เวลาไม่เช้าแล้วตอนที่เซียถิงรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา ที่บนตัวของเซียถิงยังมีร่างผอมบางโอบกอดเอาไว้ความรู้สึกอบอุ่นที่ถ่ายทอดให้แก่กันทำให้เสียนฟ่างยังคงจมอยู่กับการหลับไหล
เซียถิงเฝ้าพินิจใบหน้าด้านข้างที่อยู่ในอ้อมอก เซียถิงไม่เคยใกล้ชิดกับเสียนฟ่างมากขนาดนี้มาก่อน ใบหน้าขาวละมุน ดวงตาที่หลับอยู่ปกคลุมด้วยขนตาที่ยาว ริมฝีปากได้รูปสีออกชมพู คิ้วเรียวยาวเฉียงขึ้นเล็กน้อย บ่งบอกว่าคนตรงหน้ามีนิสัยดื้อรั้นเอาแต่ใจอยู่บ้าง "หึ" เซียถิง อดหัวเราะเบา ๆ มิได้ เสียนฟ่างไหนเลยเอาเพียงดื้อรั้นแต่ใจอยู่บ้าง ความร้ายกาจของคุณชายเสียนผู้นี้ร่ำลืออยู่ที่ฉางอานมาหลายปี ที่ผ่านมาเซียถิงเคยได้ยินเข้าหูมาบ้าง มีน้อยอยู่เสียเมื่อไร
เสียนฟ่างที่นอนหลับอยู่ค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย "เ้าตื่นแล้ว " เซียถิงที่ถูกกอดมาทั้งคืนอดไม่ได้ที่จะลูบศีรษะของคนตรงหน้าอย่างเบามือคราหนึ่ง
เซียถิงไม่เคยมีความรู้สึกกับบุรุษมาก่อน ก่อนที่จะแต่งงานเพียงรับทราบมาั้แ่ยังเยาว์ถึงคู่หมั้นที่เป็บุรุษ เมื่อถึงเวลาต้องแต่งก็เพียงทำตามคำสั่งของบิดามารดาเื่อื่นหาได้สนใจไม่ หลังจากแต่งงานก็มีเวลาอยู่ด้วยกันไม่มากนัก หากแต่ว่าตอนนี้ความรู้สึกของเซียถิงที่มีต่อคนตรงหน้ากลับทำให้หัวใจรู้สึกแปลก พิกลยิ่งนัก
ในสิบกว่าวันที่ผ่านมา ตลอดการเดินทางเสียนฟ่างกินอยู่อย่างธรรมดาโดยไม่ปริปาก ยามกล่าววาจากับผู้ติดตามบ่าวรับใช้ ไม่มีน้ำเสียงของผู้ที่ถือตัวแม้สักนิดเดียว ตอนที่ถูกลอบทำร้ายเสียนฟ่างแถบจะไม่มีท่าทางหวาดกลัวเสียด้วยซ้ำ ยามหลบหนีไม่ตื่นตระหนก ยามเผชิญหน้าไม่หวาดกลัว นี่ไม่ใช่ลักษณะท่าทางของคุณชายอ่อนแอแม้แต่นิดเดียว
เสียนฟ่างค่อย ๆ แยกตัวออกมาจากเซียถิงอย่างยากลำบาก คิดไม่ถึงตัวเองกลับกอดอีกฝ่ายเอาไว้จนตลอดคืนจริง ๆ "ท่านยังเจ็บอยู่ อย่าได้เคลื่อนไหววุ่นวาย ข้าจะออกไปดูข้างนอกแล้วจะกลับมา"
เสียนฟ่างรีบลุกออกจากเตียงเพื่อออกไปหาน้ำสะอาดมาทำการล้างาแให้กับเซียถิง ทั้งยังถือโอกาสปันอาหารเจจากในครัวออกมาด้วยส่วนหนึ่ง วัดเก่าแก่นี้เรียกว่าวัดม้าขาว ดูเหมือนมีเพียงหลวงจีนชราอยู่เพียงรูปเดียว
"ไต้ซือ รบกวนท่านแล้ว หากพี่ชายข้าดีขึ้นแล้วพวกเราจะรีบจากไป" เสียนฟ่างได้แต่กล่าวอ้างว่า เซียถิงเป็พี่ชาย หลวงจีนชราก็มิได้ถามมากความอันใด
เสียนฟ่างทานอาหารเจแล้วก็ปล่อยให้เซียถิงนอนหลับอยู่บนเตียง าแไม่น่าเป็ห่วงแล้ว แต่ยังคงมีไข้อ่อน ๆ การออกเดินทางใน่นี้ยังคงไม่เหมาะ หากเซียถิงในวันรุ่งขึ้นมีไข้น้อยลงแล้วทั้งสองคนตกลงที่จะใช้เส้นทางอ้อมหุบเขา ตามที่หลวงจีนชราแนะนำเพื่อกลับเข้าไปที่เมืองเหยียนเฉิง หากเข้าสู่เมืองเหยียนเฉิงได้ก็ไม่ต้องเป็ห่วงเื่ความปลอดภัย พวกคนที่ลอบทำร้ายต่อให้ใจกล้ากว่านี้ ยังไม่กล้าอาละวาดภายในเมืองที่มีทหารรักษาเมืองประจำอยู่เต็มไปหมดได้
เสียนฟ่างไม่มีสิ่งใดทำจึงค้นม้วนภาพที่ได้รับมาจากอู๋เฉิงจี้ออกมาดู อู๋เฉิงจี้กับเสียนฟ่างความจริงเพิ่งพบเจอกัน กลับได้รับของขวัญมาชิ้นหนึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับเสียนฟ่างอยู่ไม่น้อย เสียนฟ่างค่อย ๆ คลี่ม้วนภาพที่อยู่ในกระบอกไม้ไผ่ออกมาชมดู เป็ภาพวาดสตรีผู้หนึ่งยืนหันหลังอยู่บนยอดผา รูปร่างงามระหงดังจะปลิวไปตามลม มองเห็นใบหน้าเพียงด้านข้าง ลายเส้นตวัดสวยงาม สตรีที่อยู่ในภาพแม้เพียงใบหน้าด้านข้าง เสียนฟ่างก็ทราบว่าเป็สตรีที่งามยิ่งนักผู้หนึ่ง แต่ว่าอู๋เฉิงจี้เหตุใดจึงมอบภาพวาดสตรีให้กับตัวเองนี่คงมิใช่้าให้เสียนฟ่างรับสตรีผู้นี้เป็อนุกระมั่ง
"สตรีในภาพ ดูคลับคล้ายหลิวฮูหยินอยู่บ้างหรอกหรือ มิใช่ คนในภาพงดงามกว่าหลิวฮูหยินอยู่หลายส่วน ดวงตาก็ไม่คล้าย ไม่น่าจะเป็นาง" เสียนฟ่างครุ่นคิดอยู่ภายในใจ ในมือยังคงถือรูปวาดนั้นจ้องมองดูอย่างตั้งใจ
เซียถิงขยับตัวตื่นขึ้นมาอีกครา ลอบมองภาพที่เสียนฟ่างถือเอาไว้ กล่าวว่า "เหตุใดบัณฑิตอู๋จึงวาดภาพเ้าเป็สตรีไปเสียได้"
เสียนฟ่างมองเห็นใบหน้าตัวเองอย่างชัดเจนอยู่ไม่กี่ครา ในสมัยถังกระจกส่องหน้าแบบสมัยใหม่ยังไม่ถือกำเนิด บ้านชนชั้นสูงโดยทั่วไปมักใช้บานทองเหลืองขัดจนเงาเพื่อส่องดูเวลาแต่งตัว หาไม่แล้วก็เป็อ่างน้ำเวลาล้างหน้า คำชมเชยต่าง ๆ ที่ผ่านมาล้วนเป็ผู้อื่นกล่าวชมต่อหน้าบ้าง ลับหลังบ้างจึงไม่ทราบถึงรูปร่างหน้าตาของตัวเองโดยละเอียด แต่ว่าภาพวาดใบนี้ เซียถิงซึ่งมองเห็นโดยพร้อมกันสามารถบ่งบอกออกมาได้โดยทันที
“นี่เป็ภาพของข้า? แต่ว่าคนในภาพเป็สตรีชัด ๆ ท่านดูเสื้อผ้าที่นางสวมใส่เป็ชุดของสตรี ยังมีทรวดทรงแบบนี้หากมิใช่สตรียังจะเป็สิ่งใดได้อีก” เสียนฟ่างกล่าว
“ขอข้าดูให้ละเอียด” เซียถิงโน้มตัวเข้ามาใกล้ คล้ายไม่เจตนาใบหน้ากลับชะโงกข้ามไหล่ของเสียนฟ่างเพื่อก้มมองดูภาพวาดที่ว่า ลมหายใจของเซียถิงแทบจะรดกับใบหูของเสียนฟ่าง
“กระดาษที่ใช้เขียนภาพใบนี้ ที่ด้านข้างมีรอยเหลืองจาง ๆ ดูจากสภาพสมควรมีอายุหลายปีมาแล้ว ขณะที่เขียนภาพนี้ขึ้นมา เ้ายังไม่ถือกำเนิดขึ้นมาด้วยซ้ำ” เซียถิงกล่าว
เสียนฟ่างพิจารณาตามที่เซียถิงกล่าวยิ่งไม่เข้าใจ เหตุใดอู๋เฉิงจี้จึงมอบภาพวาดนี้ให้ตัวเอง ซ้ำบุคคลในภาพยังละหม้ายตัวเองเช่นนี้ หากจะมีสตรีที่มีใบหน้าละม้ายตนเองเช่นนี้คงมีแต่มารดาเท่านั้น มารดาของเสียนฟ่างจากไปั้แ่เสียนฟ่างอายุได้เพียงสามขวบ ใบหน้าของมารดาในความทรงจำของเสียนฟ่างเลือนรางยิ่ง จำได้เพียงว่ารอยยิ้มของมารดาอบอุ่นยิ่งกว่ารอยยิ้มของผู้ใด หากกลับไปที่ฉางอานเมื่อไรคงต้องนำภาพวาดนี้ให้บิดาชมดู
“พักเื่นี้ไว้ก่อนเถอะ ท่านพี่ คนที่ลอบทำร้ายพวกเราเป็พวกใดกัน ท่านพอจะคาดเดาได้หรือไม่”
“จากที่เ้าเล่ามา ส่านอ๋องลอบมาที่เมืองเหยียนเฉิงเพื่อขอหลักฐานจากบัณฑิตอู๋เื่การยักยอกเงินที่ราชสำนักส่งมาก่อสร้างเขื่อนที่เจียงหนาน ผู้ที่ลงมือสมควรมีเจตนาต่อส่านอ๋องหรือไม่ก็เกี่ยวข้องกับการยักยอกที่เกิดขึ้น เราสองคนเพียงอยู่ผิดที่ผิดทางรับเคราะห์ไปด้วยเท่านั้น”
ในจดหมายที่หยางหลิงฉีส่งให้กับเสียนฟ่างเมื่อคืนก่อน บอกเล่าแต่คราว ๆ ถึงเื่ที่ส่านอ๋องลอบมาที่เหยียนเฉิงเพื่อหาหลักฐาน และเตือนให้เสียนฟ่างอยู่ห่างจากเมืองเจียงหลิง ซึ่งบิดาของเสียนฟ่างก็กล่าวเตือนอยู่หลายคราก่อนที่จะเดินทางมาเจียงหนาน นอกจากนี้ก็ไม่มีข้อมูลอื่นอีก ดูท่าหยางหลิงฉีก็ทราบเื่ราวไม่มากนัก แสดงว่าต่อจากนี้ส่านอ๋องสมควรลงมือจัดการผู้ที่ยักยอกเงิน เมืองเจียงหลิงเห็นทีจะเกิดคลื่นลมแรง จนทั้งบิดากับหยางหยิงฉีไม่้าให้เสียนฟ่างเข้าไปยุ่งเกี่ยว
สิ่งที่เสียนฟ่างกับเซียถิงคิดแม้ไม่ผิด หากแต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นที่เมืองเจียงหลิงหลังจากนี้รุนแรงกว่าที่ทั้งสองคาดเดามากนัก
ที่เรือนไม้ไฝ่ อู๋เฉิงจี้ยืนสองมือไผล่หลังสีหน้าไม่สู้ดี มีส่านอ๋องหลี่เหิงยืนสงบเงียบอยู่ทางด้านข้าง
“เสด็จลุง ท่านบอกว่าเป็พระบิดาปล่อยข่าวออกไปว่าข้าอยู่ที่เหยียนเฉิง แต่ว่าเหตุใดพระบิดาจึงทรงกระทำเช่นนี้” ส่านอ๋องกล่าว
“นั่นก็เพื่อล่อให้เสด็จอาเ้าลงมือ ั้แ่หลายเดือนก่อน บิดาเ้าก็ส่งคนออกมาสืบหาหลักฐานที่เจียงหนาน เ้าเมืองเจียงหลิงไหนเลยกล้ากระทำการยักยอกเงินหลวงมากมายถึงเพียงนี้ บิดาเ้าที่ส่งเ้าลงมาในคราวนี้ก็เพื่อบีบบังคับให้เสด็จอาเ้าไม่มีทางเลือกอื่นอีก เขาได้แต่ลงมือแล้ว” อู๋เฉิงจี้กล่าว
เมื่อหลายเดือนก่อน ถังเสวียนจงให้เสียนเซิ่งลี่ลอบลงมาที่พื้นที่เจียงหนานกับหน่วยลับเพื่อสืบหาข่าว ทั้งยังร่วมมือกับคนของอู๋เฉิงจี้ หลังจากนั้นไม่นานเสียนเซิ่งลี่ก็กลับไปที่เมืองหลวงพร้อมหลักฐานมากมาย หน้าฉากป่าวประกาศว่ามีการยักยอกเงินที่ราชสำนักส่งมาบรรเทาน้ำท่วม หากแต่จุดประสงค์ที่แท้จริงกลับ้าหาหลักฐานที่สุยอ๋องหลี่หลงตี้วางแผนจะก่อฏ หลี่หลงตี้เป็พระอนุชาของถังเสวียนจงถือกำเนิดจากพระสนมหวัง หลังจากถังเสวียนจงขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบิดาถังรุ่ยจง หลี่หลงตี้ก็ได้รับมอบหมายให้ดูแลพื้นที่เจียงหนาน ผ่านไปเกือบยี่สิบปี หลี่หลงตี้กลับริเริ่มแอบสมคบกับขุนนางท้องถิ่นยักยอกเงินที่จะส่งให้ราชสำนักเพื่อซ่องสุมกำลัง
ถังเสวียนจงเมื่อได้ข่าวก็ดำเนินแผนการ ลอบส่งเสียนเซิ่งลี่ลงมาโดยร่วมมือกับอู๋เฉิงจี้จนได้หลักฐานกลับไป การที่ถังเสวียนจงส่งโอรสลงมาที่เจียงหนานในครานี้ แม้อ้างว่าเพื่อมาตรวจตราการก่อสร้างเขื่อน ความจริงกลับมีเจตนาที่จะบีบบังคับให้สุยอ๋องก่อการฏ สุยอ๋องแม้มีความ้าที่จะชิงบัลลังก์ หากแต่ในเวลานี้ยังไม่มีกำลังมากพอที่จะทำการใหญ่ได้
ถังเสวียนจงไหนเลยยินยอมให้สุยอ๋องพร้อมก่อนแล้วจึงค่อยลงมือ ส่านอ๋องมาเจียงหนานกลับนำกำลังทหารมาหลายพันนายนี่ย่อมสร้างความตื่นตัวให้กับสุยอ๋อง ในคนของสุยอ๋องย่อมมีคนของถังเสวียนจงปะปนอยู่ ในลวงมีลวง สุยอ๋องกลับเข้าใจว่าถังเสวียนจงส่งโอรสมาเพื่อหาหลักฐานการก่อฏของตัวเอง เมื่อถังเสวียนจง จงใจปล่อยข่าวที่ส่านอ๋องลอบมาที่เหยียนเฉิง สุยอ๋องจึงส่งคนมาลอบสังหาร คนเมื่อตายไปแล้วย่อมไม่มีปากจะพูด หากแต่สุดท้ายแล้วส่านอ๋องกลับหนีไปได้ การลอบสังหารนี้ต่อให้ไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงมาจนถึงสุยอ๋อง กลับสามารถใช้เป็ข้ออ้างให้ถังเสวียนจงส่งกองกำลังมาคุ้มกันเพิ่มเติมได้
ในตอนนี้สุยอ๋องมีเพียงสองทางเลือก หากไม่ลงมือก่อฏในตอนนี้ก็รอรับการปราบปรามจากถังเสวียนจงในเร็ววัน หาไม่แล้วคงต้องหลบหนีออกไปจากแผ่นดินจงหยวนเพื่อรักษาชีวิต ส่านอ๋องนำทหารมาเพียงสามพันนายแม้ว่าจะดูมาก ยังไม่อาจเทียบกับทหารที่สุยอ๋องมีในมือถึงกว่าสองหมื่นนาย ในเมื่อไม่อาจลอบสังหารได้ การจับส่านอ๋องเป็ตัวประกันก็อาจจะใช้ต่อรองกับถังเสวียนจงได้
แต่ว่าแผนการล่อเสือออกจากถ้ำนี้ ส่านอ๋องไม่รู้ล่วงหน้ามาก่อน อู๋เฉิงจี้ที่เข้าใจพระอนุชาตนเองเป็อย่างดี ได้แต่ทอดถอนใจในความโเี้ที่ถังเสวียนจงมีต่อพระโอรส
อู๋เฉิงจี้หลังจากส่งคนออกไปตามหาผู้ที่หนีรอดก็ทราบข่าวว่า ในผู้คุ้มกันที่พาหลี่หลินฝู่กับพวกหลบนี้ มีคนเสียชีวิตไปเกือบครึ่งหากแต่คนทั้งหกคนที่ถูกคุ้มกันไม่ได้รับอันตราย ทั้งหมดสามารถหลบหนีไปจนถึงเมืองเหยียนเฉิง อู๋เฉิงจี้จึงส่งคนของตนเองคุ้มกันคนของส่านอ๋องเดินทางกลับไปที่เมืองเจียงหลิงในวันต่อมา หากแต่อู๋เฉิงจี้ยังไม่ได้ข่าวของเสียนฟ่างจึงยังให้คนของตนออกค้นหาต่อไป ก่อนส่านอ๋องจะกลับไปหลังจากทราบเจตนาที่แท้จริงของถังเสวียนจงพระบิดาแล้ว ก็ยังยืนยันที่จะกลับไปเป็เหยื่อล่อที่เมืองเจียงหลิง หากแต่แววตากลับดูไม่อ่อนแอไร้เดียงสาเหมือนเมื่อตอนที่ออกจากฉางอานอีกแล้ว
พระราชวังหลวงต้าิกง ตำหนักซวนเจิ้น
ถังเสวียนจงประทับทรงงานอยู่เงียบ ๆ โดยมีขันทีคนสนิทจางกงกงคอยถวายรับใช้อยู่ด้านข้าง บนโต้ะทรงงานถังเสวียนจงกำลังอ่านรายงานลับหลายฉบับที่ส่งขึ้นมา “ส่านอ๋อง อยู่ที่เมืองเหยียนเฉิงได้หลายวันแล้ว ตอนนี้สมควรจะกลับไปที่เจียงหลิงแล้วกระมั่ง”
“รายงานคงจะมาถึงในวันพรุ่งนี้ พะยะค่ะ” จางกงกงกล่าว
“เฉินอ๋อง (หมายถึง อู๋เฉิงจี้) รอบคอบเสมอมา ยังมีเฟินไป่อยู่ด้วย คนผู้นี้พลังฝีมือสูงเยี่ยมประสบการณ์มากมายหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เหิงเอ๋อร์สมควรไม่มีอันตราย แล้วตอนนี้อันลู่ซานมาถึงที่ใดแล้ว”
“แม่ทัพอันนำกองกำลังหลบซ่อนตัวอยู่ที่ด้านเหนือของแม่น้ำแยงซีแล้วพะยะค่ะ”
“ดี ฉางอานมีหิมะตกมาได้หลายวันแล้ว ที่เจียงหนานก็คงไม่ต่างกัน หวังว่าอันลู่ซานจะไม่ทำให้เจิ้นผิดหวัง
จางกงกง”
“พะยะค่ะ”
“พรุ่งนี้ เ้าให้แม่ทัพใหญ่เซียมาพบเจิ้นที่ตำหนักซวนเจิ้น แม่ทัพใหญ่เซียอายุมากแล้ว เจิ้นอยากให้เขาพักผ่อนอยู่ที่เมืองหลวง ไม่ต้องออกไปทนทรมานที่ชายแดนอีกแล้ว”
วันรุ่งขึ้นอาการไข้ของเซียถิงเกือบจะเป็ปกติแล้ว าแจากธนูยังคงเ็ปอยู่บ้างแต่ว่าทั้งสองหายตัวออกมาได้เกือบสามวันแล้ว
หากไม่รีบกลับไปคงทำให้ผู้ที่รออยู่ที่เมืองเหยียนเฉิงร้อนรุ่มจนแทบตายแล้ว เช้าวันนี้หลังจากแสดงความขอบคุณหลวงจีนชราที่ให้ความช่วยเหลือแล้ว เสียนฟ่างกับเซียถิงก็ขี่ม้าตัวเดียวกันออกเดินทาง ตามเส้นทางที่หลวงจีนชราชี้แนะเอาไว้ ลอบเดินทางเข้าเมืองเหยียนเฉิง
เส้นทางวกอ้อมหุบเขาผ่านแนวป่าโปร่ง อากาศหนาวเย็น ต้นไม้ที่อยู่รอบข้างใบไม้ต่างเปลี่ยนสี เริ่มผลัดใบจนเห็นเป็สีแดงไปทั่วทั้งป่า “อีกไม่กี่วัน หิมะน่าจะตกแล้ว” เซียถิงนั่งอยู่ด้านหลังเงยหน้ามองทะลุยอดไม้ขึ้นไปเห็นท้องฟ้า มีแดดอ่อนเมฆหนาจับตัวกันอยู่เต็มท้องฝ้า ลมพัดแรงขึ้นกว่าหลายวันก่อนขึ้นมาก ทั้งสองคนสวมใส่เสื้อผ้าหนาหากยังไม่สามารถต้านทานลมหนาวได้มากนัก เสียนฟ่างถูกลมหนาวพัดใส่จนต้องสยิวกาย
“เ้าหนาว? “เซียถิงดึงร่างของเสียนฟ่างให้ขยับชิดกับตัวเองมากขึ้น ร่างที่เบียดเข้าหากันบนหลังม้าช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับเสียนฟ่างไม่แพ้เสื้อกันหนาวตัวใหญ่
หลายวันที่ผ่านมา เสียนฟ่างมิใช่ไม่ทราบว่า เซียถิงดูมีท่าทีใส่ใจกับตัวเองมากขึ้น ระหว่างที่หลบหนีอยู่ด้วยกันท่าทีที่อีกฝ่ายปกป้องตัวเองจนได้รับาเ็ หากไม่ตาบอดย่อมพอคาดเดาความในใจของอีกฝ่ายได้บ้าง
เสียนฟ่างมิได้ดิ้นรนหลบหนีจากอ้อมกอดของเซียถิงหากแต่ยินดีจมอยู่กับความอบอุ่นที่อีกฝ่ายมอบให้ เสียนฟ่างโง่หรือเปล่าที่เป็ผู้ถูกกระทำจนตายไปแล้วครั้งหนึ่ง พอถูกดีด้วยไม่เท่าไรก็ลืมเลือนความอัปยศไปจนหมดสิ้น คำถามนี้เสียนฟ่างถามกับตัวเองซ้ำไปซ้ำมาไม่ทราบว่ากี่ครั้งแล้ว ไม่ทราบว่าสมควรตอบตัวเองเช่นไร เอาเถอะยังตอบไม่ได้ก็เอาไว้ก่อน
เสียนฟ่างหลับตาลงปล่อยให้เซียถิงโอบกอดเอาไว้ อากาศหนาวเยี่ยงนี้เสียนฟ่างไม่อยากห่างไปจากอ้อมกอดอุ่น ๆ นี้เลยแม้แต่นิดเดียว