เช้าวันรุ่งขึ้นจันตื่นขึ้นมาด้วยความสดใส ส่วนเมื่อวานหลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ทุกคนก็นั่งพูดคุยถามไถ่กันต่ออีกเล็กน้อยก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน ด้วยว่าจันทำใจยอมรับกับเื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้แล้ว และยังยอมรับการมีตัวตนในชื่อของแม่หญิงกิ่งจัน วันนี้นางจึงตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจ ไม่รู้สึกถึงอะไรที่มากดทับอีกต่อไป
และหลังจากที่ลุกขึ้นจากเตียงได้ไม่นาน อินกับอ้นก็เข้ามาช่วยพานางไปอาบน้ำ แต่งตัว และยังพาไปร่วมใส่บาตรกับมารดาและพี่สาวที่ท่าน้ำของเรือน จากนั้นทุกคนในครอบครัวก็มารอรับสำรับอาหารเช้าพร้อมหน้ากันอีกครั้ง
"พ่อเมฆวันนี้มีงานราชการมากรึไม่" แม่นายแก้วรอให้บ่าวไพร่ตั้งสำรับจนเสร็จ แล้วจึงเอ่ยไล่ให้ลงไปจากเรือนจนหมด ถึงได้เอ่ยปากถามบุตรชาย
"ไม่มากขอรับ คุณแม่มีกระไรจะให้ลูกทำรึขอรับ" เมฆหรือหมื่นไกรเมฆาเอ่ยตอบกลับมารดา ด้วย่นี้เขาเพิ่งเข้ารับตำแหน่งงานใหม่ ยังอยู่ใน่ฝึกฝนและไม่ได้มีตำแหน่งงานที่ต้องนั่งประจำอยู่ที่กรมพระคลังสินค้า ส่วนใหญ่จึงมักจะออกไปเดินตรวจตราเรือและสินค้าที่ท่าเรือมากกว่า
"คือแม่อยากให้ลูกช่วยไปหาดูที่ขายเครื่องทองให้สักหน่อย ตอนนี้เบี้ยในเรือนเหลือน้อยลงแล้ว แม่กลัวว่าจะมิพอซื้อของมาทำของฝากตอนที่ต้องไปเยี่ยมเรือนข้างๆ" แม่นายแก้วเอ่ยปากบอกลูกชาย ด้วยเมื่อคืนนางตรวจดูเงินของเรือนพบว่ามีเหลืออยู่เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น จึงได้ปรึกษากับสามีว่าจะให้บุตรชายไปหาดูร้านที่รับซื้อเครื่องทอง เพื่อเอาไปแลกเปลี่ยนมาเป็อัฐไว้ใช้จ่ายในเรือน
"คุณแม่ต้องใช้เบี้ยอัฐสักเท่าใดรึขอรับ ถ้าอย่างไรเอาของลูกไปใช้ก่อน อีกมิถึงกึ่งเดือนเงินเบี้ยหวัดรายเดือนของลูกก็คงจะออกแล้ว" เมฆได้ยินที่มารดาบอกก็เอ่ยเสนอเงินส่วนตัวของตนเองออกไปแทน เพราะไม่อยากให้มารดาต้องเอาสมบัติส่วนตัวออกไปขายอีก เพราะที่เหลืออยู่ตอนนี้ก็ไม่ได้มีมากมายเท่าใด ในภายภาคหน้ามารดายังต้องออกไปพบปะผู้คนร่วมกับบิดา ถ้าไม่มีเครื่องประดับติดตัวคนอื่นจะดูถูกเอาได้
"มิเป็กระไรดอกพ่อเมฆ เอาเครื่องทองของแม่ออกไปขายเถอะ นอกจากต้องซื้อของเตรียมไปเยี่ยมเรือนข้างๆ แล้วยังต้องใช้ซื้อข้าวปลาอาหารกลับเข้าเรือนอีกด้วย" แม่นายแก้วได้ยินที่บุตรชายพูดก็ยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ ด้วยตลอดมาั้แ่อีกฝ่ายเริ่มทำงานรับราชการและได้รับเบี้ยหวัดรายเดือน นางก็ให้อีกฝ่ายเก็บเอาไว้เป็ของตนเองมาตลอด ส่วนเงินใช้จ่ายภายในเรือนก็เป็เบี้ยหวัดรายเดือนของสามี ถึงจะไม่ได้มีมากมายกระไร เพราะต้องแบ่งไปให้เรือนใหญ่ด้วยกึ่งหนึ่ง และส่วนที่เหลือก็พอให้คนเรือนเล็กใช้ชีวิตกันได้ เพียงแต่ไม่ได้มีเหลือเก็บสักเท่าไร
"ข้าขอโทษแม่แก้วกับพวกลูกๆ ด้วยหนา พาย้ายมาทั้งๆ ที่เรือนเราก็กำลังลำบากแลขัดสนแบบนี้" หลวงสาครได้ฟังที่ภรรยาและบุตรชายพูดคุยกันก็ให้รู้สึกผิด เพราะเขาดื้อรั้นที่จะย้ายมาที่นี่ ทั้งๆ ที่ครอบครัวตนเองก็ไม่ได้มีพร้อมสักเท่าไร เบี้ยอัฐที่ต้องใช้จ่ายในการเดินทางก็มีอย่างจำกัด ด้วยไม่มีกิจการหรือศักดินาเป็ของตนเอง แม้แต่สวนผักสวนผลไม้ก็ไม่มีให้เก็บกินเก็บขายเหมือนเรือนอื่น ขนาดสวนผักสวนผลไม้ของบิดา ครอบครัวเขายังต้องรอให้ถึงเวลาแจกจ่ายเท่านั้นถึงจะได้กิน นี่จึงเป็อีกสิ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจย้ายมาที่นี่ อย่างน้อยที่นี่ยังมีเรือนและที่ดินของตนเอง อยากปลูก อยากทำกระไรก็ได้ ไม่ต้องรอให้ใครมาอนุญาตว่าทำได้หรือไม่ได้อีก
"มิเป็กระไรดอกหนาคุณพี่ ย้ายมาที่นี่ก็มิใช่จะมิดี ตำแหน่งหน้าที่การงานก็มีแต่จำเริญขึ้น ตอนนี้เพียงแค่ขัดสนเล็กน้อยเท่านั้น แลตอนนี้พวกเรายังมีที่ดินให้ได้ปลูกผักปลูกผลไม้ไว้เก็บกิน อีกหน่อยก็คงจะสบายแล้ว" แม่นายแก้วเอ่ยปลอบใจสามี นางรู้ดีว่าอีกฝ่ายกดดันมากเพียงใด ตอนอยู่ที่เรือนเก่าไม่สามารถทำกระไรที่เกินหน้าเกินตาพี่น้องคนอื่นได้ อยากจะขยับตัวทำสิ่งใดก็ต้องรอได้รับอนุญาตจากบิดาและมารดาเลี้ยง การตัดสินใจย้ายมาที่นี่คงเป็สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัวของนางแล้ว
"เออ...คือตอนนี้ที่เรือนเรามิมีเบี้ยอัฐใช้เลยรึเ้าคะ" จันที่นั่งฟังบิดา มารดา และพี่ชายคุยกันก็ให้รู้สึกสับสน เพราะในความทรงจำที่กิ่งจันให้มาไม่มีเื่พวกนี้อยู่เลย ถึงแม้นางจะสงสัยกับสภาพความเป็อยู่ที่เคยเห็นจากความทรงจำอยู่บ้าง ก็ไม่คิดว่าจะถึงกับไม่มีเบี้ยอัฐให้ใช้แบบนี้
"เื่นี้น้องคงยังจำมิได้สินะ เดิมทีตอนที่อยู่บ้านเก่าอัฐรายเดือนของเรือนเราที่ได้รับมาจากเรือนใหญ่ก็ได้มาเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น แล้วคนยี่สิบกว่าคนจะไปเพียงพอกระไร ที่ผ่านมาก็ได้เบี้ยหวัดเงินรายเดือนของคุณพ่อดอกถึงพอพยุงกันมาได้ แต่เพราะพวกเราต้องย้ายมาที่นี่จึงได้ใช้อัฐในการเดินทางไปมากโข ตอนนี้ก็เลยมิเพียงพอที่จะหาซื้อของเข้าเรือน คุณแม่ถึงต้องให้เอาเครื่องทองออกไปขายแลกอัฐอย่างไรเล่า" ดาวได้ยินที่น้องสาวถามก็เป็คนเอ่ยตอบแทน ความจริงเื่นี้ทุกคนในครอบครัวรับรู้กันเป็อย่างดี แม้แต่พี่ชายคนโตเวลาที่ได้รับเบี้ยหวัดรายเดือนมาก็ยังแบ่งเอาไปซื้อข้าวของเข้าเรือนอยู่บ่อยครั้ง มารดาเองก็รับรู้เพียงแต่สถานการณ์ของครอบครัวไม่อาจจะเอ่ยปฏิเสธได้ จึงจำต้องยอมรับน้ำใจของพี่ชายเอาไว้
"ถ้าเยี่ยงนั้นคุณแม่้ากระไรบ้างรึเ้าค่ะ เื่นี้ลูกคิดว่าน่าจะช่วยได้" จันพอได้ยินว่าครอบครัวที่ตนเองอาศัยอยู่กำลังลำบากก็ไม่คิดอะไรมากอีก เอ่ยถามถึงสิ่งที่อีกฝ่าย้าในทันที นางเชื่อว่าทุกคนในครอบครัวสามารถที่จะเชื่อใจได้ บางทีอาจจะเชื่อใจได้มากกว่าตัวของนางเองเสียด้วยซ้ำไป
"ขอบน้ำใจแม่จันมากหนาลูก แต่ของที่ลูกมีอยู่ก็มิได้มีมากมายกระไร เก็บเอาไว้เถอะหนา เอาของแม่ออกไปขายก็มิเป็กระไรดอก" แม่นายแก้วได้ยินที่บุตรสาวคนเล็กเอ่ยบอกก็ให้รู้สึกจุกที่อกยิ่งนัก แต่ก็ไม่สามารถเอ่ยตอบรับได้ ข้าวของเครื่องประดับที่บุตรสาวทั้งสองคนมีอยู่ทำไมนางจะไม่รู้ว่ามีมากน้อยเท่าไร และทั้งที่นางเป็มารดาแท้ๆ กลับต้องมาทำให้บุตรทั้งสามต้องมากังวลเื่เหล่านี้ไปกับตนเอง
"ความจริงลูกมีเื่บางอย่างอยากจะบอกทุกคนเ้าค่ะ" จันเอ่ยขึ้นพร้อมกับมองหน้าของทุกคน ซึ่งตอนนี้นางได้ยอมรับอย่างหมดหัวใจแล้วว่าทุกคนคือคนในครอบครัวของตนเอง และมั่นใจในความรักที่ทุกคนมีให้อย่างไม่มีข้อกังขา เพราะฉะนั้นความลับที่นางมีอยู่ในตอนนี้ย่อมต้องช่วยเหลือครอบครัวได้อย่างแน่นอน
"มีกระไรรึแม่จัน" หลวงสาครเห็นสีหน้าและท่าทางของบุตรสาวที่ดูเหมือนคนที่ตัดสินใจกระไรบางอย่างได้ และยังดูมีความมุ่งมั่นยิ่งนักจึงเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย
"คือตอนที่ลูกฟื้นขึ้นมาแล้วรู้ตัวว่าจำกระไรไม่ได้ก็ให้หวาดกลัวยิ่งนัก แต่อยู่ๆ ลูกก็พบว่าตนเองได้รับของวิเศษสิ่งหนึ่งมา เสมือนว่า้าอยากจะชดเชยเื่ที่ลูกต้องตกน้ำกระมังเ้าคะ" จันพยายามเอ่ยคำพูดที่ดูคลุมเครือ ซึ่งนางไม่รู้เลยว่าการที่ได้รับระบบร้านค้าวิเศษมานั้น เป็เพราะสิ่งที่พานางมาที่นี่้าจะชดเชยให้กับนางจริงๆ
"ของวิเศษเช่นนั้นรึ" หลวงสาครเอ่ยทวนคำของบุตรสาวด้วยท่าทางแปลกใจและสงสัยมากยิ่งขึ้น
"เ้าค่ะ ของวิเศษนี้มีชื่อเรียกว่า ระบบร้านค้าวิเศษ เ้าค่ะ" จันเอ่ยตอบกลับบิดา
"ระบบร้านค้าวิเศษ เยี่ยงงั้นรึ ว่าแต่มันคือกระไรล่ะ" แม่นายแก้วนั่งฟังที่บุตรสาวคนเล็กพูดอยู่นานก็ยังคงไม่เข้าใจจึงเอ่ยถามออกไปบ้าง
"มันคือร้านค้าที่มีสิ่งของต่างๆ ขายเ้าค่ะ เพียงแต่มันอยู่ภายในหัวของลูกแลมีเพียงลูกเท่านั้นที่ใช้งานมันได้ แลผู้อื่นไม่สามารถเห็นหรือจับต้องได้เ้าค่ะ โดยระบบร้านค้านี้ลูกสามารถซื้อสิ่งของต่างๆ ออกมาได้ แลยังสามารถเอาสิ่งของจากด้านนอกเก็บเข้าไปได้ด้วยเ้าค่ะ" ครั้งนี้จันเอ่ยอธิบายถึงของวิเศษที่ตนเองมีให้ทุกคนได้ฟัง เพื่อให้ทุกคนเข้าใจถึงระบบร้านค้าวิเศษได้ง่ายขึ้น
"วิเศษถึงเพียงนั้น แล้วระบบร้านค้าวิเศษกระไรนี่ มันอันตรายต่อลูกรึไม่ ถ้าอันตรายถึงจะวิเศษเยี่ยงไรก็อย่าได้คิดใช้มันเลยหนา" แม่นายแก้วได้ฟังที่บุตรสาวบอกก็รับรู้ได้ถึงความมหัศจรรย์ของสิ่งที่อีกฝ่ายมี แต่ถึงจะวิเศษอย่างไรสิ่งที่นางเป็ห่วงและกังวลก็คือความปลอดภัยของบุตรสาวมากกว่า จึงอดเอ่ยถามออกไปด้วยความระแวงไม่ได้ รวมไปถึงคนอื่นๆ ก็พยักหน้าว่าเห็นด้วยกับคำพูดนี้
"ระบบร้านค้าวิเศษนี้มิมีอันตรายอันใดกับลูกเ้าค่ะ เพียงแต่ลูกต้องใช้เบี้ยอัฐในการซื้อสินค้าออกมา และราคาสินค้าทั้งหมดก็อยู่ที่หลักบาทเ้าค่ะ" จันได้ฟังคำพูดของมารดาก็ให้รู้สึกมีความสุขมาก ต่อให้มีของวิเศษอย่างไร คนที่พวกเขารักและห่วงใยก็ยังคงเป็บุตรสาวคนนี้
"หลักบาทเชียวรึ" หลวงสาครพอได้ฟังคำบอกว่าไม่มีอันตรายอะไรกับบุตรสาวก็สบายใจขึ้น แต่พอฟังว่าราคาสินค้าอยู่ที่หลักบาทก็ต้องใ เพราะหนึ่งบาทสามารถซื้อข้าวปลาอาหารมากินได้นานนับเดือนทีเดียว
"เ้าค่ะ แต่ว่าตอนที่ลูกได้รับระบบร้านค้าวิเศษนี้มา ลูกยังได้รับรางวัลเป็อัฐจำนวนหนึ่งที่มากโขเชียวเ้าค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าคุณแม่แลทุกคน้าสิ่งใดก็บอกลูกมาเถอะเ้าค่ะ ลูกจะซื้อออกมาให้เอง จะได้มิต้องเอากระไรออกไปขาย" จันเอ่ยรับคำบิดา และไม่ลืมบอกด้วยว่านางมีเงินมากมายเพียงพอที่จะซื้อข้าวของออกมาได้ ทุกคนจะได้ไม่ต้องเป็กังวลในเื่นี้
"มันจะมิเป็อันตรายแน่รึ แม่กังวลนัก" แม่นายแก้วได้ฟังที่บุตรสาวเอ่ยบอกก็ยังมิได้วางใจ ด้วยกลัวว่าบุตรสาวจะเป็อันตราย แค่ตอนที่ได้รับของวิเศษมายังถึงกับตกน้ำตกท่าหายไป พอนึกย้อนถึงเหตุการณ์ในตอนนั้นนางยังใจสั่นอยู่เลย
"มิเป็อันตรายแน่นอนเ้าค่ะ คุณแม่ไว้ใจได้ ถ้าเยี่ยงนั้นลูกจะลองซื้อสินค้าออกมาให้ดูนะเ้าค่ะ" จันเห็นมารดายังมีความกังวลกับการที่นางมีระบบร้านค้าวิเศษอยู่ก็เอ่ยปลอบใจอีกฝ่าย และเสนอว่าจะลองซื้อสินค้าออกมาให้ทุกคนได้เห็นจะได้วางใจลงได้ จากนั้นก็กดซื้อข้าวสารขนาด 10 กิโลกรัมออกมาหนึ่งกระสอบ
"โอ้ นี่มันช่างแปลกประหลาดเสียเหลือเกิน ข้าวหนึ่งกระสอบอยู่ๆ ก็โผล่ออกมาจากอากาศ" ดาวที่นั่งมองน้องสาวอยู่ เห็นอีกฝ่ายขยับมือไปมาในอากาศไม่นานก็มีกระสอบข้าวโผล่ออกมาวางบนพื้นตรงหน้าของทุกคน ช่างสร้างความตื่นตาตื่นใจและตื่นตระหนกไปพร้อมกัน
"นอกจากข้าวสารแล้ว ในระบบร้านค้ายังมีเนื้อสัตว์ ผักสด ผลไม้ หรือแม้แต่ผ้านุ่ง ผ้าสไบ เครื่องประดับทอง เครื่องประดับพลอยก็มีหนาเ้าคะ ส่วนนี่เป็ของที่ลูกลองซื้อมาตอนที่ได้ระบบร้านค้ามาในครั้งแรก" จันเอยบอกถึงสิ่งของที่มีอยู่ในระบบร้านค้า และไม่ลืมหยิบข้าวของทั้งหมดที่เคยซื้อไว้ออกมาให้ทุกคนได้เห็น รวมไปถึงชุดเครื่องประดับที่เธอใส่ติดตัวมาก็เอาออกมาให้มารดาและพี่สาวได้ดูเช่นกัน
"เยอะเพียงนี้เชียวรึ นี่คงหมดอัฐไปไม่น้อย แล้วน้องเอาพวกมันไปเก็บไว้ที่ใดกัน" ดาวเห็นข้าวของมากมาย บางอย่างก็ดูแปลกตา บางอย่างก็เป็ของที่มีใช้อยู่ทั่วไป เช่นผ้านุ่ง ผ้าสไบ แต่ของที่น้องสาวเอาออกมาดูงดงามกว่ามาก เครื่องประดับที่มีพวกพลอยสีก็น้ำงามกว่าที่เคยเห็นช่างเป็ประกายยิ่งนัก
********
แม่หญิงดาว : ช่างงดงามเหลือเกิน ดูพลอยสีใสนี่สิ ช่างเจิดจ้าจนแสบตาไปหมดแล้ว
แม่หญิงจัน : นี่เรียกว่าเพชรเ้าค่ะคุณพี่ดาว ประเดี๋ยวน้องจะถอยเครื่องเพชร เครื่องทอง มาให้คุณพี่กับคุณแม่ไว้ใส่เล่นๆ สักคนละสองสามชุดนะเ้าคะ
ไรต์ : ขอบ้างได้ไหม พอดี่นี้กรอบมากเลย หวยก็ไม่ถูก…น้ำตาไหลพราก