เดือนกันยายนอากาศร้อนเหลือทน
เปิดเทอมใหม่อีกปีนักศึกษาใหม่ปีหนึ่งสวมชุดฝึกทหารยืนเรียงแถวกันอยู่ที่สนามหญ้าสีเขียวของมหาวิทยาลัยหวาชิง
ภายใต้แสงแดดอันร้อนแรง เหงื่อของทุกคนไหลจากใบหน้าจนถึงลำคอ เปียกชุ่มไปทั้งตัวแต่ก็ไม่มีใครบ่นว่าเหนื่อยเลย ไม่ใช่ว่าไม่อยากบ่น แต่ไม่กล้าต่างหากอย่างไรแล้วก็ต้องเก็บ 3 หน่วยกิตนี้ให้ได้อดทนกันมาตั้ง 7 วัน ถ้ายอมแพ้ตอนนี้เหงื่อที่เคยเสียไปก็จะเปล่าประโยชน์
กลางสนามหญ้า นักศึกษาหญิงเข้าแถวเป็กองอย่างเป็ระเบียบ ท่วงท่าดูกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวสายตาเกือบทุกคู่ของนักศึกษาชายที่เข้าแถวเป็กองอยู่ใกล้ๆ ต่างมองมาที่พวกเธอเพราะพวกเธอคือกองพลต้นแบบของปีนี้นักศึกษาใหม่ที่ทั้งรูปร่างหน้าตาดีและมีออร่าก็อยู่ในกองนี้กันหมด
โดยเฉพาะคนแรกที่อยู่ต้นแถว ในการฝึกทหารวันที่ 2 พวกรุ่นพี่ก็ดันเธอให้ขึ้นแท่นเป็อันดับ 1 ของดาวมหาวิทยาลัยในบอร์ดเรียบร้อยแล้ว
“หลิวจื่อซินเป็ลมหมดสติไปแล้ว!”
ไม่รู้ว่าเสียงะโนี้ดังมาจากไหน แต่สายตาทุกคู่ต่างมองไปที่คนแรกที่ยืนอยู่ต้นแถวทันทีส่วนหลิวจื่อซินในตอนนี้ หมดสติลงไปนอนกองอยู่ที่พื้นแล้ว
“ทุกคนออกไปให้หมด!อยู่ในท่าเดิมต่ออีกสองชั่วโมง!” อาจารย์ฝึกเฉินวิ่งไปถึงตัวหลิวจื่อซินเป็คนแรกหลังจากที่ตรวจดูอย่างละเอียดแล้ว ก็มั่นใจว่าเธอแค่เป็ไข้แดดเท่านั้นและในเวลาเดียวกันนี้เอง พวกนักศึกษาจากกองทหารอื่นๆ ก็มุงกันเข้ามา
อาจารย์ฝึกเฉินะโเสียงดังจากนั้นทุกคนก็กลับไปยืนอยู่ที่ตำแหน่งเดิมของตัวเองอย่างอิดออด
“พวกเธอสองคนประคองเพื่อนไปที่ห้องพยาบาล เธอแค่เป็ไข้แดดน่ะให้ดื่มยาหอมซะ ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไรแล้ว” อาจารย์ฝึกเฉินเจอแบบนี้มาเยอะทุกปีจะมีนักศึกษาที่เป็ไข้แดดอยู่ตลอด นักศึกษาสมัยนี้ร่างกายช่างอ่อนแอกันเสียจริง
หญิงสาวสองคนที่ยืนอยู่ข้างๆ หลิวจื่อซินรีบประคองเธอออกจากสนามหญ้าส่วนคนอื่นๆ ทำได้แค่มองพวกเธอเดินออกไปแล้วกลับไปดื่มด่ำกับการอาบแดดเพื่อสุขภาพกันต่อ
มหาวิทยาลัยหวาชิงเป็มหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของประเทศตามหลักแล้วน่าจะมีหมอประจำห้องพยาบาลสัก 2-3 คน แต่พอหญิงสาวทั้งสองประคองหลิวจื่อซินเข้าห้องพยาบาลไป พวกเธอกลับพบว่าห้องพยาบาลที่กว้างถึงร้อยกว่าตารางเมตร มีเพียงชายหนุ่มที่สวมแว่น ใบหน้าซีดขาวคนหนึ่งนั่งอยู่ดูแล้วเหมือนจะเป็คนที่มีการศึกษาดี
“สวัสดีค่ะ เพื่อนของฉันเป็ไข้แดด เป็ลมไปแล้ว รบกวนถามหน่อยค่ะหมอประจำห้องพยาบาลอยู่ไหมคะ” จางอี๋ประคองหลิวจื่อซินให้นั่งลง แล้วหันไปถามชายหนุ่มคนนั้น
ชายหนุ่มคนนั้นลุกขึ้นยืน ตาของเขากระตุกเล็กน้อยเหลือบไปมองหลิวจื่อซินที่นั่งอยู่บนโซฟา เขาสูดหายใจเข้าลึก
จากนั้นก็หันไปมองจางอี๋ที่ยืนอยู่ข้างๆ แวบหนึ่ง
“จะให้รักษาแบบแพทย์แผนจีนหรือแผนปัจจุบัน”
ชายหนุ่มพูดเสียงเบามาก ฟังแล้วเหมือนคนไม่มีแรงแต่สิ่งที่พูดออกมากลับทำให้จางอี๋พอใจมาก สมแล้วที่เป็มหาวิทยาลัยหวาชิงในห้องพยาบาลที่เรียบง่ายแบบนี้ ยังมีแพทย์แผนจีนกับแผนปัจจุบันให้เลือกด้วยแต่ว่า...ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาคิดเื่พวกนี้
“แบบไหนก็ได้ค่ะ เธอแค่เป็ไข้แดด ให้เธอดื่มยาหอมหน่อยก็พอค่ะ”
“จุๆ นักศึกษาใหม่ของคณะแพทย์ปีนี้เก่งขนาดนี้เลยเหรอเนี่ยเพิ่งเป็แค่นักศึกษาปีหนึ่ง ก็กล้าสั่งยาให้คนไข้แล้วเหรอ” ชายหนุ่มคนนั้นพูดไปด้วยพลางหันไปมองจางอี๋แล้วส่ายหัวไปด้วย
“นี่…” จางอี๋เบ้ปาก ก่อนระงับความโกรธเอาไว้อยู่ใต้ชายคาบ้านคนอื่นจำเป็ต้องก้มหัวเพราะอย่างไรเสีย…ตัวเธอเองก็ไม่ใช่นักศึกษาแพทย์นี่นา
“รุ่นพี่อย่ามัวเสียเวลาอยู่เลย รีบดูอาการให้จื่อซินเถอะ” หวังหลิงที่ยืนดูอยู่ข้างๆทำได้แค่ร้อนใจเท่านั้น รุ่นพี่คนนี้ก็เล่นตัวซะจริงดูก็รู้แล้วว่าเป็นักศึกษาที่มาทำงานพาร์ตไทม์ที่มหาวิทยาลัย ยังจะมาทำวางท่าอีก
“อย่ามาเรียกฉันว่ารุ่นพี่ ฉันชื่อฉินลู่ ไม่ใช่รุ่นพี่ของพวกเธอในเมื่อร้อนใจกันนัก งั้นก็ใช้เป็แพทย์แผนจีนแล้วกัน”
ฉินลู่ยกมือขึ้นมา เปิดเสื้อกาวน์สีขาวของตัวเองออกที่ใต้ปกคอเสื้อของเขา มีเข็มกลัดป้ายชื่อที่ทำจากพลาสติกอยู่บนนั้นมีตัวอักษรตัวใหญ่สองตัวเขียนว่า ‘ฉินลู่’ และใต้ชื่อของเขาก็มีอีกคำที่ตัวใหญ่กว่า นั่นคือคำว่า‘แพทย์’ นั่นเอง
“เอ๋?”หญิงสาวสองคนต่างก็อึ้ง ชายหนุ่มคนนี้คือหมอเหรอ มหาวิทยาลัยไม่น่าเชื่อถือเอาซะเลย! ยังจะมาให้เลือกระหว่างแพทย์แผนจีนกับแพทย์แผนปัจจุบันอีกอย่างกับว่าตัวเองเก่งนักแหละ
“พวกเธอจะเอ๋กันอีกนานไหม พาเธอมานั่งเก้าอี้ตรงนี้ตรงนั้นมีกระดาษทิชชู รีบเอามาเช็ดเหงื่อให้เธอซะ ถ้ามัวแต่ชักช้า เดี๋ยวเธอเป็หนักกว่าเดิมนะ!” ฉินลู่ดันแว่นขึ้นเล็กน้อยก่อนเดินไปนั่งที่เก้าอี้ของตัวเอง แล้วยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาวางบนโต๊ะ
“ค่ะ”
หญิงสาวทั้งสองคนทำตามที่ฉินลู่บอกอย่างคล่องแคล่วว่องไวหลังจากที่พาหลิวจื่อซินมานั่งที่เก้าอี้ตรงหน้าฉินลู่แล้วพวกเธอก็หยิบเอากระดาษทิชชูมาเช็ดเหงื่อที่หน้าผากของหลิวจื่อซิน
ในตอนนี้ หลิวจื่อซินเริ่มรู้สึกตัวแล้วเพียงแต่ยังมึนหัวอยู่เล็กน้อย
“สาวน้อย รู้สึกตัวแล้วเหรอได้เวลาพอดีเลย!”ฉินลู่ปรับท่านั่งเล็กน้อย คิดในใจว่าเด็กสาวคนนี้หน้าตาสวยจังจากนั้นก็เริ่มทำการตรวจให้เธอ
“สาวน้อย เธอชื่ออะไร”
“ฉันชื่อหลิวจื่อซินค่ะ” หลิวจื่อซินตอบเสียงดังฟังชัดแต่ฟังดูเหมือนฝืนใช้แรงเล็กน้อย ถ้าเทียบกับเสียงของฉินลู่แล้วเสียงของหลิวจื่อซินฟังดูมีพลังกว่ามาก
“อายุเท่าไหร่แล้ว” ฉินลู่ขีดๆ เขียนๆที่ช่องใส่ชื่อบนใบตรวจวินิจฉัยไปพลางถามคำถามเธอไปพลาง
“18 ค่ะ”
“น้ำหนัก”
“คะ?”
“สงสัยอะไร บอกน้ำหนักมา!”
“48 กิโลกรัมค่ะ”
“สัด…”
ยังไม่ทันได้ถามคำถามต่อไป จางอี๋ที่ยืนอยู่ข้างๆก็เริ่มมีสีหน้าโมโหขึ้นมาแล้ว
“นี่ ฉินลู่ใช่ไหม คุณเป็บ้าหรือไง! บอกแล้วไงว่าเธอเป็ไข้แดด จะซักไซ้อะไรนักหนาแล้วยังอยากรู้สัดส่วนของเธออีกด้วย ต่อไปก็คงจะขอเบอร์เธอล่ะสิ”
“เธอเป็หมอหรือฉันเป็หมอกันแน่ เธออายุยังน้อยแต่นิสัยแย่เอาเื่เลยนะ! ถ้าฮอร์โมนสวิงก็ไปะเิที่อื่นฉันเป็แค่หมอคนหนึ่ง ไปทำอะไรให้เธอนักหนา!”ฉินลู่ทำหน้าตาน่าสงสาร เหมือนไม่รู้เลยว่าตัวเองพูดอะไรผิดไป แต่ดูจากสีหน้าของจางอี๋แล้วสิ่งที่เขาเพิ่งพูดออกมา ทำให้จางอี๋โมโหมากกว่าเดิมอีกใบหน้าของหลิวจื่อซินที่นั่งอยู่ใกล้ๆ เริ่มแดงขึ้นเล็กน้อยไม่รู้ว่าเป็เพราะคำว่าสัดส่วนร่างกายที่จางอี๋พูดเมื่อกี้หรือเป็เพราะอากาศร้อนเกินไปกันแน่
“คุณ…คุณนั่นแหละที่ฮอร์โมนไม่ปกติ!” จางอี๋หน้าแดงไปหมด เหมือนถูกจับได้ตอนทำผิดอย่างไรอย่างนั้น
“จะหาเื่ใครก็หาไป แต่อย่ามาหาเื่หมอ เคยได้ยินคำนี้ไหม เงียบๆกันหน่อย ถ้าคราวหน้าเธอปวดจนทนไม่ไหวแล้วมาหาฉัน ฉันจะไม่จ่ายยาให้นะ! หน้าตาก็ดูดี แต่นิสัยแย่จัง” ฉินลู่เลิกมองจางอี๋แล้วหันไปดูใบตรวจวินิจฉัยที่อยู่ในมือ เหมือนว่าเขาจะพอใจมากกับลายมือไก่เขี่ยของตัวเองที่ไม่มีใครอ่านออกเลย
“อะแฮ่ม เรามาต่อที่คำถามเมื่อกี้กันเลยสัด…ส่วนคำถามที่เป็คำถามยอดฮิตสามอย่างก็ถามไปหมดแล้วตอนนี้เหงื่อของเธอก็เริ่มแห้งแล้วด้วย บวกกับอาการที่เพื่อนของเธอบอกมาเมื่อกี้ฉันจะจ่ายยาหอมให้ขวดหนึ่ง เธอดื่มมันแล้ว อาการก็จะดีขึ้นถ้ามีปัญหาอะไรค่อยมาหาฉันอีกที”
ฉินลู่ใช้ปากกาที่อยู่ในมือขีดเขียนลงบนใบตรวจอีกครั้งเมื่อเขียนในส่วนของรายชื่อยาที่จะจ่ายเรียบร้อยแล้วเขาก็ลงชื่อหมอที่ทำการตรวจที่ด้านล่างต่อ
“เอาใบนี่ไป แล้วไปจ่ายเงินตรงนั้นนะ”ฉินลู่ยื่นใบสั่งยาให้หลิวจื่อซิน และชี้ไปที่ตำแหน่งที่เขานั่งเมื่อกี้
หลิวจื่อซินรับใบสั่งยามา และรู้สึกว่าเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นนั้นน่าขำดีชายหนุ่มคนนี้หน้าตาหล่อเหลา แถมดูแล้วก็ยังหนุ่มด้วย ที่เขาพูดต่อปากต่อคำกับจางอี๋ตั้งนานนมคงเป็เพราะอยากยื้อเวลาให้เหงื่อบนตัวเธอแห้งสินะ
ฉินลู่ไม่ได้คิดเยอะขนาดนั้นหลังจากที่เขายื่นใบสั่งยาให้กับหลิวจื่อซิน เขาก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนก่อนก้าวไปข้างหน้าสองก้าว เขายื่นมือไปคว้ายาหอมออกมากล่องหนึ่งแล้วเดินกลับไปนั่งที่เดิม
“ทั้งหมด 25 หยวน 8 เหมา”
จางอี๋นำเงินที่หลิวจื่อซินยื่นให้ เดินไปตรงหน้าฉินลู่แล้ววางเงินลงบนโต๊ะกระจก เธอสะบัดหน้าหันไปมองทางอื่นด้วยความโมโหและเมินฉินลู่โดยสิ้นเชิง
ฉินลู่เบ้ปากเล็กน้อย พร้อมกับยักไหล่เบาๆ เขาดึงลิ้นชักออกมาแล้วหยิบเงินทอนมาวางไว้บนโต๊ะกระจก จางอี๋หยิบยาพร้อมเงินทอนเดินกลับไปหาหลิวจื่อซินเธอกับหวังหลิงช่วยกันพาหลิวจื่อซินเดินออกไปจากห้องพยาบาล จางอี๋เดินไปพลางปากก็บ่นพึมพำไปพลาง
“ห้องพยาบาลของมหาวิทยาลัยพวกเราดูงบน้อยจังจ้างหมอที่อายุน้อยขนาดนี้มาได้ ดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนดีอะไร ทำเป็ตรวจนู่นตรวจนี่ตั้งนานสุดท้ายก็ให้ยาหอมอย่างที่ครูฝึกบอกเท่านั้น ถ้ารู้แบบนี้แต่แรก ฉันไม่มีทางมานั่งพูดกับเขาให้เสียเวลาหรอก”
เธอตั้งใจพูดเสียงดัง เห็นได้ชัดว่าพูดให้ฉินลู่ได้ยินหลิวจื่อซินดึงมือจางอี๋เบาๆ แล้วหันไปมองหมอที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเธอตอนนี้เขาก้มหน้าเล่นมือถือแล้ว จากนั้นเธอก็เดินออกจากห้องพยาบาลไป โดยมีจางอี๋กับหวังหลิงช่วยประคอง
การพูดประชดแบบนี้ ฉินลู่ไม่เก็บมาใส่ใจอยู่แล้ว อันที่จริงการเป็ไข้แดดไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร เพียงแต่เขามองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าม้ามและกระเพาะอาหารของหลิวจื่อซินค่อนข้างอ่อนแอ แถมเธอยังต้องมาเสียเหงื่อมากๆเพราะอากาศร้อนแบบนี้อีก ไข้แดดนั้นรักษาไม่ยาก ให้ยาหอมไปกินก็หายแล้ว แต่ถ้าเธอตัวชุ่มเหงื่อแล้วยังออกไปตากลมอีกแบบนั้นก็คงต้องป่วยหนักแน่
แต่เขาก็ไม่คิดว่าตัวเองจำเป็ต้องพูดเื่นี้ให้พวกเธอฟังเขารัวนิ้วบนหน้าจอมือถือไม่กี่ที หน้าเว็บไซต์ที่เป็สีขาวล้วนก็เด้งขึ้นมาฉินลู่แตะตรงนั้นทีตรงนี้ที จอแสดงผลก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป
หลังจากที่กรอกรหัสเพื่อลงชื่อเข้าใช้งานแล้วก็เข้าสู่หน้าภารกิจของฉัน เขากดที่ปุ่มเสร็จสิ้นภารกิจปุ่มนั้นก็กลายเป็สีเทาที่มีคำว่ากำลังประมวลผล ไม่กี่วินาทีผ่านไปหน้าเว็บรีโหลดอีกครั้ง คำว่ากำลังประมวลผลกลายเป็คำว่ายืนยันเรียบร้อยแล้ว
ข้อความแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาที่้าของจอมือถือ
[เรียนผู้ใช้งานที่เคารพ มียอดเงินจำนวน 500,000หยวน โอนเข้าบัญชีเลขท้าย 4953 ของท่านแล้วยอดเงินคงเหลือ 13870…]
แม้ไม่ได้แสดงข้อความหลังจากนั้นให้เห็น แต่ในฐานะเ้าของบัญชี ฉินลู่รู้ดีว่ายอดเงินที่เหลือคือเท่าไรขณะเดียวกัน เขาเองก็พอใจกับการทำงานขององค์กรอย่างมากด้วย
หลังจากที่เห็นว่าได้รับยอดเงินแล้ว ฉินลู่ถึงค่อยวางมือถือลงเขาเงยหน้ามองออกไปด้านนอก พอเห็นว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น ก็ถอดเสื้อกาวน์สีขาวออกแล้วเลิกเสื้อเชิ้ตที่อยู่อีกชั้นขึ้น
ภายใต้เสื้อเชิ้ตนั้น มีผ้าพันแผลที่ตอนนี้เปื้อนเืไปหมด แถมยังเปื้อนมาถึงเสื้อเชิ้ตด้วยยังดีที่เสื้อกาวน์ไม่ได้แนบกับตัวมาก จึงทำให้เสื้อกาวน์ไม่มีรอยเลอะเื
เขาหยิบถุงมือที่เพิ่งถอดทิ้งเมื่อครู่ขึ้นมาสวมอีกครั้งฉินลู่ใช้ปากคาบชายเสื้อเชิ้ตเอาไว้ แล้วออกแรงกดลงที่แผลก่อนดึงผ้าพันแผลสีขาวเปื้อนเืออกมาทิ้งลงไปในถังขยะใต้โต๊ะกระจก
จากนั้นหยิบผ้าพันแผลอันใหม่ขึ้นมา พอเช็ดทำความสะอาดบริเวณรอบๆแผลแล้ว จึงค่อยเห็นแผลที่มีความยาวประมาณ 1 เิเ
“หากระวังก็จะไม่เจ็บตัว แต่ประมาทเมื่อไหร่ ต้องเจ็บหนักตลอดเลย!”