“ฮัลโหล มินต์ แกอยู่ที่บ้านหรือเปล่า” ฉันรีบกดมือถือโทรหายัยมินต์ทันที
“ฉันนอนไม่หลับก็เลยออกมาซื้อของกินหน้าปากซอย กำลังจะโทรหาแกอยู่พอดีเลย ฉันอยากให้แกมาดูอะไรสักหน่อย เจอกันที่ร้านลุงนะ” พูดจบยัยมินต์ก็วางสายทันที ยังไม่ทันได้ถามถึงเื่ข่าวเลย
สิบนาทีต่อมา
“เฮ้ๆ แคททางนี้” ยัยมินต์กวักมือเรียกฉันจากด้านในร้าน ผู้หญิงตัวเล็ก ผิวขาว ผมสั้นประบ่า หน้าออกหมวยๆ แต่สวยไม่ใช่เล่น (เหรอ) นี่ล่ะมือขวาของฉัน มียัยมินต์ก็เหมือนมีโคนันสักสิบคนได้
“เมื่อกี้ฉันดูข่าวมีคนถูกฆ่าในซอยบ้านแก แกเห็นข่าวยัง”
“แกถามผิดคนหรือหรือเปล่า นี่ใคร มินต์สิบจีไวยิ่งกว่านักข่าว ก็เื่นี้แหละที่ฉันอยากให้แกดู อ่ะดูรูปพวกนี้” ฉันรีบรับมือถือมาดู
“นี่มันรูปคนที่ถูกฆ่านี่ แต่ทำไมศพถึงมีลักษณะการตายเหมือนพี่มีนาเลยมินต์”
“ใช่ ศพนี้เหมือนศพพี่แกไม่มีผิดเพี้ยน มีแผลเหวอะหวะ มีคมเขี้ยวตรงตำแหน่งเดียวกันที่ลำคอเหมือนโดนสัตว์ทำร้าย ฉันว่าคนร้ายต้องเป็คนคนเดียวกันแน่หรือไม่ก็...”
“ก็อะไร” ฉันถามเมื่อเห็นยัยมินต์เงียบไป
“ถ้าเกิดว่ายุคนี้ไม่ใช่ยุคทีวีดิจิตอลล่ะก็ ฉันคิดว่าคงโดนแวมไพร์ผีดิบดูดเืฆ่าเอาแหงๆ”
“ตลกแล้วแก ฉันซีเรียสนะ” ฉันที่นั่งฟังอย่างตั้งใจปั้นหน้าดุใส่ยัยมินต์
“เออ พูดเล่น นี่ข้อมูลที่แกให้ฉันหา ฉันค้นมาหมดแล้วนะ ประวัติความเป็มาเอย แผนผังมหาลัยเอย ผู้ชายหล่อๆ เอย เอ้ย ไม่ใช่ แกดูเองก็แล้วกันเดี๋ยวฉันมา” พูดเสร็จยัยมินต์ก็เดินจ้ำอ้าวไปหยิบหนังสือมาอ่านตามประสาหนอนหนังสือ นอกจากที่นี่จะเป็ร้านกาแฟแล้ว ยังเป็ร้านซื้อขายหนังสือเก่าอีกด้วย
มหาวิทยาลัยเกรนดอนก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ 2005 โดยโลแกน วาเลย์ ชาวอังกฤษที่หลงใหลในวัฒนธรรมไทยและได้ย้ายมาตั้งหลักปักฐานที่ประเทศไทยหลายปีแล้ว มหาวิทยาลัยเกรนดอนเป็มหาวิทยาลัยที่นายโลแกนหมายมั่นปั้นมือให้เป็มหาวิทยาลัยนานาชาติอันดับหนึ่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมี อาเรซ ลูคัสและโมนา ลูกชายและลูกสาวเป็ผู้ช่วยดูแลและเป็นักศึกษาของที่นั่นด้วย
“มินต์”
“อะไรของแกอีกล่ะ ฉันกำลังอ่านเพลินๆ เลยเนี่ย นางเอกกำลังจะรู้ว่าพระเอกเป็แวมไพร์พอดี เสียอรรถรสหมดเลย” ยัยมินต์เงยหน้าขึ้นจากหนังสือพร้อมกับทำหน้าโคตรเซ็ง
“ตำนานความรักระหว่างแวมไพร์กับมนุษย์เนี่ยนะ นี่มันยุคสมัยไหนแล้วมินต์ แกเลิกเพ้อเจ้อเกี่ยวกับแวมไพร์อะไรพวกนี้ได้แล้ว”
“ไม่ใช่แค่แวมไพร์นะ มีนักล่าแวมไพร์ด้วย”
“จ้ามินต์ ไม่ใช่สิต้องเรียกยัยเพ้อฝัน” ยัยมินต์หันมาทำหน้าบึ้งใส่ฉัน
“แกช่วยฉันคิดหน่อยว่าทำยังไงถึงจะได้เข้าใกล้คนพวกนี้ได้ โดยเฉพาะนายอาเรซไรนั่นน่ะ คนสำคัญเลยล่ะ”
“มันจะไปยากอะไร แกก็ใช้ความสวยหยาดเยิ้มของแกให้เป็ประโยชน์สิ” ยัยมินต์พูดอย่างมั่นใจ
“ผู้ชายอ่ะนะ ร้อยทั้งร้อยก็ชอบผู้หญิงสวยทั้งนั้น แกต้องงัดจริตออกมาใช้ให้หมด ยั่วยวนให้ผู้ชายหลงใหลไม่ใช่เื่ไกลตัว ฉันจะเป็ติวเตอร์ให้แกเอง ไว้ใจยัยมินต์สิบจีคนนี้ได้เลย เหอ เหอ”
“จ้า จะไม่ไว้ใจเพราะท่าทางของแกนี่แหละ”
กรี๊ดดด
เสียงกรี๊ดร้อยแปดเดซิเบลของผู้หญิงที่นั่งโต๊ะข้างๆ ดังจนฉันกับมินต์ต้องหันไปมอง แล้วก็เห็นว่าพวกหล่อนกำลังชี้ไปที่ผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังเดินเข้ามาในร้าน เพียงแค่แวบหนึ่งที่ฉันรู้สึกเหมือนว่าเขาจะมองมาที่ฉัน ตอนนี้ทุกสายตาจับจ้องไปที่เขา ผู้ชายรูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาว ขาวมากยังกับว่าไม่มีเื ผิวขาวตัดกับผมสีดำสนิท ั์ตาสีน้ำตาลอมแดง เขาช่างดูดีจริงๆ
“หล่อมากอ่ะแก” ยัยมินต์พูดกับฉันในขณะที่สายตาก็จ้องมองผู้ชายคนนั้นอยู่ เขาเป็ใครกันนะ?
“ลุงครับ พอจะมีหนังสือเก่าที่เป็ภาษากรีกไหม”
“อืม ขอหาดูก่อน รอแป๊บหนึ่งนะ” พูดจบลุงเ้าของร้านก็เดินหายเข้าไปในห้องด้านหลังร้านที่น่าจะเป็ห้องเก็บของ ฉันได้ยินบทสนทนาที่ผู้ชายคนนั้นพูดกับลุงเ้าของร้านอย่างชัดเจนเพราะตอนนี้เขายืนห่างจากโต๊ะที่ฉันนั่งเพียงแค่สามก้าวเท่านั้น
“พี่คะ ขอถ่ายรูปได้ไหมคะ”
“อ๋อ ได้ครับ”
“ฉันหมั่นไส้ยัยพวกนั้นจริงๆ เห็นผู้ชายหล่อเป็ไม่ได้” ยัยมินต์พูดพร้อมกับทำหน้าอิจฉาตาร้อน
“แกก็เหมือนกันนั่นแหละ จ้องจนลูกตาจะหลุดออกมาแล้วมั้ง” ยัยมินต์หันมาทำหน้าค้อนขวับใส่ฉัน สักครู่หนึ่งลุงเ้าของร้านก็เดินออกมา
“ไม่มีนะพ่อหนุ่ม หนังสือแบบนั้นถ้ามีเขาก็คงไม่เอามาขายหรอก”
“เหรอครับ ถ้าอย่างนั้นไม่เป็ไรครับ” พูดจบผู้ชายคนนั้นก็หันมายิ้มกรุ้มกริ่มให้ฉัน ไม่ผิดแน่ เขายิ้มให้ฉันก่อนจะเดินออกจากร้านไป
“เขาเป็ใครกันนะ ั้แ่เกิดมายัยมินต์คนนี้ยังไม่เคยเจอผู้ชายคนไหนที่หล่อเพอร์เฟคได้ขนาดนี้เลย ให้ตายสิอยากจะรู้จังเลยว่าที่มหาวิทยาลัยเกรนดอนจะมีผู้ชายหน้าตาดีแบบนี้บ้างหรือเปล่า คิดแล้วก็อยากให้เปิดภาคเรียนเร็วๆ จังเลย” ยัยมินต์พูดพร้อมกับทำตาเป็ประกาย สวมบทนางเอกนิยายเพ้อฝัน -_- ใช่ ฉันก็รอวันนั้นเหมือนกัน จะได้เริ่มแผนการสักที
หลังจากแยกย้ายกับมินต์ ฉันก็ปั่นจักรยานโกโรโกโสคันเก่าทึนทึกของฉันกลับบ้านแม้จะสุ่มเสี่ยงโดนหมาไล่กัด แต่ก็ช่วยประหยัดเงินค่าน้ำมันรถได้เยอะ เพราะร้านกาแฟอยู่ระหว่างซอยบ้านฉันกับซอยบ้านมินต์ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันสักเท่าไหร่ ระหว่างที่ฉันปั่นจักรยานพลางกับฮัมเพลงไปเรื่อยนั้น ฉันสังเกตว่าคืนนี้ไม่มีคนเดินพลุกพล่านผ่านไปผ่านมาเหมือนทุกคืน อาจจะเป็เพราะว่าเพิ่งมีคนตายแล้วตอนนี้มันก็สี่ทุ่มแล้วด้วย ถ้าแม่รู้ว่าฉันแอบหนีออกมาดึกๆ แบบนี้ต้องโดนบ่นไปอีกเจ็ดวันแน่ ฉันรีบปั่นจักรยานให้เร็วขึ้น อีกแค่ห้าร้อยเมตรก็จะถึงบ้านแล้ว
บรรยากาศสองข้างทางเงียบสนิทแม้แต่สุนัขที่เคยไล่กัดฉันทุกวันก็หายหัวไม่เห็นสักตัว ไม่ได้ยินเสียงเห่าสักโฮ่ง ทุกอย่างเงียบหมด จินตนาการในหัวของฉันตอนนี้ไม่ต่างกับฉากในหนังฆาตกรรม หวังว่าฉันคงไม่เป็ศพต่อไปนะ ฉันยังเด็กอยู่เลย ยังอยากมีชีวิตอยู่นานๆ ฉันยกมือพนมไหว้ท่องนะโมตัสสะในใจ
พลึ่บ
มีบางอย่างเคลื่อนไหวผ่านหน้าฉันไปอย่างรวดเร็ว เร็วมาก จนทำให้ฉันเสียการทรงตัว
โอ๊ะ โอ๊ย
ฉันกับจักรยานคู่ใจลงไปนอนกองกับพื้นเรียบร้อยแล้ว สภาพคือไม่รู้ว่าใครขี่ใครอยู่กันแน่ ฉันยกจักรยานที่ทับอยู่ออกจากตัว แล้วเขยิบมานั่งริมถนน ได้แผลแล้วไงยัยแคท เจ็บชะมัด ฉันก้มลงดูแผลถลอกที่เข่ากับข้อศอก เืกำลังไหลซิบ เศษหินเศษดินฝังในแผลจนปวดแสบปวดร้อนไปหมด ถึงจะเจ็บแต่ฉันก็พยายามพยุงตัวขึ้นเดิน เพราะนี่ก็ดึกแล้ว ขืนนั่งอยู่ตรงนี้นานๆ คงมีหวังโดนรถลากไปหายมบาลแน่
ตึก ตึก ตึก
เสียงฝีเท้าคนเดินใกล้เข้ามา
“ใครน่ะ”
ฉันได้ยินเสียงเหมือนมีคนกำลังเดินตามมา แต่เมื่อหันกลับไปมองกลับไม่เห็นใคร และเป็อย่างนี้อยู่หลายครั้ง ถ้าเป็ผีจะมาหลอกก็ขอติดไว้ก่อนแล้วกัน คืนนี้ไม่มีแรงวิ่งแล้ว
ตึก ตึก ตึก
ยังจะตามมาอีก คงเป็คนแล้วล่ะ ไม่น่าใช่ผี หรือว่ายัยมินต์จะแกล้งฉัน
"ออกมาเลยนะ แกหรือเปล่ามินต์” ฉันะโไปในความมืด แต่ยัยมินต์ไม่มีทางทำให้ฉันรู้สึกกลัวแบบนี้แน่ อากาศร้อนอบอ้าวก็เริ่มเปลี่ยนเป็เย็นะเืจนฉันปรับตัวไม่ทัน ขนลุกขนพองไปหมดทั้งตัว
“หวัดดี”
เ้าของเสียงก้าวออกมาจากความมืด สองมือล้วงกระเป๋าเดินมาหยุดนิ่งตรงหน้าฉัน รอยยิ้มนั้นฉันจำมันได้ดี
“น่ะ นาย”
ผู้ชายคนที่ฉันเจอในร้านกาแฟ เขาตามฉันมาทำไม หรือว่าแค่บังเอิญเจอกัน
“ขอโทษที่ทำให้ใ ฉันแค่อยากรู้จักเธอ เธอเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
“นายอยากจะรู้จักฉันไปทำไม แล้วฉันก็ไม่อยากจะคุยกับคนแปลกหน้าหรอกนะ”
“อาเรซ วาเลย์ ทายาทเ้าของมหาวิทยาลัยเกรนดอน หล่อ รวย โปรไฟล์ดีขนาดนี้ เธอคงไม่อยากเป็แค่คนแปลกหน้ากับฉันแน่นอน”
ฉันไม่เคยเจอใครที่หลงตัวเองได้เท่าผู้ชายคนนี้มาก่อนเลย ตะ แต่เมื่อกี้เขาพูดว่าอะไรนะ อาเรซ วาเลย์ ใช่ เขาชื่อ อาเรซ วาเลย์ หูฉันคงไม่เพี้ยนไป คงจะไม่มีคนชื่อเดียวกัน นามสกุลเดียวกันบนโลกใบนี้หรอกนะ ต้องใช่เขาแน่นอน ไม่คิดเลยว่า์จะเป็ใจขนาดนี้ บทจะง่ายก็ง่ายเหลือเกิน แม้จะบังเอิญไปหน่อยก็ช่างเถอะ
“เหรอ แล้วถ้าฉันไม่อยากรู้จักนายล่ะ” ถึงยังไงก็ต้องเล่นตัวไว้ก่อนยัยแคท เพราะผู้ชายชอบอะไรที่มันท้าทาย เดี๋ยวเหยื่อก็ติดกับดักเอง (ยัยมินต์เคยกล่าวไว้) ผู้ชายตรงหน้าเดินเข้ามาหาช้าๆ สายตาก็มองสำรวจเรือนร่างั้แ่หัวจรดเท้า แล้วดูสายตาหมอนี่สิ กรุ้มกริ่มมากๆ
“ฉันอยากรู้จักเธอก็เพราะเธอเป็คนสวยและพิเศษแบบที่ฉันไม่เคยเจอมาก่อน” เขาพูดพร้อมกับย่อตัวลงคุกเข่าตรงหน้าฉัน
“นายจะทำอะไรน่ะ”
“ฉันจะดูแผลให้ เห็นไหมว่าเืมันไหลไม่หยุด ขืนปล่อยไว้นานเดี๋ยวมันก็ไหลหมดตัว หึ หึ” คนตรงหน้ายิ้มอย่างมีเลศนัย
“ไม่ต้อง แผลแค่นี้มันคงไม่ถึงตายหรอก” ฉันรีบก้าวถอยหลังออกมาเมื่อเห็นว่าหมอนั่นเริ่มทำมากกว่าการดูแผล
“อยากรู้จักฉันใช่ไหม ฉันชื่อแคทเธอรีน รู้แล้วก็อย่าตามฉันมาอีกนะ” ฉันรีบเดินให้ห่างออกมาจากตรงนั้น
“เราจะได้เจอกันอีกไหม”
ฉันได้ยินเสียงนายนั่นะโตามหลังมา แต่เมื่อฉันหันกลับไปมอง ก็เจอแต่ความว่างเปล่า มีแค่สายลมเย็นๆ ที่พัดผ่านไปเท่านั้น
เราได้เจอกันอีกแน่นอน อาเรซ วาเลย์
หญิงสาวค่อยๆ เดินกะเผลกไปตามถนน แต่ในความมืดมีบุคคลคนหนึ่งยืนจ้องมองเธออยู่จนลับสายตา เขาตกหลุมรักเธอแล้วล่ะ และเธอไม่สามารถปฎิเสธเขาได้