ซ่งจินเหยาเดิมทีเดินตามหลังอยู่ห่าง ๆ แต่เมื่อเห็นโม่เจิ้งหนานวิ่งมาซ่อนตัวอยู่ข้างหลังนางโดยสัญชาตญาณ สีหน้าของนางก็พลันดุดันขึ้นทันที นางก้าวออกมายืนข้างหน้าและจับจ้องอาสะใภ้ห้าด้วยแววตาเ็า
“ท่านจะทำอะไร?”
เมื่อตอนเที่ยงอู๋ชุนเหมียวต้องพบกับความล้มเหลว หลังจากกลับบ้านไปก็เอาแต่คลุมโปงร้องไห้อยู่ใต้ผ้าห่ม นางระบายความคับแค้นใจทั้งหมดลงกับมารดา โดยกล่าวโทษว่ามารดาเป็คนยุยงให้นางไปล่อลวงโม่หงเชิน สุดท้ายก็จบลงด้วยความอับอายขายหน้าอย่างแรง
ยิ่งไปกว่านั้น สองวันมานี้มารดาก็ไม่ได้เอาเนื้อกลับบ้านมาเลย คนในบ้านเริ่มบ่นกันแล้วว่ามารดาทำอะไรก็ไม่ได้เื่ ก็แค่ที่บ้านของโม่หงเชินมีผู้หญิงเพิ่มมาอีกคน? แถมนางยังเป็คนนอก มีอะไรให้หวาดกลัวกัน?
เมื่อถูกกล่าวหาจากรอบด้าน อาสะใภ้ห้าจึงไตร่ตรองดูอีกครั้งและตระหนักได้ว่านางไม่สามารถสูญเสียงานนี้ไปได้ ส่วนซ่งจินเหยา…นางไม่เชื่อว่านางที่อยู่ในบ้านตระกูลโม่มานานกว่าหนึ่งปี จะไม่สามารถเอาชนะหญิงสาวผู้มาใหม่ได้
ทำอาหารอร่อยนักหรือ? ถ้ามีเนื้อและไข่ทุกวัน ใคร ๆ ก็ทำอาหารออกมาอร่อยได้ ใช่ว่านางทำอาหารไม่เป็เสียหน่อย!
เพราะฉะนั้น หลังจากจัดการงานบ้านเสร็จแล้ว อาสะใภ้ห้าก็รีบมาที่บ้านตระกูลโม่เพื่อดูสถานการณ์ทันที ครั้นเห็นว่าโม่เจิ้งหนานกำลังจะเอากล่องข้าวไปส่ง นางก็รู้สึกมีพลังขึ้นมาทันใด
นางคิดว่า หากนางเป็คนนำกล่องข้าวไปส่งเอง จะได้มีโอกาสอธิบายกับโม่หงเชินว่าเพราะเหตุใดนางถึงไม่ได้มาทำงานใน่สองวันที่ผ่านมา
สำหรับคำถามของซ่งจินเหยานั้น อาสะใภ้ห้าไม่ได้สนใจเลยสักนิด นางเอามือเท้าสะเอวและแผดเสียงดังฟังชัด
“ข้าทำอะไรน่ะหรือ? ข้าก็แค่เห็นว่าเด็กน้อยน่าสงสาร อายุแค่หกขวบแต่ต้องออกไปส่งข้าวตามลำพัง อีกทั้งทุ่งปศุสัตว์ก็อยู่ห่างไกล! แถมฟ้าก็ใกล้มืดแล้ว”
“นั่นมันเป็เื่ในครอบครัวข้า เกี่ยวอะไรกับท่าน?”
“อย่ามาใช้น้ำเสียงแบบนี้กับข้านะ ข้าไม่ชอบ” อาสะใภ้ห้าเอ่ยด้วยสีหน้าดุร้าย “อาเชินขอให้ข้าช่วยดูแลบ้าน เ้าทำกับเด็ก ๆ เช่นนี้ ข้าจะทนอยู่เฉยได้อย่างไร?”
ซ่งจินเหยาหันไปหาโม่เจิ้งหนาน “เจิ้งหนาน เ้าอยากไปส่งกล่องข้าวให้ท่านพ่อไหม?”
“ข้าอยากไปขอรับ”
“แล้วเ้ากลัวหรือเปล่าที่ต้องไปคนเดียว?”
เด็กชายยืดอก “ข้าไม่กลัว ข้าเป็ลูกผู้ชาย เหตุใดต้องกลัวด้วย?”
นอกจากนี้ ใน่เวลานี้ก็มีผู้คนออกมาส่งอาหารหรือเดินทางกลับบ้านจากการทำงานกะเช้าจำนวนมาก แม้ว่าจะไม่สนิทสนมหรือคุ้นเคยกันมากนัก แต่ทุกคนก็มาจากหมู่บ้านเดียวกันหรือหมู่บ้านใกล้เคียง ดังนั้นเื่ความปลอดภัยจึงไม่น่าเป็ห่วง
ซ่งจินเหยาไม่สนใจอาสะใภ้ห้าอีกต่อไป นางวางพู่กันและหมึกลง ก่อนจะลูบศีรษะโม่เจิ้งหนานเบา ๆ “เก่งมาก เช่นนั้นก็ไปเถอะ ไม่ต้องสนใจ ‘คนอื่น’ หรอก”
‘คนอื่น’ ที่ว่า เห็นได้ชัดว่าหมายถึงอาสะใภ้ห้าที่ใบหน้าแดงก่ำเพราะความโกรธอยู่ขณะนี้
โม่เจิ้งหนานตกตะลึงเล็กน้อย วันกว่า ๆ ที่อยู่ด้วยกัน เขายังรู้สึกกลัวซ่งจินเหยามากกว่า แต่ตอนนี้ ซ่งจินเหยากลับเอื้อมมือมาลูบศีรษะเขาอย่างอ่อนโยน แถมยังชมเขาว่า ‘เก่งมาก’ อีกด้วย
เด็กเล็กมักซ่อนความรู้สึกไม่เก่ง ถึงจะพยายามกลั้นไว้มากเพียงใดก็ไม่สามารถเก็บซ่อนรอยยิ้มที่มุมปากของตนได้
ั้แ่เกิดมา ไม่เคยมีใครเอ่ยคำชมเขามาก่อน ที่จริงแล้วเป็เพราะความซุกซนของเขา เขาและพี่ชายจึงถูกตำหนิอยู่บ่อยครั้ง
บิดามารดาผู้ให้กำเนิดของเขาตอนมีชีวิตก็ยุ่งเกินกว่าจะดูแลพวกเขาได้ ส่วนท่านพ่อพอกลับมา เขาก็ยังคงทำงานอยู่เสมอ คนที่ดูแลพวกเขาส่วนใหญ่มีเพียงท่านย่าห้า เมื่อไรก็ตามที่พวกเขามีปัญหากับเด็กคนอื่น ๆ ในหมู่บ้าน นางก็จะโกรธและดุด่าเขากับพี่ชาย ทั้งยังวิ่งไปฟ้องท่านพ่อของพวกเขาอีกต่างหาก
แม้ท่านพ่อจะไม่เคยตีพวกเขา แต่โม่เจิ้งหนานก็รับรู้ถึงความผิดหวังในแววตาของท่านพ่อได้
ทว่านี่เป็ครั้งแรกที่มีคนชื่นชมเขา เพียงเพราะเขาอาสาไปส่งกล่องข้าวให้ท่านพ่อ
เด็กน้อยคิดในใจว่า ต่อจากนี้ไปเขาจะตั้งใจช่วยงานให้มากขึ้น เพื่อที่แม่เลี้ยงจะได้ชอบเขา และไม่ทอดทิ้งเขาหรือทำร้ายเขาให้ตายในอนาคต
แม้แต่ตัวโม่เจิ้งหนานเองก็ไม่ทันสังเกตเลยว่า ในเวลาไม่ถึงสองวัน เขาได้เปลี่ยนคำเรียก ซ่งจินเหยา จาก ‘ผู้หญิงคนนั้น’ เป็ ‘ซ่งจินเหยา’ และตอนนี้ก็กลายเป็ ‘แม่เลี้ยง’ ไปเรียบร้อยแล้ว
ตอนนี้เขาไม่มีเวลาจะคิดเื่อื่นอีก สิ่งเดียวที่คิดได้ก็คือการรีบนำกล่องข้าวไปส่งให้บิดาก่อนที่ท่านย่าห้าจะเข้ามาขัดขวาง เขารีบเบี่ยงตัวหลบและวิ่งออกไปทันที
สุนัขที่อยู่ในลานบ้านถึงกับเห่าลั่นอยู่สองสามที
ซ่งจินเหยาเอ่ยกับอาสะใภ้ห้าว่า “เื่นี้ไม่เกี่ยวอะไรกับท่าน กลับไปซะเถอะ”
อาสะใภ้ห้ากำลังร้อนใจ กลัวว่าจะต้องเสียงานนี้ไป ถ้าถูกไล่ออก ก็จะอดเงินค่าจ้างสามตำลึงต่อเดือน นี่ยังไม่รวมถึงเนื้อและไข่ที่สามารถนำกลับบ้านได้ทุกวัน ดังนั้นจึงไม่สนใจอะไรอีกแล้ว รีบพุ่งเข้ามาหมายจะลงมือกับซ่งจินเหยา
การอุ้มโม่ซีซีไว้ทำให้ซ่งจินเหยาเคลื่อนไหวได้ไม่สะดวก แต่นางก็ไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมารังแกง่าย ๆ จึงถอยหลังไปหนึ่งก้าว มือที่ว่างข้างหนึ่งคว้าแท่นฝนหมึกที่ทำจากไม้เนื้อแข็งบนโต๊ะขึ้นมา เตรียมพร้อมที่จะใช้มันทุบศีรษะอาสะใภ้ห้า!
ในตอนนั้นเอง โม่เจิ้งตงได้ยินเสียงเอะอะวุ่นวายจึงรีบวิ่งออกไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น
เขากลัวว่าการทะเลาะวิวาทระหว่างท่านย่าห้ากับซ่งจินเหยาอาจทำให้โม่ซีซีได้รับาเ็ เขาจึงพุ่งตัวเข้าไปและโดนท่านย่าห้าตบเข้าอย่างแรง
โชคดีที่ซ่งจินเหยายับยั้งตัวเองไว้ได้ นางเกรงว่าหากตีแรงไปอาจทำให้อาสะใภ้ห้ามีข้ออ้างที่จะเล่นงานนาง และสุดท้ายคนที่เสียเปรียบก็จะเป็นาง ดังนั้นจึงไม่ได้ออกแรงเต็มที่ และในจังหวะที่แท่นฝนหมึกกำลังจะฟาดใส่โม่เจิ้งตง นางจึงสามารถหยุดมือไว้ได้ทันเวลา
อย่างไรก็ตาม การตบดังกล่าวทำเอาทุกคนถึงกับตะลึงงัน
โม่ซีซีใจนร้องไห้โฮออกมาอีกครั้ง
ซ่งจินเหยาโมโหมาก เดิมทีก็ไม่อยากให้เื่มันบานปลาย แต่ตอนนี้นางไม่สนอะไรอีกแล้ว รีบวางโม่ซีซีลงบนเก้าอี้ข้าง ๆ อย่างอ่อนโยน ปลอบประโลมเด็กน้อยก่อนจะดึงโม่เจิ้งตงมาดูอาการ
โม่เจิ้งตงตัวผอมผิวคล้ำ ทำให้รอยนิ้วมือห้านิ้วบนหน้าเขาเห็นได้ชัดเจน
ซ่งจินเหยาเห็นแล้วทนไม่ไหว พุ่งตัวไปข้างหน้า กระชากผมของอาสะใภ้ห้าไว้และฟาดไปสองฉาดเต็มแรง
“กล้าดีอย่างไรมาทำกิริยาต่ำช้าในบ้านข้า? นังแก่ชั่วร้าย เราจ้างเ้าให้มาดูแลเด็ก ๆ แต่นอกจากจะไม่ทำงานแล้ว เ้ายังมาที่นี่เพื่อก่อเื่อีกหรือ? เ้าคิดว่าจะรังแกคนตระกูลโม่ได้ง่าย ๆ อย่างนั้นหรือ?”
อาสะใภ้ห้ามักจะกล่าวอ้างและอวดสถานะของตนว่าเป็ผู้าุโในบ้านตระกูลโม่ เด็ก ๆ ทุกคนต่างก็หวาดกลัวนาง และโม่หงเชินมักจะยอมให้นางเสมอ
ไม่คิดเลยว่าจู่ ๆ นางจะโดนหญิงสาวผู้นี้ตบ
แน่นอนว่านางไม่ยอมอยู่เฉยและพยายามตอบโต้กลับ นางทำงานหนักมาหลายปี คิดว่าร่างกายของตนน่าจะแข็งแกร่งกว่าซ่งจินเหยาผู้มีรูปร่างบอบบางผู้นี้แน่ ๆ
แต่สิ่งที่นางไม่รู้คือ ซ่งจินเหยาผู้นี้ไม่ใช่หญิงสาวคนเดิมอีกต่อไป
ในโลกเดิม ซ่งจินเหยาเคยเรียนเทควันโด แม้จะเทียบไม่ได้กับนักเลงอันธพาลที่แข็งแกร่ง แต่เมื่อเทียบกับคนอย่างอาสะใภ้ห้าที่ดุร้ายแต่ไม่กัด นางย่อมเหนือกว่า
แค่ซ่งจินเหยากระชากผมนางแรง ๆ ก็ทำให้อาสะใภ้ห้าหมดหนทางจะสู้กลับแล้ว
อาสะใภ้ห้าโอดครวญเสียงดังลั่นด้วยความเ็ป “นังผู้หญิงชั่วร้าย ข้าเป็ญาติผู้ใหญ่ของเ้านะ…”
“เ้าน่ะหรือ? ญาติผู้ใหญ่? อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะ พวกเขาขับเ้าออกจากตระกูลนานแล้ว ยังจะมาทำตัวเป็ญาติผู้ใหญ่อีก!”
อาสะใภ้ห้ารู้สึกราวกับหนังศีรษะของนางถูกฉีกกระชากออกไป เจ็บจนน้ำตาไหลพราก
“โอ๊ย เจ็บ ๆ ๆ! ปล่อยข้านะ! คอยดูเถอะ ข้าจะฟ้องอาเชิน เ้า...เ้า...กล้าดีนัก”
“อ๊ากกกก! นังฆาตกร! ใครก็ได้ ช่วยด้วย!”
“ปล่อยข้านะ! ข้าผิดไปแล้ว ข้าจะไม่ทำอีกแล้ว ปล่อยข้าเถอะ!”
เสียงของอาสะใภ้ห้าเริ่มอ่อนลง น้ำมูกน้ำตาเปรอะเต็มใบหน้า
ทว่าซ่งจินเหยาที่กำลังโกรธจัดจึงไม่ได้ยินเสียงอ้อนวอนของนาง แต่ต่อให้ได้ยิน นางก็ไม่หยุด
บางคนก็ไร้ยางอายเหลือเกิน พวกเขาไม่เข้าใจคำพูดสุภาพหรือมารยาทที่ดี วิธีเดียวที่จะจัดการกับคนเหล่านี้ให้หลาบจำก็คือ การสอนบทเรียนที่แท้จริงแก่พวกเขา
นางจำต้องทำให้แน่ใจว่า จากนี้ไปอาสะใภ้ห้าจะไม่กล้าเข้าใกล้นางหรือเสนอหน้ามาที่นี่อีก
โชคดีที่โม่เจิ้งตงตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่เขาได้สติและเห็นว่าเสียงร้องของท่านย่าห้าเริ่มเบาลง เขาจึงรีบเข้ามาดึงทั้งสองคนออกจากกัน
.
.
.