ระหว่างที่เฉินฮ่าวหลานหลบหนีการโจมตีของเกาหมิงถงเขาได้ดึงกระบี่เล่มแรกออกมาแล้วปามันออกไปเพื่อสร้างโอกาสในการหลบด้วยครั้งหนึ่งซึ่งการกระทำในตอนนั้น ไม่มีใครคิดเลยว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของแผนของเฉินฮ่าวหลานตั้งแต่แรก
มีดสั้นนี้มีสีดำทมิฬทั้งตัวมีดและด้ามจับหากวางไว้กับเงาหรือพื้นผิวสีดำแล้วล่ะก็จะมองแทบไม่ออกเลยว่ามีมีดเล่มหนึ่งวางอยู่ตรงนั้น
มีดที่หายไปในเงาอันมืดมิดของเฉินฮ่าวหลานจู่ ๆก็พุ่งออกมาจากเงาของกระบี่เล่มนั้นที่ปักอยู่บนพื้นก่อนหน้าความเร็วของมีดที่พุ่งออกมา รวดเร็วมาก จนผู้คนมองเห็นเป็นเพียงเส้นสีดำพุ่งไปยังตำแหน่งหัวใจของเกาหมิงถงจากด้านหลัง
“เกาหมิงถง ระวังงงงงงง .....” คุณหนูโจวตะโกนออกมาดังลั่นลานประลอง ระหว่างพุ่งตัวออกมาจากที่นั่ง แต่แม้จะออกตัวมาตั้งแต่เห็นว่าเฉินฮ่าวหลานปามีดลงไปที่พื้นนางก็ไปไม่ทันถึงตัวเกาหมิงถง จึงได้ตะโกนออกมาแบบนั้น
ส่วนไหเจินไม่ได้ออกตัวไปช่วยเกาหมิงถง แต่ลุกขึ้นมาเอาตัวมาบังซินเหยียนไว้ตามสัญชาตญาน เมื่อเกิดเรื่องไม่คาดคิดเอาจริง ๆ คุณหนูโจวก็ไม่ได้อยากออกตัวไปช่วยหรอกแต่ก่อนหน้านี้ได้รับปากซินเหยียนไว้ ว่าหากเกิดอะไรขึ้น นางจะเข้าไปหยุดไว้ด้วยตัวเองแต่ดูเหมือนตอนนี้นางจะไปไม่ทัน แสงสีดำอยู่ห่างจากหลังเกาหมิงถงไม่ถึงหนึ่งเมตร
“ไม่นะ .....”ซินเหยียนร้องออกมาด้วยความกังวล นี่จะมีประชาชนต้องตายต่อหน้าต่อตานางอย่างงั้นหรือช่างน่าสมเพชเสียจริง
แต่ทันใดนั้นเองประกายแสงสีเงินคล้ายสายฟ้า พุ่งออกมาจากมุมหนึ่งบริเวณที่นั่งของเจ้าภาพมันเร็วมากเสียจนเพียงแค่กระพริบตาเดียวแสงสีเงินนี้ก็หายไปแล้ว
“ปับบบบบ ....”บนลานประลอง ที่ด้านหลังของเกาหมิงถง ปรากฏชายหนุ่มคนหนึ่ง ใช้ผ้าพันคอสีเงิน ปิดหน้าไว้ตั้งแต่ใต้ตาลงมาจนมิด ส่วนปลายของผ้าพันคอที่เหลือโบกสะบัดไปตามแรงลม เขายืนจับมีดสั้นสีดำทมิฬไว้ที่ด้ามของมันส่วนปลายมีดนั้นแทงเข้าไปที่หลังของเกาหมิงถง ไปเล็กน้อย จึงมีเลือดซึมออกมานิดหน่อย
“คุณชายเฉิน... นี่มีดของท่านแล้วก็การประลองนี้จัดขึ้นเพียงเพื่อจัดสรรตำแหน่งของอาวุธเท่านั้น ท่านลงมือถึงชีวิตแบบนี้ไม่เกินไปหน่อยหรือ” เทียนคงที่ออกตัวช้ากว่าคุณหนูโจวก็เพราะกำลังพันหน้าด้วยผ้าพันคออยู่ ตอนแรกเขาเกือบจะใช้ชุดเกราะเพื่อปิดบังแล้วแต่ก็คิดได้ทันว่า หากใช้ชุดเกราะล่ะก็ยิ่งได้เป็นเรื่องแน่ จึงตัดสินใจใช้ผ้าพันคอที่เขาเก็บไว้ติดตัวเสมอออกมา
“ข้าใช้ออกโดยไม่ได้เจตนาให้โดนจุดตายเพียงแต่รอจังหวะที่เหมาะสมแล้วใช้ออกไปอย่างเต็มที่ก็เท่านั้น ต้องขออภัยคุณชายเกาด้วย... ส่วนท่านคือ ...” เฉินฮ่าวหลาน รับมีดที่เทียนคงโยนให้ แล้วรวบมันไว้ด้านหลังพร้อมกับกระบี่ที่อยู่ในมือและต้องนับว่าเฉินฮ่าวหลานมีสติที่ดีเยี่ยม แม้ในใจจะสบถและก่นด่าเทียนคงออกมาเป็นร้อยคำแต่เบื้องหน้าเขาก็สามารถแสดงสีหน้าของผู้บริสุทธ์ได้อย่างแนบเนียน
ส่วนเกาหมิงถงเอง ก็หันหลังกลับไปมองเทียนคง แล้วโค้งคำนับให้ทีหนึ่ง มองไปที่มีดสั้นสีดำทมิฬ ที่พอมองดูใกล้ ๆแล้ว มีดนี้มีไอสีดำลอยออกคลุมมันอยู่ด้วยอย่างเบาบาง ก่อนจะเอ่ยคำว่า "ขอบพระคุณ คุณชายที่ช่วยชีวิต ได้โปรดบอกชื่อเสียงเรียงนาม จบการประลอง ข้าจะต้องไปคารวะท่านให้ได้"
“ข้าเป็นใครไม่สำคัญหรอก... ข้าเพียงไม่อยากให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายโดยไม่ใช่เรื่อง ซึ่งข้าเองก็ต้องขออภัยคุณชายเฉินและคุณชายเกาด้วยที่เข้ามารบกวนการประลองของพวกท่านโดยพลการ” เทียนคง เลี่ยงการตอบคำถาม ใช่ว่าไม่อยากตอบแต่จะให้เขาตอบว่าอะไรล่ะ บ้าจริง ดังนั้น เขาจึงตอบแบบนั้นออกไป ก่อนจะค่อยๆตีเนียนเดินลงจากลานประลอง
ปล่อยให่สองหนุ่มตระกูลเฉินและตระกูลเกางงเป็นไก่ตาแตก นี่เจ้ามันยังไงกันน่ะ นึกจะมาก็มา นึกจะไปก็ไป แบบนี้เลยก็ได้รึแต่พวกเขาทั้งสองคนก็ไม่กล้าพูดหรือทำอะไรต่อ เพราะดูแล้วชายตรงหน้านั้นน่ากลัวเกินไปพวกเขามองไม่เห็นระดับพลังของเทียนคงเลยแม้แต่นิดเดียว แต่การที่เทียนคงจู่ๆก็ปรากฏบนเวทีโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว นั่นก็หมายความว่า เทียนคงนั้นมีระดับพลังสูงกว่าพวกเขาหลายเท่าดังนั้นนิ่งไว้จะดีกว่า
เหล่าผู้ชมเองก็ตามความเร็วที่เกิดขึ้นไม่ทันลานประลองจึงเงียบเป็นป่าช้า เพราะกำลังคิดอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อสักครู่ แต่เมื่อเริ่มเข้าใจเหตุการณ์ เสียง ฮือ ฮาก็กระหึ่มดังขึ้นทั่วลานประลอง ไม่เว้นแม้แต่บนที่นั่งของแขกคนสำคัญ
“เห้ยยย ... นั่นมันอาวุธระดับ 5ขั้นสูงสุด นี่นา”
“การประลองปีนี้ปรากฏอาวุธระดับ 5 ขั้นสูงสุดถึงสองชิ้น บ้าไปแล้ว นี่มันบ้าไปแล้วชัด ๆ”
“ตระกูลเฉินนี่คือม้ามืดที่แท้จริงเชียวพวกเขาเก็บซ่อนไพ่ลับนี้ไว้ได้มิดขนาดนี้ได้ยังไงกัน”
“ความสามารถพิเศษของมีดเล่มนั้นช่างหาได้ยากยิ่ง ข้าอยากได้ ...”
“แล้วชายคนนั้นเป็นใครกันน่ะฝีมือช่างลึกล้ำ เขาหยุดมีดนั่นได้ด้วยมือเปล่า แล้วยังความเร็วนั่นอีก ดูเขาจะเร็วกว่าองครักษ์โจวเสียอีกนะนั่น”
ทางฝั่งตระกูลหลิวเองก็ตื่นตระหนกเช่นเดียวกัน พวกเขาคิดว่าเทียนคงเป็นเพียงสหายของเย่อิ๋งเพราะตลอดเวลาที่เทียนคงอยู่ที่ตระกูลหลิว พวกเขาแทบไม่เห็นเทียนคงเพราะเทียนคงเองก็อยู่แต่ที่เรือนรับรองแขก ส่วนเย่อิ๋งก็ไปๆมาๆที่เรือนรับแขกซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร พวกเขายังคิดว่า เทียนคงเป็นคนรักของเย่อิ๋งจึงไม่ได้ถามไถ่อะไรมากมาย แต่ดูเหมือนพวกเขาจะไม่คาดคิดว่าเทียนคงจะมีฝีมือขนาดนี้และตอนนี้พวกเขาก็ยิงคำถามใส่เย่อิ๋งกันรัว ๆ ส่วนอีม่านนั้นรู้ทันจึงได้ชิ่งหนีไปก่อนหน้าแล้ว
“ท่านพี่ ๆๆๆๆๆนั่นมันพี่ชายเทียนคงนี่ ต้องใช่เขาแน่ ๆ” ไหเจินมองชายหนุ่มที่ปิดหน้าปิดตาด้วยผ้าพันคอแม้จะไม่เห็นหน้า แต่ทั้งลักษณะท่าทาง และน้ำเสียงนั้น เขาจำไม่ผิดแน่นั่นมันเทียนคงชัด ๆ และเขาก็ตื่นเต้นมาก ๆที่ได้เจอเทียนคงที่นี่หลังจากไม่ได้เจอเขามาเกือบสองเดือน จนหันไปเขย่าพี่สาวแล้วชี้ไม้ชี้มือไปที่เทียนคง
“ข้ารู้แล้ว... ข้ารู้” ซินเหยียนจ้องไปที่เทียนคงตาไม่กระพริบ ขนาดไหเจินยังมองออกแล้วตัวนางที่เฝ้าคิดถึงแทบทุกวี่วัน จะมองไม่ออกได้อย่างไรแต่จะให้นางกระโดดออกไปหาเทียนคงตอนนี้ นางก็ทำไม่ได้ จึงได้แต่นั่งเก็บอาการสองมือบีบชายเสื้อแน่นด้วยความตื่นเต้น
แต่ดูจะมีคนหนึ่งที่แม้จะไม่รู้ว่าชายปิดหน้านี้เป็นใครและเขาจะมีพลังลึกล้ำเพียงใด คน ๆนี้จะไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไปง่าย ๆแน่นั่นก็คือ คุณหนูโจว นั่นเอง ก่อนที่เทียนคงจะได้เดินลงจากลานประลอง นางก็ตะโกนลั่นลานประลองว่า“เจ้า ... หยุดอยู่ตรงนั้น” จนทั้งลานประลองพลันเงียบกริบด้วยความตกใจ
เทียนคงชะงักฝีเท้าแล้วหยุดกึกทันทีที่ได้ยินเสียง เขาจำเสียงสตรีผู้นี้ได้ เพราะสำหรับเขาแล้วเขารู้สึกว่าเสียงนี้มันช่างชวนปวดหัว ตั้งแต่ตอนอยู่ที่ร้านค้าแล้ว และยิ่งตอนนี้รู้ว่าแม่นางคนนี้ไม่ธรรมดาอย่างที่คิดถึงขั้นเป็นเพื่อนกับซินเหยียน เช่นนั้นแล้ว ตำแหน่งต้องใหญ่โตแน่นอน จนอดคิดในใจไม่ได้ว่า“เอาแล้วไง ..... “ ก่อนจะหันไปทางคุณหนูโจว แล้วยืนจ้องหน้านางด้วยสายตาสุดเยือกเย็น
สิ่งที่เทียนคงคิดคือในเมื่อนางจำไม่ได้ และตอนนี้ก็ดูเหมือนจะไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใครนอกจากคนตระกูลหลิว ซึ่งเย่อิ๋งและอีม่านคงจัดการให้เขาได้ดังนั้นหากการสนทนานี้ทำให้เขาต้องเปิดเผยตัวตน เขาจะชิ่งหนีออกไปก่อนทันทีเพราะในนี้คงไม่มีใครสามารถตามความเร็วของเขาได้ทันอยู่แล้ว
เห็นเทียนคงไม่พูดไม่จาแล้วจ้องมองมาด้วยสายตาแบบนั้น ทำให้คุณหนูโจวรู้สึกหงุดหงิดสุด ๆ แต่ก็ยังสงบอารมณ์ไว้ได้แล้วเอ่ยปากถามว่า “เจ้าเป็นใคร ทำไมต้องปิดหน้าปิดตา ไปทำความผิดอะไรมาหรือไม่เปิดหน้าออกมา แล้วบอกข้ามาเดี๋ยวนี้ ว่าเจ้าเป็นใครมาจากไหน”
ในขณะเดียวกันซินเหยียนเห็นคุณหนูโจวทำแบบนั้นก็ตกใจอย่างมากเพราะนางรู้ดีว่าเทียนคงนั้นมีฝีมือระดับไหน นางไม่ได้กลัวว่าเทียนคงจะทำร้ายคุณหนูโจวแต่กลัวว่าเทียนคงจะหนีไปต่างหาก และหากนางไม่รีบทำอะไรสักอย่างล่ะก็มันจะต้องลงเอยแบบนั้นแน่ ๆ
“ไหเจินรีบไปห้ามองครักษ์โจวเร็วเข้า”
ไหเจินพยักหน้าแล้วพูดว่า“ท่านไม่บอก ข้าก็กำลังจะไปอยู่นี่แล้ว” ก่อนจะรีบทะยานออกไปด้วยความรวดเร็ว
“......”เทียนคงยังคงจ้องหน้าคุณหนูโจว ตากไม่กระพริบ และไม่ตอบคำถามใด ๆ ซึ่งก็ไม่ใช่ไม่อยากตอบแต่เขาตอบไม่ได้ และตอนนี้เขากำลังชั่งใจอยู่ว่า จะหนีออกไปตอนไหนนั่นคือเขาตัดสินใจแน่แล้วว่าจะชิ่งหนี
คุณหนูโจวเห็นเทียนคงยังคงยืนนิ่งจึงโมโหขึ้นมาจริง ๆแล้ว และกำลังจะเอ่ยปากตะโกนขึ้นมาอีกครั้งว่า “ทหา .......”แต่ก็ถูกหยุดไว้ได้ทันโดยไหเจิน จากนั้นไหเจินจึงยื่นหน้าไปกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างให้นางฟัง
เมื่อได้ยินสิ่งที่ไหเจินบอกนางก็ตาโตด้วยความตกใจอย่างมากจนหลุดพูดออกมาว่า “ปะ เป็นเขาเหร......” แต่ยังไม่ทันได้พูดจบก็ถูกหยุดไว้โดยไหเจินอีกครั้ง ก่อนจะพนักหน้าว่านางเข้าใจแล้วก่อนจะตั้งสติแล้วหันไปพูดกับเทียนคงว่า
“ในฐานะที่เจ้าช่วยชีวิตของเกาหมิงถงและเพื่อไม่ให้การประลองต้องหยุดชะงัก ข้าจะชะลอการสอบสวนออกไปก่อนแต่เจ้าอย่าเพิ่งไปไหน เมื่อการประลองจบลงเจ้าจะต้องเข้ารับการสอบปากคำเข้าใจหรือไม่” คุณหนูโจวพูดไปก็ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองไป ชายหนุ่มตรงหน้านี้คือชายที่ซินเหยียนเฝ้าคิดถึงเหรอนี่มันจะบังเอิญไม่หน่อยไหม
เทียนคงพยักหน้าให้ เป็นอันเข้าใจ และก่อนเขาจะเดินออกจากลานประลองเขาก็ส่งกระแสจิตไปให้ไหเจินว่า “ขอบคุณองค์ชายมากไม่คิดว่าพวกท่านจะจำข้าได้นะเนี่ย” จากนั้นก็เดินเข้าไปยังที่นั่งตระกูลหลิวท่ามกลางสายตาทุกคู่ของผู้ชมที่อยู่ในลานประลอง พวกเขาทุกคนต่างเสียดายที่ไม่อาจได้รู้ตัวตนของชายหนุ่มปริศนาผู้นี้ ว่าเป็นใครมาจากไหน แต่ไหนเลยพวกเขาจะหยุดใคร่รู้กันเพียงแค่นี้ทุกสำนัก ทุกสังกัด และทุกตระกูล ต่างส่งคนไปที่ตระกูลหลิวเพื่อสืบหาตัวตนของชายหนุ่มผู้นี้
ซึ่งการที่พวกเขาทำแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะชายหนุ่มปริศนานี้ ดูท่าแล้วจะต้องเป็นคนใหญ่คนโตปลอมตัวมาแน่ ๆ เพราะทั้งความสามารถที่แสดงให้เห็นและยังดูจะรู้จักกับองค์ชายสิบห้าเสียด้วย ไม่อย่างนั้นองค์ชายจะลงมาแก้ตัวให้ด้วยตัวเองหรือดังนั้นหากสามารถรู้จักชายผู้นี้ และผูกมิตรด้วยได้ ย่อมเป็นประโยชน์กับพวกเขาได้มหาศาล
“เอาล่ะหมดเรื่องแล้ว พวกเจ้าสองคน เชิญประลองกันต่อได้” คุณหนูโจวเมื่อรู้แล้วว่าชายปิดหน้าเป็นใคร ก็รีบเร่งงานประลอง เพราะตอนนี้องค์หญิงของนางคงอยากจะออกจากงานนี้ใจจะขาดแล้วแต่จะให้ออกมาตอนนี้ ก็ไม่ได้ เพราะนี่ก็ใกล้จะจบงานแล้วและนางก็คงต้องอยู่เพื่อปิดงานด้วย ไม่อย่างนั้นจะเป็นที่ครหาต่อฝูงชนได้
“ไม่นึกว่าเจ้าจะมีไพ่ลับที่เหนือชั้นแบบนี้เมื่อครู่เป็นข้าไม่ระวัง ถึงได้โดนเจ้าลอบกัดแบบนั้น ... เหอะแต่ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่ามีดนั่นทำอะไรได้บ้าง เช่นนี้แล้ว ก็ขอข้าเอาคืนเสียหน่อยแล้วกัน”เกาหมิงถง ควงขวานไปมา ทำให้เกิดสายฟ้าสีทองเป็นประกายวูบวาบ ตลอดทางที่เขาค่อยๆเดินเข้าหาเฉินฮ่าวหลาน แม้ในใจจะรู้สึกกังวลอยู่มากเพราะเขาไม่คิดว่าจะเอาชนะมีดสั้นเล่มนั้นได้ แต่จะให้เขายอมแพ้แบบไม่ทันได้สู้เขาทำไม่ได้
ส่วนเฉินฮ่าวหลานที่แผนล้มเหลวไม่เป็นท่าเพราะเทียนคงได้แอบมองไปที่ตระกูลของเขา ที่บิดาของเขานั่นเอง ในระหว่างที่ทุกคนกำลังสนใจไปที่เทียนคงกับคุณหนูโจวและเขาก็ได้รับสัญญานให้ล้มเลิกแผนก่อน และรีบกลับมาที่ตระกูลโดยเร็วที่สุด
ดังนั้นแล้ว เขาจึงมองไปที่เกาหมิงถงที่ตอนนี้ถูกรายล้อมไปด้วยประกายสายฟ้าสีทองแล้วถอนหายใจ อย่างเสียดาย ก่อนจะกล่าวว่า “คุณชายเกา ในเมื่อข้าพลาดในการลอบโจมตีข้าก็ไม่คิดว่าจะเอาชนะท่านได้ วันนี้ท่านเป็นผู้ชนะ ข้าขอยอมแพ้ และต้องขออภัยท่านด้วยอีกครั้ง”
เมื่อพูดจบเขาก็เก็บมีดดำทมิฬและกระบี่ของเขาทั้งสองเล่มเข้าแหวนมิติโค้งคำนับให้ แล้วเดินลงลานประลองไป ท่ามกลางความงุนงงของฝูงชน เพราะดูยังไงก็ดูไม่ออกว่าเกาหมิงถงจะเอาชนะเฉินฮ่าวหลานได้ยังไง แม้อาวุธจะมีระดับและขั้นสูงสุดเช่นเดียวกันแต่ความสามารถพิเศษของอาวุธนั้นค่อนข้างห่างชั้นกันอยู่มากโข
แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อเจ้าตัวเอ่ยปากยอมแพ้ เช่นนั้นก็จบแล้ว และปีนี้ก็คงเป็นปีของตระกูลเกาจริง ๆเพราะตระกูลหลิวคงไม่มีอาวุธระดับ 5 ขั้นสูงสุดหรอก จริงไหมล่ะ ....