ตอนที่ 44 : เงาลวงตาหลอมวิญญาณ และเศษเสี้ยวแห่งความจริงที่แหลกสลาย
ความมืดมิดที่พวยพุ่งออกมาจากรอยร้าวของกระจกเงาศิลา มิใช่เพียงเงามืดที่บดบังแสงสว่าง แต่มันคือ 'อนธการกลืนวิญญาณ' อานุภาพลี้ลับที่สามารถกระชากสติสัมปชัญญะของสิ่งมีชีวิตให้หลุดลอยออกจากร่าง!
พริบตานั้น อวิ๋นเซียวรู้สึกราวกับมีหนวดปลาหมึกที่เย็นเฉียบดุจน้ำแข็งพันปีนับพันเส้น พุ่งทะลวงผ่านรูขุมขนและเส้นชีพจรที่บอบช้ำของเขา รัดรึงเข้าที่แก่นแท้ของดวงวิญญาณโดยตรง แรงดึงดูดอันมหาศาลกระชากจิตใต้สำนึกของเขาให้ถลำลึกลงไปในพื้นผิวของกระจกเงา เสียงตะโกนเรียกด้วยความตื่นตระหนกของพันซานที่อยู่เบื้องหลังค่อยๆ แผ่วเบาลงและบิดเบี้ยวจนกลายเป็นเพียงเสียงสะท้อนที่ไร้ความหมาย ก่อนที่โลกทั้งใบจะดับวูบลง
เมื่ออวิ๋นเซียวลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขากลับพบว่าตนเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางห้วงมิติที่ว่างเปล่าและขาวโพลนไร้ขอบเขต ร่างกายของเขาในมิตินี้มิได้เต็มไปด้วยบาดแผลหรือคราบเลือด ทว่ามันกลับโปร่งแสงและสั่นไหวราวกับเปลวเทียนที่พร้อมจะดับลงทุกเมื่อ
"ดิ้นรนไปก็ไร้ประโยชน์ สิ่งที่เกิดจากความผิดพลาด ย่อมต้องถูกลบเลือน"
เสียงอันเยือกเย็นและเย่อหยิ่งดังก้องขึ้นจากเบื้องหน้า อวิ๋นเซียวเงยหน้าขึ้นและต้องกัดฟันแน่น เบื้องหน้าของเขาห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว คือร่างของ 'ภาชนะหมายเลขศูนย์' เด็กหนุ่มผู้มีใบหน้าเหมือนเขาทุกประการ ทว่าร่างนั้นกลับเปล่งประกายด้วยรัศมีแห่งสายเลือดที่บริสุทธิ์และสูงส่งเหนือใคร อาภรณ์สีขาวสะอาดยิ่งขับเน้นให้เห็นถึงความสมบูรณ์แบบที่ไร้ที่ติ
"เจ้าเป็นใคร... สิ่งที่อยู่ในการทดลองของนิกายเงากลืนดารา เหตุใดจึงมาอยู่ในกระจกบานนี้ได้!" อวิ๋นเซียวตวาดถาม แม้ดวงวิญญาณจะสั่นสะท้าน ทว่าแววตาของเขากลับดุดันไม่ยอมจำนน
"ข้าก็คือเจ้า... และเจ้าก็คือเศษซากของข้า" ร่างหมายเลขศูนย์ก้าวเดินเข้ามาใกล้ รอยยิ้มที่มุมปากเต็มไปด้วยความสมเพช "สิบห้าปีก่อน ตระกูลอวิ๋นสาขาหลักและนิกายเงากลืนดาราได้ร่วมกันทำพิธีสกัด 'สายเลือดเทพมังกร' เพื่อสร้างภาชนะที่สมบูรณ์แบบที่สุด ทว่าในขั้นตอนการหลอมรวมวิญญาณ กลับเกิดข้อผิดพลาดจากพลังต่อต้านของมารดาเจ้า... วิญญาณดั้งเดิมถูกฉีกขาดเป็นสองส่วน ส่วนที่บริสุทธิ์และทรงพลังที่สุดถูกเก็บรักษาไว้ในโลงคริสตัลเพื่อรอวันตื่น... ส่วนอีกครึ่งที่เต็มไปด้วยความแค้น ความอ่อนแอ และความทรงจำอันไร้ค่า... ก็คือสิ่งที่ถูกทิ้งไว้ในร่างเนื้อที่ถูกเนรเทศไปยังเมืองเมฆาคล้อย... นั่นก็คือเจ้า"
คำพูดทุกคำดุจคมดาบที่กรีดเฉือนหัวใจของอวิ๋นเซียวจนเหวอะหวะ ความจริงอันโหดร้ายนี้สอดคล้องกับทุกสิ่งที่เขาเผชิญมา! เหตุใดเขาจึงถูกตระกูลหลักทอดทิ้งอย่างไร้เยื่อใย เหตุใดชีพจรของเขาจึงพิการแต่กำเนิด นั่นไม่ใช่เพราะสวรรค์กลั่นแกล้ง ทว่าเขาเป็นเพียง 'เศษซาก' ที่ถูกแยกออกมาจากการทดลองที่โหดเหี้ยม!
"คืนร่างเนื้อนั้นมาเสียเถอะ ข้าสัมผัสได้ว่าเจ้าได้นำโลงคริสตัลของข้าเข้ามาไว้ในกายแล้ว บัดนี้วิญญาณหลักเช่นข้าตื่นขึ้นแล้ว เจ้าที่เป็นเพียงเงาสะท้อนสมควรหายไปตลอดกาล!"
ร่างหมายเลขศูนย์ยื่นมือขวาออกไป พริบตานั้น โซ่ตรวนสีเงินนับสิบเส้นพุ่งทะลุทะลวงออกมาจากความว่างเปล่า พุ่งเข้าแทงทะลุร่างวิญญาณของอวิ๋นเซียวอย่างโหดเหี้ยม!
"อ๊ากก!" อวิ๋นเซียวแผดเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดที่เหนือล้ำกว่าการถูกทัณฑ์สวรรค์ฉีกร่าง โซ่ตรวนเหล่านั้นมิได้ทำลายเนื้อเยื่อ แต่มันกำลัง 'ดูดกลืน' ตัวตน ความทรงจำ และความนึกคิดของเขาไปอย่างตะกละตะกลาม ภาพความทรงจำของลั่วปิงเยว่ เหยาอวิ๋นซี และพันซาน เริ่มเลือนหายไปจากสมองทีละน้อย
"ยอมรับชะตากรรมเสีย เจ้าไม่มีวันชนะวิญญาณต้นกำเนิดได้... เจ้ามันก็แค่ของปลอม!"
"ของปลอม... งั้นหรือ?"
ท่ามกลางความเจ็บปวดที่แทบจะทำลายสติสัมปชัญญะ เสียงแหบพร่าของอวิ๋นเซียวกลับดังลอดไรฟันออกมา ร่างวิญญาณที่โปร่งแสงของเขาหยุดการสั่นไหว นัยน์ตาสีรัตติกาลที่เคยมืดหม่นพลันลุกโชนด้วยเปลวเพลิงแห่งความดื้อรั้นที่ไม่ยอมก้มหัวให้แก่ผู้ใด แม้แต่โชคชะตาของตนเอง!
"หากข้าคือของปลอม... แล้วความเจ็บปวดจากการทะลวงจุดชีพจรที่ข้าทนรับมาตลอดเล่าคือสิ่งใด! เลือดทุกหยดที่ข้าหลั่งเพื่อปกป้องสหายคือสิ่งใด! ความแค้นที่ข้ามีต่อนิกายเงากลืนดาราและตระกูลอวิ๋น มันลุกโชนอยู่ในอกของข้า หาใช่เศษซากวิญญาณที่หลับใหลอยู่ในโลงแก้วอย่างเจ้า!"
อวิ๋นเซียวคำรามก้องสะท้านห้วงมิติ เขามิได้พยายามดึงโซ่ตรวนออก ทว่าเขากลับใช้สองมือคว้ากำโซ่สีเงินเหล่านั้นเอาไว้แน่นจนวิญญาณของตนเองปริแตก
"ข้าคือผู้ถือครอง 'เจดีย์หมื่นวิถี' ! ข้าคือผู้หลอมรวมมรรคาแห่งสวรรค์และมาร! หากเจ้าต้องการวิญญาณของข้านัก... ก็ลองกลืนกินเปลวเพลิงแห่งเตาหลอมสรรพสิ่งดูสิ!!"
สิ้นเสียงคำรามของชายหนุ่ม รอยสักรูปเจดีย์ที่หน้าอกของร่างวิญญาณพลันระเบิดแสงสีทองแดงอันเจิดจ้าออกมา เจดีย์หมื่นวิถีที่หลับใหลอยู่ลึกสุดในจิตวิญญาณรับรู้ได้ถึงเจตจำนงอันแรงกล้าของผู้เป็นนาย มันมิได้มองว่าอวิ๋นเซียวเป็นเศษซาก แต่รับรู้ว่าจิตวิญญาณดวงนี้คือผู้ที่ผ่านการทดสอบอันแสนสาหัสมาด้วยตนเอง!
วิ้งงง!!
พลังแห่งเตาหลอมบรรพกาลไม่ได้ถูกส่งออกมาเพื่อปกป้องอวิ๋นเซียว ทว่ามันกลับใช้วิถีที่อำมหิตและเด็ดขาดกว่านั้น... เจดีย์หมื่นวิถีเริ่ม 'ดูดกลืน' พลังงานบริสุทธิ์จากร่างหมายเลขศูนย์ที่อยู่ในโลงคริสตัลภายในมิติของมัน สกัดเอาแก่นแท้แห่งสายเลือดส่งผ่านโซ่ตรวนย้อนกลับเข้ามาในร่างวิญญาณของอวิ๋นเซียวอย่างบ้าคลั่ง!
"นี่มัน... พลังของข้า! เป็นไปไม่ได้! ของวิเศษระดับนั้นเหตุใดจึงยอมรับขยะเช่นเจ้า!" ร่างหมายเลขศูนย์เบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าที่เคยเย่อหยิ่งบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัว มันพยายามจะตัดการเชื่อมต่อ ทว่าโซ่ตรวนวิญญาณกลับถูกอวิ๋นเซียวจับยึดไว้แน่นด้วยเจตจำนงแห่งการหลอมภพ
"ในเมื่อพวกเจ้าแยกข้าออกมา... ข้าก็จะขอหลอมรวมพวกเจ้ากลับเข้าไปเป็นรากฐานให้ตัวข้าเอง!"
อวิ๋นเซียวแผดเสียงร้อง ร่างวิญญาณของเขาเปล่งแสงสว่างวาบดุจดวงอาทิตย์สีเลือด พลังสายเลือดบริสุทธิ์ที่ไหลทะลักเข้ามาทำให้เส้นชีพจรวิญญาณของเขาขยายตัวจนถึงขีดสุด ความเจ็บปวดจากการฝืนหลอมรวมวิญญาณดั้งเดิมทำให้เขากระอักเลือดวิญญาณออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่าเขากลับไม่ยอมปล่อยมือ
เพล้งงงง!!!
ห้วงมิติสีขาวโพลนไม่อาจทนรับแรงกระแทกจากพลังแห่งเจดีย์และจิตวิญญาณที่กำลังสอดประสานกันได้ มันปริแตกออกดุจกระจกที่ถูกค้อนเหล็กทุบทำลาย!
ฟุ่บ!
อวิ๋นเซียวสะดุ้งเฮือก ลืมตาโพลงขึ้นมาในโลกแห่งความเป็นจริง ร่างของเขายังคงยืนอยู่เบื้องหน้ากระจกเงาศิลา ทว่าบัดนี้ กระจกบานยักษ์นั้นเต็มไปด้วยรอยร้าวรุนแรง ก่อนจะแตกสลายกลายเป็นเศษหินร่วงกราวลงสู่พื้น เสียงสะท้อนอันโหยหวนของวิญญาณลวงตาดังแว่วขึ้นก่อนจะเลือนหายไปตลอดกาล
"แฮ่ก... แฮ่ก..." ชายหนุ่มทรุดเข่าลงกับพื้นหิน หอบหายใจอย่างหนักหน่วง โลหิตสีดำคล้ำไหลทะลักออกจากดวงตาทั้งสองข้าง ทว่าในความเจ็บปวดปางตายนั้น เขากลับสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล
เส้นลมปราณหลักทั้งสามสายที่เคยฉีกขาด บัดนี้กำลังถูกเชื่อมต่อด้วย 'ปราณสีทองประกายเงิน' ซึ่งเป็นพลังสายเลือดบริสุทธิ์ที่เขาแย่งชิงมาจากภาชนะหมายเลขศูนย์ ฐานพลังของเขาไม่เพียงแต่ฟื้นฟูกลับมา แต่มันยังแข็งแกร่งและหนาแน่นขึ้นจนทะลวงผ่านคอขวด ก้าวเข้าสู่ 'ระดับก่อกำเนิดขั้นสมบูรณ์แบบ' ในชั่วพริบตา!
"ศิษย์พี่อวิ๋น! ท่านทำลายมันได้!" พันซานวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาประคองสหาย ใบหน้าอ้วนท้วนเต็มไปด้วยความดีใจปนหวาดหวั่น
อวิ๋นเซียวพยักหน้าช้าๆ เขาปาดคราบเลือดออกจากใบหน้า ทว่าสายตาของเขากลับจ้องเขม็งทะลุผ่านเศษกระจกที่แตกสลายไปเบื้องหน้า
เบื้องหลังกระจกเงาศิลามิใช่กำแพงทึบ ทว่ามันคือช่องทางลับที่เชื่อมต่อไปยังโถงถ้ำลึก สอดส่องด้วยแสงสีเพลิงที่สลัวราง ท่ามกลางความเงียบงันนั้น กลิ่นอายของ 'มิติที่บิดเบี้ยว' แผ่ซ่านออกมาอย่างรุนแรง มันคือกลิ่นอายของ 'ค่ายกลเคลื่อนย้ายข้ามทวีป' ระดับโบราณกาล!
"สวรรค์ไม่ได้ทอดทิ้งพวกเรา... ทางออกอยู่ตรงหน้านี้เอง!" พันซานชี้ไปยังแท่นค่ายกลโบราณที่ตั้งอยู่ใจกลางห้องลับนั้น ดวงตาเปล่งประกายด้วยความหวัง
ทว่าอวิ๋นเซียวกลับยกมือขึ้นขวางสหายไว้ทันควัน กล้ามเนื้อทั่วร่างของเขาตึงเครียดขึ้นมาในฉับพลัน แม้ระดับพลังจะเพิ่มขึ้น ทว่าสัญชาตญาณอันตรายกลับร้องเตือนดังลั่นยิ่งกว่าตอนที่เผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับวิญญาณยุทธ์บนผิวน้ำเสียอีก
ที่ใจกลางค่ายกลโบราณนั้น มีร่างของบุรุษผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ เขาไม่ได้สวมชุดของนิกายเงากลืนดารา ทว่าสวมอาภรณ์หรูหราที่ทอจากไหมฟ้าบรรพกาล ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของขุมอำนาจระดับสูงสุดใน 'ทวีปศูนย์กลางมังกรซ่อน'
บุรุษผู้นั้นค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาเป็นสีเงินวาวโรจน์ไร้ซึ่งตาดำ กลิ่นอายที่แผ่ออกมาเพียงแผ่วเบา กลับหนักอึ้งจนทำให้เสาหินในวิหารเริ่มปริแตก!
"น่าแปลกใจยิ่งนัก... กระจกเงาหลอมวิญญาณที่ท่านประมุขตั้งไว้ กลับถูกทำลายโดยมดปลวกจากแคว้นชายขอบ" น้ำเสียงของบุรุษลึกลับเรียบเฉย ทว่าแฝงไว้ด้วยความกดดันที่บดขยี้วิญญาณ "ทว่าสิ่งที่น่าแปลกใจกว่า... คือกลิ่นอายสายเลือดบนตัวเจ้า... มันช่างคล้ายคลึงกับ 'นักโทษกบฏ' ที่ข้าเพิ่งสังหารไปเมื่อสิบห้าปีก่อนยิ่งนัก"
คำกล่าวของบุรุษปริศนาประดุจอสนีบาตฟาดลงกลางใจของอวิ๋นเซียว! นักโทษกบฏเมื่อสิบห้าปีก่อน? กลิ่นอายสายเลือดที่คล้ายคลึง?
ร่างของอวิ๋นเซียวสั่นสะท้าน มือขวากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ บุรุษที่นั่งอยู่เบื้องหน้าค่ายกลนี้... คือศัตรูจากทวีปศูนย์กลางที่กุมความลับเรื่องบิดามารดาของเขาอย่างนั้นหรือ?! ประตูสู่ดินแดนใหม่เปิดออกแล้ว ทว่าด่านแรกที่รอต้อนรับ กลับเป็นมัจจุราชที่แข็งแกร่งจนแทบไม่อาจหยั่งถึง!