เสียงนกยามรุ่งอรุณดังลอดเข้ามาตามช่องหินแคบ ๆ ของผนังถ้ำ ผสานกับสายลมยามเช้าพัดพาเสียงขับขานแว่วก้องเข้ามาในคุกมืด มู่ไห่เฉินลืมตาตื่นขึ้นด้วยร่างกายอิดโรยเล็กน้อยเนื่องจากอากาศภายในถ้ำนั้นเย็นเยือกหลับนอนลำบาก แต่เมื่อทอดมองตัวเลขสถานะการดาวน์โหลดวรยุทธ์ยังคงเรืองแสงอยู่ในอากาศ มันคือลมหายใจเดียวที่ทำให้เขารู้สึกว่าตนยังมีหนทางไปต่อ
แสงสาดอ่อน ๆ จากช่องหิน้าค่อย ๆ ซึมผ่านช่องเข้ามา พอให้เห็นห้องขังด้านข้างได้ชัดเจนขึ้น เผยให้เห็นสภาพชายวัยกลางคนผู้ถูกจองจำ ใบหน้าซีดเซียวเปรอะเปื้อน ดวงตาลึกล้ำไร้ประกาย ผมเถ้ายุ่งเหยิงพันกันเป็กระจุก เสื้อผ้าขาดหลุดลุ่ยและเกรอะไปด้วยคราบเก่าแก่ ทุกอณูบอกได้ว่าคนผู้นี้คงถูกจองจำมาเนิ่นนานนัก มู่ไห่เฉินรู้สึกโล่งอกที่อีกฝ่ายยังคงนิ่งสงบ ไม่ตื่นขึ้นมาเพ้อพึมพำเหมือนเมื่อคืนที่เขาแทบไม่ได้นอนทั้งคืน
ไม่นานหลังจากนั้น เสียงฝีเท้าศิษย์เวรยามดังขึ้นมากจากด้านนอกก่อนจะค่อยๆใกล้ข้ามา ไม่นานก็มีถาดอาหารหยาบ ๆ ถูกส่งเข้ามาให้ แม้จะเป็เพียงข้าวสุกกำหนึ่งกับผักดองไม่กี่ชิ้น แต่ก็เพียงพอให้ยังชีพได้ มู่ไห่เฉินพอใจกับสิ่งที่ได้ ทว่าในห้องข้างเคียงกลับมีเสียงเคลื่อนไหวอึกทึก ชายผู้นั้นตะครุบอาหารด้วยมือเปล่า รีบหยิบใส่ปากอย่างตะกละตะกราม คล้ายสัตว์ที่อดอยากมาเนิ่นนาน ภาพนั้นทำให้มู่ไห่เฉินทั้งเวทนา ทั้งหวาดหวั่นในคราเดียวกัน
กระทั่งเสียงฝีเท้าเบาแต่เร่งรีบดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มิใช่ศิษย์เวรยาม หากเป็เงาร่างอันคุ้นตาของไป๋ซูหลิง นางก้าวเข้ามาพร้ะกร้าใบใหญ่ เต็มไปด้วยของกินหลากชนิด กลิ่นหอมลอยแตะจมูกแต่ไกล ท่าทางนางเร่งรีบและแฝงความร้อนรนชัดเจน
“ไห่เฉิน!” นางเอ่ยเสียงแ่แต่สั่นไหว “มีศิษย์บอกข้าว่า เมื่อคืนเ้าหัวเราะอยู่กับผู้าุโห้องข้าง ๆ จนเสียงดังไปทั่ว ข้านึกว่าเ้าถูกจับมาขังเสียสติไปเสียแล้ว…”
คำพูดเต็มไปด้วยทั้งความเป็ห่วง มู่ไห่เฉินเพียงยิ้มจาง ๆ มิได้อธิบายสิ่งใด เขาปล่อยให้นางพร่ำถามพร่ำห่วงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ไป๋ซูหลิงจะเอ่ยถามตรง ๆ ถึงสาเหตุที่เขาถูกขัง ณ ที่นี้ แต่ว่าดวงตามู่ไห่เฉินเพียงสั่นไหวเล็กน้อย สุดท้ายก็เลือกไม่เล่าความจริงออกไป
เมื่อมู่ไห่เฉินเรียกนางว่า “ศิษย์พี่” ไป๋ซูหลิงถึงกับชะงักทันที ใบหน้างามสะท้อนความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
แต่ไหนแต่ไรทั้งคู่ก็รู้จักกันมาแต่เด็ก แม้นางจะได้เป็ศิษย์สายตรง ตามหลักของสำนักแล้วศิษย์ทั่วไปต้องเรียกนางว่าศิษย์พี่ก็จริง แต่นางกับมู่ไห่เฉินก็เรียกชื่อกันมาเสมอด้วยความคุ้นเคยกันมานาน นับว่าเป็สหายที่ไว้เนื้อเชื่อใจ
“ไหนแต่ก่อนเราเรียกชื่อกันตรง ๆ เหตุใดเ้าจึงทำตัวแปลกไป” นางย้อนถามด้วยน้ำเสียงเจือขุ่นเคือง
ทั้งคู่เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนที่แววตาของไป๋ซูหลิงจะอ่อนลง เผยความคิดคำนึงภายในใจ นางเองย่อมรู้ดีว่า มู่ไห่เฉินตกเป็ที่กลั่นแกล้งบ่อยครั้ง ส่วนหนึ่งก็มักเกี่ยวพันกับตัวนางเสมอ เพราะนางใกล้ชิดเขาเกินไป ทำให้ผู้อื่นอิจฉาและหาทางกลั่นแกล้งเขาอยู่ร่ำไป เมื่อคิดถึงตรงนี้ สีหน้านางหม่นเศร้าลงชัดเจน
“ไห่เฉิน…” นางเอ่ยเสียงเบา “หากเื่ที่เ้าต้องถูกขังครั้งนี้ มีข้าเกี่ยวข้องอยู่ด้วยจริง ๆ ข้าก็ขอโทษ…”
นางมองสบตาเขาคล้ายจะรอคำตอบ แต่มู่ไห่เฉินเพียงหลบหน้า ไม่พูดไม่จา ไป๋ซูหลิงรู้จักเขามานาน จึงเข้าใจว่าเขาไม่มีทางเอ่ยโทษนาง นางจึงมิได้ซักไซ้ต่อ
เมื่อสบโอกาส มู่ไห่เฉินจึงเอนกายเข้าใกล้ กระซิบถามถึงชายปริศนาในห้องข้างเคียง ไป๋ซูหลิงก็ก้มกระซิบตอบกลับ เสียงนุ่มนวลคล้ายสายลมเช้า
“เขามีนามว่าฉางฟง เดิมเป็ผู้ฝึกตนมีแววของสำนัก แต่เร่งรีบฝึกปราณจนธาตุไฟเข้าแทรก สุดท้ายสติแตกกระเจิง จึงถูกจองจำไว้ที่นี่”
เื่ราวเพียงเท่านี้ก็มากพอทำให้มู่ไห่เฉินขมวดคิ้วแน่น หัวใจพลันเต้นแรงด้วยความคิดคำนวณ
ก่อนจากกัน ไป๋ซูหลิงเอ่ยเสียงหนักแน่นว่า นางจะไปขอร้องผู้คุ้มกฎให้ลดโทษเขาลง มู่ไห่เฉินได้ยินดังนั้น รีบส่ายหน้าห้ามทันที ใบหน้าเคร่งขรึม แววตาคมกริบสื่อสารถึงความตั้งใจอันแรงกล้า
“ไม่จำเป็… ข้าอยากอยู่ที่นี่สักพัก ที่นี่เงียบสงบนัก ห่างจากความวุ่นวาย เหมาะแก่การฝึกฝนยิ่งกว่าสถานใด”
น้ำเสียงของเขาจริงจังจนไป๋ซูหลิงนิ่งไป นางมองลึกเข้าในดวงตาของเขา เห็นความปรารถนาที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ในที่สุดนางก็ยอมพยักหน้ารับ แม้ใจจะไม่เห็นด้วยนักก็ตาม
มู่ไห่เฉินลอบถอนหายใจโล่งอก เขารู้ดีว่า หากออกไปเร็วกว่านี้ วรยุทธที่กำลังดาวน์โหลดอยู่ก็จะสูญเปล่าโดยไร้ค่าแน่นอน
ภายในคุกหินอับชื้น มู่ไห่เฉินยังคงไม่ละทิ้งวินัยของตน เขาลุกขึ้นฝึกหมัดมวยเช่นทุกวัน แม้พื้นที่แคบจำกัด แต่ทุกจังหวะหมัดยังคงหนักแน่นและเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น
เสียงหัวเราะห้าวพร่าแว่วขึ้นจากห้องข้างเคียง ฉางฟง ผู้ถูกจองจำมานาน มองดูท่วงท่าของไห่เฉินแล้วหัวเราะเยาะ “หมัดไม้เช่นนั้นก็กล้าเรียกว่าฝึกฝนหรือ กระจอกนัก!”
มู่ไห่เฉินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มตอบกลับไป“ ถ้าเช่นนั้น แบบใดเล่าคือยอดวิชาที่แท้จริง?”
คำท้าทายนี้เหมือนปลุกบางสิ่งในจิตใจฉางฟงขึ้นมา แม้สติวิปลาส แต่เมื่อร่างกายเขาเริ่มเคลื่อนไหว กลับเผยให้เห็นกระบวนท่าอันล้ำเลิศ พลังที่สะท้อนออกมาในแต่ละท่วงท่าถึงกับทำให้มู่ไห่เฉินตะลึงงัน ไม่อาจละสายตาไปได้แม้ชั่วขณะ
เขาเร่งทำตามอย่างตั้งใจ ทุกการก้าว ทุกการสะบัดแขน ถูกถ่ายทอดออกมาโดยอาศัยเพียงความเข้าใจจากสิ่งที่เห็นตรงหน้า จนเมื่อมู่ไห่เฉินกำลังกำลังรู้สึกว่าทุกอย่างกำลังเข้าท่าเข้าที ฉางฟงกลับหยุดกลางคัน นั่งลงกอดเข่า ร่ำไห้ราวกับเด็กน้อย พร้อมพร่ำบ่นถ้อยคำสับสนไร้ต้นชนปลาย
มู่ไห่เฉินที่กำลังรู้สึกชื่นชมต้องหยุดตามเช่นกัน เขายืนนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนทบทวนกระบวนท่าที่เพิ่งเห็นเมื่อครู่ และตัดสินใจฝึกซ้ำด้วยตนเอง วนไปวนมาไม่รู้กี่ครั้ง แม้จะไม่สมบูรณ์ แต่กลับััได้ถึงความลึกซึ้งบางอย่างที่กระบวนท่าเดิมไม่อาจให้ได้
ไม่นานนัก เขาพบความเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึง ตัวเลขสถานะการดาวน์โหลดวรยุทธ์กลับลดลงขึ้นอย่างชัดเจน ราวกับถูกเร่งให้เดินหน้าเร็วกว่าปกติถึงเกือบเท่าตัว ไห่เฉินตาเบิกกว้างด้วยความปลาบปลื้ม ยิ่งเร่งฝึกฝนต่อเนื่องโดยไม่หยุดพัก
ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ความเร็วที่พุ่งทะยานกลับค่อย ๆ ลดลง สุดท้ายกลับมาเคลื่อนไหวเชื่องช้าเช่นเดิม แม้เขาจะพยายามท่าเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ไม่อาจดึงเอาผลลัพธ์นั้นกลับมาได้อีก
มู่ไห่เฉินหยุดยืนนิ่ง หอบหายใจพลางขบคิดในใจ ที่ความเร็วเพิ่มขึ้นเมื่อครู่ คงมิใช่เพียงเพราะการฝึกท่าใหม่ หากเป็ผลมาจากการที่เขาได้รับ “คำชี้แนะ” โดยตรงจากผู้ที่เขากำลังดาวน์โหลดวิชาอยู่ต่างหาก
ความคิดนั้นทำให้เขาเบิกบานขึ้นทันที หากสามารถทำให้ฉางฟงสอนท่าใหม่ได้อีก ย่อมหมายถึงการดาวน์โหลดที่รวดเร็วขึ้นอย่างมหาศาล!
แต่ปัญหาคือ ผู้าุโฉางฟงไม่สนใจเขาอีกแล้ว เอาแต่บ่นพึมพำไร้สาระอยู่ลำพัง ไม่ตอบโต้คำถามใด ๆ ของมู่ไห่เฉินเลย
สายตามู่ไห่เฉินเหลือบไปเห็นตะกร้าอาหารที่ไป๋ซูหลิงนำมาเยี่ยม เขายิ้มออกมาอย่างมีเล่ห์ ก่อนหยิบของกินบางอย่างออกมาล่อให้ฉางฟงสนใจ
ผลลัพธ์เกินคาด แววตาที่พร่าเลือนกลับทอประกายขึ้นชั่วขณะ ฉางฟงโน้มกายเข้ามา แล้วยอมขยับร่างกายเพื่อแลกเปลี่ยนอาหารนั้นกับการแสดงท่วงท่าพิเศษใหม่ ๆ ให้ดู
มู่ไห่เฉินไม่รอช้า รีบจดจำและทำตามอย่างไม่ลดละ คราวนี้ผลลัพธ์ยิ่งชัดเจน ความเร็วในการดาวน์โหลดพุ่งทะยานอีกครั้ง ราวกับยืนยันความคิดของเขาอย่างแน่นอนว่า การได้รับคำชี้แนะจากผู้ถูกดาวน์โหลด คือกุญแจที่เร่งเส้นทางสู่พลังได้อย่างแท้จริง