ระยะเวลาฝึกงานสามเดือนผ่านไปไวเหมือนโกหก
ณ หอพักผู้ดูแลสัตว์อสูรประจำศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์อสูรเมืองปิงหยวน เหล่าเด็กฝึกงานส่วนใหญ่ต่างกำลังง่วนอยู่กับการแพ็คของ
ประสบการณ์ตลอดสามเดือนที่ผ่านมาให้อะไรกับพวกเขาไม่น้อย แต่พอถึงเวลาต้องแยกย้าย ความรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เริ่มเส้นทางใหม่กลับมีมากกว่าความอาลัยอาวรณ์
โดยเฉพาะสืออวี่ที่เฝ้ารอเวลานี้มาตลอด... เพราะเมื่อฝึกงานจบและได้ใบรับรอง ในที่สุดเขาก็จะเป็อิสระสักที!
...
ระหว่างฝึกงาน สืออวี่จัดอยู่ในกลุ่มพนักงานดีเด่นที่ขยันขันแข็ง งานทุกอย่างทำออกมาได้อย่างดี ในขณะที่เด็กฝึกงานคนอื่นพอว่างก็จับกลุ่มอู้งานเล่นไพ่ แต่สืออวี่นั้นต่างออกไป เขาแกล้งสวมบทบาทเป็คนเก็บตัวตามนิสัยเ้าของร่างเดิม จึงแทบไม่ได้สุงสิงกับใคร
แน่นอนว่าสืออวี่ไม่ได้รู้สึกอึดอัดจนอกแตกตาย ที่เขาี้เีคุยกับเพื่อนรุ่นเดียวกันก็เพราะมีเื่สำคัญกว่าต้องทำ
เทียบกับการเม้าท์มอยกับคนแล้ว... เขาชอบกระชับความสัมพันธ์กับสัตว์อสูรมากกว่า นอกจากจะได้ฝึกฝนพร์สื่อจิตแล้ว ยังถือเป็โอกาสแอบขโมย... เอ้ย เรียนรู้สกิลไปในตัว!
ถ้าไม่ใช่เพราะสารานุกรมสกิลมีขีดจำกัดในการบันทึกสกิล ป่านนี้เขาคงคัดลอกสกิลเก็บไว้เป็สิบๆ อย่างแล้ว
สืออวี่ค้นพบว่าการใช้สื่อจิตควบคู่กับสารานุกรมสกิลนั้นให้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม
วันข้างหน้าถ้าเจอสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติเก่งๆ เขาแค่ใช้สื่อจิตเข้าไปตีซี้เกาะขาทองคำ (ขอพึ่งบารมี) แล้วใช้สารานุกรมสกิลคอยสูบผลประโยชน์... ดูจะเป็คอมโบที่ไม่เลวเลยแฮะ...
สรุปสั้นๆ คือสามเดือนมานี้ เขาไม่ได้ปล่อยเวลาให้เสียเปล่าแม้แต่นาทีเดียว
...
หลังจากได้รับใบรับรองการฝึกงาน สืออวี่ก็เดินออกจากศูนย์เพาะเลี้ยงด้วยจิตใจที่เบิกบาน
ถึงต่อไปจะไม่มีที่ให้แอบคัดลอกสกิลได้สะดวกเหมือนเดิม แต่เป้าหมายต่อไปคือการทำพันธสัญญากับสัตว์อสูรด้วยตัวเอง และเริ่มใช้งานสารานุกรมสกิลอย่างจริงจัง แค่คิด เขาก็รู้สึกตื่นเต้นแล้ว
ยิ่งทำความเข้าใจโลกใบนี้มากขึ้นเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งเข้าใจว่า... การไม่ได้เป็ผู้ฝึกอสูรในโลกนี้ แทบจะมองไม่เห็นอนาคตเลย
เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในวันหน้า ตั้งเป้าหมายเล็กๆ ไว้ก่อนแล้วกัน... ภายในหนึ่งปีต้องกลายเป็ผู้ฝึกอสูรมืออาชีพให้ได้!
...
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านชั้นเมฆบางๆ ลงมากระทบร่างของชายหนุ่ม
เมื่อเดินพ้นประตูศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์อสูรเมืองปิงหยวน สืออวี่ที่แบกเป้ขึ้นหลังก็หันกลับไปมองสถานที่แห่งนี้เป็ครั้งสุดท้าย
ตามหลักการแล้ว ที่นี่ก็เป็สถานที่จำหน่ายลูกสัตว์อสูรเหมือนกัน แถมยังมีสายพันธุ์ให้เลือกเพียบ...
แต่สืออวี่ที่คลุกคลีอยู่ที่นี่รู้ดีว่า ราคาลูกสัตว์อสูรของที่นี่มหาโหดขนาดไหน... แน่นอน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์อสูร แต่มันอยู่ที่กระเป๋าตังค์เขาต่างหาก
เพราะงั้น กลับไปตายรังที่บ้านแถบชานเมืองดีกว่า ถึงชนิดของสัตว์อสูรจะน้อยไปหน่อย แต่อย่างน้อยก็มีส่วนลดสำหรับคนท้องถิ่น
เมืองที่สืออวี่อยู่ตอนนี้คือเมืองปิงหยวน ทั้งโรงเรียนและที่ฝึกงานต่างก็ตั้งอยู่ในเมืองนี้ ประเทศนี้ เมืองปิงหยวนจัดเป็เมืองระดับสอง ซึ่งทั่วประเทศมีเมืองระดับสองแบบนี้อยู่กว่า 100 แห่ง
แม้จะเป็เมืองระดับสอง แต่ปิงหยวนก็ถือว่าเจริญไม่น้อย เพราะถ้าพูดถึงเมืองที่มีโครงสร้างพื้นฐานดีกว่านี้ ก็มีเพียงเมืองระดับหนึ่งที่มีอยู่แค่ 9 แห่งเท่านั้น
แต่โลกก็เป็แบบนี้ ยิ่งความเจริญสูง ค่าครองชีพก็ยิ่งแพงหูฉี่ สืออวี่เลยจำต้องถอยไปตั้งหลักในที่ที่ค่าครองชีพต่ำกว่า
ภูมิลำเนาเดิมของสืออวี่อยู่ในเขตชานเมืองที่ขึ้นตรงกับเมืองปิงหยวน เรียกว่า เขตผิงเฉิง
แม้จะเป็ชานเมือง แต่หลังจากผ่านการบูรณะใหม่ อุตสาหกรรมสัตว์อสูรก็เติบโตขึ้นไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น เพื่ออัดฉีดอุตสาหกรรมท้องถิ่น ทางการยังมอบสิทธิพิเศษให้คนในพื้นที่ที่ขึ้นทะเบียนเป็ผู้ฝึกอสูร
โดยผู้ที่ซื้อสัตว์อสูรจะได้รับส่วนลดเป็กรณีพิเศษ เ้าของร่างเดิมจึงฉวยโอกาสใน่มีโปรโมชั่น รีบวางเงินมัดจำค่าสัตว์อสูรเอาไว้ั้แ่ก่อนหน้านี้แล้ว
และตอนนี้... ลูกอสูรกินเหล็กล็อตนั้น น่าจะถึงกำหนดรับตัวได้แล้ว
...
หลังจากจัดการธุระทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย สืออวี่ก็มุ่งหน้ากลับเขตผิงเฉิงทันที
สิบปีก่อน เขตผิงเฉิงเคยเผชิญกับคลื่นสัตว์อสูรถล่มเมือง หลายครอบครัวต้องบ้านแตกสาแหรกขาด ครอบครัวของสืออวี่เองก็หนีไม่พ้นชะตากรรมนั้น แต่เวลาผ่านไปนานขนาดนี้ ทุกอย่างได้ฟื้นฟูกลับคืนมาดังเดิมแล้ว
เวลาสิบปีสร้างความเปลี่ยนแปลงไปมาก เขตผิงเฉิงที่เคยไร้การป้องกัน ตอนนี้มีกำแพงเมืองสูงตระหง่าน อีกทั้งยังมีสาขาของสมาคมนักฝึกอสูรและกองพลสัตว์อสูรประจำการอยู่
เขตผิงเฉิงในตอนนี้ แม้จะไม่ได้ศิวิไลซ์เท่าเมืองใหญ่ แต่ก็ไม่ได้ล้าหลังจนเกินไป อย่างน้อยการคมนาคมและการสื่อสารก็พอประคองตัวไปได้ จะมีก็แค่ด้านความบันเทิงที่ยังตามหลังที่อื่นอยู่
ในตัวเมืองปิงหยวนมักมีการจัดประลองสัตว์อสูรบ่อยๆ แต่สำหรับที่ผิงเฉิง การแข่งอะไรพวกนี้ถือเป็ของหาดูยาก
เมื่อกลับมาถึงผิงเฉิง เป้าหมายแรกของสืออวี่ไม่ใช่การกลับบ้าน จุดหมายของเขาชัดเจนมาก นั่นคือหนึ่งในสามศูนย์เพาะเลี้ยงใหญ่ในเขตผิงเฉิง ศูนย์เพาะเลี้ยงไผ่เหล็ก
ที่อุตส่าห์รีบเคลียร์เอกสารทั้งหมดก่อนกลับมา ก็เพื่อจะได้รับสัตว์อสูรทันทีที่มาถึงนี่แหละ เขาแทบจะอดใจรอไม่ไหวแล้ว
...
ในเขตผิงเฉิงมีศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์อสูรทั้งหมดสามแห่ง ทั้งสามแห่งเป็การร่วมทุนระหว่างเอกชนกับรัฐบาล ชนิดของสัตว์อสูรมีน้อยมาก และสายพันธุ์ที่มีระดับเผ่าพันธุ์สูงสุด ก็แค่ระดับเหนือสามัญขั้นกลาง เทียบไม่ได้กับศูนย์ของรัฐบาลในเมืองปิงหยวน
ศูนย์เพาะเลี้ยงไผ่เหล็กที่สืออวี่กำลังเดินทางไป เป็ธุรกิจครอบครัว ศูนย์เพาะเลี้ยงไผ่เหล็กตั้งอยู่ในป่าไผ่เหล็ก บริเวณหลังเขาของเขตผิงเฉิง
ที่นั่นเลี้ยงอสูรกินเหล็กไว้ประมาณ 800 กว่าตัว อสูรกินเหล็กถือเป็สัตว์อสูรประจำถิ่นของเขตผิงเฉิง หรือเรียกได้ว่าเป็ของขึ้นชื่อระดับประเทศเลยก็ว่าได้
มองไปทั่วประเทศ จำนวนอสูรกินเหล็กน่าจะมีไม่เกิน 5,000 ตัวด้วยซ้ำ ประเทศอื่นยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไม่มีเลยสักตัว
ต้องขอบอกก่อนว่าโลกใบนี้ต่างจากโลกเดิม เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกยึดครองโดยสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ มนุษย์จึงมีอาณาเขตปกครองอยู่เพียง 7 ประเทศเท่านั้น
ประเทศที่สืออวี่อาศัยอยู่ ถูกประเทศอื่นขนานนามว่า อาณาจักรโบราณแห่งตะวันออก เป็หนึ่งในอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุด เรียกสั้นๆ ว่า ตงหวง
...
ไม่นานนัก สืออวี่ก็นั่งรถเมล์มาถึงตีนเขาด้านหลังเขตผิงเฉิง เตรียมตัวเดินขึ้นเขา
บนเขามีการตัดถนนลาดยางอย่างดี นอกจากจะเป็ศูนย์เพาะเลี้ยงแล้ว ในเวลาที่กำหนดที่นี่ยังเปิดเป็แหล่งท่องเที่ยวอีกด้วย แต่วันนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่วันเปิดทำการ บรรยากาศรอบข้างเลยดูเงียบเหงาพิกล
เดินไปไม่กี่ก้าว สืออวี่ก็มาถึงป้อมยามของศูนย์เพาะเลี้ยงไผ่เหล็ก จุดนี้เป็ทางเข้าออกเดียว เพราะรอบด้านถูกปิดกั้นหมด
สืออวี่ชำเลืองมองป้อมยามข้างๆ แล้วเดินเข้าไป ริมหน้าต่างป้อมยาม ชายชราผมบางในชุดคลุมสีน้ำเงินกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ พอเห็นคนเดินเข้ามา เขาก็ขยับแว่นสายตา พยายามหรี่ตามองสุดชีวิตว่าใครมา
“...” สืออวี่นิ่งไปนิดหนึ่ง
ลุงยามนี่เอาจริงดิ? ช่างเถอะ ตัดสินคนจากภายนอกไม่ได้... เห็นสภาพดูพึ่งพาไม่ได้แบบนี้ เผลอๆ ลุงแกอาจจะสะบัดมือเรียกัั์ออกมาตบเกรียนก็ได้
“สวัสดีครับ! ผมจองลูกอสูรกินเหล็กไว้ก่อนหน้านี้ กะว่าจะมาทำเื่รับตัวเร็วๆ นี้ วันนี้เลยอยากขอเข้าไปดูตัวก่อนครับ” สืออวี่ะโเสียงดังฟังชัด กลัวลุงแกจะหูตึง
“อ้อ...” คุณลุงแม้จะดูเลื่อนลอย แต่สติสัมปชัญญะยังครบถ้วน พอได้ยินสืออวี่พูดแบบนั้น แกก็เข้าใจทันที
“รอก่อนนะ เดี๋ยวลุงโทรตามผู้ดูแลสัตว์อสูรข้างในให้ออกมารับ” ลุงตอบกลับพร้อมกับยกหูโทรศัพท์ตั้งโต๊ะ
หลังจากลุงแกแจ้งสถานการณ์ สืออวี่ก็ยืนรอเงียบๆ ไม่นานก็มีร่างหนึ่งเดินออกมาจากโซนเพาะเลี้ยง...
ร่างนั้นสูงเกือบสองเมตร ลวดลายขาวดำสลับกัน ตัวอ้วนกลมปุ๊กลุก หัวกลม หางสั้น
สืออวี่มองไอ้ตัวที่เดินโยกเยกมาแต่ไกลแล้วถึงกับสตั๊น
ทันใดนั้น เ้าตัวที่ดูยังไงก็เป็แพนด้าั์เดินสองขาก็เปิดประตูรั้วออกมาหยุดอยู่ตรงหน้าสืออวี่ แถมยังชี้ไปที่ป้ายชื่อบนอกตัวเอง บนนั้นเขียนว่า: ‘เ้าหน้าที่’
“สวัสดีจ้ะ” มัน/เขา/เธอ ถูอุ้งมือหมีไปมา ส่งเสียงทุ้มต่ำที่แยกไม่ออกว่าเป็ชายหรือหญิง
สืออวี่ : ???
ขอพนักงานปกติได้ไหมเนี่ย?
“ไม่ต้องใ นี่แค่ชุดมาสคอตอสูรกินเหล็กขนาดเท่าตัวจริงน่ะ” เ้าหน้าที่เอ่ยขึ้น
ก็เพราะใส่ชุดมาสคอตนั่นแหละถึงได้ใ! คนปกติที่ไหนเขาใส่ชุดมาสคอตเดินกลางแดดเปรี้ยงๆ กันฟะ!
“ฉันเป็เ้าหน้าที่ของที่นี่ ชื่อหลินซิวจู๋”
“ผมสืออวี่ครับ” สืออวี่ตอบ “แต่แต่งตัวแบบนี้ ไม่ร้อนแย่เหรอครับ?”
“ช่วยไม่ได้ นี่เป็วิธีที่จะเข้าถึงจิตใจของอสูรกินเหล็กได้ดีที่สุด”
หลินซิวจู๋อธิบายอย่างภูมิใจ “อยากเลี้ยงดูอสูรกินเหล็กให้ดี ก็ต้องเข้าใจพวกมันเสียก่อน นี่เป็พื้นฐานที่สำคัญที่สุดของผู้ดูแลสัตว์อสูรเลยนะ”
สืออวี่: “มีเหตุผลครับ” (เชื่อก็บ้าแล้ว... อยากพูดอะไรก็พูดไปเถอะ เอาที่คุณสบายใจ)
“ฉันจำข้อมูลได้ คุณสืออวี่จบสาขาการเพาะเลี้ยงมาเหมือนกันใช่ไหม มิน่าล่ะถึงเข้าใจฉัน”
่นี้คนจองอสูรกินเหล็กน่าจะมีไม่เยอะ อีกฝ่ายถึงจำข้อมูลของสืออวี่ได้แม่น
“ใช่ครับ แต่ผมยังเป็แค่มือใหม่ เทียบกับรุ่นพี่หลินไม่ได้เลย”
ถึงชื่อจะฟังดูแมนๆ แต่สืออวี่ฟังออกว่าเสียงข้างในเป็ผู้หญิง แถมยังเดาได้ว่าจบสาขาเดียวกันมา คำว่า รุ่นพี่ คำนี้ช่วยกระชับความสัมพันธ์ได้ทันตาเห็น... หวังว่าจะมีส่วนลดให้บ้างนะ
“ชมเกินไปแล้ว วิธีนี้ใครๆ ก็ลองทำได้นะ ไว้รับสัตว์อสูรเสร็จแล้ว ฉันขายชุดมาสคอตให้คุณในราคาพิเศษเอาไหม สักสองชุด?”
สืออวี่ : “???”
ลดราคาน่ะลดแน่ แต่ไม่ได้ลดค่าสัตว์อสูร... นี่คุณเป็อัจฉริยะด้านการขายรึไง? ไม่เอาโว้ย!
สืออวี่ไม่ได้ปฏิเสธออกไปตรงๆ รอเลือกสัตว์อสูรเสร็จก่อนค่อยว่ากัน... ไอ้การขายอาหารพ่วงมาด้วยยังพอทน แต่นี่จะขายชุดคอสเพลย์พ่วงมาด้วย มันจะเกินไปหน่อยไหมแม่คุณ
จากนั้นเ้าหน้าที่หลินซิวจู๋ก็พาสืออวี่เข้าไปในศาลาริมทาง เธอเริ่มถอดชุดมาสคอตออก ตอนนี้เองสืออวี่ถึงได้เห็นหน้าตาของคนที่อยู่ข้างใน
ภายใต้ชุดมาสคอตคือหญิงสาวลุคพี่สาวคนสวย อายุประมาณยี่สิบสี่ยี่สิบห้าปี เครื่องหน้าหมดจด รูปร่างสูงเพรียว ผมยาวดำขลับสลวย แต่เพราะอบอยู่ในชุดมาสคอตเมื่อกี้ ผมเผ้าเลยยุ่งเหยิงไปบ้าง แต่เ้าตัวก็ดูไม่ใส่ใจ สีหน้าท่าทางดูสบายๆ เป็กันเอง
มาถึงจุดนี้ สืออวี่อยากจะถามจริงๆ ว่าตกลงคุณคลั่งรักแพนด้าขนาดไหนกันแน่ เพราะเสื้อผ้าที่ใส่อยู่ข้างในชุดมาสคอตอีกที ดันเป็ธีมอสูรกินเหล็กทั้งชุด!
กางเกงขาสั้นสีขาวลายจุดดำ สวมทับด้วยเสื้อฮู้ดลายขาวดำตัวโคร่งที่ดูพองนิดๆ ด้านหลังฮู้ดยังมีหูแพนด้าห้อยอยู่ด้วย ...เดี๋ยวคงไม่เสนอขายชุดนี้ให้ผมด้วยหรอกนะ?
“ลงทะเบียนก่อนนะ ว่าแต่เตรียมเอกสารมาครบใช่ไหม” เธอถอนหายใจยาวขับไล่ความร้อน ก่อนจะหันมาถามสืออวี่
ขั้นตอนการซื้อสัตว์อสูรจากศูนย์เพาะเลี้ยงนั้นค่อนข้างวุ่นวาย ยิ่งกรณีของสืออวี่ที่กู้เงินมาซื้อสัตว์อสูรด้วยแล้วยิ่งเื่เยอะ กว่าจะผ่านขั้นตอนนี้ไปได้ คงต้องวิ่งเต้นกันนานพอสมควร
โชคดีที่สืออวี่จัดการเื่ใบรับรองทั้งหมดมาั้แ่ตอนอยู่เมืองปิงหยวนแล้ว เอกสารตอนนี้เลยน่าจะครบถ้วนสมบูรณ์
“ครบครับ” จากนั้นสืออวี่ก็ลงทะเบียนโดยมีหลินซิวจู๋คอยช่วยเหลือ ทั้งสองช่วยกันตรวจสอบเอกสารทีละใบ
เมื่อเช็กเสร็จ หลินซิวจู๋ก็พยักหน้า “งั้นวันนี้ก็น่าจะรับสัตว์อสูรกลับไปได้เลย”
“วันนี้เลยเหรอครับ?”
“แล้วผมเข้าไปเลือกได้เลยไหมครับ?” สืออวี่ถามด้วยความแปลกใจ
เงินมัดจำที่จ่ายไปก่อนหน้า เป็แบบไม่ได้ระบุตัวเจาะจง ดังนั้นจะได้ลูกอสูรกินเหล็กตัวไหนกลับไป ผู้ฝึกอสูรต้องเป็คนเลือกเอง ความถูกชะตากันเป็เื่สำคัญมาก
หลินซิวจู๋ส่ายหน้าเบาๆ “ถ้าคุณมาก่อนหน้านี้สักหน่อย ก็คงมีให้เลือกอยู่หรอก”
“แต่สถานการณ์ตอนนี้คือ ลูกอสูรกินเหล็กล็อตนี้ ถูกเลือกไปจนเหลือแค่ตัวเดียวแล้ว”
“แถมตัวที่เหลืออยู่นี้... ทั้งร่างกายและนิสัย ค่อนข้างจะมีปัญหาอยู่นิดหน่อย...”
“...” สืออวี่ชะงัก
สถานการณ์แบบนี้... พล็อตเื่แบบนี้... หรือว่าผมคือ ‘ซาโตชิ’?