มืดสนิทไม่มีลม ไม่มีอะไรเคลื่อนไหวเหมือนโลกทั้งใบกำลังหยุดนิ่งเพื่อฟังบางสิ่งบางสิ่งที่ไม่ควรถูกได้ยิน
แล้วชั้นบางอย่างของโลกก็เริ่มสั่น
ภาพตรงหน้าแตกกระจายเป็เศษเสี้ยวพร่าเลือนราวกับชั้นบางอย่างของโลกกำลังปริแตกแสงไฟสปอตไลต์หัวเสาท่าเรือกะพริบถี่รัวผิดจังหวะคานเหล็กกล้าใต้สะพานบิดงอเอียงเคว้งขนานกับผิวน้ำเหมือนมันยังไม่ได้รับอนุญาตให้ตั้งตรงเสียงโลหะหนักกระแทกกันทื่อๆ ดังขึ้นใต้มวลน้ำเค็มลึก
และก่อนที่ทุกอย่างจะดับไปมีเสียงผู้ชายคนหนึ่งแตกพร่าพ่นแทรกออกมาจากความพร่าเลือนนั้น“อย่าให้มันถูกบันทึก...!”
เงียบไปอึดใจหนึ่งสติหลงทิศ จำไม่ได้ว่ามันนานแค่ไหนก่อนที่เสียงผู้หญิงอีกคนจะแว่วดังมาจากที่ไหนสักแห่งไกลมากกระแสเสียงอู้อี้เหมือนเดินทางผ่านผนังน้ำหนาหลายชั้นที่ตั้งใจกั้นขวางเอาไว้“ธีร์...หยุดเดี๋ยวนี้!”
แล้วทุกสิ่งรอบตัวก็ถูกลบเลือนตัดขาดหายวับไป...ก่อนที่ภาพของโลกจะทันได้ก่อตัวจนเสถียรเป็รูปทรง
ท้องฟ้าสีเทาหม่นทอดเงานิ่งลงบนผิวน้ำกว้างใหญ่ตรงปากแม่น้ำสายหลักก่อนจะไหลทะลักเข้าสู่อ่าวไทยทะเลสีครามคละคลุ้งไปด้วยโคลนเลนตะกอน
มวลน้ำจืดไหลเข้าปะทะน้ำเค็มก่อนจะค่อย ๆแยกชั้นออกจากกันตามความหนาแน่นของมันเองราวกับทั้งสองฝ่ายต่างรู้ขอบเขตของตัวเองโดยไม่จำเป็ต้องมีใครสั่ง
นกน้ำสยายปีกบินผ่านไอแดดเหนือยอดไม้ในป่าโกงกางเรือประมงลำเล็กเคลื่อนตัวไปอย่างเอื่อยเฉื่อยเสียงเครื่องยนต์เก่า ๆดังแว่วแทรกมาเป็พัก ๆบนดินเลนชุ่มน้ำปูก้ามดาบนับร้อยยกก้ามสีส้มขึ้นโบกไปมาเป็จังหวะ
ทุกอย่างนิ่งสงบ และดิบกร้าน
ท่ามกลางเสียงคลื่นซัดสาดนิ่งๆ นั้นเสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งแทรกผ่านบรรยากาศขึ้นมาอย่างแ่เบาจนยากจะบอกได้ว่าเขาเพิ่งเริ่มพูด...หรือโลกใบนี้ไม่เคยหยุดจดจำเสียงนั้นเลยต่างหากมันไม่ดังขึ้น ไม่เบาลงแต่กลืนเป็เนื้อเดียวกับความจริงตรงหน้า
“ผมไม่ค่อยชอบน้ำกร่อย…”
เงียบ
“...พ่อผมเคยบอกไว้ก่อนที่เขาจะหายไป”
กระแสเสียงทรุดตัวต่ำลงทว่าหนักหน่วงดั่งก้อนหินที่จมดิ่งสู่ก้นแม่น้ำ
“...‘ถ้าแกเข้าใจน้ำกร่อยได้ไทด์...แกจะเข้าใจว่าชีวิตมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาให้มีแค่สองคำตอบ’”
เงียบไปอึดใจ
“แต่วันนี้ผมรู้แล้ว...มันไม่ใช่น้ำชนิดหนึ่งหรอกมันคือที่ที่สองโลกยังไม่ตกลงกันได้ว่าอะไรคือขอบเขตของตัวเองน้ำจืดไม่เคยยอมแพ้น้ำทะเลไม่ยอมถอยและสิ่งที่เกิดขึ้นตรงกลางกระแสน้ำที่เบียดขับกันนั้น...คือชีวิต”
“ปลาเล็กแพลงก์ตอน สิ่งมีชีวิตที่ไม่เลือกฝั่งมันมีชีวิตรอดอยู่ตรงนี้ได้ไม่ใช่เพราะมันแข็งแกร่ง...แต่เพราะมันเรียนรู้ที่จะอยู่‘ระหว่างกลาง’ ของแรงดันสองสัญชาติ”
กระแสน้ำเลื่อนไหลกลับมาสะท้อนเงาของโครงสร้างสะพานเหล็กและเขื่อนคอนกรีตขนาดมหึมาของท่าเรือขนส่งสินค้าในปัจจุบัน
...แต่คนเราอยู่ตรงนั้นไม่นาน
...เพราะตรงกลางนั้นไม่มีฝั่งไหนมั่นคงพอให้เราเชื่อว่าเป็บ้าน
และผมไม่แน่ใจว่าสิ่งที่หายไปจากตรงนั้นคือพ่อของผม...หรือเป็โลกที่ผมเคยรู้จักกันแน่
แว่วเสียงมวลน้ำเคลื่อนตัวแยกชั้นออกจากกันเป็ครั้งสุดท้ายในความมืดกระแสน้ำจืดและน้ำเค็มต่างถอยกลับไปสู่ขอบเขตของตัวเองอย่างเด็ดขาด
...
แล้วความมืดก็เริ่มจดจำโลกอีกแบบหนึ่ง
HALOCLINE
THEBRACKISH LAYER
— ถ้าโลกนี้ไม่มีน้ำกร่อย—
FIELDNOTE 001
HALOCLINE
หลายคนอาจไม่เคยได้ยินคำว่าHaloclineมาก่อน
แต่ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจริงในธรรมชาติ
เมื่อแม่น้ำไหลลงสู่ทะเลน้ำจืดกับน้ำเค็มจะมาพบกันแต่ทั้งสองไม่ได้ผสมกันทันทีเพราะน้ำเค็มมีความหนาแน่นมากกว่าจึงอยู่ด้านล่างส่วนน้ำจืดจะลอยอยู่้า
่รอยต่อระหว่างน้ำทั้งสองชั้นเรียกว่า Halocline
บางแห่งสามารถมองเห็นเป็เส้นแบ่งได้ด้วยตาเปล่าราวกับมีโลกสองใบอยู่ในน้ำเดียวกัน
HALOCLINEจึงไม่ได้เป็เพียงชื่อเื่แต่มันคือแิที่ว่า
สิ่งสองสิ่งอาจอยู่ร่วมกันได้โดยไม่จำเป็ต้องหลอมรวมเป็หนึ่งเดียว