บทที่ 3
พี่หยางกลับมาแล้ว
ฮา~ ฮ๊าดดด เช้ย!!!
เอาอีกแล้ว! จามแบบนี้อีกแล้ว! เสี่ยวเฉิงผวาเมื่อลืมตาตื่น กลัวว่าจะไปโผล่ที่ไหนสักแห่ง โชคดีเหลือเกินที่ตื่นขึ้นมาในบ้านหลังเก่า ตอนนี้เองมีเสียงหัวเราะเอิ๊กของเสี่ยวเล่อดังขึ้น เ้าลูกกระต่ายน้อยหัวเราะเยาะท่าย่นจมูกของท่านแม่
“ท่านแม่ตื่นแล้ว”
เสี่ยวเล่อรีบซ่อนดอกหญ้าไว้ด้านหลัง ปลุกท่านแม่ธรรมดาก็ไม่สนุกนะสิ ต้องเอาดอกหญ้าแหย่จมูกท่านแม่ถึงจะสนุก
เมื่อคืนนี้ไม่รู้เผลอหลับไปั้แ่ตอนไหน รู้แค่ว่าเหนื่อยมาก เพลียมาก กินอาหารเย็นเสร็จ นั่งเล่นกับเ้าสองแฝดบนเตียงได้แค่ครู่เดียว เปลือกตาก็ปิดสนิทไปตอนไหนก็ไม่รู้
“ท่านแม่~ ข้าหิว!”
เ้าอ้วนเสี่ยวหนิงชะโงกหน้าผากของตัวเองเอามาชนกับลานหน้าผากของเสี่ยวเฉิงอย่างอ่อนโยน ใช้หน้าผากถูไปถูมา เหมือนลูกแมวที่กำลังอ้อนแม่ของมันอย่างไรอย่างนั้น
พอเสี่ยวเฉิงหยัดตัวลุกขึ้นนั่ง สิ่งแรกที่ทำคือกวาดสายตามองหาท่านพ่อของเ้าแฝด
หายไปไหนของเขานะ…
เสี่ยวเฉิงหันหน้ากลับมามองพวกแฝดด้วยแววตาสุดฉงน ไม่ว่าชาติก่อนเคยเป็อะไรมาล้วนไม่สำคัญ ชาตินี้ไป๋เสี่ยวเฉิงต้องกลายเป็พี่เลี้ยงเด็กไปแล้วสินะ
“ท่านแม่ ข้าหิวแล้ว”
“ท่านแม่ ข้าก็หิวเหมือนกัน”
เสียงเจื้อยแจ้วของสองพี่น้องดังกรอกหูเสี่ยวเฉิงเหมือนเสียงนกร้อง ทว่าการจะทำให้จอมวายร้ายสองคนยอมสงบสติอารมณ์ลงได้ คงต้องเข้าครัวไปทำอาหารแล้วสิ แต่พระเ้าช่วย! คนอย่างเสี่ยวเฉิงเนี่ยนะ ทำอาหาร? -...-’
ตอนอยู่ในโลกของตัวเอง ไป๋เสี่ยวเฉิงสั่งอาหารเดลิเวอรี่ตลอด หนึ่งเดือนมีสามสิบวัน กินอาหารสำเร็จรูปไปแล้ว 20 วัน อีก 10 วันสั่งจากร้านอาหารใกล้บ้าน แล้วนี่ต้องทำอาหารให้พวกแฝดกิน บททดสอบนี้ท้าทายเกินไปแล้ว
“นี่ท่านจะไปไหน!”
ไป๋เสี่ยวเฉิงจูงมือสองแฝดคนละข้างพ่วงกันออกมาจากชายคาบ้าน นางตั้งใจจะเดินเข้าครัวไปทำอาหารให้เด็กอ้วนโดยเฉพาะ ไม่ทันไรเสียงของใครคนหนึ่งก็ดังขึ้นมา มันเป็เสียงห้วน ๆ กระดากหูไม่น่าฟังสักเท่าไหร่ เสี่ยวเฉิงจำได้แม่น ว่าเสียงนี้ไม่ใช่เสียงของเทียนิเจ๋อแน่นอน
“ใครน่ะ!? นั่นเสียงของใคร?”
ไป๋เสี่ยวเฉิงพยายามระแวดระวังตัวไว้ นางไม่มีวรยุทธ์ กลัวว่าจะปกป้องเด็ก ๆ ไม่ได้ สีหน้าของเสี่ยวเฉิงส่อแววกังวลพอสมควร ผิดไปจากเด็กสองคนที่นิ่วหน้าฉงนพลางกระตุกนิ้วมือของท่านแม่
“ท่านแม่ไม่ต้องกลัว”
“ใช่ ๆ หากมีอันตราย เทียนอันหนิงจะปกป้องท่านเอง”
เสี่ยวหนิงพูดได้น่าเอ็นดูนัก ตัวเล็กแค่นี้แต่อยากปกป้องคนอื่น โตมาเสี่ยวหนิงต้องเป็ผู้ชายที่อบอุ่นมากแน่ ๆ เลย ว่าแต่เสียงประหลาดนั่น เป็เสียงใครกันแน่
พรึ๊บ ~
มีคนะโลงมาจากที่สูง หน้าตาไม่เป็มิตร ดูเย่อหยิ่งและหยาบกระด้างพอตัว เ้าเด็กนี่พ่อแม่ไม่สั่งสอนหรือไง ว่าอยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ต้องทำตัวยังไง ประเมินจากส่วนสูง เด็กคนนี้น่าจะอายุราว 14 ปีเห็นจะได้
เขาสวมชุดสีหมอกค่อนข้างเก่า ตะเข็บผ้าเย็บพอลวก ๆ บนผ้ามีรอยปะชุนจนนับไม่ถ้วน เนื้อตัวโดยรวมค่อนข้างมอมแมม เส้นผมแข็งเป็ก้อนเหมือนไม่ได้อาบน้ำมาแล้วร้อยปี กลิ่นหึ่งโชยมาตีจมูก ทำเอาเสี่ยวเฉิงแทบหงายหลัง...
“พี่หยาง ในที่สุดท่านก็กลับมาหาพวกข้าแล้ว”
“พี่หยาง พวกข้าคิดถึงท่าน”
สองเสียงสดใสของเ้าแฝดดูดีใจมาก ทันทีที่พี่หยางอะไรนั่นปรากฏตัว สองแฝดผลัดกันวิ่งปรบมือล้อมตัวเขาไว้ ท่าทางเป็กันเอง ไม่มีท่าทางรังเกียจแม้แต่น้อย เสี่ยวเฉิงยืนมองทำตาปริบ ๆ กำลังครุ่นคิดในใจอย่างหนัก
พี่หยางนี่ใคร!?
ความทรงจำของร่างเดิม ไม่มีเื่ของคนผู้นี้เลยแม้แต่น้อย หมายความว่าเจินอวี้หลิงไม่เคยรู้จักกับเด็กนี่มาก่อน
“ข้าหยางซา รับคำสั่งจากพี่ใหญ่เทียน ให้เฝ้าท่านไว้ให้ดี”
อ้อ… ที่แท้กระทิงป่าตัวนั้นก็ไม่อยู่บ้าน ถึงว่าทำไมหายหัวแต่เช้า ปล่อยลูกไว้ให้คนอื่นเลี้ยง ส่วนตัวเองกลับออกจากบ้านตัวเบาซะงั้น เห็นแก่ตัวชะมัด!
“ท่านหนีไม่พ้นหรอก ข้าหยางซา ตาดี เท้าเบา จมูกไว เคลื่อนไหวเป็เลิศ หลบอยู่ไหนข้าก็หาท่านเจอ”
เ้าเด็กนี่พูดจาได้น่าสนใจ มิน่าล่ะ! เมื่อวานนี้ิเจ๋อถึงตามหานางพบ แล้วตกลงหยางซาเป็ใคร มีความสัมพันธ์อะไรกับคนบ้านเทียนกันแน่ แม้แต่เ้าสองแฝดจอมวายร้ายก็ดูชื่นชอบหยางซาไม่น้อย
“ข้าชื่อไป๋เสี่ยวเฉิง…เอ้ย เจินอวี้หลิง ข้าน่ะไม่คิดหนีอยู่แล้ว ต่อให้หนีไปได้ก็ใช่ว่าจะอยู่รอด โลกใบนี้เต็มไปด้วยคนรู้วรยุทธ์ ผู้หญิงตัวคนเดียวทั้งบอบบางอย่างข้าจะหาเื่ใส่ตัวเองไปทำไมกัน”
บ้าเอ๊ย~ เกือบหลุดแล้วไหมล่ะ ถ้าถูกจับได้ว่าไม่ใช่อวี้หลิงตัวจริง มีหวังถูกเ้ากระทิงเถื่อนจับย่างไฟแน่ ๆ บึ๋ยยย~ แค่คิดก็สยองจนขนหัวลุกไปหมดแล้ว
“คิดได้ก็ดีแล้วนี่… อย่าให้ข้าเห็นอีก ว่าท่านพยายามหนี”
“เมื่อวานรู้สึกไม่สบายตัว เลยแวะไปขอยาลูกกลอนจากหมอเฒ่า ใครจะไปรู้เล่าว่าไอ้โล้นที่แทนตัวเองว่าหมอยา จะเป็ไอ้แก่ตัณหากลับ”
คิดถึงเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อวานเสี่ยวเฉิงยังเดือดดาลไม่หาย นางคิดว่าเจินอวี้หลิงโง่เขลาเกินไป ส่วนไอ้โล้นก็ไร้มนุษยธรรมเกินไป กล้าฉวยโอกาสคนรุ่นลูก มันชั่วช้าสามานย์ยิ่งกว่าเดรัจฉานเสียอีก
โครก ~ (เสียงท้องร้องประท้วง พุงอ้วน ๆ ของสองแฝดเริ่มโวยวาย)
“หิวแล้วสิท่า?”
ลักษณะการพูดของหยางซาเรียกได้ว่าถอนแบบมาจากิเจ๋อทั้งหมด ความสัมพันธ์ของเ้าเด็กนี่ไม่ธรรมดาแน่ ๆ ด้วยถือคติที่ว่า เื่ของชาวบ้านคือเื่ของเรา เสี่ยวเฉิงจึงไม่กระดากปากที่จะไถ่ถามคนตรงหน้า
“นี่หยางซา เ้าเป็ใครมาจากไหน สนิทกับิเจ๋อมากเลยงั้นเหรอ?”
หนุ่มน้อยหันมามองครั้งหนึ่ง แล้วเดินนำหน้าไปที่ห้องครัวโดยมีสองแฝดเดินต้วมเตี้ยมต่อท้าย ดูอย่างไรก็เหมือนขบวนลูกเป็ด
นี่เขาไม่คิดจะตอบคำถามของนางหน่อยหรือ ไร้มารยาทชะมัด!
“นี่… ข้าพูดกับเ้าอยู่นะ ไม่ได้ยินหรือไง หูหนวกสินะ”
เสี่ยวเฉิงตั้งใจพูดยั่วโมโห แล้วมันก็ได้ผลจริง ๆ ด้วย หยางซาหยุดเท้าแล้วหันมาพูดเสียงราบเรียบ
“ข้าหยางซาไร้บิดามารดา เป็แค่คนเร่ร่อน โชคดีถูกพี่เทียนช่วยไว้เลยไม่ตาย”
คำตอบสั้นห้วนอีกตามเคย ครานี้หยางซาเดินเร็วขึ้น พาสามชีวิตไปโผล่ในห้องครัว บนโต๊ะเล็ก ๆ มีตะกร้าวางอยู่ ในนั้นมีแผ่นแป้งจี่หกชิ้น ในหม้อมีเกี๊ยวน้ำนิดหน่อย ดีล่ะ! เสี่ยวเฉิงคงไม่ต้องทำอาหารแล้วสินะ
ว่าแต่…
ใครเป็คนทำอาหารพวกนี้?
“เ้าสองแฝดฟ้องพ่อ ว่าอาหารที่ท่านเป็คนทำ รสชาติเลวร้ายยิ่งนัก ด้วยกลัวว่าเด็ก ๆ จะไม่ยอมกินอาหารจนร่างกายซูบผอมเข้าสักวัน ก่อนออกไปล่าสัตว์พี่เทียนจึงเข้าครัวทำอาหารเสียเอง”
คำอธิบายจากปากหยางซาเป็ประโยชน์มาก ที่ไหนได้เจินอวี้หลิงก็ทำอาหารไม่ได้เื่เหมือนกันนี่นา ดีล่ะ! เสี่ยวเฉิงก็ทำอาหารไม่เป็เหมือนกัน งั้นการปรับตัวเื่ทำอาหารก็รอดไปแล้วหนึ่งเปราะ
ยั๊ม ~ ยั่ม…
ง้ามมมม ~ ง่ามมม…
เสียงเคี้ยวแผ่นแป้งของเด็ก ๆ ดึงดูดมาก แววตาสดใสของสองพี่น้องขึ้นประกาย ราวกับว่าอาหารฝีมือท่านพ่ออร่อยจนมีแสงออกปาก เพราะแบบนี้สินะ เสี่ยวเล่อกับเสี่ยวหนิงถึงได้อ้วนเป็ลูกหมู!
โว๊ยยยย -...-’ กินเก่งอย่างนี้จะเอาที่ไหนไปซูบผอมมิทราบ
เสี่ยวเฉิงทนมองเฉย ๆ ไม่ได้ รีบบิดแผ่นแป้งจี่มากัดเข้าให้ รสชาติของมันจะอร่อยแค่ไหนกันเชียว ก็แค่แผ่นแป้งธรรมดามิใช่หรือไง
ลิ้มลองแค่คำเดียว ไป๋เสี่ยวเฉิงรู้สึกซาบซึ้งจนอยากร้องไห้ รสชาตินี้มัน…