ในระหว่างที่มู่อวิ๋นจิ่นเดินอย่างไร้จุดหมายอยู่ที่ตลาดพยายามเลือกเฟ้นของขวัญให้ฉู่ลี่ กระทั่งเดินไปเดินมาจนรู้ตัวอีกทีก็มาหยุดที่หน้าจวนอัครเสนาบดีมู่
เดิมทีคิดจะแสร้งทำเป็นเดินอ้อมไปอีกทางแต่พอนึก ๆ ดูแล้วมู่อวิ๋นหานก็อยู่ด้านในนางจึงตัดสินใจเดินพรวดเข้าไป หมายจะเข้าไปถามมู่อวิ๋นหานว่าควรตระเตรียมของขวัญอะไรในวันเกิดของฉู่ลี่ดี เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด
สรุปแล้วไปถามความคิดเห็นย่อมดีกว่าคิดเองไปเรื่อย
หัวหน้าบ่าวใช้ในจวนพอเห็นมู่อวิ๋นจิ่นเดินเข้ามาก็รีบเข้าไปต้อนรับโค้งคำนับอย่างนอบน้อม “ข้าน้อยคารวะพระชายาหกขอรับ”
“ท่านพี่อยู่ที่จวนหรือไม่?” มู่อวิ๋นจิ่นเอ่ยถามขึ้น
หัวหน้าบ่าวใช้ในจวนส่ายหน้าไปมา“คุณชายถูกเรียกตัวให้เข้าวังหลวงตั้งแต่เช้าตรู่ ตอนนี้ยังไม่กลับมา แต่ดูท่าแล้วอีกไม่นานก็คงกลับขอรับ”
“อืม อย่างนั้นข้าจะเข้าไปรอท่านพี่กลับมา”มู่อวิ๋นจิ่นเดินผ่านห้องโถงที่ไม่มีใคร ผ่านเข้าไปที่เรือนด้านหลัง
ระหว่างที่เดินไปเรือนด้านหลังไม่กี่ก้าวได้ยินเสียงหัวเราะชอบใจของมู่เซี่ยโหรวดังขึ้น
“ท่านแม่ดูสิเจ้าคะนี่เป็นกำไลทองที่ท่านพ่อให้ลูกเมื่อวานนี้ สวยหรือไม่เจ้าคะ?”
มู่อวิ๋นจิ่นเดินเข้าไปใกล้ๆ เห็นมู่เซี่ยโหรว และลัวหนิงอวี่นั่งอยู่ที่ศาลาด้านหลัง จิบน้ำชาไปพลางหัวเราะสนุกไปด้วย
“อืม สวยมากทีเดียว”ลัวหนิงอวี่พยักหน้าและตอบอย่างยิ้มแย้ม
“ช่วงนี้ท่านพ่อนับวันก็ยิ่งใส่ใจลูกมากขึ้นประเดี๋ยวก็ให้บ่าวใช้นำอาภรณ์กับเครื่องประดับชิ้นใหม่มาให้อยู่เสมอ อีกทั้งตอนนี้ท่านพ่อไม่ได้อยู่ที่หอมุกดาแล้วปล่อยให้พี่สี่ต้องโดดเดี่ยวเดียวดาย” มู่เซี่ยโหรวเล่าอย่างออกรสออกชาติ
ลัวหนิงอวี่หันมาส่ายหน้าให้มู่เซี่ยโหรว“โหรวเอ๋อร์ อย่าพูดอะไรแบบนี้อีก”
“เจ้าค่ะท่านแม่”
พอได้ยินแม่ลูกคู่นี้สนทนาสัพเพเหระมู่อวิ๋นจิ่นก็เม้มปากโดยไม่รู้ตัว จากนั้นจึงเดินอ้อมแสร้งทำไม่เห็น
เมื่อเดินมาจนถึงหอบุปผาภิรมย์ซึ่งเป็นห้องเก่าของมู่อวิ๋นจิ่นที่เคยอาศัยทุกอย่างยังคงดูเหมือนเดิมเหมือนก่อนที่แต่งงานออกไป
ที่สำคัญในห้องยังไม่มีฝุ่นเกาะสิ่งของแม้แต่น้อยพอพินิจดูก็พบว่าต้องมีคนเข้ามาทำความสะอาดอยู่เสมอ
มู่อวิ๋นจิ่นจึงลากเก้าอี้โยกเยกมานั่งพักผ่อนหย่อนกายรอมู่อวิ๋นหานกลับมาที่จวน
“ตั้งแต่ที่ฮูหยินสามจัดการดูแลจวนถือว่าทำได้ดีกว่าฮูหยินใหญ่เมื่อก่อนเป็นอย่างมาก” จื่อเซียงมองดูรอบ ๆ และเอ่ยขึ้น
มู่อวิ๋นจิ่นยิ้มมุมปาก“ใช่แล้ว ตั้งแต่ที่ซูปี้ชิงไม่อยู่ แล้วฮูหยินรองเว่ยหานเฉี่ยวกลายเป็นคนเสียสติไปฮูหยินสามจึงได้โอกาสดูแลจัดการจวนแทน”
จื่อเซียงดูเหมือนจะเข้าใจและไม่เข้าใจ“อารมณ์ของคุณหนูสี่ดีกว่าเมื่อก่อนมาก ไม่ได้ดูโอหังเหมือนเมื่อก่อนแล้วด้วยเจ้าค่ะ”
“นั่นสิไม่รู้ว่ามู่หลิงจูในช่วงนี้คิดวางแผนทำอะไรหรือเปล่า”มู่อวิ๋นจิ่นเอ่ยเสียงเรียบ ไม่เชื่อว่ามู่หลิงจูจะนำเอาเหตุการณ์มาสอนใจและกลับตัวกลับใจใหม่ได้
…
มู่อวิ๋นจิ่นและจื่อเซียงนั่งรออยู่อย่างนั้นกว่าครึ่งชั่วยามกระทั่งอัครเสนาบดีมู่เดินเข้ามาในห้อง เมื่อเห็นมู่อวิ๋นจิ่นอยู่ข้างใน จึงรีบกระหืดกระหอบวิ่งเข้ามา
“พ่อได้ยินหัวหน้าบ่าวใช้บอกว่าลูกกลับมาที่จวนดังนั้นจึงอยากมาให้เห็นกับตาเสียหน่อย” อัครเสนาบดีมู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเอ็นดู
มู่อวิ๋นจิ่นรีบลุกขึ้นมองอัครเสนาบดีมู่เมื่อเห็นว่าเขาเหงื่อไหลเต็มใบหน้า ทั้งยังกระหืดกระหอบถึงได้รู้ว่าต้องรีบวิ่งมาที่นี่
ในตอนนี้มู่อวิ๋นจิ่นไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกที่อยู่ในใจของนางด้วยคำพูดอย่างไรออกมาดี
“อ่อ แค่เดินผ่านหน้าจวนมาจึงแวะเข้ามาดูเสียหน่อย”มู่อวิ๋นจิ่นตอบยิ้ม ๆ
อัครเสนาบดีมู่พยักหน้ามองมู่อวิ๋นจิ่นด้วยความรู้สึกผิด“ที่นี่ถือเป็นบ้านของลูกเสมอ หากว่างเมื่อไหร่กลับมาได้ทุกเมื่อ”
มู่อวิ๋นจิ่นได้ยินได้ฟังพลันเกิดความรู้สึกยากจะอธิบายไม่รู้จะเอ่ยคำใดต่อไปอีก
“อวิ๋นจิ่นกลับมาแล้ว”มู่อวิ๋นหานก้าวเข้ามาในห้อง พอดีกับช่วยความเก้อเขินให้ลดน้อยถอยลงไป
อัครเสนาบดีมู่เห็นมู่อวิ๋นหานกลับมาแล้วจึงพูดกับลูกทั้งสองคนว่า “อย่างนั้นพวกเจ้าพูดคุยกันไป พ่อขอตัวก่อน”
ระหว่างที่กำลังจะเดินจากไปอัครเสนาบดีมู่หันมามองมู่อวิ๋นจิ่นอีกครั้ง “อวิ๋นจิ่น ประเดี๋ยวอยู่ทานอาหารด้วยกันก่อน”
“เจ้าค่ะ”นางพยักหน้าและตอบรับ
หลังจากอัครเสนาบดีมู่เดินออกไปแล้วมู่อวิ๋นหานได้เอ่ยถามนางขึ้นมาทันที “ทำไมกลับเจ้าถึงกลับมากะทันหันแบบนี้?”
“ข้าตั้งใจกลับมาหาพี่โดยเฉพาะ”มู่อวิ๋นจิ่นยิ้มแย้ม “ใกล้ถึงวันเกิดของฉู่ลี่แล้ว แม่นมเสิ่นให้ข้ามาเตรียมของขวัญแต่ตอนนี้ไม่รู้เตรียมอะไรให้ถึงจะดี”
“ดังนั้นมาหาพี่เพื่ออยากถามอย่างเดียวว่าบุรุษนั้นชอบของประมาณไหนกัน?”
เมื่อได้ฟังที่มู่อวิ๋นจิ่นถามขึ้นมู่อวิ๋นหานปรายตามองนางก่อนจะยิ้มมุมปาก “เมื่อก่อนแสดงท่าทางไม่สนใจฉู่ลี่แม้แต่น้อยคราวนี้กลับมาถามพี่เพื่อเตรียมของให้เขาโดยเฉพาะ โบราณว่าสตรีแต่งออกเรือนไปแล้วก็เป็นคนของอีกฝ่ายไปโดยปริยาย”
“ท่านพี่พูดอะไรเลอะเทอะไปเรื่อย”มู่อวิ๋นจิ่นเบ้ปากด้วยความไม่พอใจ “วันเกิดของฉู่ลี่จะต้องมีคนจำนวนมากให้ความสนใจข้าก็ไม่อาจมอบของที่ธรรมดาให้ใช่หรือไม่เล่า?”
“พี่ล้อเจ้าเล่นเท่านั้นเอง”มู่อวิ๋นหานยกมือขึ้นลูบหัวมู่อวิ๋นจิ่นไปมา “เพียงแต่ว่าองค์ชายหกเป็นคนนิสัยแปลกประหลาดเสียไปหน่อยดังนั้นของที่ชื่นชอบย่อมเป็นของที่แปลกไม่ซ้ำใคร”
นิสัยแปลกประหลาด?
มู่อวิ๋นจิ่นครุ่นคิดอยู่ประเดี๋ยวนอกจากโคมไฟถือรูปแบบต่าง ๆ แล้ว ในหัวของนางก็ไม่คิดถึงสิ่งอื่น
นางคิดว่าหากมอบโคมไฟถือให้เขาวันต่อมาเรือนของนางต้องเต็มไปด้วยประทัดที่ถูกจุดเหมือนครั้งก่อนเป็นแน่
เรื่องนี้ ช่าง มัน ไป ก่อน เถอะ!
ในระหว่างที่จนปัญญานึกไม่ออกว่าจะเตรียมของขวัญอะไรดีบ่าวใช้ในจวนก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามาด้านใน “คุณชาย องค์หญิงห้ามาที่จวนขอรับ”
ทันทีที่รู้ว่าเป็นองค์หญิงห้ามู่อวิ๋นจิ่นถึงกับขมวดคิ้ว “เจ้าแน่ใจนะว่าเป็นองค์หญิงห้า ไม่ได้พูดผิดไปใช่หรือไม่?”
“เรียนพระชายาหกเป็นองค์หญิงห้าไม่ผิดเพี้ยนขอรับ”
เมื่อแน่ใจแล้วมู่อวิ๋นจิ่นกลับหัวเราะชอบใจขึ้นมา และหันไปพูดกับมู่อวิ๋นหานว่า “องค์หญิงห้าผู้นี้เอาจริงเอาจังเสียด้วย”
มู่อวิ๋นจิ่นกับมู่อวิ๋นหานจำต้องเดินไปห้องโถงเพื่อต้อนรับขับสู้ก็เห็นอัครเสนาบดีมู่กับลัวหนิงอวี่กำลังสนทนากับองค์หญิงห้าฉู่ชิงเฉียง ที่นั่งอยู่เก้าอี้ตรงกลางของอัครเสนาบดีมู่
ระดับสายตาของฉู่ชิงเฉียงมองเห็นมู่อวิ๋นหานเดินเข้ามาในห้องโถงอย่างชัดเจนแววตาปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา แต่เมื่อเห็นข้างกายของมู่อวิ๋นหานเป็นมู่อวิ๋นจิ่นก็พลันหุบรอยยิ้มนั้นลงเสีย
“เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร?” ฉู่ชิงเฉียงถามเสียงแข็ง
มู่อวิ๋นจิ่นรู้สึกขันสิ้นดีจึงตอบกลับไป“ที่นี่เป็นบ้านเกิดของอวิ๋นจิ่นเอง”
ทันใดนั้นฉู่ชิงเฉียงพลันนึกขึ้นได้ว่าไม่น่าถามเช่นนี้นางจึงไม่สนใจมองมู่อวิ๋นจิ่นและหันไปหามู่อวิ๋นหานแทน “อวิ๋นหาน เมื่อวานนี้ข้าได้ศึกษาตำราการออกศึกมีหลายจุดที่ไม่ค่อยเข้าใจ จึงอยากให้ท่านช่วยอธิบายให้เสียหน่อย”
เรียกว่า‘อวิ๋นหาน’อย่างนั้นเลยหรือ?
เมื่อได้ยินคำเรียกชื่อที่หวานเยิ้มแบบนี้มู่อวิ๋นจิ่นพลันเกิดความสะอิดสะเอียน ต่อว่านางในใจว่ามีความสัมพันธ์อันใดกับพี่ชายของนางถึงได้เรียกชื่อแสดงถึงความสนิทชิดเชื้อได้ถึงเพียงนี้
มู่อวิ๋นหานรู้สึกเก้อเขินที่ถูกฉู่ชิงเฉียงเรียกเช่นนั้นจึงกระแอมไอพลางเหล่ตาไปทางมู่อวิ๋นจิ่น “ใช่แล้ว อวิ๋นจิ่นก็มีเรื่องจะถามกระผมเหมือนกันเช่นนั้นถือโอกาสนี้ไปคุยด้วยกันเสียเลย”
ฉู่ชิงเฉียงหันกลับไปมองมู่อวิ๋นจิ่นด้วยสายตาแข็งกร้าวแต่มิอาจปฏิเสธคำของมู่อวิ๋นหานได้ จึงยอมเดินตามไปนั่งที่ศาลาด้านหลัง
มู่อวิ๋นจิ่นก็เดินตามไปติดๆ
……
ภายในศาลาด้านหลังจวนนั้น
“มู่อวิ๋นจิ่นเจ้ามีคำถามอะไรก็รีบถามเสีย ถามเสร็จจะได้รีบกลับไปเสียที” ฉู่ชิงเฉียงเอ่ยปากอย่างไม่เกรงใจมู่อวิ๋นจิ่น
มู่อวิ๋นจิ่นรินน้ำชาใส่ถ้วยยกดื่มอย่างสบายอุราพลางชำเลืองไปที่มู่อวิ๋นหาน “ท่านพี่ ครั้งก่อนที่สอนกลอนบทนั้นกับอวิ๋นจิ่นไป อวิ๋นจิ่นจำได้แล้ววันนี้จะมาเขียนให้ท่านพี่ดูเสียหน่อย”
มู่อวิ๋นหานแอบยักคิ้วหลิ่วตามองและมองมู่อวิ๋นด้วยรอยยิ้ม “ดีเลย”
จากนั้นไม่นานหัวหน้าบ่าวใช้ก็ไปหยิบอุปกรณ์การเขียนมาให้
มู่อวิ๋นหานหยิบพู่กันขึ้นมาบรรจงเขียนกลอนเป็นแถวๆ จากนั้นยื่นพู่กันให้กับมู่อวิ๋นจิ่น “อวิ๋นจิ่นลองดูหน่อย”
“ได้เลยท่านพี่”
มู่อวิ๋นจิ่นจับพู่กันขึ้นมาจุ่มลงไปในจานรองหมึกจนชุ่ม จากนั้นยกขึ้นมาเขียนเฉไปเฉมา
ฉู่ชิงเฉียงมองดูมู่อวิ๋นจิ่นเขียนอักษรอย่างดูแคลนนึกเสียดายว่าทำไมฉู่ลี่ถึงได้ยอมแต่งกับสตรีที่ไร้ความสามารถอย่างนางด้วย
“อวิ๋นจิ่นยังไม่ถูกตรงนี้ไม่ใช่ตวัดซ้าย ต้องตวัดขวาต่างหาก” มู่อวิ๋นหานเอ่ยปากแก้หลังจากมู่อวิ๋นจิ่นเขียนได้เพียงสองตัว
มู่อวิ๋นจิ่นพยักหน้ารับจากนั้นยกพู่กันจุ่มหมึกจนชุ่มและเขียนใหม่
“ยังไม่ถูกหมึกนั้นไม่ต้องจุ่มจนชุ่มถึงเพียงนี้ อีกอย่างตัวอักษรนี้ต้องลากตรงลงมาแล้วค่อยตวัดขึ้นทางซ้ายไม่ใช่ตวัดซ้ายทันที…”
“ตรงนี้ต้องเขียนลากเป็นเส้นตรงจากบนลงล่างโดยไม่ต้องยกพู่กันขึ้นมา…”
“ส่วนตัวอักษรนี้ยังเขียนไม่ถูกต้องต้องเพิ่มขีดอีกขีดหนึ่งจากซ้ายไปขวา เข้าใจหรือไม่?”
“ผิดแล้วผิดแล้ว ตรงนี้เขียนผิดแล้ว…”
ไป ๆ มาๆ ฉู่ชิงเฉียงที่พยายามรออย่างอดทนอดกลั้นดูสองพี่น้องเขียนพู่กันมาหนึ่งชั่วยามเต็มๆ
จนกระทั่งฉู่ชิงเฉียงเดือดดาลจนหน้าดำหน้าแดงที่ถูกมองเป็นอากาศธาตุคอยมองดูมู่อวิ๋นจิ่นเขียนพู่กันผิดจนกระดาษเสียกองพะเนินสูงขึ้น องค์หญิงอยากด่าทอออกไปทว่ามู่อวิ๋นหานอยู่ที่นี้ด้วย จึงทำได้แต่เก็บงำเอาไว้
อย่างไรเสียดูจากหนึ่งชั่วยามที่ผ่านมา พี่ชายน้องสาวคู่นี้ดูท่าจะสนิทชิดเชื้อกันเป็นอย่างมาก
หลังจากนั้นฉู่ชิงเฉียงยังคงรออย่างอดทนไปอีกครึ่งชั่วยามก่อนจนเอ่ยปากขึ้นมาว่า “อวิ๋นจิ่น พี่ห้าจำได้ว่า น้องชายหกฉู่ลี่ของพี่ก็เขียนกลอนได้ไม่เลวเอาเป็นว่าเจ้ากลับจวนไปถามน้องชายหกแล้วกัน”
“พี่ห้ารออีกประเดี๋ยวอวิ๋นจิ่นใกล้เขียนเสร็จแล้ว ประเดี๋ยวเสร็จแล้วจะรีบไปทันที รับรองว่าไม่รบกวนพี่ห้าแน่นอน”มู่อวิ๋นจิ่นพูดโดยไม่ได้เงยหน้ามองฉู่ชิงเฉียงแม้แต่น้อย
ฉู่ชิงเฉียงถึงกับชักสีหน้าจ้องเขม็งไปที่มู่อวิ๋นจิ่นพยายามฝืนกลั้นสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
จนกระทั่งเวลาครึ่งชั่วยามผ่านไปเสียงของมู่อวิ๋นจิ่นก็ยังพูดไม่หยุด “อุ้ย เขียนผิดอีกแล้ว อักษรตัวนี้ช่างเขียนยากเย็นเสียเหลือเกินเดี๋ยวต้องเขียนใหม่อีกรอบ!”
“พี่ห้าท่านเป็นอะไรไปหรือ?” คราวนี้มู่อวิ๋นจิ่นเงยหน้าขึ้นมองฉู่ชิงเฉียงด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
“องค์หญิงห้าไม่ได้รีบร้อนใช่ไหมขอรับ?” มู่อวิ๋นหานก็ถามขึ้นเช่นกัน
ฉู่ชิงเฉียงฝืนขบริมฝีปากแนบแน่นอดกลั้นความรู้สึกข้างในไม่ให้ปะทุออกมาจากนั้นหันไปยิ้มอย่างอ่อนโยนให้มู่อวิ๋นหาน “อวิ๋นหาน พอดีข้านึกขึ้นได้ว่ายังมีเรื่องที่ต้องทำเช่นนั้นขอตัวกลับก่อน วันหลังค่อยมาปรึกษาแล้วกัน”
หลังจากพูดจบฉู่ชิงเฉียงลุกขึ้นยืนโดยมีนางกำนัลประคองเดินจากไป
พอฉู่ชิงเฉียงจากไปแล้วมู่อวิ๋นหานรีบวางพู่กันในมือลงทันทีแล้วบีบนวดข้อมือไปมา “เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว องค์หญิงห้าก็ช่างมีความอดทนสูงเสียเหลือเกิน”
การรอของฉู่ชิงเฉียงในครั้งนี้ใช้เวลารวมกันแล้วตั้งหนึ่งชั่วยามครึ่ง
มู่อวิ๋นหานยิ้มให้มู่อวิ๋นจิ่น“แล้วหนึ่งชั่วยามครึ่ง เจ้าจดจำกลอนบทนี้ได้หรือยัง?”
“จำได้ขึ้นใจแล้ว”มู่อวิ๋นจิ่นยักคิ้วหลิ่วตา
เกือบจะทันทีมู่อวิ๋นจิ่นก็เอ่ยถามมู่อวิ๋นหานขึ้น“ในวันนี้องค์หญิงห้าแสดงให้เห็นว่าจะแต่งกับพี่ให้จงได้ ถ้าอย่างนั้นจะทำอย่างไรดี?”
“เช่นนั้นก่อนที่ฝ่าบาทจะพระราชทานงานสมรสลงมาพี่รีบหาสตรีดี ๆ สักคนหนึ่งแต่งงานไปเสียดีไหม?” มู่อวิ๋นจิ่นถามขึ้น
มู่อวิ๋นหานชะงักงันและนิ่งเงียบในทันที เขาครุ่นคิดสิ่งที่มู่อวิ๋นจิ่นเอ่ยออกมา “สิ่งที่เจ้าพูดออกมาก็มีเหตุผล!”
“เอ๊ะ? พี่คิดจะเอาจริงหรือ?? อวิ๋นจิ่นพูดเล่นเท่านั้นเอง!”มู่อวิ๋นจิ่นพูดยิ้ม ๆ
“อันที่จริงองค์หญิงผู้นี้หน้าตางดงามกิริยามารยาทเหมาะกับเป็นสตรีชั้นสูง รวม ๆ แล้วก็ใช้ได้ทีเดียว เพียงแต่ว่าหากแต่งกับองค์หญิงห้าพี่จะต้องกลายเป็นราชบุตรเขยไป นับจากนั้นเกิดเรื่องใดขึ้นก็ต้องก้มหน้ารองอารมณ์โดยมิอาจปริปากอะไรได้เช่นนั้นคงไม่ดีแน่!”
มู่อวิ๋นหานหันมองมู่อวิ๋นจิ่นอย่างจนปัญญาได้แต่ส่ายหน้าไปมา “เจ้าเอาเวลาไปคิดเรื่องของตัวเองเสียเถอะ ไปคิดเสียว่าจะตระเตรียมของขวัญวันเกิดอะไรให้องค์ชายหกเสียดีกว่ากระมัง”
“ถ้าพี่ไม่พูดขึ้นอวิ๋นจิ่นก็เกือบลืมไปสนิทแล้ว แต่วันเกิดของเขาเป็นเดือนหน้า ช่วงนี้ยังไม่ต้องรีบร้อนมากนักค่อย ๆ คิดไปแล้วกัน”
มู่อวิ๋นหานพยักหน้าเห็นด้วย“ได้เวลาอาหารกลางวันแล้ว พวกเราไปทานกันเถอะ”