยวชิงเสวี่ยหน้านิ่วคิ้วขมวด ด้วยนางเองนั้นชื่นชมในตัวฉินหนาน อีกทั้งทีท่าของเหล่าศิษย์ตระกูลฉินก็ดูน่ายกย่อง
มาบัดนี้ ฟางหรูหลงหมายจะสังหารคนตระกูลฉินที่เหลืออยู่น้อยเต็มที นางจะเห็นดีด้วยเช่นไรกัน?
เมื่อเป็นเช่นนั้น เสี่ยวชิงเสวี่ยจึงเอ่ยโดยมิลังเลว่า "ฟางหรูหลง เจ้านั้นมีดีพอจะเป็นศิษย์แห่งสํานักเสวียนหลิงจง แต่ทว่า...เมื่อเจ้าได้กลายเป็นศิษย์แล้ว เจ้าจะต้องเลี่ยงเรื่องอื้อฉาว เหตุใดเจ้าจึงยืนกรานจะสังหารด้วยเล่า? มันจะส่งผลกับหัวใจยุทธ์ของเจ้า!" แม้จะเป็นการพูดอ้อมค้อม แต่เป็นการยืนยันถึงความคิดเห็นของเสี่ยวชิงเสวี่ยอย่างมิต้องสงสัย
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟางหรูหลงและฟางลี่ต่างมีสีหน้าแปรเปลี่ยน ทั้งสองมิทันคาดคิดว่าเสี่ยวชิงเสวี่ยจะยังปกป้องทั้งฉินหนานและตระกูลฉินเช่นเคย
สีหน้าของอาวุโสไป๋เหิงก็บ่งบอกความกริ้วโกรธเช่นกัน เขานั้นหมายจะทรมานและสังหารฉินหนานเป็นการแก้แค้น แล้วเหตุใดเสี่ยวชิงเสวี่ยจึงยังคงบังอาจปกป้องพวกเศษสวะอยู่เช่นนี้?
น้ำเสียงของอาวุโสไป๋เหิงดูมิได้เคารพยำเกรง "ผู้อาวุโสเสี่ยว ข้ามิเห็นด้วยกับท่าน วิญญาณยุทธ์ของฟางหรูหลงนั้นเป็นรูปแบบศาสตราวุธ เยี่ยมยอดในเชิงการต่อสู้ อีกทั้งตระกูลฉินและตระกูลฟางต่างก็เป็นศัตรูต่อกัน หากว่าตระกูลฉินไม่ถูกโค่นล้มย่อมส่งผลต่อวรยุทธ์ของฟางหรูหลงซึ่งคงมิใช่สิ่งดี ฟางหรูหลงยามนี้ได้เป็นศิษย์แห่งสํานักเสวียนหลิงจง จะเป็นไรหากเขาจะสังหารพวกเศษสวะ?"
แม้อาวุโสไป๋เหิงจะหวาดกลัวเสี่ยวชิงเสวี่ย แต่ดูเหมือนคำพูดของเขาก็ดูมีเหตุผล
เหตุใดเสี่ยวชิงเสวี่ยจึงต้องการปกป้องคนเยี่ยงนั้น แทนที่จะช่วยเหลือศิษย์ในสำนักตนเอง?
หากเป็นเช่นนั้น ย่อมมิเป็นผลดีต่อชื่อเสียงของเสี่ยวชิงเสวี่ย
ดวงตาของเสี่ยวชิงเสวี่ยฉายแววเจตนามุ่งร้าย ทว่าปกปิดเอาไว้ได้ดี ยามนางเปิดปากพูดด้วยรอยยิ้ม "ผู้อาวุโสไป๋เหิง มิจำเป็นต้องเอ่ยวาจาถากถางกัน ข้าปกป้องฉินหนานและตระกูลฉินอย่างตรงไปตรงมา หากผู้อาวุโสไป๋เหิงมีความสามารถเพียงพอ เช่นนั้นก็แสดงให้ข้าดูหน่อยเถิด"
เสี่ยวชิงเสวี่ยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสงบเย็น เสียงของนางฟังดูน่าพึงพอใจ แต่ทว่าถ้อยคำเหล่านั้นเป็นดั่งสายฟ้าฟาดในวันแดดจ้าต่อผู้อาวุโสไป๋เหิง ซึ่งมีสีหน้าแปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน อีกทั้งเหงื่อเม็ดโป้งก็เริ่มผุดขึ้นบนหน้าผาก เขามิคาดคิดมาก่อนว่าเสี่ยวชิงเสวี่ยจะเด็ดเดี่ยวเฉกเช่นนั้น
หากว่าเสี่ยวชิงเสวี่ยยืนกรานจะทำเช่นนั้นจริง ผู้อาวุโสไป๋เหิงก็มิคิดจะทัดทานต่อต้านนาง แม้เขาจะมีความกล้าหาญราวสิบเท่าก็ตามที
ฟางหรูหลงและฟางลี่ต่างก็มีสีหน้าแปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง ทั้งสองมิคาดว่าเสี่ยวชิงเสวี่ยจะหนักแน่นในความคิดของนางที่จะปกป้องฉินหนาน แม้ฉินหนานจะเป็นเพียงเศษสวะแล้วในตอนนี้
ในเวลาเดียวกันนั้น เสียงหนึ่งดังขึ้น "ขออภัยที่ข้าเอ่ยช้าเกินไป ผู้อาวุโสทั้งสอง ข้ามีสิ่งที่จะถาม"
เป็นเสียงของฉินหนานนั่นเอง- โปรดติดตามตอนต่อไป -