"อ้าวคราวก่อนเจ้าไม่ได้กำลังเย็บรองเท้าให้ท่านแม่กับหรงเหอหรอกหรือ?" จางเจิ้นอันเอ่ยถามขึ้น
เขาจำได้ว่าเมื่อหลายคืนก่อนยังเห็นนางกำลังบรรจงปักลวดลายลงบนรองเท้าผ้าคู่หนึ่งอยู่เลยสอบถามก็ได้ความว่าเป็นของเหลียงซื่อเขาไม่เคยเห็นนางลงมือเย็บรองเท้าให้ตนเองสักครั้งหรือว่านางแอบทำเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?
เขารู้ดีว่าฝีมือการเย็บปักของนางนั้นเป็นเลิศเมื่อคิดถึงตรงนี้ ในใจพลันบังเกิดความหวังและความคาดหมายขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่แม้แต่ฝีเท้าก็เผลอเร่งขึ้นโดยไม่รู้ตัวปรารถนาจะได้เห็นรองเท้าที่นางตั้งใจทำเพื่อเขาโดยเร็ว
อันซิ่วเอ๋อร์เห็นเขาก้าวยาวขึ้นก็พอจะเดาได้ว่าในใจเขาคงกำลังคาดหวังอยู่บ้างการที่สิ่งที่ตนทำนั้นเป็นที่ตั้งตารอคอย ความรู้สึกอิ่มเอมใจก็ผุดพรายขึ้นในอกมุมปากจึงยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย สองเท้าก้าวถี่ๆ ตามแผ่นหลังกว้างของเขาไปติดๆ
พอเข้ามาในเรือนจางเจิ้นอันก็รีบวางตะกร้าปลาลง ล้างไม้ล้างมือแล้วเอ่ยถามอันซิ่วเอ๋อร์เป็นสิ่งแรกว่า "รองเท้าที่เจ้าทำให้ข้าเล่า?"
"แหม ท่านนี่ใจร้อนจริง"อันซิ่วเอ๋อร์เห็นท่าทางกระตือรือร้นของเขาแล้วก็อดที่จะขำไม่ได้
นางเดินเข้าไปในห้องหยิบรองเท้าฟางคู่หนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา ชูให้เขาดูพลางกล่าวว่า"นี่อย่างไรเล่ารองเท้าฟางที่ข้าเพิ่งสานให้ท่านเมื่อตอนบ่ายนี้เองเป็นครั้งแรกที่ข้าสานรองเท้าฟาง แล้วก็ทำให้ท่านเพียงผู้เดียวเท่านั้น!"
เขาเบิกตากว้าง จ้องมองรองเท้าฟางในมือนางแล้วจึงก้มลงสบตานาง ดวงตาคู่สวยของนางเป็นประกายระยับ ราวกับจะถามว่า...ท่านชอบหรือไม่? ท่านประหลาดใจหรือไม่?
ความคาดหวังในใจเขามลายหายไปสิ้นถึงแม้บุรุษชาตรีเช่นเขาจะไม่ต้องการรองเท้าปักลวดลายวิจิตรพิสดารอันใด ทว่า...อย่างน้อยนางจะใส่ใจเลือกวัสดุให้ดีกว่านี้สักหน่อยไม่ได้เชียวหรือ?
อย่างน้อยก็น่าจะเป็นรองเท้าผ้าธรรมดาๆสักคู่ แต่นี่... รองเท้าที่เขารอคอยมานาน กลับกลายเป็นเพียงรองเท้าฟางสานธรรมดาๆ?
เขายังจำได้แม่นยำว่ารองเท้าที่นางทำให้มารดาของนางเมื่อหลายวันก่อนนั้นประณีตเพียงใด ใช้ผ้าเนื้อดีปักลวดลายงดงาม แต่พอถึงคราวของเขา กลับกลายเป็นเพียงฟางข้าวธรรมดาๆสานเป็นรองเท้าแตะเรียบๆ ง่ายๆ ทั้งยังเป็นแบบเปิดหน้าเท้า ไม่มีขอบหุ้มสวมแล้วต้องเห็นนิ้วเท้าโผล่ออกมาอีก
เขาถือรองเท้าฟางคู่นั้นไว้ในมือสีหน้าพลันเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ทว่าอันซิ่วเอ๋อร์กลับขยับเข้ามาใกล้กระซิบข้างหูเขาว่า "มา มาลองสวมดูสิเจ้าคะ ว่าพอดีหรือไม่"
"เอ่อ...เจ้าช่วยเย็บขอบเพิ่มอีกสักหน่อยได้หรือไม่?"
เขาถือรองเท้าไว้ในมือ เอ่ยถามเสียงแผ่วเบากลัวว่าหากพูดตรงๆ จะทำให้นางเสียใจ เข้าใจผิดว่าเขาไม่ชอบของขวัญชิ้นนี้
"จะให้เย็บอย่างไรหรือเจ้าคะ?"อันซิ่วเอ๋อร์เลิกคิ้วถาม
"ก็...ก็ทำให้เหมือนรองเท้าผ้าธรรมดาทั่วไปไม่ได้หรือ?" เขาพยายามทำท่าทางประกอบ"ข้าไม่ชอบรองเท้าที่เปิดเห็นนิ้วเท้าแบบนี้"
"ฮี่ๆ ท่านพี่ท่านยังจะขี้อายอะไรอีกเจ้าคะ ชายชาตรีอกสามศอก เผยเท้าบ้างจะเป็นไรไปอีกหน่อยอากาศร้อนขึ้น สวมแบบนี้แหละสบาย ระบายอากาศได้ดีออก" อันซิ่วเอ๋อร์หัวเราะคิกคัก ล้อเลียนเขา
"เจ้าก็ถือว่าข้าขี้อายเถิด"จางเจิ้นอันตอบเสียงเรียบ
"เช่นนั้นท่านลองสวมดูก่อนหากขนาดพอดี ข้าค่อยหาฟางมาสานเสริมตรงหัวรองเท้าให้ก็แล้วกัน"
เมื่อได้ยินอันซิ่วเอ๋อร์กล่าวเช่นนั้นจางเจิ้นอันก็จำต้องนั่งลง ถอดรองเท้าคู่เดิมออก แล้วสวมรองเท้าฟางคู่นี้แทน
นางบอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่นางสานรองเท้าฟางทว่านี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาสวมรองเท้าฟางเช่นกันช่างรู้สึกอึดอัดไม่คุ้นเคยเสียจริง เมื่อสวมเสร็จแล้วเขาก็แทบจะไม่กล้าก้มลงมองเท้าตัวเอง
"พอดีเป๊ะ!" อันซิ่วเอ๋อร์กลับเอ่ยขึ้นข้างกายอย่างยินดี
"ข้าว่ารองเท้าฟางคู่นี้ท่านสวมแล้วดูดีออกไม่ต้องแก้ก็ได้นะเจ้าคะ"
"ต้องแก้สิ! หากไม่แก้ข้าก็จะไม่สวมมันอีกต่อไป!"
เขาแสร้งทำเสียงงอน ทำท่าทางงอแงเหมือนเด็กๆรองเท้าเปิดหน้าเท้าแบบนี้ เขาไม่มีวันสวมออกไปข้างนอกเด็ดขาด
"เอาเถิด เอาเถิด แก้ก็แก้เจ้าค่ะ"
อันซิ่วเอ๋อร์รับรองเท้าคืนมา แล้วจึงค่อยๆหยิบรองเท้าอีกคู่ออกมาจากด้านหลัง เป็นรองเท้าหุ้มข้อหนังกลับสีเข้มนางชูมันขึ้นแล้วถามว่า "แล้วรองเท้าคู่นี้เล่าเจ้าคะเป็นอย่างไรบ้าง? งามหรือไม่?"
"คู่นี้สิ ค่อยดูดีหน่อย"จางเจิ้นอันตาลุกวาว เอื้อมมือไปรับมาสัมผัส เนื้อผ้านุ่มละมุนมือดูแล้วน่าจะสวมใส่สบาย อันซิ่วเอ๋อร์เห็นแววตาพึงพอใจของเขาจึงกล่าวว่า"เช่นนั้นท่านลองสวมคู่นี้ดูเถิดเจ้าค่ะ"
รองเท้าคู่นี้เป็นรองเท้าหุ้มข้อแบบที่เขาชอบใส่เป็นประจำเขามองแล้วก็ถูกใจยิ่งนัก จึงรีบเปลี่ยนรองเท้า แล้วลองเดินวนไปมาในห้องสองสามรอบพลางกล่าวว่า "รองเท้าดี พื้นรองเท้านุ่มสวมสบายมากทีเดียว"
"แน่นอนอยู่แล้วข้าบุพื้นรองเท้าด้วยฝ้ายอย่างหนา ทั้งยังทำแผ่นรองเท้าสำรองไว้อีกคู่ด้วยนะเจ้าคะ"
อันซิ่วเอ๋อร์เห็นเขาชื่นชอบรองเท้าคู่นี้จริงๆก็แย้มยิ้มออกมาอย่างยินดี กล่าวเสริมว่า "เมื่อหลายวันก่อนข้าก็เพิ่งทำรองเท้าหนังกลับแบบนี้ให้ท่านพ่อคู่หนึ่งเหมือนกัน..."
"เช่นนั้นเจ้าหมายความว่า...?"รอยยิ้มบนใบหน้าของจางเจิ้นอันพลันแข็งค้าง หญิงสาวผู้นี้...หรือว่านางจะทำรองเท้าคู่นี้ไว้ให้บิดาของนาง แต่เพียงแค่ให้เขาลองสวมดูเท่านั้น?
"...รองเท้าคู่นี้ทำให้ท่านนั่นแหละเจ้าค่ะ"
นางรีบกล่าวต่อประโยคหลังให้จบ แล้วจึงว่า"ในเมื่อท่านชอบมันมากเพียงนี้เช่นนั้นท่านพ่อก็คงจะชอบคู่ของท่านมากเช่นกัน"
"เฮ้อ คนอื่นเขาว่าสตรีแต่งออกเรือนแล้วก็ต้องตามใจสามีเหตุใดเจ้าถึงได้เอาแต่คิดถึงแต่เรื่องของบิดามารดาอยู่เรื่อย มีของดีอันใดก็ไม่เคยคิดถึงข้าก่อนบ้างเลย หากเจ้าเป็นเช่นนี้ ข้าจะงอนจริงๆ แล้วนะ"จางเจิ้นอันกล่าวเสียงขุ่นๆ เจือความน้อยใจ
อันซิ่วเอ๋อร์กลับไม่เกรงกลัวเขาแม้แต่น้อยนางย้อนว่า "ข้าก็แค่เอาใจเขามาใส่ใจเราต่างหากเจ้าค่ะ"
"เอาใจเขามาใส่ใจเราอะไรกัน? หรือว่าข้าปฏิบัติกับเจ้าไม่ดีพอหรือไร?" จางเจิ้นอันเริ่มทำเสียงไม่พอใจขึ้นมาจริงๆ
"ท่านดีกับข้ามากข้าก็ดีกับท่านมากเช่นกันเพียงแต่คราวก่อนท่านพ่อท่านแม่มาช่วยซ่อมหลังคาให้พวกเรารองเท้าคู่ของท่านพ่อจึงเป็นของขวัญตอบแทนน้ำใจพวกเขาท่านยังจะมาอิจฉาเรื่องแค่นี้อีกหรือเจ้าคะ?" อันซิ่วเอ๋อร์ยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้ดวงตาคู่สวยเป็นประกายจ้องมองเขาอย่างท้าทาย
เมื่อนางอ้างเหตุผลเช่นนี้แล้วเขาจะกล่าวอันใดได้อีก จึงได้แต่ตอบเสียงอ่อยๆ อย่างเสียไม่ได้ว่า"ไม่ได้อิจฉา"
"เอาล่ะ เอาล่ะที่จริงข้าทำรองเท้าให้ท่านเสร็จนานแล้ว แถมยังทำเป็นคู่แรกอีกด้วยเพียงแต่ข้าไม่กล้าเอาออกมาให้ท่านก่อนเท่านั้นเอง"
อันซิ่วเอ๋อร์เลิกหยอกล้อเขากล่าวต่ออย่างจริงจังว่า "ท่านก็ดูสิท่านพ่อท่านแม่ดีกับข้าเพียงใดหากพวกเขาทราบว่าในใจข้าตอนนี้คิดถึงท่านเป็นอันดับแรก พวกเขาคงจะเสียใจแย่ดังนั้นข้าจึงตั้งใจทำรองเท้าให้ท่านแม่เสร็จเรียบร้อยก่อนแล้วจึงค่อยนำรองเท้าคู่นี้ออกมาให้ท่าน"
เมื่อได้ยินเหตุผลนั้นจางเจิ้นอันก็พลันรู้สึกตื้นตันใจขึ้นมา กล่าวว่า "เจ้าให้ข้าแต่แรกก็ได้นี่ ข้าก็แค่ไม่สวมมันเท่านั้นเอง"
"รองเท้าดีๆ เช่นนี้ท่านจะทนไม่สวมมันได้อย่างไรกัน?"
อันซิ่วเอ๋อร์เบิกตากว้างหันหน้าหนีไปอีกทาง ทำเสียงงอนๆ ว่า "เห็นไหมเล่าท่านไม่ใส่ใจข้าเลยสักนิด ข้าให้รองเท้าท่านพ่อ ท่านพ่อดีใจ รีบสวมทันทีเขาแทบจะเที่ยวบอกใครต่อใครว่าข้าทำรองเท้าให้ แต่ท่านกลับจะเอามันไปวางไว้เฉยๆไม่ยอมสวม"
"ข้าก็แค่เสียดายนี่นา" จางเจิ้นอันรีบแก้ตัว
"ของที่ชอบมากๆก็มักจะไม่อยากให้มันเปรอะเปื้อน เช่นเดียวกับรองเท้าฟางคู่นี้เป็นรองเท้าฟางคู่แรกที่เจ้าสาน ทั้งยังเป็นรองเท้าคู่แรกที่เจ้าตั้งใจทำให้ข้าข้าจึงต้องเก็บรักษามันไว้อย่างดีที่สุด"
"ท่านชอบมันจริงๆหรือแค่หาเหตุผลมาบังหน้าเพื่อจะไม่สวมมันกันแน่?" อันซิ่วเอ๋อร์เหลือบมองเขาอย่างรู้ทันนางไม่ได้โง่เขลา อันที่จริงนางรู้ดีว่าเขาคงไม่ได้ชอบรองเท้าฟางคู่นี้สักเท่าไร
ก็จริงอยู่ ชาวนาในชนบทที่สวมรองเท้าฟางส่วนใหญ่ก็สวมเพราะความจำเป็น เนื่องจากมันมีราคาถูก หากมีทางเลือกที่ดีกว่านี้พวกเขาก็คงไม่อยากสวมมันนักหรอก
"ข้าชอบจริงๆ! ของทุกสิ่งที่เจ้าทำข้าชอบทั้งนั้นแหละ โดยเฉพาะรองเท้าคู่นี้ ข้าชอบเป็นพิเศษเลยข้าจะต้องเก็บรักษามันไว้อย่างดีไปอีกร้อยปี ดังนั้นข้าขอเก็บมันไว้ก่อนนะ"
กล่าวพลางเขาก็หยิบรองเท้าฟางคู่นั้นเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า ทำทีจะเก็บมันไว้ข้างในพลางพูดติดตลกต่อไปว่า "รอจนถึงวันที่ข้าตายข้าก็จะสวมรองเท้าฟางคู่นี้ไปนี่แหละ"
"รองเท้าฟางคู่นี้หากท่านไม่สวมปีนี้ปีหน้ามันก็ผุหมดแล้วเจ้าค่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์รู้ทันความคิดเขาจึงยื่นมือออกไปตรงหน้า กล่าวว่า "เอามาให้ข้าเถิดข้าจะเอาไปให้พี่รองสวมก็แล้วกัน"
"ข้าจะเก็บไว้เอง ข้าชอบมันจริงๆ นะ"เขายังยืนกราน
"อย่าแสร้งทำเลยเจ้าค่ะท่านไม่ได้ชอบมันสักหน่อย เอามาเถิด อย่าเก็บไว้ให้เสียของเปล่าๆ"
อันซิ่วเอ๋อร์ยังคงยื่นมือคาไว้จางเจิ้นอันลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ยอมส่งรองเท้าฟางคืนให้นางแต่โดยดี
อันซิ่วเอ๋อร์รับรองเท้ามาแล้วเดินไปยังเตียง เปิดห่อผ้าที่เตรียมไว้แต่แรกออก วางรองเท้าฟางลงไปในนั้นพลางกล่าวว่า "ดูสิเจ้าคะข้าทำรองเท้าให้ท่านพ่อท่านแม่แล้ว เด็กๆ ก็มีของขวัญกันทุกคนเหลือแต่พี่รองกับพี่สะใภ้รองที่ยังไม่มีพอดีรองเท้าฟางคู่นี้ขนาดน่าจะพอดีกับพี่รองเลยเจ้าค่ะ"
จางเจิ้นอันเดินตามมานั่งลงข้างๆมองดูสิ่งของต่างๆ ในห่อผ้าของนางแล้วสายตาก็พลันเหลือบไปเห็นผ้าแพรสีเหลืองอ่อนที่เขาซื้อให้นางเมื่อคราวก่อนรวมอยู่ในนั้นด้วยเขาชี้ไปที่ผ้านั้นแล้วถามว่า "ผ้าผืนนั้นเจ้าก็เอาไปให้คนอื่นแล้วหรือ?"
"อืม...ข้าเอาไปตัดชุดให้หลานสาวสองคนน่ะเจ้าค่ะ พวกนางไม่เคยได้สวมเสื้อผ้าใหม่ๆ เลย"อันซิ่วเอ๋อร์ก้มหน้าลงเล็กน้อย กล่าวด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดอยู่บ้างที่เขาอุตส่าห์ซื้อผ้ามาให้ แต่นางกลับไม่เห็นคุณค่านำไปตัดเสื้อผ้าให้ผู้อื่นเสียอย่างนั้น
จางเจิ้นอันได้ยินดังนั้นก็เงียบไปไม่เอ่ยวาจาใดๆ อันซิ่วเอ๋อร์ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเขาเห็นเพียงสีหน้าเรียบเฉยภายใต้ผ้าคาดตาดำผืนนั้นนางไม่อาจหยั่งรู้ได้เลยว่าในใจเขาคิดสิ่งใดอยู่
"คราวหน้าหากท่านซื้อผ้ามาให้อีกข้าสัญญาว่าจะนำมาตัดเสื้อผ้าใส่เอง ท่านอย่าโกรธเลยนะเจ้าคะ"
อันซิ่วเอ๋อร์เอ่ยเสียงแผ่วเบาไม่ว่าเขาจะรู้สึกเช่นไร การยอมรับผิดไว้ก่อนย่อมไม่เสียหายนางเห็นเขายังคงนิ่งเงียบ จึงกล่าวเสริมอย่างเอาใจว่า"หรือไม่ก็... คราวหน้าท่านซื้อให้ข้าอีกสักผืนหนึ่งสิเจ้าคะ?คราวนี้ข้ารับรองว่าจะทำชุดสวยๆ ใส่เองแน่นอน"
"เจ้าช่างฝันหวานเสียจริง"เขาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ยื่นมือไปเคาะหน้าผากนางเบาๆ กล่าวว่า"นี่คือท่าทีของคนสำนึกผิดหรือ? ฟังดูเหมือนการที่ข้าซื้อผ้าให้เจ้าไปตัดเสื้อผ้าใส่เองนี่กลายเป็นว่าเจ้าเสียเปรียบข้าอย่างนั้นแหละ"
"ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นเสียหน่อย"อันซิ่วเอ๋อร์รีบแก้ตัว "อย่างไรเสียข้าแต่งตัวสวยๆ ก็เพื่อให้ท่านชื่นชมอยู่ดี ท่านลองคิดดูสิข้าอุตส่าห์แต่งตัวเพื่อท่าน ท่านไม่ควรจะดีใจหรอกหรือ?"
"เจ้าช่างปากหวานยิ่งนัก"จางเจิ้นอันยื่นมือไปหมายจะเคาะหน้าผากนางอีกครั้งแต่นางรีบเอียงศีรษะหลบ เขาจึงเปลี่ยนเป็นแบมือออก แล้วลูบไล้แก้มเนียนของนางเบาๆแทน พลางกล่าวว่า "หรือเจ้าคิดว่าข้าโกรธเจ้าเพราะเรื่องผ้าผืนนั้น?"
"แล้วท่านโกรธข้าเรื่องใดกันเล่าเจ้าคะ?"อันซิ่วเอ๋อร์ถามด้วยความสงสัย "เป็นเพราะข้าเอารองเท้าฟางมาหลอกท่านเมื่อครู่นี้หรือ?"
"เจ้าเด็กโง่เอ๊ย" จางเจิ้นอันถอนหายใจเบาๆ
"ช่วงนี้เจ้ามัวแต่ทำของขวัญให้คนในครอบครัวทั้งเสื้อผ้า ทั้งรองเท้า แล้วตัวเจ้าเองเล่า... ได้ทำอะไรให้ตัวเองบ้างหรือไม่?"เขาจ้องมองนาง ถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ข้าหรือเจ้าคะ?" อันซิ่วเอ๋อร์หัวเราะออกมา กล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า "ข้าแค่เห็นพวกท่านชอบของที่ข้าทำ ข้าก็มีความสุขแล้วอย่างไรเสียข้าก็อยู่แต่ในบ้านทั้งวัน จะสวมเสื้อผ้าใหม่ๆ รองเท้าใหม่ๆไปก็เท่านั้น เปล่าประโยชน์"
"อย่างไรถึงเรียกว่าเปล่าประโยชน์?"จางเจิ้นอันขยับเข้ามาใกล้ โอบไหล่นางเบาๆ กล่าวว่า "เมื่อครู่เจ้าเพิ่งบอกเองว่าจะแต่งตัวสวยๆ ให้ข้าดูไม่ใช่หรือ? สตรีที่งดงามย่อมยินดีที่จะแต่งกายเพื่อบุรุษที่ตนรักหากเจ้าไม่คิดจะแต่งตัวให้ดูดีขึ้นเลยสักนิด หรือว่า... ในใจเจ้าจะไม่ได้ชอบข้าเลย?"
"ไม่ได้เป็นเช่นนั้นนะเจ้าคะ!"อันซิ่วเอ๋อร์ได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็พลันแดงซ่านขึ้นมาทันทีนางก้มหน้างุด กล่าวเสียงอ้อมแอ้มว่า "อย่างไรเสียพวกเราก็เป็นสามีภรรยาเป็นคนในครอบครัวเดียวกันแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตองอันใดมากมายหรอกเจ้าค่ะ"
"เช่นนั้นที่เจ้ากล่าวไว้ก่อนหน้านี้ก็เป็นเพียงแค่ลมปากหลอกข้าไปวันๆ?" จางเจิ้นอันยังคงซักไซ้ไม่เลิก
อันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกว่าเขากำลังคาดคั้นนางมากขึ้นเรื่อยๆผิดจากปกติ ก่อนหน้านี้เมื่อนางกล่าวอะไรออกไป เขาก็จะไม่ค่อยซักถามอะไรมากนักแต่ตอนนี้นางพูดอะไร เขากลับต้องถามย้ำแล้วย้ำอีก นางกลัวว่าเขาจะคิดมากจึงต้องรีบใช้ความคิดอย่างหนักเพื่อหาทางออก
"เอ่อ...หากอยู่ในสถานการณ์ที่เอื้ออำนวย ก็ย่อมต้องแต่งกายให้งดงามอยู่แล้วเจ้าค่ะแต่ตอนนี้... พวกเรายังต้องประหยัด เก็บเงินไว้บ้างจึงยังไม่จำเป็นต้องซื้อหาของฟุ่มเฟือยเหล่านี้"
นางคิดหาเหตุผลอื่นไม่ออกจึงตัดสินใจเอ่ยความจริงออกไปในที่สุด