เพียงสายลมแห่งทิศบูรพาพัดผ่าน สองเราไม่มีวันหวนคืน

    พ่อค้า ซุนจื่อ และโรงเตี้ยมร้าง

    ห่างจากชายแดนตอนใต้ไปกว่า 100 ลี้ ยามนี้กำลังเกิดการต่อสู้อย่างดุเดือดระหว่างกลุ่มคนสองกลุ่มและยังไม่มีทีท่าจะจบลงง่ายๆ

    บริเวณชายป่าถัดออกไปไม่ไกลลู่หานกำลังนั่งดูอยู่เงียบๆ ภายใต้สีหน้าเรียบเฉย แต่เพราะหน้าตาที่คาดเดาไม่ได้ของเขาเช่นนี้กลับดูยิ่งน่ากลัว ทำราวกับว่าเหตุการณ์เข่นฆ่าตรงหน้าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอันใดกับเขา

    “ตายเสียเถอะ! “ชายหน้าบากคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาจากทิศเบื้องหลัง เงื้อดาบยาวขึ้นฟาดใส่คอของบุรุษที่กำลังนั่งอยู่ห่างไปไม่ถึงคืบ ลู่หานเพียงเอียงศีรษะหลบดาบยาวที่พุ่งเข้ามา ปลายนิ้วเรียวคีบปลายดาบไว้อย่างง่ายดายก่อนมืออีกข้างจะกระแทกเข้าไปที่หน้าอกของชายผู้นั้นโดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง ดาบใหญ่ค้างอยู่กลางอากาศแต่ร่างเจ้าของดาบกลับกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าวก่อนผงะหงายหลังล้มลงไป

    ลู่หานค่อยๆ หยิบผ้าเช็ดหน้าบรรจงเช็ดไปที่ปลายนิ้วเรียวช้าๆ กลิ่นคาวเลือดที่หลงเหลืออยู่บนดาบนั่น ทำให้หัวคิ้วของเขาขมวดเข้าหากันอยู่นิดๆ

    เฉิงเต๋อสังเกตเห็นการต่อสู้ที่เกิดขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็วทางด้านฝั่งของลู่หาน เขารีบวิ่งออกมาจากการต่อสู้ที่กำลังชุลมุนอยู่อย่างกระทันหัน ท่ามกลางกลุ่มคนฝั่งตรงกันข้ามที่วิ่งไล่ติดตามเขาออกมาด้วยหมายจะยุติเรื่องทั้งหมดของวันนี้ให้จบสิ้นเสียที แต่เฉิงเต๋อกลับไม่ได้ให้ความสำคัญ เขาหันหลังกลับไปสังหารศัตรูที่ตามเข้ามาไกล้เกินไป สองขาก็ยังวิ่งตรงต่อไปเพื่อมาหยุดยืนที่ด้านข้างผู้เป็นนาย

    “ท่านไม่เป็นไร?’

    เป็นครั้งแรกของวันนี้ที่ชายบนรถเข็นระบายลมหายใจอย่างเหนื่อหน่าย แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเรื่องนี้เสียเวลาเกินไปแล้ว “อ่อนหัดทั้งนั้น “ไม่รู้ว่าเขากำลังเอ่ยตำหนิฝ่ายไหนกันแน่ เฉิงเต๋อถึงกับเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ

    แค่กลุ่มคนคุ้มกันสินค้าไม่ถึงสามสิบคน กลับต้องใช้เวลาเกือบสองเค่อในการจัดการ ลู่หานเริ่มรู้สึกว่าเวลาช่างผ่านไปอย่างเชื่องช้า เขาใช้ปลายนิ้วโป้งไล้ไปที่ปลายนิ้วมืออื่นๆ ของเขาเบาๆ เฉิงเต๋อลอบมองการกระทำนี้ถึงตระหนักได้ว่านายของเขาเริ่มไม่ค่อยพอใจแล้ว

    สองนายบ่าวยืนดูเหตุการณ์เบื้องหน้าไปได้อีกสักพัก ระหว่างนั้นเฉิงเต๋อยังทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งดูแลเจ้านาย เข็นรถขยับไปใต้ไม้ใหญ่เพื่อหลบแดดร้อนแรงยามบ่าย สลับกับใช้มีดสั้นปาดคอคนฝั่งตรงข้ามที่บุกเข้ามาเป็นระยะ

    หลังกลุ่มคนคุ้มกันสินค้าล้มตายไปทั้งหมด การตรวจสอบสินค้าที่อยู่ในขบวนจึงเป็นหน้าที่ของเฉิงเต๋อ เขาเร่งมือทำงานราวกับว่าพวกมันทั้งหมดเป็นสินค้าของตัวเอง

    ก่อนสั่งให้คนของเขาเก็บกวาดจัดการศพทั้งหมดออกไป และลากเกวียนบรรทุกสิ่งของไปเก็บยัง ‘ที่เดิม’

    หลังจัดการภาระงานเบื้องหน้าเสร็จ เฉิงเต๋อก็รีบวิ่งกลับมารายงานข้อมูลของฝั่งตัวเองให้ลู่หานรับรู้ “ฝั่งของเราไม่มีคนตาย แต่มีบาดเจ็บสาหัสหนึ่ง บาดเจ็บเล็กน้อยอีกสิบสองคน ของยังอยู่ครบถ้วน ข้าตรวจสอบและนับจำนวนแล้ว จะให้คนนำไปจัดเก็บคืนนี้ พรุ่งนี้ค่อยดำเนินการตามแผนของเราอีกที”

    ลู่หานพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ ยกยิ้มเรียบง่ายมองไปที่เฉิงเต๋อ “เย็นนี้ยังมีงานต้องทำ ให้พวกเขาจัดการแทนเถอะ”

    เฉิงเต๋อรับคำก่อนหันหลังกลับไปสั่งการอีกสักพัก แล้วผละไปจากบริเวณนั้นพร้อมๆ กับลู่หานและกลุ่มคนอีกกว่าครึ่ง

    กลุ่มของลู่หานแม้จะไปทำภารกิจลอบโจมตีมาก่อนหน้า แต่การออกกำลังเพียงแค่นี้นับเป็นอะไรได้ เสมือนหนึ่งยืดเส้นยืดสายเท่านั้น พวกเขาแต่ละคนล้วนฮึกเหิมลำพอง ด้วยว่าตั้งแต่ติดตามลู่หานมาหลายปี ฝีมือเชิงยุทธของพวกเขาก็แทบจะขึ้นสนิมกันไปหมดแล้ว เมื่อก่อนอย่าว่าแต่คนหลักสิบแค่นี้เลย ต่อให้มาหลักร้อยพวกเขาก็ไม่เคยครั่นคร้าม ตรงกันข้ามคนจากนิกายฝ่ายอธรรมเช่นพวกเขากลับรู้สึกว่าเลือดในกายเดือดพล่านจนอยากจะเข้าไปห้ำหั่นให้รู้แพ้รู้ชนะกันโดยเร็วเสียมากกว่า ใครใช้ให้พวกเขาเติบโตขึ้นมาในดงหมาป่าหิวโซกันเล่า หากมิใช่เพราะลู่หานที่ในอดีตเอาชนะเฉิงเต๋อหัวหน้าของพวกเขาได้ กลุ่มคนในเงามืดที่ไร้กฏเกณฑ์เช่นนี้ คงไม่ออกมาในที่สว่างเพื่อทำงานน่าเบื่อประเภทนี้เช่นกัน

    นับว่ายังดีที่ลู่หานไม่ได้พาพวกเขาไปเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันๆ เอาแต่เคาะหัวปลาไม้ อย่างน้อยก็ยังพาไปก่อเรื่องก่อราวได้ตลอดเวลา สมใจพวกเขาอยู่บ้าง

    รถม้าของลู่หานและกลุ่มผู้ติดตามที่ควบม้าขนาบอยู่ด้านข้าง มาหยุดขวางหน้าขบวนเดินทางขนาดใหญ๋ของชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง ก่อนค่อยๆ ชักอาวุธของแต่ละคนขึ้นมา ส่งสัญญาณสายตาให้แก่กันในทำนอง ‘ฆ่าพวกมันทั้งหมดไม่ให้เหลือ’

    กลุ่มของลู่หานแสดงออกอย่างชัดเจนว่ามีใจคิดสังหาร

    ส่วนกลุ่มคนที่เป็นเป้าหมายกลับดูตกใจ ต่างร้องตะโกนสอบถามกันไปมา บางส่วนก้าวถอยหลังปากก็เสนอเงินทองเพื่อให้ปล่อยพวกเขาไป

    เฉิงเต๋อกวาดสายตาคมกริบไปรอบๆ ก่อนกระโดดลงจากหลังม้า เดินปรี่เข้าไปถีบชายผู้หนึ่งที่ยืนเอามือไพล่หลังไว้จนกระเด็นไปไกลก่อนกระอักเลือดออกมาคำโต เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนไม่มีใครได้ตั้งตัว ทำให้กลุ่มชาวบ้านครึ่งร้อยเหล่านั้นแตกฮือกระจัดกระจายไปกันคนละทิศละทาง เพียงแต่พวกเขาไม่ได้วิ่งหนีไปอย่างที่สมควรทำ แต่กลับเผยอาวุธและตีวงล้อมกลุ่มของลู่หานเอาไว้

    “ไม่แสแสร้งต่อแล้ว? “เฉิงเต๋อเอ่ยขึ้นมาเรียบๆ ขาก็ก้าวยาวๆ เดินฝ่ากลุ่มคนเหล่านั้นกลับมายืนอยู่ที่ข้างรถม้า ท่าทางเรื่อยเฉื่อยของเขาประหนึ่งเดินเล่นอยู่ในสวนหลังบ้าน

    ประตูข้างของรถม้าขนาดใหญ่พลันเปิดออก ลู่หานค่อยๆ ขยับรถเข็นลงมาตามทางลาดที่ออกแบบเป็นพิเศษไว้อย่างไม่รีบร้อน เขาตวัดสายตาเย็นชามองไปที่กลุ่มคนเบื้องหน้า แต่เมื่อเห็นชายหนุ่มผิวขาวที่มีลักษณะเหมือนบัณฑิตยืนอยู่เบื้องหน้ากลุ่มคนเหล่านั้น แววตาของเขาก็พลันผ่อนคลายลง

    “ซุนจื่อ* ให้เกียรติมาเอง เสียดายที่ลู่หานลุกขึ้นไปคารวะไม่ได้ “เขาเอ่ยยิ้มๆ โดยไม่มีท่าทีเคารพนบนอบคนที่ยืนอยู่แต่อย่างใด

    โอวหยางเจ๋อซุนจื่อ หรี่สายตามองดูบุรุษอหังการที่นั่งอยู่ห่างออกไป เขารับรู้ได้ถึงรังสีสังหารและแรงอาฆาตที่แผ่ออกมาจากร่างของชายผู้นี้ต่างพุ่งตรงทิ่มแทงมาที่เขาอย่างไม่คิดอำพราง

    แต่นี่หาใช่สิ่งที่เขาจะหวาดกลัว ก็แค่ชาวยุทธพเนจรที่ผันตัวมาเป็นพ่อค้า ล้างมือจากอ่างทองคำไปนานแล้ว จะยังคงมีฝีมือหลงเหลือกันแค่ไหน แม้ในใจจะยิ้มหยัน แต่เบื้องหน้าเขากลับยกมือขึ้นคารวะชายตรงหน้าด้วยท่าทีสุภาพ

    “ได้ยินชื่อเสียงคุณชายลู่มานาน วันนี้ได้พบตัวจริง นับว่าไม่ผิดไปจากข่าวลือแม้แต่น้อย “เขาเอ่ยขึ้นก่อนเว้นจังหวะไปชั่วขณะ สายตาทำทีมองไปโดยรอบ

    “ไม่ทราบว่านี่คือวิธีการต้อนรับแขกของท่าน?”

    ลู่หานยกยิ้มเอ่ยต่อคำด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร “ได้ยินว่าละแวกนี้มีกลุ่มโจรออกอาละวาดปล้นชิงสินค้าอยู่ในเส้นทางสัมปทานของผู้น้อย วันนี้ถึงได้รีบร้อนพาคนออกมาตรวจสอบ หากท่านบอกกล่าวแก่ผู้น้อยล่วงหน้าว่าจะแวะมาเยี่ยมเยือนเมืองกันดารแห่งนี้ ผู้น้อยคงไม่คิดล่วงเกิน”

    ขณะที่เอ่ยประโยคนี้ลู่หานยังคงมีใบหน้าเปื้อนยิ้มอยู่ตลอด สายตามองตรงไปที่ใบหน้าของ ‘แขก’ ก่อนพูดเสริมขึ้นมาอีกประโยค

    ” พวกเราต่างเป็นชาวบ้านธรรมดา หาได้รู้จักกฏเกณฑ์ไม่ หากล่วงเกินท่านไปผู้น้อยต้องขออภัยด้วย”

    โอวหยางเจ๋อเพียงรู้สึกว่าสีหน้าและแววตาของชายหนุ่มตรงหน้า ช่างน่ารังเกียจจนแทบจะคว้าดาบออกมาบั่นคอให้ตายในดาบเดียว เขาเหลือบมองไปยังซากศพสองศพที่ถูกลากมาวางกองอยู่ที่พื้นข้างรถม้าฝั่งตรงข้าม คนพวกนั้นล้วนเป็นองครักษ์ลับของเขา ทำหน้าที่สำรวจต้นทางก่อนที่ขบวนใหญ่จะไปถึง นี่คงถูกลู่หานจับได้แล้วสังหารทิ้ง คนโหดเหี้ยมเช่นนี้ ไม่ใช่คนที่เขาควรมีปัญหาด้วยโดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ไม่เอื้อประโยชน์ใดๆ ให้กับเขาเช่นในเวลานี้

    โอวหยางเจ๋อเพียงกำมือที่ซ่อนไว้ด้วยปลายแขนเสื้อยาวแน่น เล็กจิกกดเข้าไปกลางฝ่ามือจนสั่น แม้จะมีโทสะสุมอยู่เต็มอก แต่เพราะเขามาด้วยเรื่องที่บิดาไหว้วาน จึงไม่สามารถทำอะไรโดยพละการได้ มีแต่ต้องอดกลั้นสนทนากับชายหนุ่มตรงหน้าต่อไป

    “เกรงใจไปแล้ว ข้าเพียงผ่านมาเท่านั้น ไม่ถึงขั้นที่ต้องรบกวนให้ท่านลู่ต้องมาดูแล”

    ชายหนุ่มรีบเอ่ยตัดบทเพราะไม่อยากมีปัญหา การที่อ๋องปกครองพื้นที่ศักดินาเดินทางออกมานอกเขตโดยไม่รายงานต่อฮ่องเต้นั้นมีโทษเท่ากับการก่อกบฏ บุตรหลานเช่นเขาก็ไม่ต่างกัน โอวหยางเจ๋อนับว่าประสบกับโชคร้ายที่ข่าวการเดินทางออกจากเขตปกครองทางเหนือของตนถูกล่วงรู้มาถึงหอขายข่าวของลู่หานที่เป็นเหมือนหมาป่าล่าเนื้อไม่เลือกวิธีการ

    ลู่หานกำมือหลวมๆ ขึ้นมาปิดปาก หัวเราะคลุกคลักในลำคอเบาๆ ตวัดสายตาขึ้นมองไปยังชายหนุ่มเบื้องหน้า

    “เช่นนั้นเชิญท่านเดินทางต่อเถิด “เขาขยับรถเข็นพลางทำมือเป็นสัญญาณให้กลุ่มคนของเขากระจายตัวออกเปิดเป็นทางให้กับกลุ่มของซุนจื่อเดินออกไปขึ้นรถม้าก่อนที่ขบวนรถม้าจะวิ่งออกไปด้วยความรวดเร็ว

    หากเขาคาดเดาไม่ผิด คนต่างถิ่นจำนวนมากเช่นนี้ อย่างไรก็เสี่ยงลักลอบเข้าเมืองไม่ได้ และโอวหยางเจ๋อเองก็คงไม่กล้าเข้าไปเพียงลำพัง ทางเลือกของชายหนุ่มยิ่งถูกบีบให้แคบลง อย่างไรพวกเขาก็ต้องหาที่พักรอบๆ กำแพงเมืองนั่น และที่พักนั้นย่อมต้องเป็นพื้นที่ที่หอการค้าตระกูลลู่จัดแจงไว้ให้แล้วเท่านั้น

    เฉิงเต๋อที่ยืนอยู่ด้านข้างของลู่หาน กลับถามสิ่งที่เขาไม่เข้าใจออกมา “เหตุใดท่านไม่จัดการเขาเสียแต่ที่นี่ กลับปล่อยให้เขาไปตั้งหลักได้”

    ลู่หานจ้องมองไปที่ท้ายขบวนของกลุ่มคนที่เพิ่งเลี้ยวพ้นสายตาไปตามทางแยกของถนน ก่อนตอบว่า “เจ้าจะนุ่มนวลหน่อยไม่ได้เชียวหรือ เหตุใดต้องนองเลือดด้วยเล่า”

    เฉิงเต๋อได้ยิน พลันแบ้ปากทันที ก่อนจะได้ยินเสียงเอ่ยสำทับขึ้นมาอีก “ไปตรวจสอบโรงเตี้ยมรอบๆ ยี่สิบลี้อีกที อย่าให้ผิดพลาดได้”


    “คุณชาย พื้นที่แถบนี้ไม่มีที่พักว่างเลย “องครักษ์นายหนึ่งแต่งกายเลียนแบบชาวบ้านเอ่ยขึ้นหลังจากควบม้าไปตรวจสอบโรงเตี้ยมที่ได้จับจองไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่กลับถูกปฏิเสธกลับมาอย่างไร้เหตุผล

    โอวหยางเจ๋อกำลังหัวเสียกับปัญหาเฉพาะหน้า แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างเช่นที่พักไม่มี แต่เขาก็ไม่อยากจะนอนค้างในรถม้าเหมือนเช่นหลายๆ คืนที่ผ่านมาอีก โดยเฉพาะเขาพะวงกับเรื่องของความปลอดภัยของตัวเองอย่างมาก กระสับกระส่ายตั้งแต่ได้พบกับลู่หานเมื่อช่วยบ่าย ชายผู้นั้นทำงานไม่เลือกวิธีการ ไม่สู้ซึ่งหน้าก็ลอบฆ่าลับหลัง ไม่น่าแปลกใจที่บิดาของเขาจะมีรายชื่อบุคคลอันตรายผู้นี้อยู่ในบัญชีที่ต้องจัดการ

    โรงเตี้ยมที่เหมาจองไว้ก่อนหน้า กลับปฏิเสธไม่ให้เขาเข้าพัก อ้างว่ามีขุนนางจากเมืองหลวงมาทำให้ไม่สะดวกเปิดห้องพักให้กับคนเดินทางทั่วไป โอวหยางซุนจื่อแค่นเสียงคำรามหงุดหงิดออกมาคำหนึ่ง หากไม่เป็นเพราะที่นี่ไม่ใช่พื้นที่ของเขา และเขายังต้องระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้ มีหรือที่แค่หลงจู๊โรงเตี้ยมนอกเหมืองเหล่านี้จะมากดหัวปฏิเสธเขาได้

    “คุณชาย ได้ที่พักแล้ว จากนี่ไปไม่ถึงสิบลี่ หากเร่งเดินทางตอนนี้ เราน่าจะไปถึงก่อนยามอิ๋น” (03.00 – 04.59 น.) เสียงองครักษ์ที่ควบม้ากลับมาอีกคนตะโกนขึ้น

    ในเวลาเช่นนี้โอวหยางเจ๋อไม่มีอารมณ์จะมาเลือกที่พักอีก ได้นอนโรงเตี้ยมย่อมดีกว่านอนบนรถม้าหรือตามวัดร้างข้างทางแน่

    “ไสหัวไปตรวจสอบให้เรียบร้อย แล้วเร่งออกเดินทาง! “เขาตะคอกเสียงดังออกมาจากรถม้าด้วยความโมโห


    เฝิงหลานกำลังคิดบัญชีอยู่ในห้องพักภายในโรงเตี้ยมเงียบๆ ตะเกียงเพียงดวงเดียวที่จุดอยู่ในห้องช่วยให้ห้องสว่างไสวขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับภายนอกห้องของนางที่อยู่ติดกับสวนเล็กๆ ด้านข้างของโรงเตี้ยม

    เพราะตั้งหน้าตั้งตาคิดคำนวนตัวเลขมาตลอดหลายชั่วยาม ยามนี้เฝิงหลานจึงลุกขึ้นมาเอนหลังพิงหัวเตียงใช้นิ้วมือเรียวนวดหว่างคิ้วและขมับสลับกันไปด้วย

    วันนี้ต้องบอกว่านางเหนื่อยมากจริงๆ เพราะจู่ๆ คนที่ดูแลงานในโรงเตี้ยมเกือบครึ่งกลับถูกคนสนิทของลู่หานยืมตัวไป ไม่รู้ว่าพวกเขาหายไปไหนกันตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีวี่แววจะกลับมา ทำให้งานต่างๆ ที่เหลือมีนางและคนอีกหยิบมือต้องดูแลกันเองทั้งหมด แม้ว่าห้องพักจะไม่เต็มจนจัดการไม่ได้ แต่ก็ถือว่าสิ้นเปลืองกำลังไปไม่น้อยเลย


    “นี่คือที่พักที่เจ้าหามา? “แม้ปากจะไม่หยุดพร่ำบ่นแต่หลังจากองครักษ์ที่ส่งเข้าไปตรวจสอบด้านในพยักหน้าให้เขา โอวหยางเจ๋อก็รีบก้าวเดินนำหน้าออกไปทันที

    สภาพโรงเตี้ยมชั้นเดียวเบื้องหน้าช่างเก่าเสียจนหากไม่ใช่ว่ามีคนด้านในบอกว่ายังเปิดบริการอยู่ พวกเขาคงคิดว่ามันเป็นเรือนร้างหรือซ่องโจรเสียมากกว่า

    ‘เอาเถอะแค่คืนเดียว’ เขาคิดอยู่ในใจเงียบๆ ขณะที่ขาสองข้างยังคงก้าวเดินเข้าไปภายใน

    ที่ด้านในโรงเตี้ยมมีชายหนุ่มผอมบางสวมเสื้อผ้าเรียบง่ายทะมัดทะแมง โพกผมด้วยผ้าสีน้ำตาล บนบ่ายังมีผ้าดิบสีขาวผืนใหญ๋พาดอยู่ เขารีบเดินเข้ามาต้อนรับแขกเหมือนเช่นโรงเตี้ยมทั่วๆ ไป ไม่ได้มีอะไรพิเศษ โอวหยางเจ๋อกวาดสายตาไปรอบๆ ‘อืม ถึงจะเก่าแต่ก็มีแขกพักหลายห้อง คนที่กินอาหารอยู่ที่ห้องข้างก็ยังพอมีให้เห็น ‘

    เขาควักมือเรียกคนของตัวเองที่ยืนอยู่ด้านหลัง “ไปเตรียมอาหารให้ข้า”

    ชายคนนั้นรีบรับคำ ก่อนเดินไปพูดคุยกับเถ้าแก่เจ้าของโรงเตี้ยมที่วุ่นวายต้อนรับกลุ่มคนของเขาอยู่อีกด้านหนึ่ง

    โอวหยางเจ๋อถูกพามาพักที่ห้องขนาดใหญ่ห้องหนี่ง เพราะความเหนื่อยล้าและอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ของเขาตลอดช่วงวันที่ผ่านมา ทำให้เขาแทบจะอยากล้มตัวลงนอนทันที หากไม่ใช่เพราะมีบ่าวหญิงที่เขาพามาด้วยเคาะประตูเพื่อส่งอาหารเข้ามาให้เสียก่อน

    กับข้าวหกอย่างบนโต๊ะ แม้หน้าตาจะธรรมดา แต่หลังจากที่เขาหยิบตะเกียบกินไปห้าหกคำก็รู้สึกว่ามันมีรสชาดดีกว่าหน้าตามาก

    หลังทานข้าว เขาสั่งให้คนเตรียมเครื่องเขียนมาให้ชุดหนึ่ง เรื่องที่ได้พบกับลู่หานเมื่อตอนบ่ายสมควรจะบอกกล่าวแก่บิดาให้ทราบไว้ นั่นไม่ใช่เหตุบังเอิญแต่น่าจะมีการวางแผนมาล่วงหน้า เพราะเขาเองก็พอรู้เรื่องความขัดแย้งระหว่างบิดาและลู่หานมาก่อน เพียงแต่ก่อนหน้าคนอย่างโอวหยางเจ๋อย่อมไม่มีวันเห็นพ่อค้าคนหนึ่งอยู่ในสายตาจึงไม่ได้ใส่ใจระแวดระวัง หากไม่ใช่เพราะวันนี้กลุ่มของเขาถูกก่อกวน แถมข่าวการเดินทางมาพื้นที่ภาคใต้ยังหลุดออกไปภายนอก เรื่องนี้ยิ่งทำให้เขาต้องเร่งปรับเปลี่ยนแผนการบางอย่างเพื่อความปลอดภัย จะได้เร่งรวบรัดงานที่ได้รับมอบหมายมาให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

    นอกจากเรื่องนี้แล้วเขายังรู้สึกสงสัยการกระทำของลู่หานเมื่อตอนเย็น หากรู้อยู่แล้วว่าเขาเป็นใคร เหตุใดถึงยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ เช่นนี้ ทั้งๆ ที่ตอนนั้นหากปะทะกันขึ้นมาจริงๆ ก็ไม่แน่ว่าฝ่ายไหนจะเป็นฝ่ายชนะ

    เขาหยิบกระดาษสาและฝนแท่นหมึกที่บ่าวหญิงเอามาวางไว้ให้บนโต๊ะ ตวัดพู่กันขีดเขียนรายงานเรื่องราวที่ประสบมาในวันนี้ให้บิดาทราบ โดยเล่าถึงแผนการทำงานที่ถูกปรับเปลี่ยนของตัวเองในช่วงเวลาที่เหลือลงไปในจดหมายลับ ก่อนพับปิดผนึกและเรียกคนคุ้มกันฝีมือดีให้เร่งส่งมันออกไป

    เพียงแต่จดหมายฉบับนั้นกลับไม่เคยถูกส่งไปถึงมือโอวหยางอ๋อง

    หลังเขียนจดหมายเสร็จก็กินเวลาไปเกือบค่อนคืน โอวหยางเจ๋อถอดเสื้อคลุมด้านนอกออกปากก็ตะโกนเรียกบ่าวคนสนิทให้ยกน้ำอุ่นขึ้นมาให้ แต่เรียกอยู่สองรอบกลับไม่มีเสียงคนขานตอบ

    ผิดปกติมากเกินไปแล้วจริงๆ เขาเรียกเสียงดังขนาดนี้ต่อให้คนหนึ่งไม่อยู่ ก็น่าจะมีคนอื่นๆ ได้ยินบ้าง หรือเพราะเขาไม่เข้มงวดกวดขันเหมือนเช่นพี่ใหญ่ ทำให้คนพวกนี้กำเริบเสิบสานใหญ่แล้ว โอวหยางเจ๋ออดไม่ได้ที่จะคิดเปรียบเทียบตนเองกับซื่อจื่อ พี่ชายที่ได้รับการอวยยศสืบทอดบรรดาศักดิ์อ๋องต่อจากบิดา ทั้งที่เกิดก่อนเพียงปีเดียว

    เขาเดินเร็วๆ ไปเปิดประตูห้อง เพื่อมองหาคน แต่ภายนอกกลับเงียบเชียบต่างจากก่อนหน้า กระทั่งแขกที่เมื่อครู่ยังยืนกันอยู่แม้จะบางตาแต่ก็ยังพอมี บัดนี้กลับหายไปทั้งหมด

    โรงเตี้ยมร้างเป็นภาพสุดท้ายในหัวของโอวหยางเจ๋อที่เขาพอจะจำได้อย่างลางเลือนหลังตื่นขึ้นมาอีกทีในคุกที่มืดมิดอับชื้นแห่งหนึ่ง


    ซุนจื่อ* บุตรชายคนที่สองของผู้มีบรรดาศักดิ์อ๋อง โดยส่วนใหญ่จะเป็นบุตรของภรรยาเอก

    คล้ายกับเรื่องเพียงสายลมแห่งทิศบูรพาพัดผ่าน สองเราไม่มีวันหวนคืน ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668