อาทิตย์ปลายปีนี้
เป็นช่วงเวลาแห่งการหยุดงาน เพราะโรงพิมพ์หยุดส่งเพลทมาให้ขายแล้ว
ทั้งภานุวัฒน์ก็ยังเพิ่งจะซื้อบ้านใหม่ชายหนุ่มจึงวุ่นวายอยู่กับการดูแลตกแต่งทำความสะอาดบ้านหลังใหม่เพื่อที่จะย้ายเข้าอยู่ให้ทันในวันปีใหม่นี้
และด้วยความที่ว่าวันก่อนเขาทำให้ลูกชายตัวเองนอยด์ด้วยการนั่งรถกลับบ้านกับผีไปตลอดทางจนกระทั่งถึงวัดตอนนี้ไตเติ้ลจึงต้องเผื่อเวลาช่วงเย็นถึงค่ำเพื่อที่จะพาลูกพลับไปเที่ยวดูไฟคริสต์มาสเป็นการขอคืนดีด้วย
เฮ้ยยยยยย….
แต่ถึงจะบอกว่านั่งรถกลับบ้านกับผีไปตลอดทางก็เถอะ แต่เอาจริง ๆแล้วมันก็ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นนะเพราะว่าหลังจากรื้อไม้กรอบประตูเสร็จมันก็เป็นเวลาพลบค่ำแล้วพอผีพวกนั้นโผล่ออกมาไตเติ้ลก็แค่ซัดผีกลับโลกวิญญาณของมันไปดังนั้นที่ลูกพลับต้องนั่งรถกลับไปด้วยมันก็แค่กองไม้เปล่า ๆ ที่มีผีสิงแต่ไม่ได้มีผีโผล่ออกมาเป็นตัวเป็นตนที่จะทำให้ลูกพลับกลัวเสียหน่อยก็ไม่เข้าใจอยู่เหมือนกันว่าทำไมลูกพลับจะต้องกลัวซะข้ามวันข้ามคืนถึงขนาดนั้นด้วย
ตอนที่เป็นเด็กมองเห็นผีไตเติ้ลก็จำได้ว่าตัวเองไม่ได้กลัวขนาดลูกพลับเลยนะบางทีอาจจะเป็นเวรกรรมจากไอ้พ่องเดชที่ตอนลูกพลับพึ่งจะมองเห็นผีได้แล้วมันก็ไม่สนใจจะสั่งสอนลูกให้ดีตอนนั้นเด็กชายคงจะโดนผีหลอกมาไม่น้อย อยู่รอดโตมาจนถึงอายุเจ็ดขวบให้มาเจอกับเขาได้ก็ถือว่าบุญนักหนา
แต่ยังไงก็ตามการที่ลูกพลับกลัวผีมากขนาดนี้มันย่อมไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอนงานหนักต่อไปของภานุวัฒน์ก็คือ จะต้องเลี้ยงเจ้าเด็กกลัวผีคนนี้ยังไงให้เลิกกลัวผีได้ดีล่ะเนี่ย
"ลูกพลับไม่ได้กลัวผีนะครับ ลูกพลับกลัวผีน้อยมากๆ แล้ว" เด็กชายพยายามอธิบายให้ป๊ะป๋าเข้าใจ
"แล้วตกลงไม่ได้กลัวหรือว่ากลัวน้อยกันแน่ครับ"ไตเติ้ลถามทั้งยังหัวเราะด้วยความเอ็นดู
"กลัวนิดเดียวเองครับถ้ากลัวเยอะจะเป็นอย่างพี่เปี๊ยกที่ไม่กล้าไปเข้าห้องน้ำคนเดียวแล้วก็ไม่กล้านอนคนเดียวด้วย"เจ้าตัวเล็กอธิบาย
ฟังลูกพูดแล้วภานุวัฒน์ก็เริ่มคิดตามอืม…ถ้ากลัวมากแล้วจะไม่กล้านอนคนเดียวอย่างเปี๊ยก แต่ให้มาคิด ๆดูแล้วบ้านเพิงที่เขากับลูกพลับอยู่มันไม่ได้มีห้องแยกอะไรเลยเจ้าลูกพลับก็นอนกับเขาตลอด กอดพ่อแน่นอีกต่างหาก
บ้านหลังนั้นห้องน้ำมีก็เหมือนไม่มี เป็นแค่ที่กั้นแยกเข้าไปมีตุ่มน้ำให้ตักน้ำราดหัวได้แต่ถ้าจะถ่ายหนักก็ต้องไปใช้ห้องน้ำที่วัด เขาก็พาลูกพลับไปตลอดเจ้าหนูนี่ก็แทบไม่เคยเข้าห้องน้ำคนเดียวเลยนี่หว่า
แต่ก็เถอะนะ ก่อนที่เขาจะมาเปลี่ยนไส้ในเข้ามาอยู่ในร่างนี้ไอ้พ่องเดชมันไม่เคยดูแลลูกพลับอย่างใกล้ชิดอยู่แล้วเจ้าเด็กน้อยก็คงจะนอนคนเดียวและเข้าห้องน้ำคนเดียวมาโดยตลอด
ต้องเดินเข้าไปในวัดผ่านเมรุที่ตัวเองกลัวมากแท้ ๆแบบนี้ไม่เรียกว่าไม่กลัวผีนะ มันเป็นแค่ความจำเป็นที่ลูกพลับไม่มีทางเลือกต้องข่มความกลัวทำใจกล้าเดินเข้าไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ก็เท่านั้น
เด็กบ้าอะไรเนี่ย ทำไมถึงโตมาได้น่าสงสารขนาดนี้
"โอเค พักเรื่องผีไว้ก่อนแล้วกัน รถเมล์มาแล้ว Go!Get on the bus เลยครับ"
ไตเติ้ลเปลี่ยนเรื่องเมื่อเห็นรถเมล์สายที่เขารออยู่มาจอดเทียบป้ายกู้สถานการณ์ได้ทันพอดีก่อนที่เขาจะหลุดร้องไห้ออกมาด้วยความสงสาร
ลูกพลับไม่รู้เรื่องว่าตัวเองเพิ่งจะได้คะแนนสงสารบวกเพิ่มขึ้นมาพอเห็นรถเมล์ที่ป๊ะป๋าชี้ให้ดูเด็กชายก็ทำตาเป็นประกายวาววับทันทีอย่างตื่นเต้น
เจ้าตัวเล็กหันมองหน้าป๊ะป๋า กะพริบตาปริบ ๆ ด้วยใจลุ้นระทึกเด็กน้อยฟังที่ป๊ะป๋าพูดประโยคว่า Get on the bus รู้เรื่องแต่ด้วยความที่ไม่เคยขึ้นรถเมล์มาก่อนจึงไม่กล้าวิ่งนำหน้าไปได้แต่หันมองพ่อตัวเอง รอให้ป๊ะป๋าจูงมือพาเดินไปขึ้นรถเมล์แต่โดยดี
ตอนนี้ลูกพลับรู้สึกตื่นเต้นมากเด็กน้อยไม่เคยไปเที่ยวห้างสรรพสินค้าใหญ่โตมาก่อนในก่อนหน้านี้โลกของลูกพลับมีอยู่แค่ที่บ้าน วัด แล้วก็ตลาดแต่หลังจากที่ป๊ะป๋าสึกแล้วก็ดูเหมือนว่าโลกของลูกพลับก็จะกว้างขึ้นมาอีกนิด
นอกจากย่านตลาดแล้วป๊ะป๋าก็ยังพาลูกพลับไปทานข้าวที่ร้านอาหารนอกตลาดหลายร้านระหว่างทางที่ไปขนเพลทจากโรงพิมพ์มาขายอีกด้วยบางครั้งลูกพลับก็ได้แวะไปเล่นเครื่องเล่นที่ศูนย์เยาวชนแล้วตอนนี้ลูกพลับก็ยังจะได้ไปเดินเที่ยวห้าง ดูไฟสวย ๆ ตามที่ป๊ะป๋าคุยอวดเอาไว้แล้ว แถมป๊ะป๋ายังมีกล้องถ่ายรูปมาไว้ถ่ายรูปลูกพลับอีกด้วยนะ
ช่วงปี พ.ศ. 2538-2540 นั้นกล้องถ่ายรูปแบบฟิล์มเป็นอะไรที่ราคาไม่ค่อยแพงมากนักโดยเฉพาะพวกกล้องปัญญาอ่อน[1]ที่ใช้กันแบบแฟมิลี่ภายในครอบครัวช่วงชีวิตก่อนตอนนั้นไตเติ้ลไม่รู้หรอกว่าทำไมอยู่ดี ๆ สินค้าจำพวกกล้องถึงได้อยู่ๆ ก็ราคาถูกลงจนแม้แต่เด็กนักเรียนอย่างเขาก็ยังซื้อหามาใช้ได้ง่าย ๆแต่ตอนนี้ก็พอจะเดาออกแล้วว่าเป็นเพราะกล้องดิจิตอลกำลังจะเข้ามาตีตลาดอย่างรวดเร็วในอีกสามสี่ปีให้หลังพวกบริษัทผู้ผลิตต่าง ๆจึงรีบเอากล้องเหล่านี้ออกมาลดราคาเพื่อระบายของให้หมดสต๊อกก่อนที่จะวางจำหน่ายกล้องดิจิตอลต่อไป
แต่นั่นก็เป็นเรื่องในอีกหลายปีหลังจากนี้ น่าจะสักประมาณปี พ.ศ. 2544-2545เลยละมั้งที่ในประเทศไทยผู้คนค่อยหันมาเริ่มใช้กล้องดิจิตอลแบบคอมแพค[2]กันอย่างแพร่หลาย
ตอนที่ซื้อกล้องถ่ายรูปนั้นไตเติ้ลเลือกซื้อแบบราคาถูกพอประมาณเป็นกล้องปัญญาอ่อนอันเล็กเหมาะมือที่ดีไซน์สวยพอใช้ได้ราคาสองพันบาท
เขาต้องการมันมาเพื่อเก็บความทรงจำในช่วงเวลาแบบนี้แต่ไม่ได้ต้องการความยิ่งใหญ่อลังการของคุณภาพเพราะรู้ดีว่าอีกไม่กี่ปีกล้องดิจิตอลก็จะออกแล้วหากอยากได้กล้องถ่ายรูปดี ๆก็เก็บเงินเอาไว้รอช่วงที่กล้องดิจิตอลออกวางตลาดน่าจะดีกว่า
ส่วนกล้องเล็กตัวนี้หากหมดประโยชน์เมื่อไหร่ค่อยโละไปให้ลูกพลับใช้ฝึกถ่ายรูปเล่นก็จะได้ส่งเสริมความสามารถทางศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กน้อยได้อีกด้วย
ภานุวัฒน์พาลูกชายนั่งรถเมล์เข้าเมืองไปยังแถบย่านราชประสงค์ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสอย่างนี้ ณ ปี พ.ศ. 2538 ก่อนยุค Y2Kไฮไลท์ของเทศกาลคริสต์มาสใน กทม. ก็คงหนีไม่พ้นจะเป็นย่านราชประสงค์อยู่แล้ว
ตั้งแต่ถนนจนถึงสะพานลอยห้างร้านที่หันหน้าชนกันในสองฟากถนนต่างจะมีการตกแต่งไฟสีสวยน่ารักทั้งยังมีต้นคริสต์มาสขนาดยักษ์มาประดับโชว์อยู่ที่หน้าห้างอีกด้วย
พูดถึงการฉลองเทศกาลของห้างร้านในแถบแยกราชประสงค์อย่างนี้ไตเติ้ลก็มักจะนึกขำขึ้นมาเสียทุกทีอันเนื่องมาจากว่าห้างร้านแถวนี้มีความเล่นฮวงจุ้ยสายมูกันแรงมากเริ่มจากห้างเวิร์ลเทรดเซนเตอร์[3]ก่อนเลย ที่ตอนเปิดห้างใหม่ ๆนั้นเกิดมีความร้างว่างเปล่าหาคนเดินไม่ได้เพราะอยู่ตรงข้ามกับศาลพระพรหมที่มีพลังเทวะแรงกล้าจนข่มกดพลังของทุกสิ่งอย่างรอบด้านพาให้ทำมาค้าไม่ขึ้นเจ้าของห้างที่นับถือพุทธจึงต้องแก้ไขด้วยการไปหาซินแสจีนเพื่อดูฮวงจุ้ยแล้วสร้างพิระมิดอะลูมิเนียมสะท้อนความดวงซวยขนาดใหญ่ไว้หน้าห้างพร้อมด้วยศาลเทพตรีมูรติเพื่อต้านพลังของพระพรหมแต่ด้วยความว่าตั้งอยู่ในเขตอันแวดล้อมด้วยสถานทูตของประเทศต่าง ๆจึงได้มีชาวต่างชาติเดินกันขวักไขว่แล้วยอดการใช้จ่ายก็มักจะพุ่งขึ้นสูงในช่วงเทศกาลคริสต์มาสของทุกปี
ดังนั้นแล้วงานอีเวนท์ไฮไลท์ของห้างที่มีเจ้าของเป็นพุทธแก้ฮวงจุ้ยตามศาสตร์จีนด้วยองค์เทพเจ้าฮินดูจึงเป็นงานวันเกิดของพระเยซูแห่งศาสนาคริสต์ไปเสียอย่างนั้น
จะว่าไปแล้วพื้นที่แถบย่านราชประสงค์นี่แหละคือหลักฐานที่ว่าประเทศไทยยอมรับความแตกต่างใน
ทุกเชื้อชาติและศาสนาได้เป็นอย่างดี.
[1]กล้องปัญญาอ่อนกล้องถ่ายรูปอย่างง่ายที่ใช้ฟังก์ชั่นมืออาชีพไม่ได้ แบบหยิบกล้องปุ๊บ เล็งกดชัตเตอร์ปั๊บ
[2]กล้องคอมแพค (Compact) เป็นกล้องขนาดเล็กกะทัดรัดพกพาสะดวกเปลี่ยนเลนส์ไม่ได้
[3]WTC (World Trade Center) ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ในปัจจุบัน