บทที่ 12 เื่เน่าเฟะ
การที่เมื่อวานเขมจิราไปเยี่ยมต้นน้ำ แม้จะไม่ได้ข้อมูลอะไรเกี่ยวกับเื้ัของเรวัชมากนัก แต่ก็มั่นใจว่าชายคนนั้นดูแลต้นน้ำดีแค่ไหน และหากจะพูดคุยกับเขาคงต้องใจเย็นมากถึงมากที่สุด ไม่อย่างนั้นคงจะโดนปั่นประสาทได้ง่าย
วันนี้เธอไม่สามารถไปหาต้นน้ำได้ เนื่องจากต้องพาลูกชายไปเยี่ยมคุณปู่และคุณย่าของเขาที่ตระกูลเทวราช
แม้ว่าเขมจิราจะไม่ได้อยู่ในตระกูลนั้นอีกต่อไปแล้ว ทว่าลูกชายของเธอก็คือหลายชายของคนในตระกูล และตัวเขายังคงติดต่อกับปู่ย่าอยู่เสมอ เขมจิราจึงไม่มีสิทธิ์ตัดขาดความสัมพันธ์นั้นได้
ทันทีที่รถยนต์เคลื่อนตัวเข้ามาถึงคฤหาสน์ เขมจิราสังเกตเห็นว่าพ่อแม่สามีอย่างวศินและรานีมายืนรอพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว
“สวัสดีครับคุณปู่คุณย่า” เด็กชายเอ่ยทักทาย
“มาถึงกันสักที ย่ารอนานมากเลยรู้ไหมบัลลังก์” รานีดึงหลานชายเข้ามากอดหอม ก่อนที่จะถูกสามีสะกิด เธอจึงเงยหน้าขึ้นมาพูดกับลูกสะใภ้ “เธอเองก็มาสักทีนะ ทั้งที่ฉันพึ่งเสียลูกชายไปแต่เธอก็ยังพาหลานชายของฉันไปอีก”
“คุณ! พอได้แล้ว รีบพาทั้งสองคนเข้าไปด้านในกันเถอะ” ชายแก่เอ่ยเตือน
“นั่นสินะ ทั้งสองรีบเข้ามากันเถอะ ย่ามีเื่จะพูดคุยกับบัลลังก์เยอะแยะไปหมดเลย หลายวันมานี้เอาแต่คิดถึงหลานไม่หยุด”
ทั้งสี่คนเดินเข้ามาด้านใน เขมจิราสังเกตรอบๆ ก็ยังพบว่าทุกอย่างภายในคฤหาสน์ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
“แล้วนี่ทั้งสองคนทานอาหารกันมาหรือยังล่ะ” วศินถาม
“เขมกับบัลลังก์ทานกันมาเรียบร้อยแล้วค่ะ” เธอตอบอดีตพ่อสามีไป “ที่เขมมาวันนี้แค่มาส่งบัลลังก์-”
“แค่มาส่งอะไรกัน! เธอเป็คนของตระกูลเทวราชนะ มาถึงทั้งทีก็ควรจะใช้เวลาอยู่กับพวกฉันด้วยสิ”
เขมจิรานึกแปลกใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของอดีตแม่สามีคนนี้ เพราะปกติอีกฝ่ายจะเอาแต่ดุและตำหนิเธอไม่หยุด สาเหตุก็คงจะมาจากเื่ที่ไม่สามารถยอมรับในตัวของเขมจิราได้ แม้ว่าเธอจะมาจากตระกูลที่ร่ำรวย ทว่ากลับมีคุณสมบัติไม่ถึงตามที่รานีได้ตั้งไว้ ในอดีตที่ผ่านมาจึงถูกปฏิบัติย่างไม่เท่าเทียม แต่วันนี้ทั้งสองคนกลับต่างออกไปจากทุกที
พวกเขา้าอะไรกันแน่?
เขมจิราอยู่กับทั้งสองคนมานานใน่ชีวิตที่หนึ่งและสอง จึงเข้าใจทะลุปรุโปร่งถึงนิสัยของพวกเขา ที่จู่ๆ มาเอ่ยถามเื่การทานอาหารเช่นนี้ นั่นแปลว่าพวกเขา้าบางอย่าง
“มานั่งพูดคุยกันก่อนเถอะ อุตส่าห์ได้เจอหน้ากัน” วศินเอ่ยขึ้น
“ได้ค่ะ” เธอเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าพวกเขา้าอะไร
รานีพูดคุยกับหลานชายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปล่อยเขาไปและเดินมาหาเขมจิราที่นั่งรออยู่
“่นี้เธอเป็อย่างไรบ้าง ทำไมถึงไม่กลับมาอยู่ที่คฤหาสน์สักที” รานีเริ่มตรงเข้าประเด็น
“เขมจะไม่อยู่ที่นี่แล้วค่ะ บ้านหลังนั้นคือบ้านของเขม”
“หมายความยังไงที่บอกว่าจะไม่อยู่ที่นี่ เธอคือคนของตระกูลเทวราชนะ!” รานีแย้ง
“คุณ...” ฝ่ายสามีเอ่ยห้ามปราม ก่อนจะหันไปคุยกับลูกสะใภ้ “ถึงตอนนี้ทักษ์จะตายไปแล้วแต่เธอก็ยังคงเป็แม่ของบัลลังก์ และบัลลังก์ก็ยังคงเป็หลานของพวกเราอยู่”
“ค่ะ เขมทราบดี”
“แล้วทำถึงต้องอยากออกจากตระกูลนี้ด้วยล่ะ”
“อย่าบอกนะว่าเธอยังโกรธลูกชายของฉันไม่หาย เื่ที่เขาแอบไปมีกิ๊กน่ะ” รานีถาม
“โถ่ เื่นี้เองเหรอเขม เื่ที่มันแล้วไปแล้วก็ปล่อยผ่านเถอะ อย่าเอากลับมาเก็บใส่ใจเลย ผู้ชายก็เป็แบบนี้กันหมดนั่นแหละ” วศินส่ายหน้าเบาๆ คล้ายกับผิดหวังในตัวลูกสะใภ้
“แต่พ่อของเขมไม่เคยเป็แบบนี้นะคะ”
“เขม!” รานีตะคอกใส่อีกฝ่ายด้วยความโมโห “เธออย่ามายอกย้อนผู้ใหญ่แบบนี้นะ”
“เขมก็แค่พูดความจริงค่ะ อีกอย่างเขมก็ไม่โกรธเื่ชู้ของทักษ์ด้วย”
“แล้วเธอเอาเด็กนั้นเข้ามาในงานศพทำไมกัน” ยิ่งรานีคิดถึงเื่นี้ก็ยิ่งโมโหเข้าไปใหญ่ เธอต้องอับอายกับการกระทำของลูกสะใภ้คนนี้ขนาดไหน มีแค่ตัวเธอเท่านั้นที่รู้ดี
“ก็แค่อยากจะให้เด็กคนนั้นได้บอกลาแม่ของเขาเป็ครั้งสุดท้ายเท่านั้นเองค่ะ”
“งั้นก็แล้วไป ฉันนึกว่าเธอจะบ้าเอาลูกติดของผู้หญิงคนนั้นมาเลี้ยงดูซะอีก” รานีประชด
“แล้วตอนนี้เด็กคนนั้นไปอยู่ไหนซะแล้วล่ะ” วศินถาม
“มีคนรับเขาไปเลี้ยงดูแล้วค่ะ”
“ดีแล้วๆ อย่าให้เด็กคนนั้นเข้ามาในชีวิตเลยจะดีกว่า” วศินผ่อนลมหายใจ รู้สึกโล่งอกขึ้นมาบ้าง
“เขม ฉันรู้ดีว่าเธอคงจะยังไม่พอใจอยู่ แต่ถึงเธอจะอยากออกจากตระกูลมากแค่ไหน ในเมื่อได้เป็คนของเทวราชแล้ว ก็ต้องเป็คนของเทวราชตลอดไปเข้าใจหรือเปล่า”
ประโยคเมื่อรู้คล้ายกับว่าเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน อ้อ! เขมจิราจำได้แล้ว นั่นเป็ประโยคส่วนใหญ่ที่พวกทาสชอบพูดเวลาที่้าแสดงความกตัญญูต่อเ้านาย
แต่นี่อดีตแม่สามีกำลังใช้คำพูดนี้พูดกับเธอ น่าขำสิ้นดี
“อีกอย่างบัลลังก์ก็้าแรงสนับสนุนจากตระกูลเทวราชด้วย ถ้าหากพวกเราปล่อยให้เขาไปเร่ร่อนอยู่ด้านนอกนานๆ คนอื่นอาจจะนินทาเอาได้” วศินเริ่มเกริ่น
อ๋อ ที่แท้ก็้าพูดเื่นี้กับเธอสินะ
“คุณพ่อหมายถึงอะไรเหรอคะ บัลลังก์ไม่ได้เร่ร่อนอยู่ด้านนอกสักหน่อย” เขมจิราแกล้งทำเป็ไม่เข้าใจอีกฝ่าย
“ที่ฉันจะบอกก็คือ้าให้เธอพาตัวของบัลลังก์กลับมาอยู่ที่นี่ ถึงแม้ทักษ์จะตายไปแล้วแต่ลูกชายของเขาก็คือผู้สืบทอดของตระกูล”
“เธออยากให้คนอื่นเข้ามาดูแลธุรกิจของครอบครัวหรือไงกัน! อย่าลืมสิว่าตอนนี้นังช่อฟ้ากับเมฆากำลังได้ประโยชน์จากเื่นี้ เธออยากจะถูกแย่งสมบัติไปหรือไง!” รานีเริ่มตวาดใส่ลูกสะใภ้อีกครั้งหนึ่ง เธอไม่สามารถมองดูทรัพย์สินเ่าั้ลอยหายไปได้
ทั้งอำนาจ เงินทองที่กำลังจะตกเป็ของเธอแท้ๆ
“บัลลังก์เขาเป็เด็กฉลาดเฉลียว ถึงตอนนี้จะยังเป็เด็กแต่ก็ต้องให้เรียนรู้งานเข้าไว้ ในอนาคตจะได้ไม่โดนคนอื่นหลอกใช้”
‘โดนหลอกใช้งั้นเหรอ คนที่จะหลอกใช้ลูกชายของฉันก็คงมีแค่ปู่กับย่าของเขาเท่านั้น’ เขมจิราคิด
ในสองชีวิตที่ผ่านมา ลูกชายของเธอต้องพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะขึ้นเป็ผู้นำของตระกูล เขาแทบจะไร้ซึ่งชีวิตวัยเด็ก เด็กคนนั้นไม่รู้แม้กระทั่งวิธีเล่นซ่อนหาเสียด้วยซ้ำ
เขมจิราไม่อยากให้ชีวิตที่สามของบัลลังก์ต้องโดดเดี่ยวแบบนั้นอีกต่อไป
“เขมว่าเื่นี้ให้บัลลังก์เป็คนตัดสินใจดีกว่า ว่าเขาจะทำอย่างไรกับชีวิต ถึงต่อให้จะเป็แม่แต่เขมก็บังคับเขาไม่ได้”
“เธอก็รู้ว่าบัลลังก์เขาตามติดเธอเป็เงา ถ้าเธออยู่ที่นี่ หลานชายของฉันก็จะอยู่ที่นี่เหมือนกัน!” รานีแย้ง น้ำเสียงเริ่มขุ่นมากขึ้นทุกที
“ค่ะ เขมทราบดี”
“แล้วยังจะกล้าออกไปอยู่ข้างนอกอีกงั้นเหรอ เดี๋ยวก็ถูกฮุบสมบัติไปหมดหรอก ถ้าถึงตอนนั้นเมื่อไหร่ฉันเองก็คงช่วยอะไรเธอไม่ได้หรอกนะ” วศินเริ่มไล่ต้อนเขมจิราแล้ว ทั้งที่เขาอดทนใจเย็นพูดกับเธอด้วยเหตุผล แต่อีกฝ่ายกลับยังยืนยันที่จะอยู่ด้านนอกอีก
“ก็อย่างที่บอกค่ะว่าคงต้องถามความ้าของบัลลังก์ก่อน” เธอยังยืนยันคำตอบเดิมไม่เปลี่ยน หากยังอยู่ที่นี่ต่อไปก็คงไม่สามารถทำอะไรได้อย่างตามใจ และผลลัพธ์ก็คงจะเป็แบบเดิม “อีกอย่างพ่อแม่ก็รู้ว่าบัลลังก์ยังเป็เด็ก เขาควรจะได้ใช้ชีวิตของเด็กเหมือนกัน”
“ชีวิตของเด็กบ้าอะไรกัน! เขาคือผู้นำคนต่อไปของตระกูลเทวราชนะ เื่ชีวิตไร้สาระอะไรนั่นมันสำคัญงั้นเหรอ!” รานีหมดความอดทนแล้ว หยิบแก้วชาที่วางอยู่ตรงหน้าเขวี้ยงใส่อดีตลูกสะใภ้ด้วยความโมโห
เป็แบบนี้อีกแล้ว ทุกครั้งที่ผู้หญิงคนนี้โมโหก็มักจะชอบทำลายข้าวของอยู่เป็ประจำ
โชคดีที่ครั้งนี้น้ำชาเย็นมากแล้ว เขมจิราจึงไม่ได้าเ็อะไร เพียงแค่เสื้อบางส่วนเปียกเล็กน้อยเท่านั้น
“ไม่เห็นหรือไงว่าตอนนี้นังเด็กช่อฟ้ากับเมฆากำเริบเสิบสานขนาดไหน ถ้าเธอยังเห็นแก่ตัวแบบนี้อยู่อีกก็ลองดู” รานีชี้หน้าอีกฝ่าย แววตาแดงก่ำไปด้วยความโมโห นึกอยากจะเค้นสมองของเธอออกมาดูว่ากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่
“คุณ พอได้แล้ว” วศินเอ่ยห้าม แม้จะรู้สึกไม่พอใจเช่นกัน แต่ตอนนี้พวกเขากำลังเป็รองเขมจิรา จึงไม่ควรที่จะยั่วโมโหเธออีก
“ฉันจะให้โอกาสเธอกลับไปคิดครั้งสุดท้ายนะ อย่าให้ฉันต้องได้ไปลากตัวพวกเธอสองแม่ลูกกลับมาที่ตระกูลเทวราชด้วยมือของฉันเองเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นผลลัพธ์มันคงแย่กว่านี้แน่!”
รานีพูดประโยคสุดท้ายจบก็เลือกที่จะเดินหนีออกจากห้องไปด้วยความโกรธแทบคลั่ง หากยังอยู่ที่นี่ต่อไปคงต้องมีคนเสียเืเสียเนื้อแน่
“เอาเื่นี้เก็บไปคิดนะเขมว่าเธอควรทำอะไร บัลลังก์เป็ความหวังสุดท้ายของพวกเราแล้ว”
วศินพูดทิ้งท้ายก่อนจะเดินตามภรรยาออกจากห้องไป ทิ้งให้เขมจิราต้องนั่งนิ่งอยู่คนเดียว
หากเป็ตัวเธอในอดีตก็คงจะเลือกทำตามความ้าของทั้งสองคน และเลือกที่จะสู้เพื่อตำแหน่งของผู้นำตระกูล และคงจะไม่ปล่อยให้ช่อฟ้ากับเมฆามีอำนาจมากขนาดนี้ โดยข่าวลือเื่ทั้งสองคนนั้นเธอก็พอจะได้ยินมาบ้างว่าเมฆากำลังรับตำแหน่งประธานชั่วคราว ขณะที่ช่อฟ้าก็ได้รับหุ้นมาเพิ่มเช่นกัน
แต่ตอนนี้เขมจิราเปลี่ยนความคิดแล้ว
ทุกอย่างไม่ใช่ของพวกเธอั้แ่ต้น และเธอก็ไม่ใช่สุนัขรับใช้ของพวกเขาเช่นกัน หากคนของตระกูลเทวราชไม่มีความสามารถดูแลธุรกิจของพวกเขาได้ นั่นก็แปลว่าพวกเขาไม่มีความสามารถมากพอ ซึ่งมันไม่ใช่ความผิดของเธอและลูกชายเลยแม้แต่น้อย
เขมจิราหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดคราบน้ำชาบางส่วนอย่างใจเย็น สาเหตุที่เธอมาที่นี่ก็เพราะ้าจะให้อีกฝ่ายได้รู้ว่าเธอไม่ใช่คนของพวกเขาอีกต่อไปแล้ว
“นับั้แ่นี้ไป ชีวิตใครชีวิตมัน”