หลังจากนั้นไปสองถึงสามชั่วโมง พวกเรายังคงปักหลักอยู่ที่เดิม ถึงบรรยากาศจะยังไม่เปลี่ยนไปมาก แต่ผมก็มองสังเกตได้ถึงการหันกลับไปมองทางหมู่บ้านซึ่งถี่ขึ้นเรื่อยๆ ของเดนิส
ชายร่างใหญ่ผมสีฟ้าคนนี้...เดนิสไม่ได้บอกว่ากำลังรออะไรอยู่ แต่ผมก็รู้ดีว่าเขากำลังรอการกลับมาของกลุ่มคนที่เดินทางเข้าไปในหมู่บ้าน
ผมมีความคิดไม่กี่อย่างเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายของคนกลุ่มนั้น คือหากไม่ใช่เก็บรวบรวมทรัพยากรใดๆ ที่ผมยังไม่รู้จัก ก็ต้องเป็การฆ่าตัวเอกของเกม...
ฆ่าเลอัส
ตามเนื้อเื่ เลอัสจะต้องยังอยู่หมู่บ้าน สภาพจิตใจพังทลายและกำลังขุดดหลุมศพให้กับผู้คนทีละหลุม
ผมไม่รู้ว่าคนพวกนี้รู้เื่เกมถึงระดับไหนหรือรู้ได้อย่างไร แต่ดูจากความไม่ลังเลของพวกเขา ผมว่าข้อมูลเ่าั้ต้องแม่นยำพอสมควร
แต่หากรู้ถึงขั้นนั้น...ทำไมยังถูกผมหลอกง่ายๆ ว่าเลอัสเป็ตัวประกอบ?
คำตอบเดียวที่เหลืออยู่คือ...พวกทะลุมิติเกมเดียวกับผม--พวกที่ออกมาได้ก่อน
ผมไม่ได้ยินเสียงประกาศชื่อของพวกเขาตอนม่านดำสลาย และบริเวณนี้ก็ไม่มีใครอื่นที่ดูป่วยเหมือนผม ดังนั้นเป็ไปได้ว่าตอนนี้คนพวกนั้นอยู่ห่างจากผมพอสมควร...หรือบางทีอาจจะมีกลุ่มแยกพาเดินทางไปก่อนแล้ว
มันแปลว่าต้องมีฐานที่พักชั่วคราวหรืออะไรก็ตามอยู่แถวนี้ สถานที่ซึ่งมีที่พักให้กับคนป่วยและที่ขังตัวละครเพื่อรอประทัปตราทาส
ถือเป็โชคดีของเลอัสที่จะปลอดภัยไปอีกชั่วคราว และก็เป็โชคร้ายของผมที่จะไม่สามารถเก็บข้อมูลเื่ค่าสถานะใดๆ เพื่อเอาไปตอบเดนิสในระหว่างนี้ได้เลย
ผมซึ่งได้รับการรับษาจนเริ่มขยับได้เริ่มหันคอมองไปทั่ว
ผมมองไม่เห็นเลอัสจากมุมนี้ และไม่ได้ยินเสียงของเขาด้วย
คงไม่ใช่ว่าสลบหรือถูกทำร้ายอะไรหรอกใช่ไหม...
“อยู่นิ่งๆ อย่าเกร็งค่ะ” หญิงสาวนักบวชข้างผมพึมพำเสียงดุ ท้าทางมีมาดแบบพี่สาวคนโตดูอบอุ่นอ่อนโยน “ฉันรู้ว่ามันเจ็บมาก แต่มันต้องทนหน่อยนะคะ”
“ครับ พี่มาเรีย” ผมแสดงลักษณะเป็เด็กดีขึ้นมาทันที รูปลักษ์ของผมตอนนี้คือเด็กผู้ชายอายุสิบกว่าปี พลังด้านการต่อสู้ติดลบ แต่ถ้าเพื่อเรียกความเอ็นดูก็ยังใช้ได้อยู่
หนึ่งคือยังต้องรับความช่วยเหลือจากคนตรงหน้า สองคือผมยังตระหนักว่าตนเองยังมีข้อมูลไม่พอจะใช้ตัดสินใจใดๆ
เมื่อหลุดเข้ามาในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยและไร้อำนาจจะต่อสู้ สิ่งเดียวที่ช่วยผมได้คือข้อมูลและสมองตัวเอง
“ผม...แค่กำลังห่วงเพื่อนคนนั้น...”
“ตัวละครคนนั้น?” มาเรียทวนคำ ผมชะงักกับการเปลี่ยนคำเรียกอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่าผู้เล่นที่นี่จะไม่ได้มองคนที่นอกจากตัวเองเป็มนุษย์
หลังจากเว้น่ยาวนาน ในที่สุดผมก็ขมวดคิ้วตอบ
“เขาช่วยชีวิตผมมไว้ครับ”
หญิงสาวผมยาวสีคาราเมลยิ้มลำบากใจ “ขอโทษด้วยนะ พี่ไม่ค่อยรู้ แต่ปกติแล้วพวกเราที่ออกมาจากบทนำจะไม่มีใครสนใจพวกตัวละครอีก”
“ผมไม่เข้าใจ…” ถึงผมจะคุยกับผู้หญิงคนนี้ได้ไม่กี่ชั่วโมง แต่เธอดูเป็คนจิตใจอ่อนโยน มันผิดธรรมชาติที่คนแบบนี้จะสามารถเรียกสิ่งที่มีรูปร่างเหมือนตัวเองทุกประการว่าไม่ใช่มนุษย์ได้ง่ายดายนัก
มาเรียเอียงคออย่างไร้เดียงสา
“ก็มองพวกเขาแล้วมันน่าขยะแขยงนี่นา”
“…”
ประโยคนี้...
เดนิสและมาเรียพูดเหมือนกัน
ผมตระหนักว่ามีบางสิ่งผิดปกติทันที
สุดท้ายหลังจากถามอ้อมไปอ้อมมาอยู่นาน ใช้ภาพลักษณ์ของเด็กช่างถามอย่างเต็มขีด ผมก็รู้ว่าภาพที่ผมมองและภาพที่ผู้เล่นคนอื่นมองไม่เหมือนกัน
ดูเหมือนว่าใน่บทนำจะเป็ไม่กี่่เวลาที่ตัวละครจะให้ความรู้สึกเหมือนเป็มนุษย์
แต่หลังจากม่านมืดสลายไป--จบบทนำแล้ว สิ่งที่ผู้เล่นมองเห็นเหล่าตัวละครก็จะเป็แค่คนใบหน้าขยับไปมาคล้ายหุ่นยนต์ถูกโปรแกรมเท่านั้น
เหมือนตุ๊กตาเลียนแบบสิ่งมีชีวิต
เป็ของไม่มีจริง
่ที่เหล่าตัวละครให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมา ถูกเรียกกันเล่นๆ ว่าคือคัทซีน...
เหมือนเกมที่สร้างภาพและฉากอลังการมาไม่กี่่เพื่อเล่าเนื้อเื่ หลังจากจบจากส่วนนั้นแล้ว ทุกอย่างก็จะกลายเป็ตัวละครท่าทางแข็งทื่อตามปกติ
ต่อให้อยู่ๆ วันหนึ่งตุ๊กตาสามารถลุกขึ้นมาเต้นรำและพูดคุยกับเราได้ มีความรู้สึกนึกคิดราวกับมนุษย์ เราก็ไม่มีวันลืมว่าพวกมันล้วนเป็แค่ตุ๊กตา
นักบวชสาวเล่าว่าเวลาที่ตัวละครพวกนั้นยิ้มหรือหัวเราะ บนใบหน้าพวกเขาจะราวกับหนังเทียมที่ถูกดึงไปมาเพื่อเลียนแบบสีหน้าคน
มีเพียงความรู้สึกน่าขยะแข็งขนลุกซู่เท่านั้นที่สามารถอธิบายได้
ดังนั้นผู้เล่นส่วนใหญ่ ต่อให้ในบทนำจะรักตัวละครคนนั้นมากขนาดไหน หลังบทนำก็ยากจะรักษาความรู้สึกดีๆ ไว้ได้
“ดังนั้นแล้ว เดนิสเลยบอกเธอไงล่ะว่าเธอคงยังไม่ได้ดูเพื่อนของเธอให้ชัดเจน” มาเรียกระซิบ
ผมนิ่งเงียบ
นึกถึง่วินาทีสุดท้ายที่เห็นเลอัสก่อนหมอนั่นถูกพาตัวไป...ตอนนั้น...
เลอัสหน้าตาเป็แบบไหนนะ?
เป็ใบหน้าที่ผมเห็นมาตลอดคืนนั่น หรือใบหน้าของิัเทียมที่บิดเบี้ยว?
เมื่อคิดแบบนั้น ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกขนลุกขึ้นมา...
เป้าหมายตอนแต่ง : นิยายหวานๆน่ารัก
สิ่งที่ได้....ก็น่ารักเหมือนกัน!