ซุปผักรวมกลายเป็นสิ่งที่เสียเปล่าไปเสียแล้ว เมื่อในเวลานี้เฉินอันหลาน
นั่งอยู่ในห้องอาหารที่บนโต๊ะอาหารมีแฮมทอดหอม ๆ และโจ๊กเนื้อวัวร้อน ๆ ที่เพิ่งยกหม้อลงจากเตาเมื่อสักครู่ กลิ่นหอมโชยแตะจมูกชวนลิ้มลองมากทีเดียว
ลานเซลอตถอดผ้ากันเปื้อนออกแล้วนั่งลงตรงข้ามเฉินอันหลาน จากนั้นก็หยิบช้อนขึ้นมาตักโจ๊กเข้าปาก
เฉินอันหลานมองอีกฝ่ายกินไปโดยที่ตัวเองไม่ยอมขยับเขยื้อน
“ไม่กินเหรอ?”
“ไม่หิว”
“งั้นรอฉันกินเสร็จก่อนแล้วนายค่อยกิน”
เมื่อลานเซลอตพูดจบเขาก็ตักโจ๊กเข้าปากต่อ
ในฐานะเจ้าของบ้าน เขาไม่ได้มีความกระตือรือร้นอย่างที่เจ้าของบ้านพึงมีต่อแขกสักเท่าไร แม้แต่ความเกรงใจก็ไม่มีให้เห็น ซึ่งทำให้เฉินอันหลานรู้สึกอึดอัดใจไม่น้อย หลังจากชำเลืองมองลานเซลอตแวบหนึ่งแล้วเขาก็หยิบตะเกียบขึ้นมา ยื่นออกไปคีบแฮมทอดเข้าปากแล้วเคี้ยวอย่างไม่ทันคิดอะไร ทันใดนั้นรสชาติอาหารในปากก็ทำให้เฉินอันหลานหยุดชะงักไปทันที หลังจากหยุดค้างไปหลายวินาที เขาก็ปรายตามองไปยังผู้ชายที่นั่งกินโจ๊กอยู่ฝั่งตรงข้าม ก่อนจะค่อย ๆ เคี้ยวแฮมที่อยู่ในปากอย่างเชื่องช้าต่อไป
“นายเรียนมาเหรอ?” เฉินอันหลานกินแฮมไปแล้วสามสี่แผ่น เพราะรู้สึกว่ามันอร่อยมากจริง ๆ จึงถามอย่างอดไม่ได้
“ไม่ได้เรียน” ลานเซลอตเอ่ยตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามองคนถาม
“มีพรสวรรค์ในการทำอาหารเหรอ?”
“นายอยากรู้งั้นเหรอ?”
“ไม่อยาก”
“เคยทำตอนอยู่ค่ายทหาร”
เฉินอันหลานที่ก้มหน้าลงเพื่อเตรียมจะกินโจ๊กต่อชะงักเพราะตกใจกับประโยคนั้น เขาเงยหน้ามองลานเซลอตอีกครั้งก่อนถามขึ้น
“นายเคยอยู่ค่ายทหารเหรอ?”
“ผู้ชายในตระกูลเอสเตจะต้องเข้ารับการฝึกฝนในค่ายทหาร” ลานเซลอตตอบ
เฉินอันหลานเลิกคิ้วสูงเล็กน้อย
“แล้วนายอยู่ในค่ายทหารกี่ปีล่ะ?”
ดวงตาสีดำทมิฬฉายแววประหลาดใจ ลานเซลอตหยุดมือที่กำลังตักโจ๊กกิน ก่อนจะเงยหน้ามองคนที่ถามคำถามนี้
“ห้าปี”
“มีการดูแลแบบเป็นพิเศษ ใช่ไหม?”
“นายสงสัยฉัน”
“ฉันไม่ได้พูดแบบนั้นสักหน่อย”
ลานเซลอตหรี่ตาลงเล็กน้อย “ถ้านายสนใจ ไว้วันหลังฉันจะส่งนายเข้าไปฝึกบ้าง”
เฉินอันหลานแสยะยิ้ม แล้วก้มหน้ากินโจ๊กต่อ
“ช่างเถอะ ฉันรับปากว่าจะทำอาหารให้นายแค่หนึ่งเดือน หลังจากนั้น
เราสองคนก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก อย่าพูดว่าวันหลังเลย”
“ฟังจากคำพูดของนายแล้วดูเหมือนว่านายจะอาลัยอาวรณ์ไม่อยากจากฉันยังไงอย่างนั้น”
“นายก็หลงตัวเองเหมือนกันนะ แค่คิดว่าต้องเจอกันพรุ่งนี้ฉันก็อึดอัดจะแย่แล้ว ขอไม่เจอจะดีกว่า”
“นายคงจะผิดหวังแล้วล่ะ”
เฉินอันหลานแค่นหัวเราะเสียงเย็นชา จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตากินโจ๊กต่อโดยไม่พูดอะไร
ไม่นานลานเซลอตก็กินโจ๊กที่อยู่ในถ้วยของตัวเองหมดเกลี้ยง เขาหยิบกระดาษทิชชูขึ้นมาใช้เช็ดปากเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นไปรินน้ำในครัว
เมื่อเฉินอันหลานรู้สึกว่าเงาของเจ้าของบ้านหายไปจากตรงนี้แล้ว เขาก็
เงยหน้าขึ้นมองฝั่งตรงข้าม โอเมก้าหนุ่มเห็นเพียงแค่ถ้วยโจ๊กที่ว่างเปล่า ส่วนตะเกียบที่อยู่ด้านข้างนั้นยังคงวางอย่างเป็นระเบียบข้างจานใส่แฮม โดยไม่ได้แตะต้องแฮมแต่อย่างใด ชิ้นแฮมที่หายไปก็ล้วนเป็นฝีมือของเฉินอันหลานทั้งสิ้น... เขาจ้องมองแฮมทอดที่ยังเหลือในจานอยู่หลายวินาทีด้วยความสงสัย จากนั้นก็ปรายตามองไปยังทิศทางของห้องครัว
ลานเซลอตกำลังดื่มน้ำ
เฉินอันหลานมองอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกประหลาดใจผสมกับความรู้สึกแปลกประหลาดที่ไม่สามารถอธิบายได้
‘ครืน ครืน——’
ในตอนนั้นเอง โทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงก็ดังขึ้นกะทันหัน เฉินอันหลานวางตะเกียบลงแล้วล้วงไปหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู เมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์ของเจียงหยางจึงกดรับสาย ระหว่างนั้นเขาก็กินโจ๊กไปพลางคุยโทรศัพท์กับเจียงหยางไปพลาง
(อันหลาน คำสั่งย้ายของนายมาถึงแล้ว หัวหน้าเว่ยยินยอมให้นายย้ายไปอยู่ในกลุ่มคดีอาชญากรรมแค่สองเดือน ทางฝั่งกลุ่มอาชญากรรมได้รับข้อมูลของนายแล้ว ถ้านายพักผ่อนเสร็จเมื่อไหร่ก็ไปรายงานตัวได้เลย)
“รับทราบครับ”
(ทำอะไรอยู่เหรอ?)
“กินมื้อเย็น”
(ฉันเองก็ยังไม่กินเลย งั้น…)
ยังไม่ทันที่เจียงหยางจะมีโอกาสพูดจบเฉินอันหลานก็รีบตัดสายทันที เขาเตรียมจะตักโจ๊กกินต่อแต่ก็เห็นว่าในเวลานี้ลานเซลอตกลับมานั่งอยู่ตรงข้ามตัวเองแล้ว เฉินอันหลานหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะเก็บกลับเข้าไปในกระเป๋าตามเดิมด้วยความเคยชินในอาชีพที่ต้องอาศัยความระมัดระวังอยู่เสมอ
ทุกการกระทำของเฉินอันหลานอยู่ในสายตาของลานเซลอตตลอด แต่เขากลับไม่พูดอะไรนอกจากวางแก้วน้ำลงตรงหน้าของเฉินอันหลาน
เฉินอันหลานมองดูแก้วน้ำที่ลานเซลอตรินมาให้เขา หลังจากเงียบไปพักใหญ่ก็ตักโจ๊กเข้าปากต่อไปแล้วถามขึ้น
“นายรู้จักหลินฉ่าวเจ๋อไหม?”
“รู้จัก”
“สนิทไหม?”
“ก็พอได้”
เฉินอันหลานลังเลเล็กน้อย จากนั้นก็ปรายตามองไปทางลานเซลอตวูบหนึ่ง
“ฉันอยากเจอเขา นายพอจะช่วยฉันได้ไหม?”
ลานเซลอตมองดูเฉินอันหลานด้วยใบหน้าคล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม
“พอจะอะไรนะ?”
เฉินอันหลานแปลกใจในคำถามนั้น แต่เพียงพริบตาเดียวก็เข้าใจความหมายของคนตรงหน้าทันที เขาค้นหาคนที่ขายยาระงับอยู่ในตลาดมืดมาหลายรอบแล้ว และก็ไม่รู้ว่าพวกเขาร่วมมือกันหรือเปล่า คนมากมายเหล่านั้นถึงได้พร้อมใจกันไม่มียาระงับขายให้กับเขาเลย บอกว่าไม่มีของอยู่ในมือบ้างล่ะ ไม่ก็อ้างว่าตำรวจลาดตระเวนอย่างหนักไม่กล้าทำธุรกิจนี้บ้าง ดังนั้นเฉินอันหลานจึงนึกถึงหลินฉ่าวเจ๋อขึ้นมาได้… ในเมื่อกำลังอยากพึ่งพาให้อีกฝ่ายช่วยเหลือเฉินอันหลานก็ไม่สมควรระเบิดอารมณ์ออกมา เขาต้องพยายามคุยกับคนคนนี้อย่างใจเย็น
“ช่วย”
“ไม่ได้ยิน”
“ฉันอยากให้นายน้อยโอดินช่วย!”
เฉินอันหลานขึ้นเสียงและพูดซ้ำอีกครั้ง
ดวงตาสีดำทมิฬหรี่ลงเล็กน้อย ลานเซลอตยกมือขึ้นมาแล้วใช้ฝ่ามือเท้าแก้มข้างขวาเอาไว้ในขณะที่นิ้วชี้ก็เคาะบนขมับ เอียงคอมองดูเฉินอันหลานด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง
“ช่วยอะไร?”
เฉินอันหลานขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่พูดอะไรอีก
ลานเซลอตยิ้มแล้วพูดขึ้น
“นายไม่บอก แล้วฉันจะช่วยนายยังไง?”
“ฉันอยากให้นายนัดเขาให้ฉันหน่อย”
“ไม่ได้”
“ฉันอยากซื้อของบางอย่างกับหลินฉ่าวเจ๋อ”
“ของอะไร?”
“ของที่นายไม่จำเป็นต้องใช้ไปตลอดชีวิต”
ลานเซลอตยิ้ม พร้อมกับจ้องหน้าคู่สนทนาแล้วพูดขึ้นอย่างรู้ทัน
“ยาระงับ?”
สีหน้าของเฉินอันหลานเปลี่ยนไปชั่ววูบ เขาถลึงตามองไปทางลานเซลอตพร้อมตอบกลับไปด้วยความเงียบ
“นายใช้ของนั่นมากี่ปีแล้ว?”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนาย?”
“ฉันเป็นคนเดียวที่สามารถหายามาให้นายได้นะ”
ได้ยินดังนั้นเฉินอันหลานก็ขมวดคิ้ว
“นายมี?”
“มี” ลานเซลอตเอามือออก แล้วโน้มตัวเข้าไปใกล้เฉินอันหลาน “ฉันไม่ใช่แค่มีเท่านั้นนะ แต่ยังสามารถจัดหาให้นายได้เป็นกอบเป็นกำเลยล่ะ หรือพูดอีกอย่างก็คือ ภายในระยะเวลาสั้น ๆ นายไม่ต้องกังวลว่าจะถูกคนอื่นจับได้”
“งั้น… นายต้องการเงินเท่าไหร่?”
“ฉันเคยบอกนายไปแล้ว ฉันมีเงินเยอะแล้ว”
“แล้วนายอยากได้อะไร?”
“นาย”
เฉินอันหลานหยุดพูดทันที
ลานเซลอตยืนขึ้นแล้วก้าวเข้าไปข้างกายคนตัวเล็กกว่า จากนั้นก็หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบแฮมสองสามชิ้นที่เหลือใส่ลงไปในถ้วยโจ๊กของอีกฝ่าย ก่อนจะลงข้างกายพลางโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ใบหูเล็ก
“คิดดูก่อนได้นะ?”
เฉินอันหลานนั่งนิ่งที่โต๊ะอาหารอยู่พักใหญ่ จากนั้นก็ปรายตามองดูคนตั้งเงื่อนไข
“นอกจากเงินและเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ฉันก็ไม่มีอะไรที่สามารถให้นายได้อีก แต่ถ้านายต้องการ...”
“ฉันไม่ต้องการ” ลานเซลอตปฏิเสธตัดบท
หัวใจของเฉินอันหลานกระตุกวูบทันทีที่ได้รับคำตอบ โอเมก้าหนุ่มมองดูคนข้างกายโดยไม่พูดอะไรอีก
ลานเซลอตโน้มตัวลงมาอีกครั้ง แล้วยื่นมือไปประคองใบหน้าเล็กก่อนใช้นิ้วชี้ลูบไล้ไปบนผิวบางเบา ๆ
“ของที่นายบอกมา ฉันมีแล้วทุกอย่าง ฉันอยากได้อะไร นายรู้ดีแก่ใจ”
เมื่อสัมผัสได้ถึงความร้อนอ่อน ๆ จากร่างกายของผู้ชายคนนี้ เฉินอันหลานก็เคร่งเครียดขึ้นทันใด
“การแกล้งทำเป็นนึกไม่ออก ไม่ใช่ความคิดที่ฉลาดเลย”
“ฉันยังยืนยันคำเดิม นอกจากเงินและเทคโนโลยีแล้ว ฉัน...”
“นายยังมีร่างกาย”
ในขณะที่ลานเซลอตพูด นิ้วมือของเขาก็เริ่มปลดกระดุมเสื้อของอีกฝ่ายออก
เฉินอันหลานนั่งนิ่งไม่ขยับ แต่ใบหน้ากลับซีดเผือดลง
เมื่อปลดกระดุมมาถึงเม็ดที่สองมือของลานเซลอตก็หยุดชะงักไป ดวงตาสีดำทมิฬเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม ก่อนจะมองคนถูกแกล้งแล้วถาม
“ทำไมไม่ขัดขืนล่ะ?”
“ฉันต้องการยาระงับ”
“การปลอมตัวเป็นอัลฟ่ามันสำคัญกับนายขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“สำคัญ” เฉินอันหลานสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วหันหน้ามองผู้นำตระกูลเอสเต “สำคัญกว่าชีวิตของฉัน”
ลานเซลอตจ้องคนตรงหน้าเขม็ง ด้วยสายตาเครียดเคร่ง
เฉินอันหลานจับมือใหญ่ที่วางอยู่บนหน้าอกของตัวเองก่อนออกแรงบีบหนักหน่วง
“สำหรับคนที่เกิดมาเป็นอัลฟ่าตลอดชีวิตแบบพวกนาย เหตุผลที่ฉันยังมีชีวิตอยู่ต่อมันน่าขบขันมาก โอเมก้าคนหนึ่งอยากเปลี่ยนตัวเองเป็นอัลฟ่า...หึ!...ไม่บ้าก็เพ้อเจ้อ ฉันเอาแต่ถามตัวเองอยู่หลายครั้งว่าที่จริงฉันบ้าหรือไม่บ้ากันแน่?”
“นายเลือกได้”
“แต่เลือกเกิดไม่ได้”
ลานเซลอตขมวดคิ้วพลางจ้องมองคนข้างหน้าไม่พูดอะไร
เฉินอันหลานแกะมือของลานเซลอตออก แล้วเลื่อนเก้าอี้เพื่อลุกขึ้น จากนั้นเขาก็ยืนปลดกระดุมเสื้อตัวเองออกทีละเม็ด ๆ ต่อหน้าอัลฟ่าที่เป็นอันตรายต่อตัวเขามากที่สุด
“ฉันเองก็อยากเป็นคนธรรมดาเหมือนกัน แต่ค่าตอบแทนสำหรับการเป็น
คนธรรมดาของฉันกลับกลายเป็นการมอบร่างกายให้กับคนแปลกหน้า และใช้ชีวิตกับเขา เพื่อสืบทอดวงศ์ตระกูลต่อไป… ฉันก็อยากจะเลือก แต่ฉันเลือกไม่ได้ นั่นไม่ใช่ชีวิตที่ฉันอยากได้”
ในขณะที่เฉินอันหลานยังคงปลดกระดุมเสื้ออยู่ ลานเซลอตก็เอื้อมมือไปจับแขนเขาไว้เพื่อหยุดการกระทำนั้นลง
“นายอยากได้ฉันไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงหยุดฉันล่ะ?”
“ใส่เสื้อผ้าซะ”
“หรือว่าตอนนี้ฉันไม่สามารถดึงดูดนายได้แล้ว?” เฉินอันหลานขยับเข้าใกล้อัลฟ่าผู้สูงส่ง ก่อนจะมองลึกเข้าไปในดวงตาสีดำสนิท “เอาแบบนี้ ให้เวลาฉันสักสองสามวัน ฉันจะดูแลตัวเองอย่างดี ถ้าแผลที่อยู่บนตัวฉันหายเมื่อไหร่ ฉันจะมาแลกเปลี่ยนยากับนาย?”
สีรัตติกาลในดวงตาคู่นั้นดูลึกล้ำขึ้นพร้อม ๆ กับมืดมนลง
เมื่อเห็นว่าลานเซลอตไม่ตอบอะไร เฉินอันหลานก็ยิ้ม ก่อนจะเอื้อมมือไปโอบรอบลำคอแกร่ง แล้วประกบริมฝีปากบางเข้ากับปากได้รูปของอีกฝ่ายไม่พูดไม่จา
เฉินอันหลานทั้งขบกัดทั้งดูดดึงอย่างดุเดือด แต่ทุกกิริยากระตุ้นและเชื้อเชิญของ
เฉินอันหลานกลับไม่สามารถทำให้ลานเซลอตมีปฏิกิริยาตอบสนองได้เลย ขนาดจูบตอบเล็กน้อยก็ยังไม่ทำ
“ฉันเสนอตัวให้นายขนาดนี้ นายยังไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองเลย”
เฉินอันหลานพูดคล้ายตัดพ้อตัวเอง จากนั้นก็ปล่อยมือที่โอบรอบคอคนที่เขายั่วยวน ก่อนหมุนตัวเตรียมจะเดินจากไป
ทว่าในทันทีที่หมุนตัว แขนเรียวก็ถูกอีกฝ่ายจับไว้
วินาทีต่อจากนั้น เฉินอันหลานก็ถูกลานเซลอตกระชากเข้าไปในอ้อมกอด
ทั้งสองมองสบตา ก่อนปากของลานเซลอตจะประทับจูบลงบนริมฝีปากของเฉินอันหลาน จากแผ่วเบาเป็นรุนแรง ละเลียดชิมลิ้มรสหวานหอม ปลายลิ้นใหญ่สอดแทรกเข้าไปในช่องปากน้อยด้วยความต้องการครอบครองทั้งตัว
เฉินอันหลานพลันตกใจขึ้นมาทันใด เขาชะงักไปชั่วขณะกับจุมพิตนั้น ในสมองว่างเปล่า ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อ
คนที่เสนอตัวเองกลับกลายเป็นนิ่งเฉยแทน เขายังคงยืนนิ่งเหมือนรูปปั้น ไม่มีแม้แต่ปฏิกิริยาตอบสนองกลับ แววตาของเขาทั้งสับสนและมืดมนลง ปากของ
ลานเซลอตประกบจูบอีกฝ่ายอย่างดูดดื่ม ส่วนมือที่โอบเอวเล็กไว้ก็ไม่ได้อยู่เฉยแต่อย่างใด มันได้ลูบไล้เข้าไปในเสื้อ รุกรานไปทั่วตัวอย่างรวดเร็ว ทว่าเมื่อนิ้วสัมผัสกับแผลฟกช้ำบนแผ่นหลังบาง มือใหญ่ก็หยุดชะงักลงทันที
ในตอนนั้นเองที่เฉินอันหลานได้สติกลับมา เขาเอื้อมมือไปผลักลานเซลอต
ออก
บรรยากาศที่เคยเร่าร้อนในห้องอาหารเริ่มจางหาย อุณหภูมิระอุเย็นตัวลง
“ฉัน ฉันจะกลับแล้ว”
“คืนพรุ่งนี้นายค่อยมาเอายาระงับก็แล้วกัน
และต้องทำอาหารด้วย” ลานเซลอตร้องบอกพร้อมกับเดินออกจากห้องอาหาร “ว่าง ๆ ก็หัดศึกษาวิธีการทำอาหารซะ แล้วทำให้มันดีด้วย”
เฉินอันหลานไม่ได้ตอบ และยังคงยืนมองแผ่นหลังของผู้ชายที่เดินจากไป ยิ่งอยู่เขาก็ยิ่งไม่เข้าใจว่าคนคนนั้นคิดอะไรอยู่กันแน่ ทำไมก่อนหน้านั้นยังเสนอเงื่อนไขกับเขา แต่ตอนนี้กลับยอมเสียเอง?