BRCO - บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์ โดย Ming Guang
ตอนที่ 15 จุดปราณทั้งสี่แห่งเส้นปราณหัวใจ
ม้วนตำราโบราณและด้ามสลักล้วนหายไปพร้อมกับที่เขาฟื้นขึ้นมา! แต่ในนิมิตอันว่างเปล่าของเขากลับปรากฏประตูโลหิตขึ้นมาแทนไม่เข้าใจเลย! หรือนี่คือความลับที่ท่านลู่เคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ถ้านี่เป็นเรื่องจริง การที่จู่ๆ ประตูโลหิตปริศนาก็ปรากฏขึ้นในหัวของเขาเช่นนี้ ก็ถือเป็นความหวังให้เขาฝืนชะตา ท้าทายทวยเทพแล้วรึเปล่าหลินสวินสูดหายใจลึกเพื่อสงบสติอารมณ์ แล้วทวนเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในหัวม้วนตำราปริศนา ด้ามสลักสีเทาเข้ม...ถ้าหลินสวินเดาไม่ผิด ด้ามสลักและม้วนตำราล้วนเป็นของวิเศษที่ตกทอดมาจากเจ้าของร่างสง่าผู้ชำแรกฟ้าคราม เขย่าจักรวาล และถล่มทวารดวงดาวด้วยการสะบัดมือเพียงครั้งเดียวคนนั้นเงาร่างสง่าผู้นั้นเคยทอดถอนใจว่า ‘เวลาไม่รอท่า’ แล้วแบกโลงศพทองแดงพลิ้วกายจากไป และของสองชิ้นนี้ก็เคยถูกผนึกไว้ในโลงทองแดงนั้น หลังจากนั้นไม่รู้เพราะเหตุผลใดถึงได้ตกทอดมาอยู่ในโลกนี้ภายใต้กาลเวลาอันยาวนานที่บุคคลในตำนานหลายต่อหลายคนรวมถึงท่านลู่ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันครอบครองของวิเศษคู่นี้ และพยายามไขความลับของมันแต่ก็หาสำเร็จไม่ ซึ่งมีหลักฐานเป็นรอยฝ่ามือเลือดที่ประทับอยู่เต็มกระดาษแผ่นสุดท้ายของตำราจนมันส่งมาถึงมือเขา...เมื่อคิดมาถึงตรงนั้น หลินสวินก็พลันขมวดคิ้วและนึกอะไรบางอย่างออก ‘นี่ข้าบังเอิญค้นพบความลับของสิ่งวิเศษทั้งสองชิ้นนี้เพียงเพราะสิ่งที่ข้าทำลงไปเมื่อคืนอย่างนั้นหรือ’หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ตระหนักว่ามันอาจจะเป็นเช่นนั้นก็ได้ เมื่อคืนขณะที่ชีวิตของเขาใกล้จะหลุดลอยออกไป และร่างกายก็ควบคุมไม่ได้ แต่ด้ามสลักที่เหมือนเพิ่งตื่นขึ้นจากการหลับใหล ใช้เลือดของเขาต่างหมึก วาดเส้นสายอย่างไม่รู้จบสิ้นลงบนลวดลายในหน้าสุดท้ายของม้วนตำราปริศนา หลินสวินค่อนข้างแน่ใจแล้วว่าลวดลายพิสดารที่เขาเห็นในตอนแรกยังไม่สมบูรณ์ดี ส่วนลวดลายปริศนาอันสลับซับซ้อนที่สลักอยู่บนประตูโลหิต ซึ่งลอยเอื่อยอยู่กลางนิมิตอันว่างเปล่าของเขาก็คล้ายลวดลายพิสดารนั้นมากจุดต่างกันมีแค่ว่าลายปริศนาบนประตูนี้สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ!หมายความว่าหลังจากเขาหมดสติ ด้ามสลักสีเทาเข้มนั่นเติมเต็มลวดลายพิสดารจนสมบูรณ์ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ทำให้ด้ามสลักกับตำรานั่นกลายเป็นประตูโลหิตที่เขาเห็นในภาพนิมิตอย่างนั้นหรือหลินสวินรู้สึกรางๆ ว่าข้อสันนิษฐานของเขาถูกต้อง เพียงแต่ว่ามันยากเกินกว่าที่เขาจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงหากคนอื่นล่วงรู้เรื่องนี้เข้า คงจะประหลาดใจในหลักการเชื่อมโยงด้วยตรรกะที่แยบคายและแม่นยำของหลินสวิน ซึ่งไม่ใช่องค์ความรู้ทั่วไปที่เด็กชายวัยสิบสามขวบพึงจะมี‘ดูเหมือนว่าถ้าข้าต้องการจะแน่ใจว่าตัวเองคิดถูก ข้าจะต้องไขความลับของประตูโลหิตนี่ให้ได้เสียก่อน’หลินสวินกลับไปครุ่นคิดอย่างหนัก ซึ่งแสดงออกอย่างเด่นชัดบนใบหน้าที่ซีดเซียวและอ่อนเยาว์ของเขา“น้องหลิน เจ้าตื่นรึยัง”ตอนนั้นเองที่เสียงหนึ่งดังมาจากลานหน้าบ้าน ปลุกให้เขาได้สติจากห้วงความคิด หลินสวินส่ายหน้ารัว ตัดสินใจจะพักเรื่องนั้นเอาไว้ก่อน เขาผลักประตูเปิดและก้าวออกไปข้างนอกชาวบ้านคนหนึ่งกำลังรอเขาอยู่ที่ลานหน้าบ้าน หลินสวินจำเขาได้ เขาคืออิงหาว เจ้าของที่นาศักดิ์สิทธิ์ขนาดสี่หมู่“ท่านเองหรือ ท่านพี่อิง ขออภัยที่ให้รอนาน” หลินสวินเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ถึงกำหนดที่จะกำจัดศัตรูพืชให้อิงหาวแล้ว“ไม่เป็นไรหรอก ข้าเองก็เพิ่งมาถึง เจ้าคงยังไม่ได้ทานอะไรเลยสินะ น้องหลิน มาที่บ้านของข้าแล้วทานอะไรสักหน่อยก่อนเถอะ” อิงหาวเชื้อเชิญเขาด้วยความเป็นกันเอง“ขอบคุณขอรับ แต่เรามาจัดการเรื่องที่นาศักดิ์สิทธิ์ให้เรียบร้อยก่อนดีกว่า เรื่องปากท้องรอได้นะขอรับ” หลินสวินฉีกยิ้มแล้วกลับเข้าบ้านไปหยิบเครื่องไม้เครื่องมือที่จำเป็น ก่อนออกเดินทางไปพร้อมกับอิงหาว...ทั้งหมู่บ้านเฟยอวิ๋นมีที่นาศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดหกสิบเก้าหมู่ ซึ่งแบ่งสันปันส่วนกันไปในหมู่ชาวบ้าน ที่นาศักดิ์สิทธิ์ทุกผืนจะปลูกแต่รวงข้าวศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งจะเติบโตเต็มวัยสองครั้งต่อปีหากสภาพอากาศเป็นใจรวงข้าวศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดสำหรับการฝึกปราณ เพราะอุดมไปด้วยพลังวิญญาณอย่างที่รู้กันว่าการฝึกปราณแบ่งออกได้ห้าระดับ ได้แก่ ระดับกำลังภายใน ระดับจิตผสานวิญญาณ ระดับจิตวิญญาณสมุทร ระดับหยั่งสัจจะ และระดับกระบวนแปรจุติสำหรับผู้ฝึกปราณที่ยังไม่บรรลุระดับจิตผสานวิญญาณ วัตถุดิบอย่างรวงข้าวศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งจำเป็นต้องใช้ในการฝึกปราณ หากใครได้รับประทานข้าวศักดิ์สิทธิ์ตลอดทั้งปี ไม่เพียงแค่มีพละกำลังเหลือเฟือให้ร่างกายได้ใช้งาน แต่สุขภาพกายและจิตยังแข็งแกร่งขึ้นอีกด้วยหากพูดกันโดยทั่วไปแล้ว รวงข้าวศักดิ์สิทธิ์ก็คืออาหารที่จำเป็นสำหรับผู้ฝึกปราณ ถึงแม้จะไม่ได้มีราคามาก แต่ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้นั่นเองหมู่บ้านเฟยอวิ๋นไม่ได้มีผู้ฝึกปราณอยู่กันมาก รวมแล้วเพียงเก้าชีวิตเท่านั้น และหนึ่งในนั้นก็คือเหลียนหรูเฟิง ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องบริโภครวงข้าวศักดิ์สิทธิ์มากนัก ส่วนใหญ่เมื่อเก็บเกี่ยวรวงข้าวศักดิ์สิทธิ์มาจากที่นาแล้ว ก็จะนำไปขายต่อเพื่อแลกกับเครื่องใช้สอยในชีวิตประจำวันแทนแสงอาทิตย์ผลาญเผาโผล่พ้นขอบฟ้ามาพร้อมสายลมอ่อนยามเช้า ทอประกายแสงสีทองกระจ่างไปทั่วทั้งหมู่บ้าน และหอบเอาบรรยากาศแห่งความเงียบสงบมาด้วยไกลออกไป เทือกเขาและยอดสูงมากมายเรียงรายออกไปสุดลูกหูลูกตาหมู่บ้านเฟยอวิ๋นเป็นหมู่บ้านอันห่างไกลความเจริญอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะว่าตั้งอยู่ภายในคูน้ำธรรมชาติที่ก่อตัวขึ้นจากหมู่เขาสามพันคีรี ชาวบ้านที่อยู่ที่นี่ต่างก็ตั้งรกรากอยู่ที่นี่ตามคนรุ่นก่อนๆบางทีแม้แต่จักรวรรดิจื่อเย่าเองก็หาได้ล่วงรู้ไม่ว่ายังมีหมู่บ้านเล็กๆ แบบนี้ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางหุบเขาลึกทางชายแดนตะวันตกเฉียงใต้หลินสวินล้วงเอากริชสีเทาเข้มและเศษกระดูกของหนูกินทองออกมาทันทีที่มาถึงยังที่นาศักดิ์สิทธิ์ของอิงหาว เขาก้าวเข้าไปยืนใจกลางที่นานั้นอิงหาวได้แต่ยืนอยู่บนคันนาและเฝ้ารอคอยด้วยความกังวลใจยังดีที่หลินสวินสามารถจารึกรอยสลักเวทรวมแสง ดึงดูดแสงอาทิตย์ลงมาสู่ที่นาศักดิ์สิทธิ์และกำจัดศัตรูพืชทั้งหมดได้สำเร็จเมื่อเห็นดังนั้น อิงหาวก็รู้สึกยินดีปรีดาจนเกินกว่าจะยั้งปากได้ เขาพร่ำขอบคุณหลินสวินตลอดทางที่กลับหมู่บ้านแต่เขาไม่ทันได้สังเกตว่าสีหน้าของหลินสวินเองกลับดูแปลกไปเล็กน้อย เป็นความรู้สึกที่ปนเปกันระหว่างความประหลาดใจและดีใจ‘เป็นไปได้อย่างไรกัน เกลียวคลื่นวิญญาณอย่างนั้นเหรอ’ หลินสวินครุ่นคิดกับตัวเอง ตอนนี้ภายในร่างกายของเขา กระแสพลังปราณไหลเวียนผ่านเส้นลมปราณและจุดปราณอย่างเคย แต่หากสังเกตโดยละเอียดแล้ว เขากลับพบว่ายามที่กระแสปราณไหลผ่านจุดปราณทั้งสี่บริเวณกลางหน้าอก อันได้แก่ จุดเสวียนจี จุดหัวก้าย จุดจื่อกง และจุดอวี้ถัง กระแสปราณนั้นจะผันแปรเป็นเกลียวคลื่น ทำงานแตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิงจุดปราณทั้งสี่นี้อยู่บริเวณหัวใจ ประกอบกันเป็นเส้นลมปราณตรงจากบนลงล่างหากดูจากการเรียงตัวของเส้นลมปราณที่ใช้ถ่ายเทพลังปราณไปทั่วทั้งร่างกายนั้น จุดปราณทั้งสี่จะอยู่ในแนวเส้นกลางลำตัว ปกป้องบริเวณหัวใจไล่จากบนลงล่างได้พอดีด้วยเหตุนี้จึงเรียกบริเวณเส้นลมปราณที่จุดปราณทั้งสี่นี้ประกอบกันอยู่ว่า ‘เส้นปราณหัวใจ’ และเรียกจุดปราณทั้งสี่กับเส้นปราณหัวใจนี้รวมกันว่า ‘จุดปราณทั้งสี่แห่งเส้นปราณหัวใจ’สำหรับผู้ฝึกปราณทั่วไปแล้ว เส้นปราณหัวใจไม่ได้สลักสำคัญเป็นพิเศษ ถึงขั้นธรรมดาสามัญด้วยซ้ำ เทียบกับจุดอันตรายสามแห่งอย่างจุดไป่ฮุ่ยที่กลางยอดศีรษะ จุดเสินถิงที่บริเวณหน้าผาก และจุดชี่ไห่ที่บริเวณท้องน้อยไม่ได้เลยสักนิดกระนั้นจุดปราณทั้งสี่แห่งเส้นปราณหัวใจกลับสำคัญเป็นพิเศษสำหรับหลินสวิน เพราะนั่นเป็นตำแหน่งเดียวกับที่ชีพจรวิญญาณซึ่งติดตัวเขามาตั้งแต่เกิดซ่อนอยู่!จุดปราณทั้งสี่ของเขาหรือแม้แต่เส้นปราณหัวใจเองล้วนแต่เฉื่อยชาและเปราะบางอย่างเหลือแสนหลังจากชีพจรวิญญาณถูกพรากไป ทุกครั้งที่เขากำหนดพลังปราณให้ไหลเวียนผ่านบริเวณนี้ มักจะทำได้โดยยากและติดขัดราวกับเกิดการอุดตันแต่ที่สำคัญที่สุดคือจุดปราณทั้งสี่แห่งเส้นปราณหัวใจของเขาไม่เพียงแต่เฉื่อยชา แต่ยังเปราะบางเสียจนไม่สามารถทนทานต่อฝืนทะลุขีดจำกัดแม้แต่เพียงนิดได้ เพราะถ้าเกิดเส้นปราณตรงนี้แตกทลายขึ้นมา หัวใจที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ก็ย่อมจะต้องรับความเสียหายไปด้วย และจะทำให้เกิดผลที่ตามมารุนแรงเกินกว่าจะรับได้ทั้งหมดนี้คือบาดแผลที่ร้ายแรงที่สุดที่เหลืออยู่ภายในร่างกายของหลินสวิน นับตั้งแต่วันที่เขาถูกพรากชีพจรวิญญาณไป และไม่มีทางรักษาได้อีกเลยตลอดชีวิตหลินสวินใช้ชีวิตอยู่กับปมนี้มาตลอดสิบสามปีจนเริ่มชิน แต่วันนี้บางอย่างกลับเปลี่ยนไปเขารู้สึกได้ถึงความแตกต่างตั้งแต่ตอนที่ช่วยอิงหาวกำจัดศัตรูพืชออกจากที่นาศักดิ์สิทธิ์แล้ว ตั้งแต่เขาเริ่มจารึกรอยสลักเวทรวมแสง โดยใช้ปลายนิ้วต่างด้ามสลักและเศษกระดูกหนูกินทองต่างหมึก เขาก็สังเกตเห็นแล้วว่าเมื่อพลังปราณไหลเวียนมาถึงจุดปราณทั้งสี่แห่งเส้นปราณหัวใจ กลับเกิดการเปลี่ยนแปลงที่แปลกใหม่และไม่มีใครเหมือนขึ้นพลังปราณในกายเขาไม่เฉื่อยชาอย่างแต่ก่อน แต่กลับกลายเป็นเกลียวคลื่นวิญญาณทันทีที่แล่นผ่านจุดเสวียนจี และกลับมาเป็นปกติอีกครั้งหลังจากหมุนควงอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะแล่นผ่านเส้นปราณหัวใจต่อไป เมื่อมันแล่นผ่านจุดหัวก้าย ก็เกิดการหมุนควงแบบเดิมอีกครั้ง...และเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าพลังปราณจะแล่นผ่านจุดจื่อกงและจุดอวี้ถังนั่นแหละ จึงจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติก่อนหน้านี้การไหลเวียนดังกล่าวมีรูปแบบที่เฉพาะตัวเกินไป นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่เอี่ยมที่หลินสวินเองยังไม่เคยพบเจอมาก่อนเขารู้สึกราวกับมีเกลียวคลื่นลึกดุจอเวจีสี่เกลียวผุดขึ้นมาในจุดปราณทั้งสี่แห่งเส้นปราณหัวใจของเขา ยามที่พลังปราณแล่นผ่าน มันจะไหลเวียนรอบเกลียวคลื่นนั้นก่อนส่งต่อไปสู่เกลียวคลื่นถัดไป และกลับมาไหลเวียนตามปกติหลังจากผ่านจุดปราณทั้งสี่แห่งเส้นปราณหัวใจนั้นมาได้แล้วครั้งแรกที่หลินสวินรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ เขาเองก็ตกตะลึงและเริ่มกังขาว่าตัวเองฝึกปราณพลาดไปตรงไหนรึเปล่า แต่เมื่อแน่ใจแล้วว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ส่งผลเสียอะไร เขาจึงค่อยโล่งอกด้วยเพราะตอนนั้นเขากำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการจารึกรอยสลักเวทรวมแสง หลินสวินจึงไม่สามารถเสียเวลาแม้แต่เสี้ยววินาทีมาขบคิดเรื่องดังกล่าว ตอนนี้เมื่อศัตรูพืชถูกกำจัดสิ้นซากแล้ว เขาจึงใช้เวลาใคร่ครวญเรื่องทั้งหมดโดยละเอียดตลอดทางที่กลับหมู่บ้าน‘เกลียวคลื่นวิญญาณเหรอ มันเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน’หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่ใหญ่ ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจแจ่มแจ้ง ‘มันเกี่ยวอะไรกับประตูปริศนาที่ข้าเห็นในนิมิตรึเปล่านะ’ต้องใช่แน่ๆ!ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน ที่พลังปราณของเขาจะหมุนควงเป็นเกลียวคลื่นขณะที่แล่นผ่านจุดปราณทั้งสี่แห่งเส้นปราณหัวใจ ไม่นานหลังจากประตูโลหิตบานนั้นปรากฏขึ้นในความคิดของเขาเมื่อเช้านี้‘ท่านลู่เคยบอกว่าหากข้าล่วงรู้ความลับ ข้าจะเปลี่ยนแปลงชะตา ท้าทายทวยเทพได้ ตอนนี้มันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ เหรอ’เมื่อคิดได้ดังนั้น หลินสวินก็พลันท่วมท้นไปด้วยความตื่นเต้นจนเกินควบคุมเขาเฝ้ารอคอยเวลานี้มานานเหลือเกิน!
TBC
เข้าไปพูดคุยกับผมได้ที่ FB Group : Battling Records of the Chosen One แปลไทย by Ming Guang นะครับ