“ตามที่ท่านบอกมาคนที่ทำร้ายท่าน เป็ชายที่สวมใส่เสื้อผ้าสามัญชนสีน้ำตาล ข้างกายเขามีเด็กอายุประมาณสิบสี่ ใส่เสื้อคนรับใช้ตระกูลเรเปียอยู่ใช่ไหมครับ”
“ใช่ รีบไปตามหามันได้แล้ว”
“ครับท่านโจว ผมจะรีบให้ตำรวจที่ดูแลงานช่วยตามหาให้ครับ”
“นี่คุณเจอเ้าแล้วเหรอคะ”
ในขณะที่โจวกำลังสั่งการกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าตำรวจ ที่พวกเขาแต่งกายคล้ายทหารต่างกันก็แค่พวกเขาไม่ได้มีชุดเกาะใหญ่โต ใส่เหมือนทหารคนอื่นๆ แต่เมื่อเขาเห็นการมาของภรรยาเขา ที่ดูใกับข่าวที่เขาโดนทำร้าย เธอก็รีบวิ่งเข้ามาดูเขาด้วยความเป็ห่วงเป็ใย จนทำให้โจวต้องรีบปลอบประโลมเธอ
“ฉันไม่ได้เป็อะไร แค่โดนทำร้ายนิดหน่อยเอง”
“แล้วเ้าล่ะ คุณบอกว่าคุณเจอเ้าอย่างนั้นเหรอ”
“ก็ใช่น่ะสิ แต่เขากลับอยู่กับไอ้คนที่มันทำร้ายผม”
“ทำไมถึงเป็อย่างงั้นล่ะ แล้วเขาเป็ใครกันคะคนที่กล้าทำร้ายคุณ”
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ดูจากท่าทางแล้วถึงจะเป็คนเผ่าพันธุ์เดียวกับเรา แต่ก็ไม่ใช่คนของประเทศนี้แน่นอน เขาอาจจะเป็คนจากเมืองทางต้อนใต้ หรือไม่ก็อาจเป็คนของประเทศวาเรียเลย…ทำไมเ้าถึงไปอยู่กับคนน่าสงสัยแบบนั้นได้กัน”
“ถ้าอย่างนั้นเราจะทำยังไงดีล่ะคะ ฉันเป็ห่วงเ้าจังเลย”
“ไม่ต้องห่วงครับ ผมกำลังให้หน่วยงานใหม่ที่ตั้งขึ้นมานี้ ช่วยตามหาเ้าให้อยู่ “
ภรรยาของโจวที่เห็นสายตาของเขาที่มองไปยังกลุ่มคนที่เรียกว่าตำรวจ ด้วยสายตาที่ภาคภูมิใจ เธอก็พยักหน้าให้กับเขาและฝากความหวังไว้กับกลุ่มคนที่เป็ลูกน้องสามีตน โดยที่แม้แต่โจวเองก็ไม่ได้รู้เลยว่า หน่วยงานที่เขาภาคภูมิใจและหวังว่าจะจับคนร้ายได้นั้นกลับกำลังนั่งกินเลี้ยงสังสรรค์อยู่กับคนร้ายอย่างฮ่าฮ่า
“ แค่นี้จะไปพออะไรล่ะครับ ไปเอาเหล้ากับอาหารมาเพิ่มอีก”
“ ผมเกรงใจน่ะครับคุณฮ่าฮ่า อยู่ดีๆมาเลี้ยงเหล้ากันแบบนี้.. แต่ถ้าคุณฮ่าฮ่าประสงค์อย่างนั้น พวกเอ็งก็ไปเอาเหล้ามาเพิ่มอีก”
ถึงแม้ว่าชายชรา ที่แต่งตัวคล้ายทหารแต่ไร้ชุดเกาะ จะมีท่าทีเกรงใจต่อชายหนุ่มที่ออกเงินเลี้ยงเหล้าและอาหารให้กับเขา แต่ด้วยความหวงแหนและชื่นชอบในน้ำเมาที่ถึงกับขนาดกอดมันไว้ตลอดไม่ห่างกาย
ก็รีบสั่งเพื่อนร่วมงานของตนที่อายุน้อยกว่าเขา ให้วิ่งไปซื้อมันอีก ก่อนที่ระหว่างรอเครื่องดื่มและอาหารมาเพิ่ม เ้าที่มีสีหน้ากังวลอยู่ตลอดเวลา ก็ได้ตัดสินใจถามคำถามคาใจเขาออกไป
“คือว่าผมมีหมายจับอยู่นะครับ คุณลุงตำรวจจะไม่จับผมจริงๆ เหรอ”
“ไม่จับ ไม่จับใครทั้งนั้นแหละ เงินเดือนก็น้อยอุปกรณ์ป้องกันก็ไม่มีให้ ใครจะเสี่ยงเอาตัวไปจับผู้ร้ายกันล่ะ และอีกอย่างนะเ้าหนุ่ม ลุงไม่ได้ชื่อตำรวจ ลุงชื่อว่าอ้วน”
“ครับลุงอ้วน ก็ผมเห็นลุงเรียกตัวเองว่าตำรวจนี้ครับ แล้วเห็นยังแต่งกายคล้ายพวกคุณทหารอีกด้วย”
“ก็พวกทหารลาดตระเวนมันโดนเกณฑ์ไป ทำาหมดนี้น่า พวกขุนนางก็เลยออกความเห็นให้ ตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาเพื่อคอยดูแลความสงบในเมือง แต่จริงๆ ก็เพื่อรับใช้พวกมันนั่นแหละ…
ตอนลุงสมัครเข้ามา อุตส่าห์คิดว่า คนที่มีพลังปราณน้อยอย่างลุงจะได้มีโอกาสเป็ทหารใส่ชุดเกาะเหล็กเท่ๆ กับเขาซะอีก ที่ไหนได้มันดันไม่มีชุดป้องกันอะไรให้เลย และยังให้คอยไปต้อนรับมันตามที่นู่นที่นี่อีก อีกทั้งพวกขุนนางมันแจ้งความ กลั่นแกล้งคนที่มันไม่ชอบไปทั่ว ใครจะบ้าไปตามจับให้มันกัน…อ่าาาา”
ในขณะที่ความผิดหวัง ความโศกเศร้า และความรู้สึกท้อแท้ถูกถ่ายทอดออกมา ผ่านคำพูดและสีหน้าของลุงอ้วน แต่เมื่อเข้า กระดกดื่มน้ำมึนเมาที่ได้มาฟรี ก็ทำให้มันช่วยเยียวยาจิตใจของเขา และแปรเปลี่ยนมันเป็ความสดชื่นด้วยรสชาติที่เอร็ดอร่อยของมันแทน แต่เมื่อชายหนุ่มตำรวจที่ร่วมวงอยู่ด้วยยังเห็นสีหน้าที่เป็กังวลของเด็กหนุ่มเ้าอยู่ เขาก็หยิบกระดาษที่มีใบหน้าเขา ที่เขาพกติดตัวตลอดเวลาให้กับเ้าดู
“ไม่ต้องเป็กังวลไปหรอกน่าไอ้หนูดูนี่นะ…หมายจับคดีทำร้ายร่างกาย”
“นี่พี่ก็เป็คนร้ายๆ เหมือนกันอย่างนั้นหรอกครับ”
“ไม่ใช่หรอก ที่ให้ดูก็เพื่อจะบอกว่า ไอ้พวกนั้นมันแจ้งความแกล้งคนไปทั่วนั่นแหละ เพื่อให้ชีวิตของเขาลำบากเฉยๆ ส่วนตัวมันเดี๋ยวก็ลืมไปแล้วว่าเคยมีเื่อะไรกับใครไว้บ้าง ขนาดพี่ที่เคยไปทำให้พวกมันไม่พอใจจนโดนแกล้งขนาดนี้ ยังเข้าเป็ตำรวจได้เลย เพราะมันไม่ได้สนใจอะไรยังไงล่ะ”
“เห็นไหมล่ะครับนายน้อยผมบอกแล้วไงว่าไม่ต้องเครียด”
“อืม…แต่ฉันยังไม่ได้ลืมเื่ที่นายถีบลุงโจวเพื่อนสนิทของพ่อฉันนะ”
“โถ่นายน้อย ก็ผมบอกแล้วไงครับ ว่านายน้อยเชื่อใจใครไม่ได้ทั้งนั้น เดียวโดนจับกลับไปเป็คนรับใช้จะทำยังไงละครับ”
“แต่ว่า...ชังเถอะ”
หลังจากที่เ้าได้ยินคำให้กำลังใจจากเ้าหน้าที่ตำรวจ เขาก็มีสีหน้าที่ดูดีขึ้นมาก และหันไปพูดเล่นกับฮ่าฮ่า ก่อนที่หลังจากนั้นพวกเขาจะนั่งกินเลี้ยงกันต่อ ในขณะที่เหล่าตำรวจที่ลาดตระเวนกันอยู่ในงานจะแวะมากินเลี้ยงกับเขาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ….จนกระทั่งการมาถึงของชายหนุ่มที่เป็ตำรวจเหมือนพวกเขา แต่มีสีหน้าที่ดูจริงจังและท่าทางที่น่าเกรงขาม
“พวกแกมัวทำอะไรกันอยู่!”
“อ้าวหัวหน้า มาแล้วหรอครับ เผอิญมีพ่อหนุ่มพึงได้เงินจากการพนันมาเลี้ยงเหล้าและอาหารพวกเราน่ะครับหัวหน้ามานั่งกินด้วยกันสิ”
“กินบ้ากินบออะไรกัน ไม่ได้ดูข้อความกันหรือไง พวกเขามีคำสั่งให้เราไปรวมตัวกันที่สถานที่รับรองพวกขุนนางน่ะ”
“เกิดเื่อะไรขึ้นอย่างนั้นหรอครับ หัวหน้า”
ไม่ว่าหัวหน้าตำรวจคนนั้นจะแสดงท่าทีจริงจังและเสียงที่เคร่งขรึมขนาดไหนออกมาก็แล้วแต่ แต่เหล่าตำรวจก็ยังคงนั่งกินกันอย่างสบายใจและไม่ได้สนใจท่าทีที่จริงจังพวกนั้นเลย
“ยังมัวแต่ทำท่าทีเฉื่อยแฉะกันอยู่อีก แต่ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเื่อะไร พวกเราถึงต้องรีบไปดูนี่ไงละ รีบลุกกันได้แล้ว เร็วๆ”
“โถ่หัวหน้า… งานประลองนี้เกณฑ์ตำรวจตั้งมากมายมาคอยดูแลพวกขุนนางนั้น หายไปไม่กี่สิบคนเขาไม่รู้หรอกน่า ถึงไปก็คงไม่ได้มีอะไรสำคัญ สุดท้ายก็คงแค่ไปต้อนรับพวกมันก็เท่านั้น มากินเหล้ากันดีกว่าครับของฟรีนะหัวหน้า”
“ไอ้พวกนี้นิ ฉันเป็หัวหน้าของพวกแกนะ ในเมื่อพูดแล้วไม่ยอมไปกัน ฉันก็จะคอยจับตาดูพวกแกเพราะหน้าที่หัวหน้าที่ค้ำคออยู่นี้เอง…ไปเอาแก้วมา”
“เฮ้”
ในตอนนี้ดูเหมือนว่า จะไม่มีใครเข้ามาขัดขวางพวกเขากับของฟรีเหล่านี้ได้อีกแล้ว ไม่ว่าจะมีข้อความส่งเรียกรวมตัว เข้ามาในสมาร์ทโฟนของพวกเขาอีกมากขนาดไหนก็แล้วแต่ แต่พวกเขาก็เลือกที่จะไม่สนใจและนั่งกินเลี้ยงอยู่อย่างนั้น
ก่อนที่ความอิ่มเอมที่พวกเขามี จะทำให้พวกเขานอนเกือกกายกันอยู่อย่างนั้น โดยไม่ได้รู้เลยว่าพวกเขาโชคดีขนาดไหน ที่ไม่ได้ไปตามการเรียกตัว พวกเขาจะรู้ก็ต่อเมื่อมีเสียง ประกาศด้วยพลังปราณดังขึ้นมา จนสร้างความใให้กับพวกเขา ถึงกับต้องรีบรวบรวมสติของตัวเอง
“ตระกูลต่างๆ ฟังข้าข้าคือเชนแห่งตระกูลลับแล ผู้นำของเหล่าคนที่ถูกทอดทิ้งทางตอนใต้
ต่อไปนี้ข้าขอประกาศแยกตัว จากประเทศดีอาดูเอล และก่อตั้งประเทศของตัวเองขึ้นมา ผู้นำตระกูลหรือประชาชนคนไหนที่เบื่อหน่ายกับการปกครอง ที่เลวทรามต่ำช้าของอดุล ข้าขอเชิญทุกท่านเข้าร่วมกับเราที่ทางตอนใต้ แต่ถ้ามีใครคิดจะขัดขวาง พวกมันต้องตาย”
“อ้ากกกกก”
เสียงร้องด้วยความเ็ปของพวกเขาที่ดังออกมา ไม่ว่าจะเป็หน่วยพิเศษที่เรียกตัวเองว่าตำรวจ หรือเหล่าทหารที่ใส่ชุดเกราะเล็กหนาทั้งตัวมากมาย ก็ล้วนแล้วแต่ถู เหล่าสตรีที่ปรากฏตัวอยู่ข้างกายของขังชายในผ้าคลุม ที่ตอนนี้ประกาศตนว่าคือ เชนแห่งตระกูลลับแล และเหล่าผู้คนที่ใช้พลังปราณน่ากลัวเอาชนะพวกเขาได้อย่างง่ายดาย
“ระวังนะคะปู่ พวกนี้มีพลังปราณที่แข็งแกร่งกันทั้งหมดเลย”
“ฟางเซียนหลานรัก พลังปราณอะไรกัน ปู่ขอร้องละเลิกใช้ภาษาวิบัติสักที บรรพบุรุษเราเรียกมันว่าลมปราณมาตั้งหลายพันปีแล้วนะ
“คุณปู่ ช่วยดูเวลาในการสั่งสอนด้วยได้ไหมคะ…ระวังค่ะปู่”
ไม่ทันที่เด็กสาวฟางเซียน จะได้แสดงท่าทีที่ไม่พอใจกับการสั่งสอนของปู่ของเธอในสถานการณ์คับขันอยู่ๆ ก็มีพลังปราณสีดำพุ่งมาหาปู่ของเธอจนเธอต้อง ะโร้องเตือนออกไป
แต่นั่นไม่ได้จำเป็เลย ถึงแม้ว่าปู่ของเธอจะมองมาที่เธออยู่ แต่เพียงแค่เข้าสะบัดมือออกไปโดยที่ไม่จำเป็ต้องมอง พลังปราณที่มือของเขา ก็ได้ผลักดันพลังปราณที่น่ากลัวเ่าั้ให้ย้อนกลับไปหาผู้ที่ใช้มัน
“ตาเฒ่าโปพลังปราณชั่งฝืนสังขารจริงๆ นะ”
“เป็ถึงผู้าุโตระกูลพยัคฆ์ทมิฬ แต่ดันไปใช้คำว่าพลังปราณเด็กสมัยใหม่มัน สมแล้วจริงๆ ที่เป็พวกมัน ฏ”
“ยิ่งเห็นพวกหัวโบราณค่ำครึแบบแกแต่ดันมีความสามารถขนาดนี้ มันชั่งทำให้หงุดหงิดจริงๆ …ปราณพยัคฆ์ทมิฬ”
เพียงชายจากตระกูลพยัคฆ์ทมิฬ ใช้วิชาของเขาออกมาพร้อมกับตบมือไปข้างหน้า พลังปราณของเขาก็ได้แปรเปลี่ยนเป็พยัคฆ์สีดำขนาดใหญ่ ที่พุ่งไปหาปู่ของฟางเซียนอย่างน่ากลัว
แต่ใครจะคาดคิดถึงวิธีการรับมือของชายชราโป เขากลับเพียงหยิบขลุย ที่เก็บไว้ในเสื้อของเขาออกมา และเพียงลมหายใจของเขาที่เป่ามันออกมาผ่านขลุยนั่นก็ทำให้พลังปราณมากมายได้ทะลักออกมาจากรูขลุย ที่เขาไม่ได้ใช้นิ้วปิดมันไว้ จนพลังปราณของเขาถูกปล่อยเป็คลื่นที่อ่อนช้อย แต่สลายพลังปราณที่น่ากลัว ไปทั่วทั้งบริเวณ
จนสร้างความประหลาดใจให้กับเหล่าผู้ที่ฝึกพลังมาร ก่อนที่เพียงชั่วพริบตา เชน ชายในผ้าคลุมจะเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วมาหยุดอยู่ข้างหน้า ของชายชราโป
“ท่านาุโโปข้าได้ยินชื่อเสียงที่ดีงามของท่านมามากมาย ได้โปรดอย่ายุ่งกับการต่อสู้นี้ และกลับสถานที่ของท่านไปเถอะ”
ไม่เพียงแต่เชน จะพูดออกมาด้วยเสียงที่นอบน้อมนับถือ แต่ภายใต้การโค้งหัวคารวะต่อโป เขากลับได้ปล่อยพลังปราณที่แท้จริงของเขาออกมาให้กับชายชราได้เห็น จนถึงกับทำให้โป ถลึงตามองมาที่เขาด้วยสีหน้าที่จริงจัง
“อายุไม่ถึงยี่สิบเอ็ดแต่กลับมีลมปราณมากถึงขนาดนี้ ไม่น่าล่ะถึงกล้าอาละวาด และประกาศการฏกลางเมืองหลวง…ได้ ข้าจะไป”
“ท่าน ท่านจะทรยศท่านอดุลอย่างนั้นเหรอ “
ถึงแม้ว่าชายชราโป จะรับปากกับเชนชายในชุดผ้าคลุมว่าเขาจะยุ่งไม่ยุ่งการต่อสู้ด้วย และได้สร้างสีหน้าที่พึงพอใจให้กับเชน พร้อมกับตระกูลพรรคพวกของเขา แต่ในด้านตรงกันข้ามมันก็สร้างความไม่พอใจ ให้กับเหล่าตระกูลขุนนางที่ต่อต้านการฏและจงรักภักดีต่อกษัตริย์ของพวกเขาด้วย
“ซีห่าว ข้าคงไม่ต้องเตือนท่านว่าชีวิตของหลานข้าสำคัญที่สุด ข้าจะไม่ให้นางตกอยู่ในอันตรายเด็ดขาด และอีกอย่างท่านอดุลก็ได้เสด็จกลับไปแล้ว พวกท่านก็ควรปล่อยพ่อหนุ่มนี้ไป อย่าทำให้เื่มันใหญ่โตฆ่าฟันกันเลยจะดีกว่า”
“ไม่มีทาง ท่านคงบ้าไปแล้วที่จะปล่อยให้พวกมันประกาศการฏต่อหน้าเรา และลอยนวลกลับไปที่เมืองของมันได้
“ถ้าอย่างนั้นก็ช่างหัวพวกท่านเถอะ ลาก่อน”
ทันทีที่คำกล่าวลาของชายชราโปดังออกมาจากปากของเขา ร่างของโปและหลานสาวฟางเซียนของเขาก็หายไปด้วยวิชาประหลาด จนได้แต่สร้างความไม่พอใจให้กับตระกูลขุนนาง ก่อนที่เหล่าตระกูลขุนนางพวกนั้น จะจ้องมองไปยังกลุ่มผู้ฝึกพลังมารและทำการห้ำหั่นกันของพวกเขา