นี่ไม่ใช่ความฝัน ผมพิสูจน์แล้วด้วยกะเพราหมูสับร้านเจ๊แตนแดนมหัศจรรย์ รสชาติที่คุ้นลิ้น ความร้อนแรงจากพริกที่กำลังเผาปาก ผมยิ้ม ยิ้มให้กับเื่ประหลาดที่ไม่น่าเชื่อ ยิ้มให้กับคนตรงหน้าที่กำลังเอร็ดอร่อยกับผัดซีอิ๊วเมนูโปรด
“อร่อยปะมึง” ผมถาม
“อร่อยดิ ถามแปลก ที่มึงกับกูมากินร้านนี้ทุกวันก็เพราะมันอร่อยที่สุดในย่านนี้แล้วไง”
ผมมองไปรอบ ๆ ที่นี่ยังเหมือนเดิม ไม่สิ เพราะมันคือที่เดิมเวลาเดิมที่ผมเคยผ่านมาแล้ว ผมจำได้ลาง ๆ ว่า่บ่ายผมทำข้อสอบไม่ได้ ในวัยนี้ผมไม่เคยสนใจเื่การเรียนเลยแม้แต่นิดเดียว อ่านหนังสือสอบก็แค่ให้ผ่านตา ไม่มีประโยชน์เอาซะเลย เสียเวลาไปเปล่า ๆ
“วันนี้กูจะเอาท็อปให้ดู” แฮมพ่นน้ำที่เพิ่งดื่มกระจายไปทั่ว ดีที่ผมหลบทัน
“มึงจะเอาใครก็ได้ แต่มึงจะเอาเขาโชว์เพื่อนไม่ได้ไง” เอ่อ.. ตอนพูดผมก็ไม่ได้คิดหรอกว่ามันจะหมายความถึงแบบอื่นด้วย
“นี่มึงเข้าใจเป็อะไรเนี่ย กูหมายถึงกูจะทำข้อสอบให้ได้คะแนนเยอะสุดให้มึงดู”
“กินยาดีกว่าไหมมึง พาราซักเม็ดไหม ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า” แน่นอนว่าแฮมต้องไม่เชื่อว่าผมจะทำคะแนนได้เยอะ แต่ผมจะให้ดู เป็การเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ครั้งแรกในชีวิต ถ้าผมทำคะแนนได้ดี เส้นทางในอนาคตจะเปลี่ยนไปเป็แบบไหน ผมอยากรู้
บรรยากาศที่ห่างหายไปนาน ห้องสอบที่กว้างใหญ่ แต่ผมมักจะได้นั่งเก้าอี้แคบ ๆ อยู่ขอบห้อง เดิมทีผมอาจจะกวาดสายตามองคำตอบจากเพื่อนด้านข้างหรือด้านหน้า แต่พอผ่านประสบการณ์ทำงานมาประมาณหนึ่ง วิชาที่กำลังจะสอบเป็อะไรที่ง่าย และพื้นฐานมาก ๆ ผมบรรเลงฝนข้อสอบเพลินมือ ข้อเขียนที่ให้มาผมก็ตอบยาวจนถึงบรรทัดสุดท้าย
“ออกห้องคนแรกอย่างนี้ มึงทำไม่ได้อีกแล้วอะดิ” แฮมถาม
“ใครบอก กูทำได้ทุกข้อเลยตะหาก มึงรอดูคะแนนสอบนะ” ผมยิ้มอย่างภาคภูมิใจ แม้ว่าคนตรงหน้าจะเบ้ปากใส่ผมก็เถอะ
“มึง พากูไปลานซาลาเปาหน่อย กูหิว อยากกินขนมจีบ” ผมก็หิวเหมือนกัน แต่เหตุการณ์ในวันนี้คุ้นว่าผมจะเจอใครคนหนึ่ง เบน คนที่บอกเลิกผมในวัย 25 คนที่เป็พาหะนำโรคร้ายมาติดผม และรับผิดชอบมันด้วยคำว่าขอโทษเพียงคำเดียว
ผู้คนจับจองโต๊ะจนแทบไม่เหลือที่ให้ผมกับแฮมนั่ง เขาคนนั้นมีน้ำใจขยับกระเป๋าแล้วชวนผมนั่งร่วมโต๊ะ นี่เป็ครั้งแรกที่เราได้เจอกัน และตอนนี้มันเกิดขึ้นอีกครั้ง
ต่อจากนี้ผมอาจจะชวนเขาคุยเื่การสอบ เป็อย่างไรบ้าง สอบอะไรมา ตามมารยาท และมันตามมาด้วยกันแลกพินบีบีกันอย่างไม่ได้ตั้งใจ ไม่คาดหวังว่าความสัมพันธ์นี้จะยืนยาว ผมก็แค่เห็นว่าการมีคนคุยด้วยมันก็ไม่เหงาดี ซึ่งผมยอมให้มันเกิดขึ้นอีกไม่ได้ ผมนั่งเงียบและจ้องแค่คนตรงข้าม ที่กำลังกินขนมจีบอย่างเอร็ดอร่อย
“มึงอิ่มยัง กูอยากกลับแล้ว” ผมไม่ได้จะถาม แต่เร่งให้แฮมกินเร็วนี้กว่าอีกหน่อย
“เหลือหนมจีบอีกลูกหนึ่ง มึงอย่ารีบ กูอยากกินช้า ๆ ค่อย ๆ ลิ้มรส”
ผมรู้ว่าที่แฮมมันช้าไม่ใช่เพราะมัน้ากินหนมจีบลูกสุดท้ายอย่างตั้งใจ แต่เป็เขาต่างหากที่แฮมมัน้ามองนาน ๆ
ผมกับแฮมเราสนิทกันมาก นอกจากที่เป็รูมเมทกันแล้ว เรายังเรียนสาขาเดียวกัน เราไม่เคยทะเลาะกันแม้แต่ครั้งเดียว ไม่เคยโกรธกันไม่ว่าเื่ไหน แต่เมื่อตอนที่ผมตัดสินใจคบกับเบน แฮมโกรธผมไม่คุยด้วยเป็เดือน สุดท้ายกลายเป็ผมที่หาเื่ทะเลาะ เขาหลุดปากออกมาว่าเขาชอบเบน
ถ้าให้ผมเลือกระหว่างเพื่อนกับแฟนที่ทำชีวิตผมพังในอนาคต ผมขอเลือกเพื่อน บางทีที่ผมได้รับโอกาสย้อนเวลากลับมาจากใครก็ไม่รู้ก็คงเพื่อสะสางเื่เหล่านี้ก็ได้
ผมงัวเงียตื่นขึ้นมาบนเตียงนุ่มในห้องมืดสนิท ผมอยู่ที่ไหน แล้วที่ฝันไปเมื่อกี้ช่างสมจริงอะไรขนาดนั้น น่าหัวเราะกับฝันที่ไม่มีวันเป็จริง
ผมควานหามือถือข้างหมอน ไม่พบ แต่รับรู้ได้ว่าเตียงที่นอนอยู่แคบเหลือเกิน ผิดกับเตียงขนาดคิงไซส์ที่คุ้นเคย ในชีวิตเคยนอนเตียงแคบสุดก็คงชีวิตมหาลัย
อืม เข้าใจละ ผมไม่ได้ฝันไปจริง ๆ
ผมงีบหลับทันทีที่กลับถึงห้อง ข้าวเย็นไม่ได้ตกถึงท้องสักเม็ดด้วยซ้ำ หอในตอนนี้ก็ไม่อนุญาตให้ใครเข้าออกแล้วด้วยสิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคงจะเป็ทางเลือกแก้ขัด
ไม่รู้ว่าตอนนี้ดึกแค่ไหน รูมเมทนอนหลับกันหมดแล้ว ห้องนี้ เราอยู่กัน 4 คน มีผม แฮม เป้ และกานต์ เราสนิทกันหมด แต่ผมสนิทกับแฮมที่สุด ไม่รู้สิ แค่คุยกันถูกคอ เป็คนไลฟ์สไตล์คล้าย ๆ กันเลยไปไหนมาไหนตัวติดกันซะจนคนชอบแซวว่าเป็คู่จิ้น
ผมเปิดไฟโต๊ะอ่านหนังสือนั่งซู้ดบะหมี่คนเดียวเงียบ ๆ เปิดคอมพิวเตอร์เสิร์ชหาข้อมูลรถเมล์ที่พาผมย้อนเวลากลับมา แต่ไม่พบ แม้แต่ภาพยนตร์สักเื่ที่เคยมีคนนั่งรถเมล์ข้ามเวลามาแบบนี้ก็ไม่มี ใกล้เคียงที่สุดคงจะเป็รถไฟที่ลอดอุโมงค์แล้วหายไป แล้วโผล่พ้นจากอุโมงค์มาอีกทีสิบกว่าปีให้หลัง
ผมแค่อยากรู้ว่าผมจะกลับไปอนาคตได้เมื่อไหร่ สถานที่ล่าสุดที่ผมจากมาคือกรุงเทพ แต่ตอนนี้ผมอยู่เชียงราย รถเมล์คันนั้นจะวิ่งผ่านไหม แล้วผมต้องไปยืนรอตรงป้ายไหน ล้วนแล้วแต่เป็คำถามที่หาคำตอบไม่ได้ บางทีผมอาจจะติดอยู่ในอดีตซึ่งกลายเป็ปัจจุบันไปแล้ว ทำได้แค่รอให้เวลาผ่านไปจนถึงอนาคต