ค่ำคืนนี้ยาวนานและเงียบงันกว่าทุกคืนที่ผ่านมา อากาศภายนอกคฤหาสน์เย็นเยียบจนััได้ถึงความหนาวเหน็บที่แทรกซึมผ่านบานกระจกหน้าต่างบานใหญ่ ผมยืนมองออกไปเบื้องนอกด้วยหัวใจที่กระวนกระวาย สายตาจับจ้องไปที่ประตูรั้วเหล็กดัดบานใหญ่ที่ยังคงปิดสนิท นาฬิกาบนผนังตีบอกเวลาล่วงเลยเข้าสู่วันใหม่ไปแล้ว ทว่ารถของเกดยังคงไม่ปรากฏให้เห็น
ความเงียบในบ้านหลังใหญ่ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกโดดเดี่ยวและว้าวุ่น ในอกของผม ผมรู้ดีว่า่นี้เกดกำลังเผชิญกับมรสุมชีวิตลูกใหญ่ที่สุด วิกฤตทางการเงินของบริษัทที่เธอก่อตั้งและบริหารมาด้วยหยาดเหงื่อแรงกายกำลังจะพังทลายลง หนี้สินมหาศาลและแรงกดดันจากรอบทิศทางบีบคั้นให้ผู้หญิงที่เคยสง่างามและเข้มแข็งอย่างเธอต้องแบกรับภาระที่หนักหน่วงเกินกว่าผู้หญิงคนหนึ่งจะรับไหว ในฐานะสามี... ในฐานะผู้ชายที่รักเธอสุดหัวใจ ผมอยากจะเป็คนที่ช่วยแบ่งเบาความทุกข์เ่าั้ อยากจะเป็กำแพงที่ปกป้องเธอจากพายุร้าย แต่ในความเป็จริง ผมกลับรู้สึกถึงความไร้พลังของตัวเอง
แสงไฟหน้ารถสาดส่องเข้ามากระทบกำแพงรั้วดึงสติของผมให้กลับมา ผมรีบก้าวเท้ายาวๆ ออกไปที่หน้าประตูบ้านแทบจะในทันทีที่รถยุโรปคันหรูของเธอแล่นเข้ามาจอดเทียบที่หน้ามุข ทันทีที่ประตูรถเปิดออก ร่างบางของเกดที่ก้าวลงมาทำให้หัวใจของผมกระตุกวูบ
เธอสวมชุดสูทสีเข้มที่เคยดูสง่า ทว่าบัดนี้กลับดูหลวมโคร่งราวกับร่างกายของเธอซูบผอมลงไปถนัดตา ใบหน้าที่เคยประดับด้วยรอยยิ้มมั่นใจและเครื่องสำอางที่แต่งแต้มอย่างประณีต บัดนี้กลับซีดเซียวและหมองคล้ำ ใต้ตาของเธอดำคล้ำบอบช้ำบ่งบอกถึงการอดนอนและความเครียดที่สะสมมาอย่างยาวนาน ไหล่ที่เคยตั้งตรงอย่างคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง บัดนี้กลับลู่ตกลงราวกับแบกโลกทั้งใบเอาไว้
"คุณเกด..." ผมเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า รีบถลาเข้าไปประคองร่างที่ดูอ่อนระโหยโรยแรงของเธอเอาไว้
เกดเงยหน้าขึ้นมองผม วินาทีแรกที่ดวงตาของเราประสานกัน ผมเห็นความอ่อนแอและความเ็ปที่ซ่อนอยู่ในแววตาคู่นั้นอย่างชัดเจน แต่มันเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่เธอจะพยายามปรับสีหน้า ฝืนยิ้มบางๆ ส่งมาให้ผม
"ภัทร... ทำไมยังไม่นอนอีกคะ ดึกป่านนี้แล้ว" เสียงของเธอแหบพร่าและสั่นเล็กน้อย
"ผมเป็ห่วงคุณนี่ครับ จะให้ผมนอนหลับลงได้ยังไง" ผมตอบพลางโอบเอวเธอประคองพาเดินเข้ามาในบ้าน ััจากร่างกายของเธอเย็นเฉียบจนผมต้องกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้น หวังจะส่งผ่านความอบอุ่นจากตัวผมไปสู่เธอ "วันนี้ไปคุยกับทีมที่ปรึกษาและผู้ใหญ่มาเป็ยังไงบ้างครับ? พวกเขายอมช่วยเราไหม?"
เกดชะงักไปเล็กน้อย ร่างกายของเธอเกร็งขึ้นมาเสี้ยววินาทีก่อนจะผ่อนคลายลง เธอหลบสายตาผม หันไปมองทางอื่นก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้ดูสดใสและมั่นใจ
"ราบรื่นดีค่ะภัทร... ผู้ใหญ่ที่เคยเป็หุ้นส่วนเก่าของบริษัทตกลงใจที่จะช่วยพยุงสถานการณ์ของเราเอาไว้ พวกเขากำลังรวบรวมเงินทุนและเตรียมปรับโครงสร้างหนี้ให้ใหม่ ทุกอย่าง... ทุกอย่างกำลังจะดีขึ้นแล้วนะภัทร"
แม้คำพูดของเธอจะเป็ข่าวดีที่ผมเฝ้ารอคอยมาตลอดหลายสัปดาห์ แต่ทำไมไม่รู้... สัญชาตญาณลึกๆ ของผมกลับร้องเตือนว่ามีบางอย่างผิดปกติ รอยยิ้มของเธอไปไม่ถึงดวงตา และน้ำเสียงของเธอก็ดูเหมือนคนกำลังสะกดกลั้นอารมณ์บางอย่างเอาไว้ แต่ความโล่งใจที่ได้ยินว่าบริษัทกำลังจะรอดพ้นจากวิกฤตก็ทำให้ผมเลือกที่จะมองข้ามความรู้สึกเคลือบแคลงเ่าั้ไป
"จริงเหรอครับคุณเกด! ขอบคุณ์ นี่มันข่าวดีที่สุดเลย!" ผมร้องออกมาด้วยความดีใจอย่างปิดไม่มิด ดึงร่างบางของเธอเข้ามากอดแนบอกอย่างเต็มรัก สองแขนของผมรัดรอบเอวบางแน่นราวกับกลัวว่าเธอจะแตกสลายหายไป "ผมดีใจจริงๆ... ดีใจที่คุณไม่ต้องแบกรับความเครียดพวกนี้อีกต่อไปแล้ว คุณเก่งมากเลยรู้ไหมคนดีของผม"
ผมก้มลงประทับริมฝีปากจูบลงบนหน้าผากมนของเธออย่างแ่เบาและเนิ่นนาน ถ่ายทอดความรัก ความเทิดทูน และความโล่งใจทั้งหมดที่มี เกดหลับตาลงรับััจากผม สองแขนของเธอยกขึ้นมากอดตอบผมแน่น... แน่นมากเสียจนผมรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะท้านจากร่างกายของเธอ
"ภัทร... ฉันรักคุณนะ รักคุณมากเหลือเกิน" เสียงของเธออู้อี้อยู่กับแผงอกของผม ผมััได้ถึงความเปียกชื้นที่ซึมผ่านเสื้อเชิ้ตของผมเข้ามา เกดกำลังร้องไห้...
"ผมก็รักคุณครับคุณเกด รักที่สุดในชีวิตเลย" ผมลูบเรือนผมสลวยของเธออย่างปลอบโยน คิดไปว่าน้ำตาของเธอคือน้ำตาแห่งความปีติและโล่งใจที่ปัญหาทุกอย่างกำลังจะคลี่คลาย โดยที่ไม่รู้เลยว่า ภายใต้คำว่า 'รัก' และอ้อมกอดที่แน่นแฟ้นนั้น ผู้หญิงที่ผมรักสุดหัวใจกำลังกอดผมด้วยความรู้สึกผิดบาปที่กัดกินหัวใจของเธอจนแหลกเหลว เธอรู้ดีว่าความจริงเื้ัรอยยิ้มและคำโกหกนั้นโหดร้ายเพียงใด... โหดร้ายจนอาจจะทำลายชีวิตของเราทั้งคู่หากผมได้รับรู้มัน
เช้าวันรุ่งขึ้น...
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องลอดผ้าม่านเข้ามาในห้องนอน ผมตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่เบาสบายกว่าหลายวันที่ผ่านมา ข่าวดีเมื่อคืนทำให้ผมแทบจะนอนหลับฝันดีตลอดทั้งคืน ผมหันไปมองร่างบางที่ยังคงหลับสนิทอยู่บนเตียง ลมหายใจของเธอเข้าออกสม่ำเสมอ ใบหน้ายามหลับใหลของเธอดูสงบและงดงามจับใจ ผมอดไม่ได้ที่จะก้มลงไปกดจูบเบาๆ ที่พวงแก้มใส ก่อนจะค่อยๆ ลุกจากเตียงอย่างระมัดระวังที่สุดเพื่อไม่ให้รบกวนการพักผ่อนของเธอ
ผมเดินลงมาที่ห้องครัวชั้นล่าง ตั้งใจจะเตรียมมื้อเช้าที่เกดชอบที่สุดเพื่อเป็การฉลองความสำเร็จและบำรุงร่างกายที่อ่อนล้าของเธอ ผมจัดการเตรียมข้าวต้มปลาชิ้นโตร้อนๆ กลิ่นหอมกรุ่น คั้นน้ำส้มสดๆ และชงกาแฟดำแบบที่เธอชอบ ผมพิถีพิถันกับทุกรายละเอียด ใส่ความรักและความห่วงใยลงไปในทุกขั้นตอนของการทำอาหาร
ขณะที่ผมกำลังยืนง่วนอยู่กับการจัดเตรียมโต๊ะอาหาร ผมไม่รู้ตัวเลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองผมอยู่จากบริเวณบันไดทางลง เกดตื่นแล้ว... เธอยืนพิงราวบันได มองดูแผ่นหลังของผมที่กำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมอาหารให้เธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความร้าวรานและเ็ปลึกๆ
(มุมมองความรู้สึกของเกด)
เกดยืนมองชายหนุ่มผู้เป็ที่รักของเธอด้วยหัวใจที่บีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก ภาพของภัทรที่ดูแลเอาใจใส่เธออย่างแสนดี คอยอยู่เคียงข้างและเป็กำลังใจให้เธอเสมอมา ทำให้เธอตระหนักว่าผู้ชายคนนี้ดีเกินไป... ดีเกินกว่าที่จะต้องมาจมปลักและทนลำบากรับผลกรรมจากความล้มเหลวในการบริหารงานของเธอ
ถ้าบริษัทล้มละลาย ไม่ใช่แค่เธอที่จะหมดตัว แต่ลูกๆ ของเธอทั้งนิชาและมีนจะต้องลำบาก ลูกน้องอีกหลายร้อยชีวิตต้องตกงาน และที่สำคัญที่สุด... ภัทรจะต้องมาลำบากไปกับเธอด้วย เขาควรจะมีอนาคตที่สดใส ไม่ใช่มาจมกองหนี้มหาศาลร่วมกับแม่หม้ายอย่างเธอ
คำพูดของ 'กิตติธัช' นักธุรกิจมาเฟียผู้มีอิทธิพลและศัตรูตัวฉกาจของเธอ ดังก้องขึ้นมาในหัว ข้อเสนอที่เขายื่นให้เมื่อวานนี้เป็ทางออกเดียวที่จะได้เงินทุนก้อนมหาศาลมาพยุงบริษัทได้ทันเวลา แต่ข้อแลกเปลี่ยนนั้นคือ 'ตัวเธอ' กิตติธัชไม่ได้้าแค่เงินหรือหุ้น... เขา้าเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอ ้าเรือนร่างของเธอเป็ของเล่นบำเรอกามเพื่อแลกกับเงินทุนนั้น
เกดกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ เธอรังเกียจผู้ชายหน้าเนื้อใจเสืออย่างกิตติธัชจนแทบอาเจียน หัวใจและร่างกายของเธอโหยหาเพียงแค่ภัทรเท่านั้น ััของภัทรคือสิ่งที่เติมเต็มชีวิตของเธอ แต่เพื่อรักษาผู้ชายแสนดีคนนี้ไว้ เพื่อปกป้องครอบครัวและบริษัท เธอไม่มีทางเลือกอื่น... เธอต้องยอมเสียสละตัวเอง ยอมตกลงรับเงื่อนไขอันน่ารังเกียจนั้นเพื่อแลกกับความอยู่รอดของทุกคน แม้ว่าิญญาของเธอจะต้องแตกสลายก็ตาม
(กลับมาที่มุมมองของ - ภัทร)
หลังจากทานมื้อเช้าด้วยกันเสร็จ ผมสังเกตเห็นว่าเกดยังคงดูเหม่อลอยและทานอาหารได้น้อยมาก แม้ผมจะพยายามชวนคุยเื่ข่าวดีเมื่อคืน แต่เธอกลับยิ้มรับเพียงบางๆ และตอบคำถามสั้นๆ ผมคิดว่าเธอคงยังเหนื่อยล้าสะสม จึงไม่ได้เซ้าซี้อะไรมาก
"เดี๋ยวผมออกไปซื้อของสดที่ร้านสะดวกซื้อปากซอยแป๊บเดียวนะครับ คุณเกดอยากได้อะไรเพิ่มไหม?" ผมถามขณะเก็บจานชาม
"ไม่ค่ะภัทร... คุณไปเถอะ ฉันจะเข้าไปจัดการเอกสารในห้องทำงานสักหน่อย" เธอตอบเสียงเรียบ
ผมพยักหน้าและเดินออกจากบ้านไป ขับรถออกไปได้เพียงไม่ถึงห้านาที ผมก็นึกขึ้นได้ว่าลืมกระเป๋าสตางค์ไว้บนโต๊ะกินข้าว จึงต้องวนรถกลับมาที่คฤหาสน์
ผมเดินเข้าบ้านอย่างเงียบเชียบ ไม่อยากส่งเสียงดังรบกวนเกดที่อาจจะกำลังใช้สมาธิอยู่ในห้องทำงาน ขณะที่ผมเดินผ่านหน้าห้องทำงานของเธอเพื่อจะไปหยิบกระเป๋าสตางค์ที่ห้องครัว ผมสังเกตเห็นว่าประตูห้องทำงานถูกปิดสนิทและล็อกกลอนจากด้านใน ซึ่งผิดปกติมาก เพราะปกติเกดจะไม่เคยล็อกห้องทำงานเมื่ออยู่บ้านคนเดียว
ด้วยความสงสัย ผมจึงเดินเข้าไปใกล้ๆ ประตู ตั้งใจจะเคาะเรียกเผื่อเธอ้าอะไร แต่แล้วเสียงพูดคุยที่เล็ดลอดออกมาจากช่องใต้ประตูก็ทำให้มือของผมชะงักค้างอยู่กลางอากาศ
เสียงของเกด... เธอกำลังคุยโทรศัพท์ แต่น้ำเสียงของเธอไม่ได้ดูมีความสุขหรือโล่งใจเหมือนคนที่เพิ่งได้รับความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ใจดีเลยแม้แต่น้อย น้ำเสียงของเธอเ็า สั่นระริก และแฝงไปด้วยความเกลียดชังอย่างปิดไม่มิด
"ฉัน... ฉันตกลง..." เสียงของเกดสั่นสะท้านอย่างคนกำลังพยายามกลั้นก้อนสะอื้น "ฉันจะทำตามเงื่อนไขของคุณทุกอย่าง... กิตติธัช... ขอแค่คุณโอนเงินเข้าบัญชีบริษัทภายในบ่ายวันนี้ตามที่สัญญาไว้"
ชื่อของ 'กิตติธัช' ทำให้เืในกายของผมเย็นเฉียบราวกับถูกสาดด้วยน้ำแข็ง กิตติธัช... ผู้ชายคนนั้นคือคู่แข่งทางธุรกิจที่จ้องจะฮุบบริษัทของเกดมาตลอด เขาเป็คนเ้าเล่ห์ สกปรก และมีข่าวลือเื่ความมักมากในกามารมณ์อย่างหนัก ทำไมเกดถึงต้องไปขอความช่วยเหลือจากผู้ชายคนนี้? แล้ว 'เงื่อนไข' ที่เธอพูดถึงคืออะไร?
"หึ... ได้สิ" เสียงของเกดดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ฟังดูปวดร้าวและขมขื่นจนใจผมเจ็บร้าวไปหมด "คุณเตรียมเอกสารสัญญาให้พร้อมก็แล้วกัน... และจำไว้ว่านี่เป็แค่ข้อตกลงทางธุรกิจ เมื่อฉันใช้หนี้คุณหมด ทุกอย่างระหว่างเราถือเป็อันสิ้นสุด... แค่นี้แหละ"
เมื่อเสียงสนทนาจบลง ผมได้ยินเสียงฝีเท้าของเธอเดินไปที่โซฟา ก่อนจะตามมาด้วยเสียงร้องไห้โฮอย่างหมดความอดกลั้น เสียงสะอื้นที่ดังเล็ดลอดออกมาฟังดูเ็ปและทรมานราวกับใจจะขาด
ผมยืนตัวแข็งทื่ออยู่หน้าประตู หัวใจเต้นรัวแรงด้วยความสับสนและปวดร้าว คำโกหกเมื่อคืน... ไม่มีผู้ใหญ่ใจดีที่ไหนมาช่วยทั้งนั้น เกดกำลังทำข้อตกลงบางอย่างกับกิตติธัช ข้อตกลงสีเทาที่เธอต้องแลกมาด้วยอะไรบางอย่างที่ทำให้เธอเ็ปเจียนตาย... และจากชื่อเสียงของกิตติธัช ผมก็พอจะเดาออกว่าผู้ชายสารเลวคนนั้น้าอะไรจากผู้หญิงที่สวยและสง่างามอย่างเกด
ความโกรธและความเ็ปตีตื้นขึ้นมาจุกที่ลำคอ ผมอยากจะพังประตูเข้าไป ดึงเธอเข้ามากอดและบอกให้เธอยกเลิกข้อตกลงบ้าๆ นั่นซะ แต่ผมก็ทำไม่ได้... ถ้ายกเลิก แล้วบริษัทล่ะ? ครอบครัวของเธอ ลูกน้องของเธอล่ะ? เกดกำลังเสียสละตัวเองเพื่อปกป้องทุกคน... รวมถึงผมด้วย
ผมค่อยๆ ถอยห่างออกจากประตูห้องทำงาน เดินกลับไปหยิบกระเป๋าสตางค์ด้วยมือที่สั่นเทา น้ำตาลูกผู้ชายร่วงหล่นลงมาอย่างห้ามไม่อยู่ ผมเกลียดความอ่อนแอของตัวเอง เกลียดที่ตัวเองไม่มีปัญญาช่วยเหลือผู้หญิงที่ตัวเองรักจนต้องปล่อยให้เธอไปเผชิญหน้ากับปีศาจร้ายเพียงลำพัง ผมเดินออกจากบ้านไปอย่างเงียบเชียบเหมือนตอนที่เข้ามา พร้อมกับความลับอันดำมืดที่ผมต้องเก็บซ่อนเอาไว้ในใจ
ตกบ่ายวันนั้น...
บรรยากาศในห้องทำงานสำรองที่ถูกจัดตั้งขึ้นในห้องโถงปีกซ้ายของคฤหาสน์เต็มไปด้วยความตึงเครียด เกดนั่งหน้าซีดเผือดอยู่หน้าจอเครื่องคอมพิวเตอร์ ส่วนนิชา ลูกสาวคนโตวัย 24 ปีของเธอ นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม กำลังรัวนิ้วลงบนแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์พกพาเพื่อตรวจสอบตัวเลขทางบัญชีและหนี้สินที่กำลังจะถึงกำหนดชำระในวันพรุ่งนี้ ผมยืนอยู่ข้างๆ เกด คอยบีบไหล่เธอเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ แม้ในใจของผมจะร้อนรุ่มราวกับถูกไฟสุมก็ตาม
ผมรู้ดีว่าเธอกำลังรออะไรอยู่... รอเงินจากข้อตกลงอัปยศนั่น
และแล้ว... 'ติ๊ง!'
เสียงแจ้งเตือนจากระบบธนาคารในคอมพิวเตอร์พกพาของเกดก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ ทุกสายตาหันไปมองที่หน้าจอทันที ตัวเลขยอดเงินที่โอนเข้ามามีมูลค่าสูงถึงหลัก 'พันล้านบาท' ซึ่งมากพอที่จะต่อลมหายใจของบริษัท เคลียร์หนี้สินเร่งด่วน และฟื้นฟูสภาพคล่องได้ทั้งหมด
"คุณเกด! เงินเข้าแล้วครับ! เราทำสำเร็จแล้ว!" ผมแกล้งร้องออกมาด้วยความดีใจสุดขีด พยายามทำตัวให้เป็ปกติที่สุด ผมสวมบทบาทของผู้ชายที่ไม่รู้เื่ราวอะไร ะโเข้าไปสวมกอดเธอจากด้านหลังและหอมแก้มเธอฟอดใหญ่
เกดสะดุ้งเล็กน้อย เธอหันมามองผมด้วยฝืนยิ้มที่ดูบิดเบี้ยว แววตาของเธอสั่นระริกและเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดบาปชั่วชีวิตที่ไม่อาจลบเลือนได้ เธอเอื้อมมือมาจับมือผมที่วางอยู่บนไหล่ของเธอ บีบมันแน่นราวกับ้าที่พึ่งพิง
"ค่ะ... เราทำสำเร็จแล้ว..." เธอพึมพำเสียงแ่เบา น้ำตาเอ่อคลอเบ้าตา
ผมกอดเธอแน่นขึ้น ซ่อนใบหน้าที่เ็ปของตัวเองเอาไว้ไม่ให้เธอเห็น เราสองคนต่างกำลังแสดงละครฉากใหญ่หลอกลวงซึ่งกันและกัน ผมแกล้งทำเป็ไม่รู้เื่ความเสียสละของเธอ ส่วนเธอก็แกล้งทำเป็มีความสุขที่บริษัทรอดพ้นวิกฤต
แต่ทว่า... ในละครฉากนี้ไม่ได้มีแค่เราสองคน
ที่มุมหนึ่งของโต๊ะทำงาน นิชาซึ่งกำลังนั่งดูหน้าจอคอมพิวเตอร์พกพาของตัวเองอยู่กลับไม่ได้มีท่าทีดีใจหรือโล่งอกเหมือนอย่างที่ควรจะเป็ หญิงสาววัย 24 ปีที่มีความเฉลียวฉลาดและสายตาแหลมคมราวกับเหยี่ยวกำลังขมวดคิ้วมุ่น นิ้วเรียวของเธอเลื่อนหน้าจอตรวจสอบรายละเอียดการโอนเงินที่เพิ่งเข้ามาเมื่อครู่นี้อย่างละเอียด
นิชามองเห็นความผิดปกติบางอย่าง... แหล่งที่มาของเงินทุนพันล้านบาทนี้ไม่ได้มาจากธนาคาร หรือกองทุนรวม หรือหุ้นส่วนเก่าที่แม่ของเธอเคยบอกไว้ แต่มันถูกโอนมาจากบริษัทตัวแทนที่จดทะเบียนในต่างประเทศ ซึ่งเมื่อสืบสาวลึกลงไป... มันมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายธุรกิจของ 'กิตติธัช'
ดวงตาคมกริบของนิชาเงยขึ้นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์พกพา เธอตวัดสายตามองตรงมาที่แม่ของเธอซึ่งกำลังถูกผมกอดอยู่ แววตาของหญิงสาวเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย ระแวง และจับพิรุธอย่างรุนแรง นิชามองสลับระหว่างเกดกับผมไปมา ริมฝีปากบางของเธอเม้มเข้าหากันแน่นราวกับกำลังประมวลผลข้อมูลในหัว
ท่าทีแปลกๆ ของแม่ รอยยิ้มที่ดูฝืนทน ความเศร้าสร้อยที่ซ่อนอยู่ในแววตา และที่มาของเงินก้อนโตที่น่าสงสัย... ทุกอย่างมันปะติดปะต่อกันจนกลายเป็ข้อสันนิษฐานที่น่าสะพรึงกลัว
นิชาไม่ได้พูดอะไรออกมา เธอเพียงแค่จ้องมองเราสองคนด้วยสายตาที่เย็นเยียบและจับผิด ความเงียบของนิชาช่างน่ากลัวและบีบคั้นหัวใจยิ่งกว่าคำด่าทอใดๆ ผมรู้สึกได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวหญิงสาวคนนี้
สัญชาตญาณของผมร้องเตือนอย่างรุนแรง... ความลับสีเทาที่เกดพยายามปกปิด ความสัมพันธ์อันลึกซึ้งและข้อตกลงอัปยศที่แลกมาด้วยศักดิ์ศรี... กำลังจะถูกเปิดโปง และเมื่อวันนั้นมาถึง หายนะครั้งใหญ่ที่สุดจะซัดกระหน่ำทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เราพยายามสร้างและปกป้องมาอย่างไม่มีชิ้นดี!
สายตาของนิชายังคงจดจ้องมาที่เรา... ราวกับยมทูตที่กำลังรอเวลาพิพากษาความผิดบาปที่ซุกซ่อนอยู่ในเงามืดของคฤหาสน์หลังนี้!