ณ เนินดินโดดเดี่ยวสูงสี่เมตร บนยอดส่งสัญญาณแสงสีม่วงสว่างไสวในหมอกหนา
ลุงอาทรดูไกล ๆ คล้ายศพพระจีวรดำห่มเฉียงที่นั่งกำหมัดขัดสมาธิอยู่บริเวณหน้าเนิน โค้ทขาด ๆ ของเขาเผยข้างขาวที่ถูกพันด้วยเศษผ้าจากศพชายผมทอง ข้างซ้ายสวมปลอกแขนกะโหลกเสือ มีท่อนแขนขวาวางตรงกลางตัก แต่ไม่มีเสียงโอดโอยโวยวาย สีหน้าเขาซีดเซียวและดูขึงตึงคล้ายกำลังฝืนปฏิบัติธรรมครั้งสุดท้าย
“ร่างกายนี้ไม่ต่างจากศพเดินได้ ไม่รู้ว่าชุดโค้ทนี่จะพยุงชีพไปได้นานเท่าไร…”
อาทรเอ่ยขึ้นแ่เบาด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย ก่อนจะค่อย ๆ หลับตาลงเพื่อทำสมาธิครั้งแรกในรอบสิบปี
“ถ้าจะตายก็ขอให้จิตสุดท้ายไปที่สูงหน่อยละกัน สูงภพภูมินะ ไมใช่สูงต้นงิ้ว”
“อีกเดี๋ยวต้องสวดมนต์ แต่บทอะไรดีล่ะ? ฉันจำไม่ค่อยได้ด้วยสิ งั้นทำสมาธิไปก่อนละกัน”
ลุงอาทรพยายามรำลึกความรู้สึกตอนที่เคยนั่งสมาธิเมื่อยี่สิบปีก่อน ตอนเป็เด็กปฐมในคาบเรียนพุทธศาสนา เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าในห้องเรียนเป็อย่างไร ในห้องมีใครบ้าง จำไม่ได้แม้กระทั้งความรู้สึกสงบในใจมันเป็อย่างไร แต่การจำไม่ได้นั้นก็มีข้อดีอยู่ เพราะไม่มีอะไรรกสมองจิตใจจึงไม่วอกแวก ภายนอกก็เช่นกัน นอกจากกำปั้นสั่นเทาที่เข่าซ้าย ก็มีเพียงใบหน้าสีซีดซึ่งกระตุกยุกยิกเป็่ ๆ เท่านั้น
ความสงบนี้ไม่ใช่เพราะเขาชินชากับความทรมานหรือหลงลืมมันไป และยิ่งไม่ใช่อะดรีนาลีนที่หมดไปนานแล้ว หากแต่มันถูกลดทอนจนหมดสิ้นไปโดยอะไรสักอย่างที่ยังเป็ปริศนา ซึ่งคาดเดาว่าเป็กลไกพยุงชีพอีกระดับหนึ่งหนึ่งของชุดโค้ทดำ
“!!! อึก”
ช่างน่าผิดหวัง ไม่ถึงสิบวินาทีลุงอาทรก็ต้องลืมตาตื่นเพราะความทรมาน ทว่ามีเื่หนึ่งที่ทำให้เขาแปลกใจจนเผลอพูดออกมา
“เมื่อกี้มันคืออะไร!? อยู่ ๆ ความทรมานทั้งหมดก็หายไปแป๊บหนึ่ง หรือว่าเ้าชุดยุทธภัณฑ์นี้จะมีการทำงานสอง่ ่ปกติและ่ที่เต็มประสิทธิภาพ? และมันแอบทำงานตอนฉันทำสมาธิ!?”
“ตอนที่ไล่ล่าเ้าหัวทองด้วยความโมโหก็ด้วย! ปกติชุดโค้ทดำจะลดความรู้สึกด้านลบให้แค่พอทนไหวอยู่ตลอดเวลา อาจจะเพื่อพยุงชีพเบื้องต้นไม่ให้คนขาดอากาศหายใจหรือช็อกตายไป ทว่ามีบางครั้งที่มันลดความทรมานจนหายเป็ปลิดทิ้ง! เช่นแวบหนึ่งในสมาธิและตอนที่ฉันไล่กวดคนหัวทอง แต่จากนั้นไม่นานก็กลับมารับความทรมานระดับเดิม…แบบนี้ก็นับว่าดีมากแล้ว! คำถามคือฉันจะขยายระยะเวลามันยังไง?”
“ถ้าตัดความทรมาณได้ยาว ๆ ฉันก็จะได้สวดมนต์ก่อนตายโดยไม่โดนขัดด้วยความทุกข์ และจิตสุดท้ายจะไม่พาลงสู่ภพภูมิต่ำ เื่นี้ต้องดูว่าฉันหาหลักการทำงานของมันเจอหรือไม่ …เริ่มจากเชื่อมโยงจากสิ่งที่รู้อยู่แล้วละกัน!”
ท่ามกลางสายลมอ่อนโยนที่พัดความเย็นชื้นในอากาศมาััผิว คุณลุงค่อย ๆ หลับตาและเริ่มคิดวิเคราะห์ เขาดำดิ่งเข้าไปในห้วงความคิดพร้อมทบทวนเื่ราวที่ผ่านมา สีหน้าเคร่งเครียดและคิ้วกระตุกเหมือนคนหลับฝันร้าย
“หนึ่งคือการสริมพละกำลัง มันเข้าใจง่ายเพราะทำงานตามความตั้งใจหลังจากส่งเสียง สองคือการพยุงชีพที่ทำงานอัตโนมัติ มันช่วยประคองระบบต่าง ๆ ในร่างกายและช่วยลดความทรมาณขั้นต้น สุดท้ายคือการลดความทรมานอีกระดับ เป็ขั้นสมบูรณ์ที่เหมือนตัดความรู้สึกด้านลบออกไปเลย แต่มันเกิดขึ้นแค่ตอนที่โกรธจัดและตอนจะนั่งสวดมนต์เนี่ยนะ? มันต่างกันสุดขั้วเลยไม่ใช่เหรอ!?”
อาทรเริ่มตั้งคำถามแล้วคิดวิเคราะห์ สีหน้าของเขาเริ่มแข็งค้าง
“…”
พอคุณลุงคิดไม่ออกก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขาดูเหมือนคนหลงลืมทุกอย่างไปสิบวินาที
“คิดไม่ออกเลย…”
“!! อึก”
“่เวลาที่ไร้ความทรมานสิบวิ!!”
ทันทีที่เพิ่งสมาธิกลับมาหาคำตอบ อยู่ ๆ ลุงอาทรก็ส่งเสียงกึกกักในลำคอ ทนทุกข์จนปากเม้มบิดตาปิดแน่น ก่อนจะลืมตาขึ้นแล้วพูดขึ้นด้วยความแปลกใจ แน่นนอนว่าหลังจากได้ลิ้มรสชาติของความสำเร็จ ความคิดของเขาย่อมเปลี่ยนไป
“ถ้าฉันตั้งใจทำสมาธิดี ๆ จับจุดสำคัญให้ได้ การยืดเวลาไร้ทุกข์จนสวดมนต์ตายสบายใจจะไม่ใช่เื่เพ้อฝัน!”
“ฮาห์”
เมื่อตัดสินใจได้เขาก็ปรับลมหายใจและหลับตาลงทันที ตั้งใจทำสมาธิด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน
“มันต้องมีปัจจัยอะไรบางอย่างที่ทำให้การตัดความทรมาณนี้เกิดขึ้น ถ้าลงลึกเข้าไปอาจจะเจอวิธีทำให้เวลามันนานขึ้น! …ฉันต้องเฝ้าดูให้ดี”
“เพ่งสมาธิไปที่แผลตรงไหล่ขวา…”
“!! อึก”
“ผิดพลาดตรงไหน? ทำไมไม่เหมือนสองครั้งแรก?”
อาทรหลุดออกจากสมาธิ ความทรมานหวนกลับมา เขาทำเวลาได้ไม่ถึงห้าวินาทีด้วยซ้ำ เกิดความสงสัยแต่ก็เริ่มหลับตาลงและปรับลมหายใจทันที
“ลองอีกครั้ง ถ้าไม่ได้ค่อยเปลี่ยนวิธี”
“ฮาห์”
“ไหล่ขวา…”
“เฮือก!”
“ไม่ใช่ละ ลองอีกวิธี…”
“ฮาห์”
อาทรหลุดออกจากสมาธิอีกครั้ง แต่ก็ปรับลมหายใจก่อนทำสมาธิต่อทันที โดยครั้งนี้เขาเปลี่ยนเป็ดูลมหายใจเข้าออกแทน
“เช้าพุทธ… ออกโธ…”
“อึก!”
คว้าน้ำเหลว เขาทำเวลาไร้ทุกข์ได้เพียงสี่วินาทีก่อนจะหลุดออกจากสมาธิ
“ฮาห์”
“อึก!” “ฮาห์”
“เฮือก!” “ฮาห์”
ลุงอาทรทำเช่นเดิมอีกสองสามครั้ง เพียงแต่เปลี่ยนเป็เพ่งจิตไปทั่วกายแทน มีออกไปภายนอกอยู่บ้าง แต่หลัก ๆ ยังกลับมาดูทุกความเป็ไปของร่างกาย ทว่าทุกครั้งล้วนจบลงภายในเวลาที่สั้นลงเรื่อย ๆ ซ้ำยังไม่เกิดอีกขั้นของการลดความทรมาณ
“เฮือก!”
“ทำไมไม่ได้ผลเหมือนครั้งแรก ๆ ล่ะ? นี่ก็ทำครบทั้งสามวิธีแล้ว ทั้งเพ่งไปที่แผล สำรวจทั่ว และดูลมหายใจ แต่ผลลัพธ์กลับไม่ดีเท่าตอนที่ไม่ตั้งใจ หรือตอนนั้นมีอะไรพิเศษ? คิดไม่ออกเลยจริง ๆ”
หลังจากหลุดออกจากสมาธิ คุณลุงเริ่มตัดพ้อในใจแต่ก็ยังข่มตาลงทำสมาธิต่อไปทั้งยังงง ๆ ครั้งนี้เขาเผลอข้ามการปรับลมหายใจ และลืมการเพ่งสมาธิ
“!!”
อาทรพบว่า่เวลาไร้ความทรมานกลับนานเกือบเท่าสองครั้งแรก
“อึก!”
“จากสามวิขึ้นมาเป็เก้าวิ! ชัดเจนแล้วว่าการเพ่งสมาธิหรือเฝ้าดูอะไรไม่ได้ช่วยให้เวลาดีขึ้นเลย มีแต่จะแย่ลงกว่าเดิม แถมยังทำให้เหนื่อยและหงุดหงิดเพิ่มขึ้น …แต่หลังจากตอนที่ฉันงุนงงและหลงลืมหลังจากการใช้ความคิด มันกลับได้ผลดีเกินคาด!”
อาทรหลุดออกจากสมาธิ ความทรมานกลับมารุมเร้าดังเดิม ทว่าเขาพอจะเข้าใจการทำงานของยุทธภัณฑ์นี้แล้ว
“นี่หรือป่าวที่เขาเรียกว่าจิตว่าง สรุปคือการตัดความทรมานเริ่มทำงานตรงจุดก้ำกึ่งนี้ เป็ตอนที่ความคิดจบลง ไม่มีการจดจ่อเฝ้าดู หากเริ่มเพ่งสมาธิหรือใช้จิตมันจะหยุดทันที!”
“แล้วตอนที่ฉันไล่ล่าอย่างบ้าคลั่งนั่นล่ะ มันตัดความทรมานทั้งหมดทิ้งไปได้อย่างไร? ตอนนั้นจิตฉันไม่ได้ว่างอยู่แน่ ๆ การทำงานของสองรูปแบบที่ต่างกันสุดขั้วนี้ มันต้องมีจุดร่วมอยู่สิ เงื่อนไขกลไกอะไรสักอย่าง! คิดสิคิด!”
เขาอดไม่ได้ที่จะกลับมาขบคิดถึงปัญหานี้ นั่นเพราะมันย้อนแย้งกับสิ่งที่เขาเพิ่งค้นพบ พร้อมกันนั้นเขาก็เริ่มทำสมาธิอีกครั้งอย่างเรียบง่าย ไม่มีการปรับลมหายใจ ไม่สนไม่รู้ไม่ดูอะไร
ทันทีที่ความคิดของเขาสิ้นสุดลง ชุดโค้ทดำก็เริ่มตัดความทรมาณออกไป
วูชชช
“หือ!!?”
ทว่าอยู่ ๆ พลันมีเสียงกวัดแกว่งวัตถุใหญ่ดังแว่วมาแต่ไกล นั่นทำให้ลุงอาทรที่นั่งอยู่หน้าเนินรีบลืมตาขึ้น เขาคว้าท่อนแขนแล้วดีดตัวถอยหลังทันที
คว้างงงง!
ภาพที่เขาเห็นคือมวลคลื่นรูปพระจันทร์เสี้ยวกว้างสองเมตร อัดแน่นด้วยพลังเพลิงร้อนแรงแดงฉาน พุ่งแหวกม่านหมอกเข้ามาจากห้าสิบเมตรด้านหน้าเนินที่เขาอยู่
ตู้มมมม!
มันพุ่งปะทะพื้นดินอินทรีย์ตรงหน้าลุงอาทร เกิดเป็หลุมลึกร้อนระอุยาวสองเมตรที่ดูคล้ายกับหลุมศพขุดใหม่ มีเปลวไฟไอร้อนและฝุ่นควันพวยพุ่งอยู่ครู่หนึ่ง เศษซากในดินถูกแผดเผาเป็เถ้าถ่านเหม็นไหม้
“พลังผีบ้าผีบออะไรเนี่ย? โดนทีเดียวถึงตายเลยนะนั่น!”
อาทรคิดขณะกลับหลังหันแล้ววิ่งพรวดขึ้นยอดเนินทันที เขาไม่เสียเวลายืนดูเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังวิ่งไปบริกรรมคาถาไปด้วย
“พุทธังบังตา…”
วูชช
“!!!”
เสียงกวัดแกว่งวัตถุใหญ่ดังขึ้นอีกครั้ง คลื่นเพลิงเสี้ยวจันทร์แหวกอากาศไล่หลังลุงอาทรมาติด ๆ
ฟุบ
คว้างงงง!
จังหวะนี้เขาะโข้ามหมวกเรืองแสงด้วยความตระหนก ล้มคะมำไปหลบอยู่หลังยอดเนินพอดี คลื่นพลังจึงพุ่งตรงขึ้นฟ้าผ่านหน้าเขาไปอย่างฉิวเฉียด ส่วนเขาก็ท่องคาถาต่อด้วยเสียงสั่นโดยมียอดเนินเป็ที่กำบัง
“ธะ ธัมมังบังตา…”
วูชชช คว้างงงง!
“!!”
เป็อีกครั้งที่อาทรต้องวิ่งหัวซุกหัวซุน คลื่นเพลิงเสี้ยวจันทร์ไม่ได้พุ่งเป็เส้นตรงเข้าปะทะเนินดิน หากแต่พุ่งเป็วิถีโค้งเหมือนลูกศรธนู เป็เส้นสีแดงแหวกม่านหมอกลงมาจากฟากฟ้า เห็นได้ชัดว่าเป้าหมายของมันคือหัวของเขา
ฟุบ
ตู้มมม!
อาทระโหลบลงริมเนินได้ทันก่อนที่มันจะเข้าปะทะ ตรงนั้นจึงกลายเป็ยอดเนินเว้าแหว่ง หมวกเรืองแสงถูกเผาไหม้ไม่เหลือซาก
“ผีร้ายตนนี้ ปราดเปรียวยิ่งนัก”
ไกลออกไปห้าสิบเมตรหน้าเนิน เสียงสยองของหญิงสาวดังแว่วอย่างแ่เบาในหมอกหนา มันเป็เสียงซ้อนทับจากสองแหล่งที่มีตำแหน่งเดียวกัน และดังมาจากทิศทางเดียวกันกับจุดที่เกิดคลื่นพระจันทร์เพลิง
“!! คนเว้ย”
ลุงอาทรได้ยินไม่ชัดเจนแต่ก็พอจับใจความได้ จึงะโขึ้นพลางวิ่งออกมาจากริมเนินด้านหลัง เขามองหาต้นตอของเสียงทันทีที่พ้นเงาเนิน แต่เพราะไร้แสงไฟช่วยตัดหมอกจึงมองอะไรไม่ค่อยเห็น
เวิ้ง
ที่ห้าสิบเมตรหน้าเนินสี่เมตรนี้พลันมีเสียงประหลาดดังขึ้นเบา ๆ พร้อมปรากฏจุดแสงแยงตาคล้ายลูกไฟเกิดขึ้นสีจุดในม่านหมอก มันดูเหมือนจะอยู่เหนือพื้นเล็กน้อย
“ทำไมไม่ตอบแชท!?”
วินาทีต่อมา เสียงใสของหญิงสาวที่เจือปนความบ้าคลั่งก้าวร้าวดังขึ้นเหนือสี่ลูกไฟไปเมตรกว่า
“…”
“แชทอะไรวะ!?”
อาทรยืนงง แต่ยังคงหวังเจรจา
“ฉันมีโทรศัพท์ด้วยเหรอ? เหมือนมันหายไปแล้วนี่ หรือว่าจะเป็…!!!”
เขายังไม่ทันได้ตอบคำถามก็ต้องชะงักไปเสียก่อน เพราะอยู่ ๆ ดวงไฟพวกนั้นก็ลอยสูงขึ้น อาทรจึงเกร็งคองอเข่าทันที
วูชช คว้างงง!
ตามคาด คลื่นเพลิงเสี้ยวจันทร์แหวกม่านหมอกพุงตรงมาที่คุณลุงที่ยืนย่ออยู่ข้างเนิน
“!! ฟังก่อน! กูคนเว้ย!”
ลุงอาทรร้องแรกแหกกระเชอ เขาวิ่งหน้าตั้งกลับไปหลบหลังเนินดินเดิมอย่างรวดเร็ว ก่อนที่คลื่นพลังจะปะทะตรงจุดที่เขาเคยยืน
ตู้มมมม!
“ขานตำแหน่ง!”
เสียงหญิงสาวดังขึ้นอีกครั้ง เสียงหลอนใสและดุดัน ทั้งยังดูเหมือนเธอเคลื่อนเข้ามาใกล้ขึ้น
“ตำแหน่งอะไรวะ!? …พลยิงเครื่องยิงลูกะเิเหรอ!!?”
อาทระโออกไปอย่างหัวเสีย เขาร้อนรนจนเผลอตอบตามเสียงในหัว
วูชชช คว้างงงง!
“!!!”
ไม่ทันไรลุงอาทรก็ได้ยิงเสียงกวัดแกว่งวัตถุใหญ่ เขารู้ตัวแล้วว่าคำตอบไม่ถูกใจคนฟัง
“แม่งเอ้ย! รู้งี้กูท่องคาถาต่อดีว่า!”
ฟุบ
คุณลุงนึกเสียใจขึ้นมา ก่อนจะะโหลบไปข้าง ๆ
ตูมมมม!
“อัก”
คลื่นจันทราโค้งขึ้นฟ้าแล้วมุดลงหลังเนิน มันะเิพื้นดินใกล้กับตรงที่เขาอยู่พอดี ครั้งนี้เขาเผลอหลบช้าไปเพียงเสียววินาที ผลคือโดนแรงะเิอัดใส่จนตัวลอยข้ามฝั่งมากระแทกพื้นที่ริมเนินด้านหน้า
ตุบ
“อึก”
“ไม่รู้ตำแหน่งอะไร ตอบ ๆ ไปก่อนละกัน ไม่งั้นโดนเล่นถึงตายแน่”
อาทรรู้ตัวว่าตัวเองนอนหงายอยู่บนพื้นโดยไร้ที่กำบัง ตอนนี้เขาต้องตัดสินใจแล้ว
ฟึบ!
“พลทหารอาทร! กำลังสำรอง! กองร้อย ๕๒๒ ครับ !!”
ลุงอาทรงอศอกตั้งฉากกับพื้นแล้วะโตอบคำถาม ะโออกไปทั้งที่ยังจับท่อนแขนตัวเองไว้แน่น แม้จะไม่รู้ผิดรู้ถูกแต่ก็ต้องตอบไปก่อนเพื่อรักษาชีวิต
“!! ต้องหายตัวแล้ววิ่งอ้อมไปอยู่ข้างหลังผู้หญิงคนนั้น”
“พุทธังบังตา ธัมมังบังตา…”
เขายังมีสติพอจะรับรู้ว่าอีกฝ่ายเหมือนจะเงียบไป จึงใช้โอกาสนี้ท่องคาถาเพื่อใช้งานปลอกแขนทันที
“นั่นพี่อาทรเหรอ!? …นี่หนูเองนะ”
“???”
“ไอ้… น้ำตก!!”
อาทรได้ยินสำเนียงคุ้นหูแว่วมาแต่ไกล เขาดีดตัวขึ้นนั่งเหยียดขาแล้วหันไปมองเงาตะคุ่มทันที พบว่าเป็คนรู้จักก็เผลอด่าออกไป แต่ยังดีที่รั้งปากไว้ทัน
“มันน่าตีจริง ๆ เกือบจะฆ่ากันตายอยู่แล้ว!”
“ขอโทษนะคะ หนูบุ่มบ่ามไปหน่อย”
หญิงสาวพูดเสียงละห้อย พลางเดินยิ้มอ่อนถืออาวุธออกมาจากม่านหมอก
รูปลักษณ์ของนางไม่ต่างจากเดิมนัก สวมชุดโทนดำตัดน้ำตาล ผมบ๊อบสีน้ำตาลปลายดัดลอน และยังคงมีหน้ายิ้มที่คาดเดาอารมณ์ไม่ได้ เว้นแต่รอยบากรูปไม้กางเขนสีแดงเพลิงที่หน้าผากยาวลงมาถึงดั้งจมูก และคู่ม่านตาสีฟ้าใสที่เปลี่ยนไปเป็สีแดงเพลิง มันเหมือนดวงไฟกำลังลุกไหม้กลางั์ตาดำมืดที่แดงก่ำด้วยเส้นเื
อาวุธของนางคือไม้กางเขนสีดำขนาดสองเมตรหนึ่งองค์ แบ่งเป็สองซีกหน้าหลัง หนีบประกบจานที่ลุกเป็ไฟขนาดหนึ่งเมตรไว้ตรงกลางจุดตัด แล้วพันด้วยโซ่ทั้งสี่มุม เมื่อมองไกล ๆ จึงเห็นเป็ลูกไฟสี่ลูก
ตึก !
ทันทีที่มาถึงหนึ่งเมตรข้างหน้าลุงอาทร น้ำตกก็ปักอาวุธไว้ข้างกาย สีหน้าชักกลับเป็เรียบนิ่งจริงจัง
ฟุ่บ
“ขอโทษค่าาา”
อยู่ ๆ นางก็นั่งคุกเข่าขอโทษทันที แต่สองมือพนมไว้กลางอกแล้วยกขึ้นหน้าผากอย่างไว
“อย่าๆๆ จะกราบศพหรือยังไง พี่ยังไม่ตาย!”
อาทรรีบยกมือห้ามอย่างเลิ่กลั่ก หยุดน้ำตกไว้ไม่ให้กราบเบญจางคประดิษฐ์