ในเมื่อหมอเพียงคนเดียวของคณะเดินทางกลับไปนอนแล้วพวกเขาจะทำอะไรได้อีกรีบปิดฉากการต่อสู้ให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้รบกวนแม่นางไปมากกว่านี้เกรงว่าเข็มต่อไปจะลงบนคอพวกเขาแทน
เมื่อไม่มีหัวหน้าเหล่านักฆ่าที่เหลือก็เป็นเพียงหางมังกรที่ไร้หัว ไม่นานก็ถูกจัดการลง
อี้โยวลุกขึ้นบิดขี้เกียจมองไปทางหวงหยุนซานที่แขนตกห้อยก่อนจะเอ่ยสั่งอย่างไร้เยื่อใย
“พวกเจ้าเอาศพพวกนี้ไปเผาให้เรียบร้อยแล้วแบ่งเวรยามเฝ้าระวังให้ดี”พูดจบก็สะบัดตัวเดินหายเข้าห้องนอน
ทั้งห้าคนได้แต่มองหน้ากันแล้วพูดอะไรไม่ออกในเมื่อนายท่านเอ่ยเช่นนี้พวกข้าจะทำอันใดได้ขอรับ...
“งั้นข้า...”ชุนเชียงกำลังจะเดินตัวปลิวเข้าห้องนอนเช่นกัน
หลงลิ่วเย่รีบถลาเข้ามาส่งสายตาอ้อนวอนชุนเชียง“แม่นางชุนเชียงได้โปรดช่วยพวกข้าด้วยขอรับ” เขาเหลือบสายตาไปมองคนเจ็บสองคนท่านเห็นหรือไม่ ท่านเห็นแล้วใช่ไหม?
ชุนเชียงเม้มปากก่อนจะพยักหน้าเข้าใจ“รอสักครู่ เดี๋ยวข้ามา”
ภายในห้องของชุนเชียงมีกล่องยาของหลี่เจี่ยหลิงอยู่กล่องหนึ่งเป็นกล่องที่หลี่เจี่ยหลิงใช้สำหรับรักษาชาวบ้านทั่วไปเพื่ออำพรางเรื่องตัวตนและวรยุทธของตน แม้จะเป็นเพียงกล่องยาสำรองแต่ภายในก็มียาทั่วไปสำหรับการรักษาครบถ้วนเช่นเดียวกัน
ชุนเชียงแบกกล่องยาขนาดใหญ่มาวางบนโต๊ะก่อนจะเปิดรื้อค้น
เซวี่ยเช่อกับเซวี่ยเปาคุนช่วยกันพยุงหวงยุนซานไปนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่งส่วนหลงลิ่วเย่พยุงเหยาเวยไปนั่งอีกตัวหนึ่งทั้งห้าคนเงยหน้ามองชุนเชียงอย่างมีความหวัง
ชุนเชียงเกาหน้าตัวเองก้ม ๆ เงย ๆ หยิบ ๆ วาง ๆ อย่างลังเลหลายรอบทำให้ความมั่นใจของพวกเขาทั้งห้าคนค่อย ๆ หดหายทีละนิด
ในที่สุดก็เป็นหลงลิ่วเย่ที่ทนมองไม่ได้เอ่ยถามขึ้นมา “แม่นางชุนเชียง หรือว่าข้าไปตามฮูหยินน้อยดีหรือไม่?”
ชุนเชียงมองเขาตาขวาง“ทำไม เจ้าไม่เชื่อใจข้าหรือ ข้าเป็นผู้ช่วยอันดับหนึ่งไม่มีสองของหลิงเอ๋อร์เชียวเรื่องทำแผลเล็กน้อยเช่นนี้ต้องให้ถึงมือหลิงเอ๋อร์ด้วยหรือ หึ!”
หวงหยุนซานเหงื่อตกมองหน้าเหยาเวยเหมือนทั้งสองจะคิดเหมือนกัน
เป็นองครักษ์ของท่านอ๋องแล้วดีอย่างไร?เงิน อำนาจ หรือเกียรติยศ
ดูเอาเถอะ! เฮ้อ...เป็นองครักษ์ง่ายนักหรือ?
พวกเขาได้แต่ร้องไห้อย่างไม่มีน้ำตามองหญิงสาวตรงหน้าหยิบจับยกวางหลายต่อหลายรอบด้วยสีหน้าไร้ความหวัง
“อ่า...อืมคิดว่าขวดนี้แหละ จำได้แล้ว ข้ามั่นใจ”
พี่น้องเซวี่ยมองหน้ากันเม้มปากมองหลงหยุนซานพร้อมตบบ่าเขาหนักๆ หนึ่งทีอย่างเห็นใจ
หวังว่าท่านจะรอด...อมิตตาพุทธ
หลังผ่านการปะทะหนักหน่วงครั้งหนึ่งคณะเดินทางก็เร่งออกจากอำเภอตั้งแต่เช้าตรู่หลังเจ้านายทั้งสองท่านจัดการมื้อเช้าเรียบร้อยแล้วหลี่เจี่ยหลิงเพียงปรายตามองสภาพของเหยาเวยและหลงลิ่วเย่เล็กน้อยก่อนจะโยนขวดยารักษาให้พวกเขาสองขวด
เพียงเท่านี้พวกเขาก็ซาบซึ้งใจจนแทบจะร้องไห้
ถึงแม้ว่าท่าทางของแม่นางชุนเชียงจะไว้ใจไม่ค่อยได้แต่ก็นับว่ายังพอมีทักษะด้านการทำแผลถือว่าการติดตามหมอปีศาจของนางไม่ได้เสียเปล่าอีกทั้งไม่รู้ว่าพวกเขาคิดไปเองหรือว่ายาของฮูหยินน้อยมีสรรพคุณสูงกว่ายาทั่วไปทำให้เขารู้สึกว่าบาดแผลที่ร้ายแรงเมื่อวานอาการดีขึ้นกว่าอย่างรวดเร็วแม้แต่ยาชั้นดีของราชวงศ์ที่ท่านอ๋องมีคาดว่ายังไม่ได้ผลดีเท่ายาเพียงตัวเดียวของฮูหยินน้อยด้วยซ้ำ
ทันทีที่หลี่เจี่ยหลิงหันหลังเข้าไปในรถม้าพร้อมกับจ้าวห่าวหลินเรียบร้อยแล้วพวกเขาก็เขย่าขวดยาดูก่อนจะตกใจ
“ยาลูกกลอน”เหยาเวยอดที่จะแปลกใจไม่ได้
ชุนเชียงที่นั่งบนโกลนม้ามองพวกเขาแล้วเบ้ปาก“พวกเจ้าจะแปลกใจทำไม ยาของหลิงเอ๋อร์ล้วนเป็นยาลูกกลอนแทบทั้งหมดนั่นแหละ”
“แต่ว่ายาลูกกลอนนั่นไม่ใช่มีเพียงแค่ยาวิเศษหรอกหรือ?” เหยาเวยเอ่ยอย่างแปลกใจ
ชุนเชียงส่ายนิ้วไปมาประมาณว่าพวกเจ้าช่างอ่อนต่อโลกยิ่งนัก’ พร้อมกับเอ่ยตอบว่า“การทำยาลูกกลอนเป็นเพียงวิธีหนึ่งของการปรุงยาส่วนใหญ่แล้วหมอจะใช้วิธีการต้มยาหม้อโดยตรงเพื่อที่จะดึงสรรพคุณทางยาได้มากที่สุดแต่หลิงเอ๋อร์ใช้วิธีการเดียวกันกับการปรุงยาวิเศษในการปรุงยาทุกชนิดเพราะแบบนั้นจึงสามารถทำยาลูกกลอนที่มีสรรพคุณครบถ้วนเท่ากับยาต้มออกมาได้”นางเชิดหน้าทำท่าทางเย่อหยิ่ง“อาจารย์ของพวกเราเป็นคนคิดค้นวิธีการนี้อาจารย์บอกว่าแม้ยาต้มจะได้ผลดีแต่ก็ไม่สามารถใช้ได้ทันที ไม่เหมือนยาลูกกลอนที่สามารถหยิบมารักษาคนไข้ได้ตลอดเวลาหากมีเหตุ เอ่อ... อะไรสักอย่างเร่งด่วนนี่แหละ ก็สามารถช่วยชีวิตคนได้ทันเวลา”
เหยาเวยรู้สึกว่าคำพูดนี้เหมาะสมอย่างยิ่งพวกเขาเป็นองครักษ์ประจำกายของรุ่ยอ๋องย่อมเข้าใจความหมายของคำพูดนี้
เมื่อก่อนหากเกิดเหตุบาดเจ็บหนักพวกเขาก็ต้องลากสังขารกลับมาหาหมอเพื่อยื้อเวลาต่อชีวิตและมีบางครั้งที่ไม่สามารถรักษาได้ทันเวลาและล้มตายก็มีเยอะหากว่ามียาลูกกลอนเช่นนี้ก็จะช่วยรักษาชีวิตทหารได้ไม่น้อย
โชคดีเหลือเกินที่ท่านอ๋องได้เจอพระชายาเช่นนี้ในอนาคตทหารของเป่ยเฉิงจะต้องได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน
อาจเป็นเพราะเส้นทางของพวกเขาถูกเปิดเผยแล้วตลอดเส้นทางการเดินทางคณะเดินทางของพวกเขาไม่เพียงแค่พบกับกลุ่มของนักฆ่าสำนักมังกรโลหิตแต่ยังพบเข้ากับโจรป่าที่ปรากฏตัวออกมาเป็นระยะ
หลี่เจี่ยหลิงปรากฏแววตาหงุดหงิดพยายามข่มห้ามใจหลังจากออกจากตัวอำเภอเข้าวันที่สองแล้วตลอดระยะทางพวกเขาพบกับกลุ่มคนที่เข้าหาโจมตีขบวนรถถึงสิบกว่าครั้งได้แล้ว
นี่ยังไม่หมดสำนักใช่ไหม?
แห่กันมามากขนาดนี้ไม่ต้องรับงานอื่นแล้วมั้ง?
นอกจากเหล่านักฆ่าและโจรที่บุกเข้ามาโจมตีขบวนรถแล้วฟ้าฝนราวกับไม่เป็นใจเช่นเดียวกัน ฝนตกหนักพื้นดินบางส่วนกลายเป็นหลุมเป็นโคลนเหลวและมีดินถล่มบางจุด ทำให้การเดินทางที่ควรจะเร็วก็กลายเป็นช้าและช้ามากจนน่าหงุดหงิด
นอกจากอาการไข้ของจ้าวห่าวหลินแล้วตอนนี้เขายังมีอาการพิษกำเริบเพิ่มเข้ามาแทรกซ้อนด้วย
หลี่เจี่ยหลิงปลดเสื้อผ้าของชายหนุ่มฝังเข็มตามจุดชีพจรเพื่อระบายไอเย็นที่ปล่อยออกมาจากตัวของเขาออกร่างกายของชายหนุ่มตอนนี้เย็นยะเยือกจนมีไอเย็นระเหยออกมาจนสามารถสัมผัสได้แต่เขากลับมีเหงื่อซึมชื้นไปทั่วทั้งใบหน้า ใบหน้าซีดเซียวไร้สีเลือดร่างกายที่ผ่านการบำรุงมาสักระยะแล้วกลับซูบผอมและอิดโรยอีกครั้ง
แม้แต่อาหารรสอ่อนที่ชายหนุ่มเคยกินก็ยังถูกเขาอ้วกออกมาจนไม่เหลือทำให้ทั้งคณะเกิดความกังวลเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากจัดการเส้นทางดินถล่มออกไปได้อี้โยวก็เฆี่ยนแส้กระตุ้นให้รถม้าเคลื่อนไปเบื้องหน้า ไม่นานก็หยุดลงอีกครั้ง
หลี่เจี่ยหลิงสบถอย่างไม่สบอารมณ์เริ่มนับหนึ่งถึงสิบในใจ
หนึ่ง....สอง....สาม.........สิบ
หญิงสาวโผล่พรวดกระชากม่านรถม้าเปิดออกก่อนจะขว้างของบางอย่างออกไปกลางวงต่อสู้ ไม่สนว่าเป็นมิตรหรือศัตรูหรือใครหน้าไหน
เพล้ง...
ของสิ่งนั้นแตกกระจายควันหมอกกระจายปกคลุมเป็นวงกว้าง ชุนเชียงเป็นคนแรกที่ขยับตัวหนีตั้งแต่เห็นหลี่เจี่ยหลิงปรากฏตัวออกมาทำให้อี้โยวที่นั่งข้างกันรีบกระโจนหนีตามติดไปด้วยกัน
ทันทีที่หมอกควันจางหายอี้โยวก็มองเห็นเพียงหญิงสาวบนรถม้ากำลังยืนสงบเยือกเย็นราวกับเทพสงครามอยู่บนโกลนม้ามองไปยังเบื้องหน้ากลุ่มคนทั้งชุดดำและองครักษ์ทั้งห้าของเขาต่างนอนกองอยู่กับพื้น
อี้โยวคิ้วกระตุก...น้องสะใภ้ของเขาผู้นี้ช่างอารมณ์ร้ายนัก
นางโยนขวดกระเบื้องเคลือบสีม่วงส่งให้ชุนเชียงรับ“ถอนพิษให้คนของเราและฆ่าพวกที่เหลือ แล้วออกเดินทางได้แล้วหากยังชักช้าอีกคราวนี้ข้าจะไม่ใช้แค่ยาเอ็นอ่อนอีก แต่จะฆ่าให้หมด"
ดวงตาฉายประกายกล้าคมสาดมองกลุ่มพวกหลงหยุนซานก่อนจะหันหลังสะบัดม่านรถม้าเปิดออกแล้วกลับเข้าไปด้านใน
พวกหยุนซานได้แต่กลืนน้ำลายเฮือก...อ่า!พระชายาท่านจะใจร้ายเช่นนี้ไม่ได้นะขอรับ อย่างน้อยพวกข้าก็เป็นพวกเดียวกับท่าน
ชุนเชียงรีบพุ่งเข้าไปหาพวกหวงหยุนซานแล้วยัดยาลูกกลอนใส่ปากพวกเขาอย่างรวดเร็วด้วยสีหน้าเห็นใจในขณะเดียวกันพวกหยวงหยุนซานเองก็เห็นใจชุนเชียงที่ต้องรับใช้หลี่เจี่ยหลิงเช่นกัน
อี้โยวมองพวกเขาก่อนจะถอนหายใจ“อยากให้นางออกมาอีกรอบหรือไง?”
ไม่แล้วไม่เด็ดขาด!
ทั้งห้าคนรีบส่ายหัวไปมาเป็นพัลวันรีบจัดการเชือดนิ่มพวกที่บุกมาทั้งหมดโยนศพข้างทางแล้วเผาทิ้งก่อนจะเคลื่อนขบวนต่อไปอย่างไม่ใส่ใจ
แต่ว่า...
“หยุด!”
รถม้าหยุดอีกครั้งหลังจากเดินทางไม่นานคณะเดินทางก็พบกับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกำลังยืนขวางเส้นทางการเดินรถพวกหวงหยุนซานเตรียมตัวเข้าปะทะ แต่อีกฝ่ายกลับชูธงขึ้นแสดงให้เห็น
สัญลักษณ์กำปั้น
....สำนักเป่าฮวู่สำนักคุ้มภัยที่เลื่องชื่อในยุทธภพ
หวงหยุนซานไม่เข้าใจว่าสำนักคุ้มภัยของยุทธภพเหตุใดถึงได้ขวางทางรถม้าของพวกเขาพวกเขามองหน้ากันก่อนจะเดินเข้าไปหาเพื่อทำการเจรจา
“อวี้ซิว”เสียงของชุนเชียงดังขึ้นด้านหลังนางกระโดดลงจากรถม้าวิ่งมาหยุดด้านหน้าของชายหนุ่มผู้เป็นผู้นำของสำนักเป่าฮวู่“ทำไมพวกเจ้าถึงได้มาช้านักนะ”
ชายหนุ่มท่าทางเคร่งขรึมมองชุนเชียงนิ่งก่อนจะเอ่ยถามเสียงเย็น“หลิงเอ๋อร์เล่า?”
“อยู่ในรถม้ากำลังดูแลท่านเขย”ชุนเชียงเอ่ยอย่างใสซื่อ
“เหลวไหล!”อวี้ซิวตวาดอย่างไม่สบอารมณ์ “ไม่มีแม่สื่อสู่ขอ ไม่ได้ทำพิธีเสี่ยงทายและไม่มีการไหว้ฟ้าดิน จะนับเป็นสามีภรรยากันได้อย่างไร?”เสียงของเขาเข้มขึ้นตามแรงอารมณ์
เหลวไหลสิ้นดี...ในฐานะ เอิ่ม...พี่ชาย ข้าจะยินยอมรับการแต่งงานในครั้งนี้เด็ดขาด
ชุนเชียงไม่เข้าใจว่าอวี้ซิวจะโมโหอะไรนางเลยเอ่ยต่อว่า“แต่ฮูหยินกับท่านเขยเข้าห้องหอไปแล้ว”
อวี้ซิวโมโหจนแทบกระอักเลือดอวู๋อิงฮวารีบเข้าไปคว้าแขนชายหนุ่มแล้วเอ่ยเสียงหวาน “เอาน่าอย่างไรพวกเขาสองคนก็เป็นสามีภรรยากันแล้ว เจ้าจะโวยวายเพื่ออะไร อย่างไรก็เปลี่ยนเรื่องนี้ไม่ได้”
สำหรับอวู๋อิงฮวาแล้วการที่หลี่เจี่ยหลิงแต่งงานออกเรือนนางนั่นดีใจอย่างยิ่ง ในเมื่อตอนนี้หลี่เจี่ยหลิงก็แต่งงานมีครอบครัวแล้วเรื่องของนางกับอวี้ซิวก็คงเป็นไปไม่ได้อีกแล้วแบบนี้นางก็จะได้ดึงเขามาเป็นของตัวเองได้แล้วใช่ไหม?
พวกหยุนซานมองท่าทางของอวี้ซิวก็ไม่ค่อยพอใจเช่นกันท่านอ๋องของพวกเขาเป็นใคร?เป็นถึงอ๋องผู้ปกครองแคว้นจะไม่เหมาะสมกับพระชายาได้อย่างไรกัน?
อวู๋อิงฮวาลูบหลังของอวี้ซิวให้เขาใจเย็นลงเขาถึงได้สงบสติอารมณ์
“เจ้าส่งจดหมายไปบอกว่าต้องการเดินทางไปเทือกเขาลั่วซาน”เขาเข้าเรื่องทันที พยายามไม่พูดถึงชายคนนั้นในรถม้าแม้ว่าเขาจะอยากรู้นักว่าสามีที่หลี่เจี่ยหลิงเลือกเป็นผู้ใดก็ตาม
“อืม...หลิงเอ๋อร์ต้องการไปตามหาสมุนไพรถอนพิษที่เทือกเขาลั่วซาน”
“เจี่ยหลิงถูกพิษ”อวี้ซิวและอวู๋อิงฮวาเอ่ยขึ้นมาแทบจะพร้อมกัน
ชุนเชียงส่ายหน้าโบกมือรัวเร็ว“ท่านเขยต่างหาก”
อวี้ซิวยิ่งไม่พอใจในตัวจ้าวห่าวหลินยิ่งขึ้นไปอีกร่างกายอ่อนแอเช่นนี้จะปกป้องหลี่เจี่ยหลิงได้อย่างไร? ภาระชัด ๆไม่ได้แบบนี้ไม่ได้ หลี่เจี่ยหลิงเป็นถึงหมอปีศาจที่ขึ้นชื่อในยุทธภพจะมาจมอยู่กับผู้ชายขี้โรคที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้คนหนึ่งเช่นนี้ได้อย่างไรกัน
“ข้าต้องการพบกับเจี่ยหลิงไปพาตัวนางออกมา” อวี้ซิวเอ่ยสั่งการ
พวกหยุนซานเริ่มไม่พอใจเขามายืนขวางด้านหน้ารถม้าอย่างเอาเรื่องก่อนจะพูดว่า “ตอนนี้นายน้อยกับฮูหยินน้อยกำลังพักผ่อน เกรงว่าคงไม่ได้”
“ฮูหยินน้อย?”อวี้ซิวหรี่ตามองอย่างไม่พอใจ “ข้าต้องการพบน้องสาวข้า”เขาโบกมือสั่งลูกน้องที่ติดตามมา “หลีกทางด้วย”
พวกหยุนซานดึงกระบี่ออกมาขวาง“ไม่ได้”
ทั้งสองฝ่ายจ้องประสานสายตากันและกันนิ่ง
อวู๋อิงฮวาเห็นว่าท่าทางจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตแล้วจึงกระตุกแขนเสื้อของอวี้ซิว“เจ้าคิดจะทำอะไร ท่านเจ้าสำนักส่งพวกเรามาคุ้มครองเจี่ยหลิงต่างหากอย่าได้ทำให้เรื่องวุ่นวายไปมากกว่านี้”
“หากท่านเจ้าสำนักรู้เรื่องนี้ก็คงทำแบบเดียวกับข้า” อวี้ซิวเอ่ยอย่างดื้อดึง
ปัง....
กระบี่ของอี้โยวฟาดออกมาเต็มแรงเข้าใส่อวี้ซิวทำให้เขากระเด็นถอยหลังไปหลายก้าวพอเหลือบสายตามองไปเห็นชายหัวโล้นใส่หน้ากากคนหนึ่งนั่งอยู่บนหลังคารถม้ามองเหยียดหยามเขาด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์และกำลังเตือนเขาไม่ให้เข้าไปใกล้มากกว่านี้
เขาเป็นใครกัน?
หลี่เจี่ยหลิงได้ยินความวุ่นวายภายนอกรถม้าแล้วทั้งสิ้นเพียงแต่ตอนนี้อาการของจ้าวห่าวหลินไม่ค่อยสู้ดีนักร่างกายของชายหนุ่มเดี๋ยวปล่อยไอเย็นเดี๋ยวปล่อยไอร้อนนางไม่สามารถวางมือจากเขาได้แม้แต่เสี้ยวจิบชา
มือเรียวสะบัดปักเข็มไปทั่วร่างของชายหนุ่มอย่างรวดเร็วและพลิ้วไหวราวกับกำลังร่ายรำไม่มีแม้แต่ขั้นตอนเดียวที่สะดุด หลังจากถอนเข็มออกก็ทำการครอบร้อนด้วยกระบอกไม้ไผ่นำไปรนไฟจนร้อนแล้วแปะลงไปบนตัวชายหนุ่ม
เหงื่อไหลซึมชื้นบนใบหน้างามแต่นางไม่ได้สนใจหลังจากครอบร้อนเรียบร้อยแล้วนางก็ทำการนวดคลายเส้นให้กับชายหนุ่มเป็นอย่างสุดท้ายก่อนจะพลิกตัวเขานอนหงายและสวมเสื้อผ้าให้ตามเดิมและห่มผ้านวมให้เขา
ความหงุดหงิดที่เก็บสะสมไว้มานานกำลังจะปะทุแรงกดดันมากมายล้นออกมาจนแม้แต่อี้โยวที่อยู่บนหลังคารถม้ายังรู้สึกได้
นางออกมายืนบนส่วนของคนขับเพ่งมองไปยังชายหนุ่มที่ทำท่าทางกร่างอย่างไม่พอใจ
“พี่อวี้ซิวท่านคิดจะทำสิ่งใด”
“เจี่ยหลิง”อวี้ซิวครางแผ่วไม่กล้าสบตา “ข้า...คิดว่าเขาไม่คู่ควรกับเจ้า”
“เช่นนั้นหรือ?”หลี่เจี่ยหลิงเอ่ยเสียงเย็นชาสะกดข่มเขา
อวี้ซิวได้ยินเสียงเย็นชาของหญิงสาวก็รู้สึกไม่ยุติธรรมเขากำหมัดมองหญิงสาวตรงหน้า“ชายคนนั้นเป็นเพียงคนขี้โรคที่ใกล้ตาย จะไปคู่ควรกับเจ้าได้อย่างไร หลิงเอ๋อร์...กลับไปกับข้า”
หลี่เจี่ยหลิงมองเขานิ่งไม่ใช่ว่านางไม่รู้ถึงความรู้สึกที่ชายผู้นี้มีให้นางเพียงแต่ที่ผ่านมานางเห็นเขาเป็นเพียงพี่ชายจึงแสร้งทำเป็นไม่สนใจแต่ไม่ใช่ว่าเขาจะมีสิทธิ์บงการชีวิตของนางได้เช่นกันช่างทำให้นางรู้สึกผิดหวังยิ่งนัก
“เขาคือสามีข้า”เสียงของนางหนักแน่นและมั่นคง
“เขามีสิ่งใดคู่ควรกับเจ้า?”เสียงของเขาเบาลงเรื่อย ๆ ทำให้คนได้ฟังช่างรู้สึกอ่อนใจและสงสาร
“....”นางไม่ตอบ เพราะคิดว่านางไม่จำเป็นต้องสาธยายเรื่องนี้ให้คนอื่นรู้
อวี้ซิวเห็นนางเงียบก็หัวเราะเยาะ“หากข้ารู้ว่าเจ้าชอบคนขี้โรคเช่นนี้ ข้าคงไม่ฝึกวรยุทธ์”เขาคิดว่าหากตอนนี้เขายังไม่เปิดเผยความรู้สึกของตัวเองออกไปเขาจะต้องเสียใจมากแน่ เขาจึงยอมเผยมันออกมา
หลี่เจี่ยหลิงมองหน้าเขาอย่างไร้เยื่อใย“ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ที่ข้าไม่ชอบท่าน...ล้วนเป็นเพราะใบหน้าท่านไม่ถูกใจข้าก็เท่านั้น”
พวกหยุนซานแทบกระอักเลือดให้ตายเถอะ... ท่านอ๋องของพวกเขามีดีแค่หน้าตาหรอกหรือนี่
เอาเถอะ...อย่างน้อยก็ชนะเจ้าหน้าตายด้านตรงหน้านี่ได้ก็แล้วกัน
“หากว่าท่านพอใจในคำตอบของข้าแล้วก็ออกเดินทางได้แล้ว ข้าต้องการเดินทางไปยังเทือกเขาลั่วซานให้เร็วที่สุด”นางเงียบก่อนจะเอ่ยต่อ “สำหรับข้าแล้วท่านคือพี่ชายของข้าคนหนึ่งหวังว่าท่านจะทำตัวให้เหมาะสมด้วย”
อวี้ซิวรู้สึกราวกับมีดที่กรีดลงบนแผลเขาสงบลงมองหญิงผู้เป็นที่รักด้วยแววตาว่างเปล่าก่อนจะหันไปสั่งการลูกน้อง“ส่งคนกลุ่มหนึ่งไปจัดการเส้นทาง และกลุ่มหนึ่งคอยติดตามขบวนเดินทางมุ่งหน้าไปยังเทือกเขาลั่วซาน”