ฉู่จี้เฟิงใช้เื่นี้เป็คำเตือน ช่างโเี้โดยแท้
“รับทราบ” องครักษ์เงาก้าวเข้ามาในห้องก่อนจะยกศพออกไป
ซูอิ่นเย่ว์เพิ่งเข้าใจในขณะนี้ว่าเหตุใดฉู่จิ้งเสียนถึงบอกว่ายากนักจะหาสตรีในเมืองหลวงที่กล้าแต่งกับเขา
นางเผลอยกมือแตะลำคอของตนเอง พลางรู้สึกขนลุกซู่
ฉู่จี้เฟิงมองนาง พลางเลิกคิ้วเล็กน้อย “ทำไม เ้าจุดไฟเผาได้ แต่ข้าส่งศพไม่ได้หรือ”
ซูอิ่นเย่ว์เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนเองเพิ่งเผาศพของสวีชิงหย่วนไปหมาดๆ ดูท่าแล้วคงไม่ได้แตกต่างจากเขาสักเท่าไร
ในหัวของนางพลันนึกถึงคำว่า ‘สามีภรรยาร่วมใจ เป็คู่กันโดยแท้’ แต่ก็รีบปัดความคิดนั้นทิ้งไป
หนึ่ง คือในใจของฉู่จี้เฟิงมีผู้อื่นอยู่แล้ว ไม่มีทางที่จะชอบนางหรือภักดีต่อนางอย่างแน่นอน
สอง คือนางถูกวางยาพิษแล้วถูกส่งเข้าเรือนชูอวิ๋น นิสัยของฉู่จี้เฟิงไม่แน่นอน วันนี้บอกว่าไม่โทษนาง แต่พรุ่งนี้ใครจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
สรุป คือคนผู้นี้ไม่เหมาะจะเป็สามี
เวลานั้นเอง จี้หมัวมัวจัดเตรียมที่นอนไว้เรียบร้อยแล้ว “ซื่อจื่อ พักผ่อนเถอะเ้าค่ะ”
ฉู่จี้เฟิงฝืนลืมตา แม้จะดื่มยาต้มจากสมุนไพรจื่อตงเฉ่า แต่ร่างกายก็แทบไม่อาจทนได้อีกต่อไป
เขาขึ้นไปบนเตียง พอเห็นซูอิ่นเย่ว์คิดจะออกไปพร้อมกับจี้หมัวมัว ก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่ดังไม่เบาว่า “ในเมื่อเป็สามีภรรยาแล้ว เหตุใดต้องแยกห้องนอน”
ซูอิ่นเย่ว์เซไปเล็กน้อย
นี่มันไม่ใช่คำที่นางพูดไปเมื่อตอนเช้าหรอกหรือ!
“ใช่ๆ ไม่มีเหตุผลอะไรเลย” จี้หมัวมัวยิ่งดีใจ นางไม่คิดว่าเ้านายจะเป็ฝ่ายเอ่ยปากรั้งตัวหญิงสาวไว้
ฉู่จี้เฟิงดูเหมือนกำลังรอให้นางเข้าไป
ซูอิ่นเย่ว์ถูกสายตาของเขาจ้องมองจนขนลุกเกรียว ขยับเท้าไม่ได้ กว่าจะเค้นคำพูดออกมาได้ก็ลำบากนัก
“ซื่อจื่ออาการป่วยยังไม่หายดี ไม่อาจ...ไม่อาจ...”
“เ้าคิดว่าข้ายังมีแรงเข้าหอกระนั้นหรือ” ฉู่จี้เฟิงเหลือบมองนางแวบหนึ่ง น้ำเสียงเองก็ดูอ่อนแรง
การรั้งนางไว้ เพียงเพราะนึกถึงคำพูดของนางในตอนกลางวัน จึงอดไม่ได้ที่จะแหย่นางเล่น
เขาชอบความเงียบ ตอนนอนก็ไม่ให้ใครมาเฝ้าเวรยาม ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการให้สตรีนอนข้างกาย แค่คิดก็รู้สึกว่าหนวกหูแล้ว
ซูอิ่นเย่ว์รีบพูดเสริม “เช่นนั้นข้าจะเฝ้ายามอยู่ด้านนอก หากท่าน้าเรียกใช้ก็สามารถเรียกข้าได้”
“นี่มันเื่อะไรกัน...” จี้หมัวมัวพึมพำ
หากเื่นี้แพร่ออกไป เกรงว่าจะกลายเป็เื่ขบขันของผู้คน
ฉู่จี้เฟิงจ้องนางลึกซึ้งขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเบือนหน้าหันไปนอน “ตามใจเ้า”
จนปัญญา จี้หมัวมัวได้แต่ช่วยซูอิ่นเย่ว์ปูผ้าห่มบนเตียงหลัวฮั่นนอกห้อง ทั้งสองถูกคั่นด้วยฉากกั้น นอนแยกกันในห้องที่มืดมิดและเงียบสงัด ซูอิ่นเย่ว์ได้ยินเพียงเสียงลมยามราตรีพัดผ่านนอกห้อง ประสาทที่ตึงเครียดจึงค่อยๆ คลายลง นางยังไม่ทันคิดว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรในยุคสมัยนี้ เปลือกตาก็หนักอึ้งและผล็อยหลับไปในที่สุด
คงเป็เพราะร่างกายและจิตใจอ่อนล้า ซูอิ่นเย่ว์จึงหลับสนิท พอรู้สึกตัวอีกที พระอาทิตย์ก็ลอยสูงไปมากแล้ว
ซูอิ่นเย่ว์ลุกขึ้นนั่ง เพิ่งสังเกตว่าฉู่จี้เฟิงไม่ได้อยู่บนเตียงแล้ว ผ้าห่มถูกพับเก็บเรียบร้อย
เมื่อได้ยินเสียงเคลื่อนไหว จี้หมัวมัวที่เฝ้าอยู่ด้านนอกก็เปิดประตูเข้ามา เห็นนางจ้องไปทางเตียงจึงอธิบายให้ฟังว่า “มีรับสั่งจากวังหลวง ตอนเช้าซื่อจื่อจึงเข้าไปในวังแล้วเ้าค่ะ”
จี้หมัวมัวเรียกเซียงเถาให้ยกอ่างน้ำเข้ามาเพื่อช่วยซูอิ่นเย่ว์ล้างหน้าล้างตาและเปลี่ยนเสื้อผ้า
ไม่ว่าจะเป็เ้าของร่างเดิมหรือซูอิ่นเย่ว์เองก็ไม่คุ้นชินกับการมีคนคอยปรนนิบัติ หลังจากปฏิเสธอยู่หลายครั้ง จี้หมัวมัวจึงยอมให้นางล้างหน้าเอง แต่การเกล้ามวยนั้นนางทำไม่เป็ จึงต้องให้จี้หมัวมัวช่วย
ขณะจี้หมัวมัวช่วยเกล้ามวยให้นาง นางก็ถือโอกาสถามอย่างลองเชิงว่า “ซื่อจื่อเข้าไปในวังทำไมหรือ”
แม้คนจะไม่ใช่นางเป็คนฆ่า แต่ไฟนั้นเป็นางเป็คนจุด สามีภรรยาแห่งจวนหลิงอ๋องจะไปฟ้องในวังหรือไม่
จี้หมัวมัวยังคงคิดว่านางเป็ห่วงฉู่จี้เฟิงอยู่ จึงรู้สึกปลื้มใจมาก “พระชายาซื่อจื่อไม่ต้องกังวล คนสองคนนั้นบุกรุกเข้ามารบกวนซื่อจื่อเอง ฮ่องเต้จะไม่ทรงตำหนิหรอกเ้าค่ะ”
เห็นสีหน้าของจี้หมัวมัวที่ดูเคยชินกับเื่นี้แล้ว ซูอิ่นเย่ว์อดรู้สึกใไม่ได้ “ท่านอ๋องจะไม่ไปอาละวาดในวังหรือ”
จี้หมัวมัวยิ้มเล็กน้อย “ท่านอ๋องยังไม่กล้าหรอกเ้าค่ะ”
ซูอิ่นเย่ว์ตัดสินใจทันที ว่าก่อนจะหาทางออกจากจวนหลิงอ๋องได้ นางต้องยึดขาของฉู่จี้เฟิงไว้ให้แน่น
จี้หมัวมัวฝีมือดีนัก เพิ่งจะเกล้ามวยโต่วหมาจี [1] ให้นางเสร็จ เสียงของเซียงสี่ก็ดังขึ้นจากด้านนอก
“ซื่อจื่อยังไม่กลับมา ท่านอ๋องจะไม่ลองไปนั่งรอที่ห้องโถงหรือเ้าคะ”
“รออะไร! ข้ามาหาซูอิ่นเย่ว์!”
ซูอิ่นเย่ว์ได้ยินเสียงของท่านอ๋องที่เต็มไปด้วยความโกรธ นางจึงส่งสายตาให้จี้หมัวมัว ก่อนจะพากันออกไปดู
“เซียงสี่ เอาอาหารเช้ามาได้แล้ว” จี้หมัวมัวสั่ง จากนั้นก็หันไปมองท่านอ๋อง “ท่านอ๋องลืมแล้วหรือเ้าคะ ซื่อจื่อไม่ชอบให้ใครเข้าออกเรือนชูอวิ๋นโดยพลการ”
ท่านอ๋องไม่กล้าต่อกรกับจี้หมัวมัวโดยตรง แต่พอเห็นซูอิ่นเย่ว์เข้า ก็อดไม่ได้ที่จะพูดด้วยใบหน้าขึงขัง
“ตอนนี้เ้าเป็สะใภ้ของจวนอ๋องแล้ว ยังจะนอนดึกดื่นจนเพิ่งตื่นอีกหรือ ช่างไร้กฎระเบียบนัก!”
จี้หมัวมัวขมวดคิ้วแน่น กลัวว่าซูอิ่นเย่ว์จะถูกตำหนิ นางจึงคิดจะแย้งแทน แต่ถูกซูอิ่นเย่ว์ส่งสายตาห้ามไว้เสียก่อน
หากเป็คนอื่น ท่านอ๋องยังพอข่มขู่ได้ แต่ซูอิ่นเย่ว์กลับไม่หวั่นไหวต่อสิ่งเหล่านี้เลย
นางมีสีหน้าเรียบเฉย เชิญท่านอ๋องให้นั่งลงก่อน แล้วจึงพูดขึ้นว่า “ท่านอ๋องอย่าเพิ่งโกรธ เมื่อคืนนี้ซื่อจื่อโกรธมาก ข้าต้องกล่อมจนถึงกลางดึก เขาถึงได้สงบลงเล็กน้อย ด้วยเหตุนี้ข้าจึงตื่นสายไปบ้าง”
เมื่อพูดถึงเื่เมื่อคืน ท่านอ๋องโกรธจนใบหน้าบิดเบี้ยว
เมื่อคืนเรือนชิงเหลียงเกิดไฟไหม้ เขาต้องลุกขึ้นจากที่นอนกลางดึกเพื่อไปสั่งการดับไฟ โชคดีที่ลมไม่แรง ไม่เช่นนั้นทั้งจวนหลิงอ๋องคงวอดวายไปแล้ว!
ใครจะคิดว่ามันยังไม่จบแค่นั้น พอไปถึงเรือนทิงเส่ว์ เขากลับถูกศพที่วางอยู่หน้าประตูทำให้ใจนล้มลงกับพื้น ตอนนี้ยังปวดไปทั้งตัว
คิดถึงตรงนี้ เขาเพิ่งนั่งลงได้ไม่นานก็ลุกขึ้นตบโต๊ะดังปัง “ชักจะเหลวไหลขึ้นทุกที! หรือเขาคิดจะเผาจวนอ๋องทั้งหลัง!”
จี้หมัวมัวเข้ามาพร้อมน้ำชา แล้วกล่าวขึ้นอย่างเรียบเรื่อย “ท่านอ๋อง โปรดระวังคำพูด”
ท่านอ๋องสะอึกไปชั่วขณะ คราวนี้ดูเหมือนจะขาดความมั่นใจเล็กน้อย “ซูอิ่นเย่ว์ เ้าไปสั่งให้คนย้ายศพจากเรือนทิงเส่ว์ออกไป!”
ได้ยินเช่นนั้น ซูอิ่นเย่ว์แทบกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่
ท่านอ๋องไม่กล้าทำให้บุตรชายของตนขุ่นเคือง จึงใช้ให้นางออกคำสั่งแทน หากฉู่จี้เฟิงไม่พอใจ อย่างไรก็โทษท่านอ๋องไม่ได้
เื่ที่น่าขันที่สุดคือ ท่านอ๋องมาขอให้ช่วย แต่กลับเรียกชื่อนางตรงๆ ราวกับตนเองเป็นายใหญ่
“ท่านอ๋องสั่งการคนในจวนตัวเองไม่ได้ เช่นนั้นข้าที่เป็เพียงบุตรสาวอนุภรรยาตัวเล็กๆ จะทำได้หรือ” ซูอิ่นเย่ว์ปรับสีหน้าให้จริงจัง ตอบกลับไปอย่างไม่ไว้หน้า “อีกทั้งท่านอ๋องคงไม่ทราบ เดิมทีเมื่อคืนซื่อจื่อตั้งใจจะถือกระบี่ไปสังหารคนที่เรือนทิงเส่ว์ แต่ข้ากล่อมแล้วกล่อมอีก เขาจึงยอมลดเื่ใหญ่ให้เป็เื่เล็ก”
ท่านอ๋องอึ้งไปครู่หนึ่ง ไม่อาจหาคำมาโต้ตอบได้ เดิมทีเขาคิดว่าซูอิ่นเย่ว์เป็เพียงสตรีต่ำต้อย จึงลองข่มขู่นางดู
ไม่คาดคิดว่านางจะวาจาคมกริบถึงเพียงนี้ แค่ไม่กี่คำก็ทำให้เขากลับรู้สึกว่า โชคดีแล้วที่เมื่อคืนฉู่จี้เฟิงไม่ได้ก่อเหตุสังหารใหญ่โต
ดูเหมือนฉู่จี้เฟิงจะชอบนิสัยแบบนี้จริงๆ วันนี้เขามาขอถูกคนแล้ว
ท่านอ๋องปรับน้ำเสียงให้อ่อนลงเล็กน้อย “ถึงจะเป็เช่นนั้น แต่ก็ไม่ควรปล่อยศพไว้ที่เรือนทิงเส่ว์ เ้าลองช่วยพูดกับเฟิงเอ๋อร์อีกครั้ง ให้เขาย้ายศพออกไปเถอะ จวนหลิงอ๋องของเรากำลังจะกลายเป็เื่ขบขันของทั้งเมืองหลวงแล้ว”
เห็นได้ชัดว่า ท่านอ๋องไม่ได้พูดเพื่อปกป้องพระชายาของตนเอง แต่เป็เพราะห่วงหน้าตาของตัวเอง
เชิงอรรถโต่วหมาจี เป็นทรงผมสตรีจีนโบราณประเภทหนึ่ง ลักษณะเด่นคือมวยผมที่ม้วนลงมาด้านข้าง คล้ายกับผมที่หลุดร่วงลงมาจากหลังม้า