ตอนที่ 13 ข้าไม่ชอบเครื่องลายคราม (1)
“เพียงแต่...”
เสียงของสวี่ซงซานเพิ่งจะเปล่งออกมาจบสวี่เฉิงอวี๋ก็เลิกยืดเอว หันไปด้านข้างเล็กน้อยเพื่อนั่งทแยงหน้าไปทางเซียวหมิ่นหาง
น้ำเสียงของนางนั้นใสกังวาน ไม่แหลม ไม่สูง เหมือนกับสายน้ำไหลที่ไหลไปตามลำน้ำที่คดเคี้ยวของแม่น้ำอย่างช้าๆ ไม่เร่งรีบ เหมาะเจาะพอดี
สวี่ซงซานขมวดคิ้วและหันไปมองตามจิตสำนึก
สวี่เฉิงอวี๋กำลังมองไปที่เซียวหมิ่นหาง และแน่นอนว่าเซียวหมิ่นหางก็มองนางเช่นกัน
นางไม่ได้หลบตาแต่อย่างใด “คุณชายน้อยไม่จำเป็นต้องวางแจกันใบนี้ไว้ที่นี่”
ใบหน้าของสวี่ซงซานหุบลง
เขารู้ว่าสวี่เฉิงอวี๋นั้นไม่มีทางพูดจาไร้สาระ ถ้านางบอกว่าไม่จำเป็นนั่นก็ต้องไม่จำเป็น เพียงแต่ห้องโถงใหญ่นี้คือห้องโถงใหญ่ของเซียวหมิ่นหาง ใช่เรื่องที่คนนอกจะมาชี้ไม้ชี้มือสั่งตั้งแต่เมื่อไรกัน
นางไม่ใช่คนไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำแต่กลับพูดแบบนี้ออกมา
สวี่ซงซานผิดหวังในใจและคิดจะดุนาง
แต่ก่อนที่เขาจะได้พูด เซียวหมิ่นหางก็เลิกคิ้วสูงแล้วร้องเรียกคุณหนูห้า “ไหนลองพูดให้ฟังดูซิ”
ใบหน้าอันงดงามของสวี่เฉิงอวี๋ยังคงประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ ซึ่งทำให้นางแลดูอ่อนโยนละมุนละไมมากยิ่งขึ้น “สิ่งของส่วนใหญ่ในห้องโถงใหญ่ของคุณชายน้อยทำจากไม้จินซือหนาน หากแจกันใบนี้เคลือบสีแดงก่ำก็จะยิ่งเสริมกันและกัน แต่ว่ามันดันเคลือบด้วยสีขาวเรียบๆ ในกรณีนี้หากจับคู่กับสิ่งของที่ทำจากไม้แดงละก็นับว่ายอดเยี่ยมยิ่ง แต่คุณชายน้อยกลับเอามาจับคู่กับไม้จินซือหนานในห้องนี้ ซึ่งไม่เพียงแต่ฝังกลบมันเท่านั้นกลับยังฝังกลบไม้หนานชั้นดีในห้องนี้ด้วย ยิ่งไปกว่านั้น...”
สีหน้าท่าทางของนางเหมือนกับก่อนหน้านี้อีกครั้ง หางเสียงลากยืดยาวก่อนที่เสียงจะหยุดชะงัก แล้วก็เปิดปากพูดเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนอีกครั้งว่า “ผลงานที่ท่านปรมาจารย์หยางซู่หลงเหลือไว้ แน่นอนว่าควรมีคนที่เข้าใจอย่างแท้จริงมาชื่นชม และไม่ควรเป็นเพียงแค่ของตกแต่งธรรมดาๆ เท่านั้น คุณชายน้อยคิดว่าอย่างไรเจ้าคะ”
เมื่อเซียวหมิ่นหางได้ยินคำพูดพวกนี้ก็ตกตะลึงก่อนแล้วจากนั้นก็หัวเราะออกมา
คุณหนูผู้นี้ช่างน่าสนใจจริงๆ
ความหมายจากคำพูดของนางคือ...
เขาหัวเราะหนักมากแล้วก็เก็บอารมณ์ไม่ได้อยู่นาน “คุณหนูห้าไม่สู้พูดว่า ผู้ที่มาห้องโถงใหญ่นี้ของข้าส่วนใหญ่เป็นพวกคนหยาบๆ ที่ตาไม่มีแววพอจะจำแจกันใบนี้ได้ และวางไว้ที่นี่ไปก็ย่ำยีแจกันใบนี้เสียเปล่าๆ เสียเลยล่ะ”
“แน่นอนว่าข้าย่อมไม่กล้าพูดคำพูดที่อุกอาจเช่นนั้น”
เพียงพริบตาสวี่เฉิงอวี๋ก็มองเขาต่างออกไป
คนผู้นี้ราวกับเกิดมาก็ไม่กลัวอะไรเลย คำพูดเถรตรงและนิสัยตรงไปตรงมา ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะอยากเข้าใกล้...
แต่ความคิดเช่นนั้นก็แวบผ่านมาเพียงครู่เดียวแล้วถูกตัวนางกดมันลงไปอีกครั้ง
อดไม่ได้ที่จะอยากเข้าใกล้อะไรที่ไหน เดิมก็ไม่ควรมีอยู่ในโลกนี้อยู่แล้ว
คนเรานั้นสมควรจะเอื้อประโยชน์แก่กัน ความสัมพันธ์จึงจะยืนยาว
สำหรับนางแล้วตอนนี้ความจริงใจเป็นเพียงการเพิ่มภาระเท่านั้น สู้การเพิ่มดอกไม้บนผ้าทอลาย[1]ก็ยังไม่ได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้นด้วยชาติกำเนิดของเซียวหมิ่นหาง การที่เขาไม่เกรงฟ้าไม่กลัวดินก็เป็นเรื่องที่ธรรมดามากไม่ใช่หรือ
ครั้นคิดได้เช่นนั้นสวี่เฉิงอวี๋ก็หลุดยิ้มและโกรธความเลอะเลือนของตัวเอง
เซียวหมิ่นหางเห็นรอยยิ้มของนางแล้วก็รู้สึกว่ารอยยิ้มนี้ต่างจากครั้งก่อนหน้า
รอยยิ้มนั้นประดับอยู่บนใบหน้าของนางไม่นานนัก แต่กลับเผยให้เห็นถึงความโดดเดี่ยวที่แฝงไปด้วยความอ้างว้าง ความรู้สึกทั้งหมดปะปนเข้าด้วยกัน ซึ่งความรู้สึกนั้นเผยออกมาแล้วก็หายไปอย่างรวดเร็ว
เขาเกือบจะคิดว่าตัวเองตาฝาด และเมื่อประเมินซ้ำแล้วซ้ำแล้วก็พบว่ายามนี้รอยยิ้มบนหน้านางเป็นเพียงรอยยิ้มธรรมดาดาษดื่น หาใช่รอยยิ้มจากใจ
เชิงอรรถ
^ เพิ่มดอกไม้บนผ้าทอลาย หมายถึง การประดับตกแต่งสิ่งที่สวยงามอยู่แล้วให้สวยงามยิ่งขึ้นไปอีก เปรียบเปรยหมายถึงการกระทำที่ไม่จำเป็น