บทที่ 22 ขึ้นสังเวียนไถ่คนเอาใจท่าน
หลินหลานหรูเปลี่ยนผ้าพันแผลให้เสวี่ยเฟิ่งเสร็จแล้ว
หลังเดินออกจากห้องก็เห็นห้าวซือยืนอยู่ตรงระเบียงชายคาด้านบนบดบังแสงจากดวงจันทร์ ทำให้บนตัวเขามีเงาดำทะมึนพาดทับ
ดึกป่านนี้แล้วอีกฝ่ายคงกำลังรอนางอยู่เป็นแน่
มุมหนึ่งตรงข้ามห้องมีเก้าอี้กลมวางอยู่หลินหลานหรูจึงวางกล่องยาลงไป แล้วเดินมาทางระเบียง เลือกมุมที่พ้นจากชายคาจากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์เบื้องบน
สักพักก็ได้ยินสุ้มเสียงราบเรียบดังขึ้นทำลายความเงียบ"เกิดอะไรขึ้น เหตุใดเป็นคุณหนูอยู่ดีๆ ไม่ชอบ อยากเป็นสมุนของพรรคมาร"
"ดวงจันทร์คืนนี้สวยมาก"หลินหลานหรูตอบอีกอย่าง
ห้าวซือมองเสี้ยวหน้าอ่อนเยาว์ของหลินหลานหรูแสงจันทร์ส่องสะท้อนผิวหน้าขาวกระจ่าง มองอย่างไรก็แค่เด็กน้อยผู้หนึ่ง"เจ้าไม่ตอบไม่เป็นไร เช่นนั้นก็ฟังที่ข้าพูด..."
"ไม่ ข้าอยากพูด"หลินหลานหรูไม่ได้หันมองห้าวซือ เพียงถอนหายใจเงียบๆ แล้วกล่าวต่อ"ข้าถูกประมุขพรรคมารบีบบังคับ...ไม่สิเป็นส่วนหนึ่งข้าเต็มใจเองมากกว่า..."
"แล้วผู้ติดตามของเจ้าคนนั้นเล่าเจ้าคนที่ตาบอดแต่วรยุทธ์สูงผู้นั้น ยามที่เจ้าลำบาก เขาหายไปที่ใดแล้ว"ห้าวซือคงกำลังพูดถึงเฉิงอิ้น
"ข้าให้เขาออกไปตามหาน้องชายห้าปีหากไม่พบเขาก็คงกลับมาเอง"แม้ว่าในใจหลินหลานหรูจะรู้นิสัยของเฉิงอิ้นเป็นอย่างดีว่าเขาคงล้มเลิกการตามหาน้องชายตั้งแต่ที่รู้ข่าวการหายตัวไปของนางแล้วบุรุษผู้นั้นรักนางเหมือนน้องสาวของเขา
ก่อนจากกันก็เคยรับปากไว้แล้วว่านางจะอยู่อย่างสุขสบายน่าเสียดายที่หลายปีนี้นางทำให้เขาพลาดโอกาสตามหาน้องชาย
"ตอนนี้เจ้าเป็นสมุนของพรรคมารแล้วและเหมือนจะไม่ใช่แค่สมุนธรรมดาเสียด้วย ข้ารู้จักว่าหมายเลขบนหน้าผากเจ้าหมายถึงอะไรสายลับพรรคมารแบ่งออกเป็นห้าระดับ พวกที่มีหมายเลขคือระดับสูงสุด"
หลินหลานหรูยิ้มบางๆ"เจ้าก็รู้มาไม่น้อย"เขายังไม่รู้ว่านางยังเป็นประมุขน้อยพรรคมารอีกด้วย ก่อนออกจากเกาะอู่เทียนไฉ่ให้ผู้คุมหน้ากากยักษ์คนหนึ่งแอบนำป้ายอาญาสิทธิ์มาให้นาง
อู่เทียนไฉ่คงกลัวว่าลูกบุญธรรมของเขาอยู่ข้างนอกจะถูกรังแกกระมังเห็นป้ายเหมือนเห็นประมุข เช่นนั้นเขาคงวางใจ
"เมืองเป่ยชางเป็นถิ่นของสายลับพรรคมารในตรอกผีสิงมีอยู่เป็นสิบคนที่มีหมายเลขเหมือนเจ้า ทุกคนล้วนแต่วรยุทธ์สูงเคลื่อนไหวแต่ละครั้งเงียบเชียบดุจสายลม ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเผยตัว" ห้าวซือพูด
ที่ห้าวซือรู้มาเกรงจะยังน้อยสายลับพรรคมารที่แฝงตัวอยู่ในเมืองอาจมีมากกว่านั้นอีกหลินหลานหรูยังได้ข่าวว่าอู่เสียวฉีอารองสุดที่รักของอู่เทียนไฉ่หลบอยู่ที่แคว้นตู๋ฝาง ที่นั่นคงมีอะไรดีสักอย่างอู่เสียวฉีถึงไม่กล้าออกมา
"เมื่อเช้าข้าแทบไม่ได้ยินเสียงลมหายใจของเจ้าทั้งที่ซ่อนอยู่หลังม่านประตูใกล้ถึงเพียงนั้นกำลังภายในของเจ้าคงลึกล้ำมากทีเดียว ไปฝึกมาจากที่ใด"
ห้าวซือหัวเราะ"เจ้าถึงกับชมข้า"
"หรือไม่ใช่ความจริง...เป็นที่นั่นใช่หรือไม่ ในเร็ววันนี้ข้ายังมีภารกิจต้องทำได้ยินว่าที่นั่นมีทางลับเชื่อมออกไปนอกแม่น้ำเป่ยโหวเป็นเรื่องจริงใช่หรือไม่"
ห้าวซือหลุบตาลงเล็กน้อยก่อนเหลือบขึ้นมองท่าทางจริงจังของหลินหลานหรูที่แฝงความผ่อนคลายอยู่บ้างทั้งที่อยู่กับเด็กหนุ่มผู้นั้นนางกลับเคร่งขรึมเย็นชา มองก็รู้ว่าไม่เป็นตัวของตัวเองอยู่
"ข้าเคยได้ยินว่ามีแต่คนในเท่านั้นที่รู้เจ้าอยู่ที่นี่มาสองปีย่อมรู้อะไรมาบ้างไม่น้อย" หลินหลานหรูจิปากเบาๆเมื่อเห็นท่าทีของห้าวซือที่ดูลำบากใจที่จะพูด "มันวิเศษถึงเพียงนั้นเชียวเจ้าถึงได้เกรงว่าคนนอกอย่างข้าจะล่วงรู้"
นางเอ่ยต่ออีกว่า"ที่นั่นเรียกว่า 'สวรรค์นักโทษ' ใช่หรือไม่ ประหลาดนักข้าเดาว่าคงมีแต่แม่นางน้อยร่ายรำสร้างความสำราญให้บุรุษเป็นแน่แต่ทำให้เจ้าเพิ่มกำลังภายในได้มากถึงเพียงนี้ต้องทำกันท่าใด...ข้าที่ฝึกมาสามปียังสู้เจ้าไม่ได้ เจ้าบอกข้าทางลัดเช่นนี้ข้าอยากลอง"
ห้าวซือรู้สึกว่าตนเองทั้งขำทั้งฉุน"เด็กน้อย ข้าไม่เคยคิดมาก่อนว่าเจ้าจะพูดมากถึงเพียงนี้ถ้าไม่เพราะเจ้าหนุ่มนั่นก็ถามข้าเรื่องนี้ ข้าคงได้เดินหนีเจ้าไปนานแล้ว"
หลินหลานหรูพลันหุบยิ้ม"เจ้าหมายถึงเสวี่ยเฟิ่ง? เหตุใดเข้าถึงถามถึงที่นั่น"
"ข้าจะรู้หรือ เพียงแต่เขาไม่ได้สนใจเรื่องทางออกเหมือนเจ้า"
"เช่นนั้นเจ้าก็รู้จริงๆว่าที่นั่นมีทางออก"
ห้าวซือรู้สึกว่าตนเองกำลังตกหลุมพรางอย่างไรอย่างนั้น"เจ้าไปเรียนรู้วิธีการหลอกล่อคนเช่นนี้มาตั้งแต่เมื่อไร"
หลินหลานหรูไหวไหล่"ประมุขพรรคมารมีกลเม็ดในการพูดเยอะทีเดียว ข้าแค่ลับฝีปากกับเขามาสองสามครั้ง"
ห้าวซือพูดต่อไม่ออก
"ยามนี้จ้าวมู่อวิ๋นล้อมทางออกไว้ทุกทางข้าไม่วางใจ กลัวเขาจะนำทหารมาล้อมจับถึงที่นี่ทุกเมื่อสุดท้ายก็นำความเดือดร้อนมาให้พวกเจ้าครอบครัว"
ห้าวซือไม่ค่อยอยากเชื่อเท่าไรคนอย่างหลินหลานหรูหรือจะกลัวการนำเรื่องเดือดร้อนมาให้พวกเขา"เจ้าคนเดียวก็ฝ่าออกไปได้แล้ว..."
"จะให้ข้าทิ้งคน?" ความคิดที่จะทิ้งเสวี่ยเฟิ่งไว้ที่นี่หลินหลานหรูแทบไม่เคยนึกถึงมาก่อน หลังผ่านคืนนั้นที่เผชิญหน้ากับจ้าวมู่อวิ๋นคนผู้นั้นกล้ายิงแม้กระทั่งเชื้อพระวงศ์ ลูกธนูเสียบทะลุถึงด้านหลัง ไม่ได้มีความลังเลใจอยู่แม้แต่น้อย"เขาติดหนี้ข้าอยู่ จะชิงตายไปก่อนไม่ได้"
ห้าวซือก็ไม่อยากจะเชื่ออีกเท่าไรเช่นกันติดหนี้อะไรถึงขั้นออกหน้าคุ้มครองถึงเพียงนั้น "เอาละๆข้าเห็นแก่ลูกชายกับลูกสาวของข้าที่ยังเล็ก จะรีบส่งเจ้าและ 'สามี' ออกไปให้พ้นจากตรอกนี้โดยเร็ว"
หลินหลานหรูไม่ได้โต้แย้งใดกับคำว่า'สามี' ที่ห้าวซือจงใจเน้นเพราะอยากเห็นท่าทางหัวเสียจนทำอะไรไม่ถูกของนางเพียงพูดว่า "เจ้าคิดถูกแล้วที่จะนำทางพวกข้าออกไป"
เหอะๆ นางไม่คิดขอบคุณแต่ยังพูดเข้าข้างตนเองอีก "เจ้ามัน..."
หลินหลานหรูถลึงตาใส่
ห้าวซือจนใจ เล่าว่า"ที่นั่นเรียกว่า 'พิภพร้อยสังเวียน' มันเป็นสถานที่คุมขังนักโทษอุกฉกรรจ์ขั้นสี่เล่าว่าเจ้าแคว้นตู๋ฝางสี่รุ่นก่อนสร้างสถานที่นี้ขึ้นมาข่าวลือเรื่องต้นกำเนิดพรรคมารที่ล่มสลายไปกว่าพันปีแล้วก็เริ่มฟื้นฟูขึ้นมาในช่วงนั้นเช่นกันผ่านไปสามร้อยปีสถานที่แห่งนี้กลายเป็นสถานที่สำหรับใช้ประลองฝึกวิชาที่นักโทษต้องขึ้นสังเวียนเพื่อรับคำท้าจากบุคคลภายนอกแม้แต่นักโทษด้วยกันยังต้องขึ้นสังเวียนต่อสู้เพื่อสร้างความสำราญให้กับผู้มีอำนาจบางคน"
เขาเองก็เคยท้าประลองนักโทษอุกฉกรรจ์ไปหลายคนส่วนหนึ่งเพราะรู้สึกสนุก แต่ภายหลังรู้ว่ามีแต่บนลานประลองที่เหมือนจะช่วยให้กำลังภายในเพิ่มเร็วมากในช่วงหนึ่งยิ่งไม่ต้องคิดถึงนักโทษเหล่านั้นที่นับวันยิ่งแข็งแกร่งกลายเป็นว่าหลายปีมานี้มีชาวยุทธ์ที่หวังทางลัดในการฝึกวรยุทธ์หลงเข้าไปแต่ออกไม่ได้ก็มีไม่น้อย
แต่ส่วนใหญ่แทบไม่มีใครได้ออกมา สาเหตุหนึ่งคือตายในสนามประลอง
"ฟังเจ้าพูดเหมือนแดนนรกชัดๆภายนอกกลับถูกปิดด้วยเรื่องดีๆ เฮอะ! สวรรค์นักโทษ? ตอนแรกข้าได้ฟังชื่อนี้ยังรู้สึกทะแม่งๆที่แท้เป็นสถานที่ทารุณคนเช่นนี้เอง"
หลินหลานหรูพูดไปก็พลางหัวเราะแต่กลับสะดุดสีหน้าจริงจังที่แฝงความหนักหนาของเรื่องนี้จากห้าวซือ นางจึงหุบยิ้ม"จะผ่านทางลับนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายใช่หรือไม่"
ห้าวซือผงกศีรษะตอบ
รุ่งเช้าเสวี่ยเฟิ่งตื่นขึ้นมาบนตั่งด้วยความรู้สึกมึนศีรษะเล็กน้อยรู้สึกปวดตรงแผลอยู่บ้าง
แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นหลินหลานหรูนั่งหลับอยู่บนเก้าอี้พนักโค้งตรงริมหน้าต่าง
พอคิดว่าหลินหลานหรูนั่งหลับอยู่ในห้องนี้ทั้งคืนเสวี่ยเฟิ่งก็อดจะรู้สึกยินดีขึ้นมาไม่ได้
เขาลงจากตั่งไม้แล้วจึงก้าวเท้าเดินไปตรงหน้าหลินหลานหรูกางผ้าห่มผืนที่หยิบติดมือมาด้วยวางห่มให้นาง ดังนั้นยามที่โน้มตัวห่มผ้าลงไปเสวี่ยเฟิ่งจึงพินิจมองใบหน้างดงามอ่อนเยาว์และผิวขาวเนียนละเอียดของหลินหลานหรูได้ใกล้มาก
เขาแทบอยากใช้ริมฝีปากสัมผัสว่าเรียบเนียนจริงหรือไม่
แม้มีหลายครั้งที่เสวี่ยเฟิ่งได้เข้าใกล้หลินหลานหรูแต่ในจำนวนหลายครั้งนั้นไม่เหมือนครั้งนี้อย่างน้อยเรื่องที่เขาทำผิดต่อนางก็วางลงได้เกือบหมดแล้ว
เสวี่ยเฟิ่งเท้าแขนบนพนักเก้าอี้จากตรงนี้เขาได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวนาง เป็นกลิ่นพืชพิษที่หากสูดดมเข้าไปนานๆจะทำให้สติเลอะเลือนจนคลุ้มคลั่งได้
คิดถึงตรงนี้มุมปากเสวี่ยเฟิ่งก็เผยรอยยิ้มเปี่ยมสุขมั่นใจได้แล้วว่าคนที่เข้าใกล้นางทุกคนจะต้องผ่านปราการพิษนี้ไปให้ได้ก่อน
หลินหลานหรูถูกลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดลงบนใบหน้าจนทำให้ตื่น
นับตั้งแต่อยู่บนเกาะนางใช้เสื้อคลุมหนอนไหมปีศาจห่มนอนทุกคืนก็คุ้นชินกลิ่นกายของเสวี่ยเฟิ่งที่อยู่บนเสื้อไปด้วยยามนี้นางได้กลิ่นบนตัวเขาจึงไม่ได้เอะใจ และไม่รับรู้ถึงการเดินมาของเขาโดยสิ้นเชิง
ด้วยสัญชาตญาณของนักฆ่าที่ถูกฝึกมาหลินหลานหรูไม่มีทางปล่อยให้คนเข้าไกลถึงเพียงนี้แน่ ทั้งยังไม่รู้สึกตัวอีกด้วย
ใบหน้าหล่อเหลาราวหยกสลักลอยต่ำอยู่ใกล้มากรอยยิ้มอบอุ่นที่งดงามประหนึ่งแสงอาทิตย์ในยามเช้าของต้นฤดูใบไม้ผลิหลินหลานหรูเริ่มหายใจสะดุดในทันที แล้วใจก็กระตุกวาบ
ทว่ามากกว่าสิ่งอื่นใดการจู่โจมกะทันหันเช่นนี้ทำให้หลินหลานหรูไม่ทันตั้งตัวเบื้องหน้าเพียงมองสบตาเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าสองมือกลับกำเป็นหมัด
ระยะหลังมานี้จิตมารคอยก่อกวนหลินหลานหรูอยู่ตลอดยังดีที่จิตใจนางเข้มแข็ง ไม่เช่นนั้นคงถูกกระตุ้นจนธาตุไฟแทรกไปนานแล้ว
เนื่องจากเวลานี้มีศาสตร์วิชาสองแขนงในร่างกายนางที่ยังไม่รวมเป็นหนึ่งจนกลายเป็นลมปราณสองขั้วที่กำลังต่อต้านกัน จิตมารจึงดื้อดึงขึ้นมาเป็นพักๆจนเกิดความรู้สึกร้อนวาบแล่นพล่านไปทั่วร่าง ก่อนจะตามมาด้วยความรู้สึกเย็นเฉียบจากกลางหว่างคิ้วไล่กลืนทำลายความรู้สึกเผาร้อนนี้ออกไป
หากไม่มีผนึกมารที่อู่เทียนไฉ่ฝังไว้เกรงว่าแม้หลินหลานหรูจะควบคุมอารมณ์ได้ดีเพียงใดก็อาจถูกจิตมารชักจูงได้ตลอด
เพียงชั่วอึดใจหลินหลานหรูก็สามารถควบคุมจิตมารได้แล้วนางคลี่ยิ้มน้อยๆ ไม่ได้เผยอาการผิดปกติใดให้เสวี่ยเฟิ่งจับสังเกตเพียงเบี่ยงตัวลุกออกจากเก้าอี้ เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงว่า"ท่านยังเจ็บแผลอยู่หรือไม่"
เสวี่ยเฟิ่งยืดตัวขึ้นยืนพร้อมกับการเคลื่อนไหวของหลินหลานหรูที่ขยับลุกจากเก้าอี้เขานึกยินดีที่นางไม่ตำหนิเขาที่ปลุกให้ตื่นเอาเช้าขนาดนี้ จึงตอบคำถามของนางเมื่อครู่ด้วยรอยยิ้มว่า"ไม่มาก"
ฟังเขาตอบเช่นนี้หลินหลานหรูก็พยักหน้าอย่างสบายใจนางเพิ่งตื่นจึงจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เล็กน้อย จากนั้นก็เอ่ยว่า"ข้าจะพาท่านออกไปจากตรอกผีสิง เพียงแต่วันนี้ยังไปไม่ได้รอท่านพักรักษาตัวอีกสักวัน วันพรุ่งนี้พวกเราค่อยไปกัน"
ท่าทางของหลินหลานหรูผ่อนคลายลงมากกว่าเมื่อวาน
"ลำบากเจ้าแล้วเจ้าว่าอย่างไรข้าก็ว่าตามนั้น" เสวี่ยเฟิ่งไม่ขัดจะช้าหรือเร็วก็ต้องออกไปอยู่ดียิ่งสามารถทำให้หลินหลานหรูไม่ต้องเผชิญหน้ากับจ้าวมู่อวิ๋นยิ่งถือเป็นเรื่องดีเขาจึงยิ้มออกมา
หลินหลานหรูยิ่งมองเสวี่ยเฟิ่งยิ้มก็ยิ่งรู้สึกใจเต้นนางจึงคิดหลบเลี่ยง "ท่านพักต่ออีกสักหน่อยเถิด ข้าจะออกไปเตรียมอาหารเช้าอีกสักพักจะเข้ามาเรียกท่าน"
นางเจอศัตรูมามากมายไม่มีครั้งใดที่รับมือไม่ได้ แต่กับเสวี่ยเฟิ่งกลับรับมือด้วยยากมากไม่ว่าจะทำอะไรก็ห่วงกังวลไปเสียหมด นางห่วงว่าหากทำอะไรผิดพลาดขึ้นมาเล็กน้อยอาจมีผลกระทบต่อภาพจำที่เขามีต่อนาง กล่าวตรงๆ คือนางกลัวว่าเขาจะไม่ชอบนาง
"เจ้าเป็นอะไรไป"เสวี่ยเฟิ่งยังยืนอยู่กับที่ หลินหลานหรูเมื่อครู่บอกว่าจะไปแล้วแต่ยังยืนครุ่นคิดอะไรอยู่
"เออ..."หลินหลานหรูพลันรู้สึกเป็นใบ้ขึ้นมากะทันหัน นางควรพูดอะไร?
"หืม?" เสวี่ยเฟิ่งเลิกคิ้วขึ้น
หลินหลานหรูรู้สึกสมองตื้อตันขึ้นมา...นี่ข้ากำลังทำอะไรอยู่กันแน่?
นางเงยหน้าขึ้น พูดด้วยรอยยิ้ม"ไม่มีอะไรแล้ว ข้าไปล่ะ"
กล่าวจบนางก็เร่งฝีเท้าเดินออกจากห้องทันที
"รอเดี๋ยว"เสวี่ยเฟิ่งเอ่ยรั้งนางไว้ เขาเพิ่งนึกได้ว่าเมื่อวานได้ฝากห้าวซือซื้อผ้าโปร่งปิดหน้าและผ้าคาดศีรษะมาให้ยามนี้จึงนับว่าเป็นเวลาเหมาะที่จะให้หลินหลานหรู
เสวี่ยเฟิ่งเดินมาที่โต๊ะเล็กๆริมหน้าต่างเปิดตู้ที่เป็นลิ้นชักแล้วหยิบผ้าคาดศีรษะสีดำพร้อมผ้าปิดหน้าสีแดงออกมาวันแรกที่เขาพบนางที่กว่างโจว นางก็สวมผ้าปิดหน้าสีแดง มองแล้วงดงามมาก
หลินหลานหรูยืนรั้งอยู่หน้าประตูเอื้อมมือขึ้นสัมผัสผ้าคาดหน้าผากที่ใช้แค่เศษผ้าเก่าๆของเจินชิ่วอีปิดตัวเลขบนนี้ไว้ นางคุ้นชินกับการปิดหน้าผากเช่นนี้มาถึงสามปีหากไม่มีอะไรปิดก็รู้สึกเหมือนขาดบางอย่างไป
"เมื่อวานตอนที่พี่ห้าวออกไปข้างนอกข้าวานให้เขาซื้อผ้าคาดศีรษะมาให้เจ้า ยังมีผ้าโปร่งปิดหน้าผืนนี้ด้วยเจ้าดูว่าชอบหรือไม่" เสวี่ยเฟิ่งเอ่ยพลางยื่นของไปตรงหน้าหลินหลานหรู
หลินหลานหรูย่อมชอบไม่ว่าเป็นอะไรนางก็ชอบทั้งนั้น ขอแค่เป็นเขาที่ให้นางแต่ปากยังเอ่ยสงวนท่าทีเอาไว้เล็กน้อย "สีแดงเหมาะกับข้า ดูไปแล้วก็ไม่เลวขอบคุณท่าน"
เสวี่ยเฟิ่งยิ้มอย่างยินดีมองหลินหลานหรูรับของไปแล้วหมุนตัวเดินออกจากห้องอากัปกิริยาของนางสงบนิ่งเยือกเย็นจนยากจะคาดเดาความรู้สึกที่แท้จริง
แต่เชื่อว่าในใจหลินหลานหรูคงมีเขาอยู่สักหน่อยแล้วช่วงที่ยังใกล้ชิดกันได้เช่นนี้ เขาต้องรีบทำคะแนน ให้นางมีเขาหมดทั้งใจให้ได้เพราะหากเทียบกับเหล่าพี่น้อง ไม่ว่าจะด้านชื่อเสียงหรืออุปนิสัยเขาสู้ใครไม่ได้เลย หากว่ากันตามตรง นอกจากพี่สามแล้วยังมี...พี่รอง
เมื่อเช้าห้าวซือออกไปติดต่อพรรคพวกที่ข้างนอกกลับเข้ามาก็ผ่านมื้ออาหารกลางวันไปแล้ว
หลังหาอะไรกินเล็กน้อยเขาก็ตรงเข้ามาในห้องของเจินชิ่วอีทันที
"ข้าไม่คิดว่าจะได้เห็นคุณหนูหลินในสภาพเช่นนี้เมื่อวานหลังได้คุยกับนาง ข้ายังเชื่อไม่ลง แต่ได้เห็นรอยแผลเป็นอีกทั้งท่าทางของนางตอนนี้" เจินชิ่วอีพูดแล้วก็ส่ายหน้าอย่างละอายใจอยู่บ้างมองหลินหลานหรูผ่านหน้าต่างที่กำลังสอนบุตรชายของนางฝึกท่าหมัดมวยพื้นฐานของสำนักลั่วซานพูดอย่างเหลือเชื่อว่า "นางถึงกับกลายเป็นนักฆ่า!"
ห้าวซือได้ฟังก็ถอนหายใจ"เจ้าควรยินดีให้มากรู้หรือไม่แทนที่จะรู้สึกเสียใจที่เด็กน้อยนั่นมีชีวิตเช่นนี้ไยไม่คิดว่านางมีชีวิตรอดผ่านความเป็นตายมาได้ถือเป็นเรื่องดีตั้งไม่รู้กี่เท่าแล้ว"
เจินชิ่วอีมองมือตนเองที่ห้าวซือกุมเอาไว้ในมือใหญ่อย่างรักใคร่ก็เอ่ยอีกว่า "ข้าเคยอิจฉานางที่มีชีวิตที่ดี ครอบครัวไม่ตายจากเหมือนข้านางยังมีบิดาและพี่ชายที่รักใคร่ หากพูดให้นางได้ยินตอนนี้มิเท่ากับข้าซ้ำเติมนางที่ตอนนี้มีชีวิตน่ากลัวกว่าข้าอีกหรือเป็นเช่นนี้แล้วชีวิตสุขสบายช่างไม่ยั่งยืน พูดไป ข้าก็รู้สึกละอายต่อนางนัก"
"เจ้าก็อย่าโทษตัวเอง"ห้าวซือพยายามปลอบเจินชิ่วอี ภรรยาของเขาก็เป็นเช่นนี้ตั้งแต่พบหลินหลานหรูเมื่อวาน ก็คล้ายว่าจะมีน้ำตามาตลอด พอเห็นว่าตนเองมีชีวิตที่ถือได้ว่ายังลำบากน้อยกว่าหลินหลานหรูก็รู้สึกละอายใจทั้งที่โดยภาพรวม หลินหลานหรูไม่ถือว่าลำบากสักนิด
"คลอดลูกครั้งนี้ยังต้องให้คุณหนูหลินช่วยอีกพูดไปแล้วนางก็นับว่ามีบุญคุณต่อข้า ท่านพี่" เจินชิ่วอีพลิกมือมากุมมือสามี"หากตอบแทนนางได้ข้าก็อยากทำ ครั้งนี้ให้ที่ซ้อนพวกนางแม้จะมีความผิดใช่ว่าข้าไม่คิดถึงลูก แต่คนเดือดร้อน และคนคนนี้ยังช่วยชีวิตข้ากับลูกเรื่องที่ช่วยนางได้ก็อยากจะให้ท่านตอบแทนนางแทนข้า"
"อีอี เจ้าวางใจนางช่วยเจ้ากับลูกข้าก็เห็น รอวันพรุ่งนี้ ข้าได้ติดต่อคนไว้แล้ว วันนี้ตั้งแต่เช้ามืดทหารเริ่มตรวจค้นอีกรอบเกรงว่าถ้าไม่พบคนคงไม่ยอมเลิกราหากจวนตัวข้าต้องพาพวกเขาออกไปตั้งแต่คืนนี้อย่างแน่นอน ส่วนทางเจ้ากับลูกข้าจะทิ้งสหายไว้ที่บ้านสักสองสามคน คอยดูแลเจ้ากับลูกให้ปลอดภัย"
เจินชิ่วอีรู้ว่าสามีของนางและสหายของเขาทำงานอะไรและร่ำรวยจากงานนี้มากแค่ไหน เพียงแต่ต้องปกปิดความร่ำรวยนี้เพื่อไม่ใช้กลายเป็นดอกไม้ที่ดึงดูดแมลงพิษเรียกภัยอันตรายจากผู้มีอำนาจมาสู่ครอบครัว
ดังนั้นเจินชิ่วอีจึงพยักหน้าเห็นด้วยดวงตาฉ่ำน้ำอย่างซาบซึ้ง นางมีสามีที่ดี "ท่านไม่ต้องห่วงพวกข้าอาอิงเป็นเด็กฉลาด ต่อให้มีภัยจริงๆ เขาย่อมปกป้องข้าแทนท่านได้แน่"
พูดถึงห้าวอิงเจินชิ่วอีก็หันไปมองบุตรชายอย่างภาคภูมิใจอีกครั้งภาพที่เห็นนอกหน้าต่างนั้นต่างไปจากก่อนหน้า
หลินหลานหรูถึงกับสอนห้าวอิงใช้มีด!
"ท่านพี่..." เจินชิ่วอีตาโต
ห้าวซือไม่ได้ถูกวิธีการสอนที่โหดเหี้ยมของหลินหลานหรูทำให้ตกใจยังพูดว่า "อื้ม ลูกเรามีพรสวรรค์"
ทว่าห้าวซือกับเจินชิ่วอียังไม่รู้ว่าที่ด้านนอกเมื่อสักครู่นั้นหลินหลานหรูบังคับเด็กให้เรียกตนว่าอาจารย์
พอห้าวอิงเรียกแล้วหลินหลานหรูถึงกับยิ้มไม่หุบ
เสวี่ยเฟิ่งนั่งมองบนชานเรือนก็ยิ้มตามนึกสงสารห้าวอิงจับใจ