หลังจากที่ข่าวการฆ่าตัวตายของจีระเป็ประเด็นโด่งดังไปทั้งประเทศคืนเดียวกันนั้นเอง ในขณะที่ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็สีดำเสียงของเครื่องยนต์ครางต่ำของรถเก๋งขนาดกระทัดรัดแล่นผ่านมาจอดอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง
‘วิริยะ’ อัยการหนุ่มลงจากรถเพื่อเปิดประตูบ้านก่อนพบสิ่งที่ทำให้ประหลาดใจจนต้องชะงักฝีเท้า
ทั้งๆ ที่ตอนนี้เป็เวลาสองทุ่มกว่าแล้วแต่ไฟในบ้านกลับไม่เปิดสักดวง และเขาก็มั่นใจว่าลูกชายจอมซนทั้งสองไม่มีทางยอมนอนก่อนสามทุ่มแน่
หรือว่าจะออกไปข้างนอกกัน?แต่คุณภรรยาก็ไม่ได้โทรมาบอกนี่นา
วิริยะยังคงคาดเดาสาเหตุไปต่างๆ นานา แต่ก็ไม่ได้คิดกังวลจริงจังครอบครัวของเขาอาจจะเพียงแค่ออกไปซื้อของที่ร้านค้าใกล้ๆจึงไม่ได้บอกก่อนก็เป็ได้
ระหว่างที่จอดรถเรียบร้อย วิริยะเอื้อมไปหยิบแฟ้มสำนวนคดีของจีระจอมเชือดที่วางไว้บนเบาะข้างคนขับขึ้นมา
อาชีพของเขาคืออัยการซึ่งการแจ้งข้อหาเอาผิดกับจีระกลายเป็คดีที่ทำให้เขาปวดหัวและตอนนี้จีระก็ดันมาฆ่าตัวตายในคุกอีก ทำเอาคืนนี้เขาต้องกลับบ้านช้า ทั้งๆที่ตอนแรกรับปากกับภรรยาและลูกๆ ไว้แล้วว่าจะกลับมาทานข้าวเย็นพร้อมหน้าพร้อมตากัน
“เฮ้อ...ปวดหัวชะมัด”
วิริยะถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายก่อนจะหยิบกุญแจขึ้นมาไขประตูเข้าบ้าน
เดี๋ยวนะ...?
ก่อนที่จะไขประตูเข้าบ้านเขากลับสังเกตเห็นว่ารองเท้าของภรรยาและลูกยังคงวางอยู่ที่ชั้นอย่างครบถ้วนนั่นทำให้วิริยะแปลกใจเข้าไปใหญ่ ความรู้สึกบางอย่างเริ่มแทรกซึมเข้ามาในใจช้าๆ
เขาทำได้เพียงหวังว่าตัวเองจะคิดมากเกินไปชายหนุ่มส่ายศีรษะไล่ความกังวลทั้งหลายออกไปก่อนจะเปิดประตูเข้าบ้านไปเพื่อพิสูจน์ว่าทุกอย่างเป็เพียงเพราะเขาหลอนไปเอง
“พ่อกลับมาแล้ว…”
วิริยะส่งเสียงเรียกก่อนจะเอื้อมมือไปกดสวิตช์ไฟนั่นเป็วินาทีเดียวกันกับที่จมูกของเขาััได้ถึงกลิ่นเหม็นคาวคลุ้งของเื
แผ่นหลังของเขาถึงกับชาวาบหัวใจเต้นรัวเร็วขึ้นมาในจังหวะที่หลอดไฟกะพริบสองสามทีก่อนจะติดเต็มดวง
“ฮึก!”
ทันทีที่ดวงไฟกลางห้องโถงสว่างขึ้นวิริยะก็รู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ที่คอหอยของตัวเอง
เพราะสิ่งแรกที่เขาเห็นคือภาพคนในครอบครัวทั้งสามถูกมัดขาห้อยหัวลงมาจากพัดลมเพดานไม่ต่างอะไรกับหมูหรือไก่ในโรงเชือด ที่คอของทั้งสามมีรอยถูกของมีคมปาดเืสีแดงไหลอาบใบหน้าดูสยดสยอง ั์ตาเบิกโพลงแสดงออกถึงความหวาดกลัวและเ็ปทรมานแสนสาหัสก่อนสิ้นใจ
คะ...ใครกันใครที่ทำเื่โหดร้ายขนาดนี้!!!
ใบหน้าของวิริยะเปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาที่ดูเหมือนจะไม่มีวันหยุดไหลเขาพยายามบังคับมือสั่นเทาให้กดโทรศัพท์แจ้งตำรวจ แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นบนกำแพง…
กำแพงห้องนั่งเล่นที่เคยเป็สีครีมบัดนี้ถูกทาไว้ด้วยของเหลวสีแดงคล้ำเป็รูปภาพน่าสะอิดสะเอียนคล้ายกับทั่วทั้งห้องถูกลงยันต์ไว้ด้วยอักขระเืที่วิริยะอ่านไม่ออกยกเว้นแต่เลข ‘๑๗’ ตัวโตกลางกำแพง
สีเืหายไปจากใบหน้าของวิริยะทันทีเขาจำลักษณะที่เกิดเหตุแบบนี้ได้ดี
แต่มันจะเป็ไปได้ยังไงในเมื่อ…
จู่ๆ ใบพัดลมก็ขยับตามเข็มนาฬิกาช้าๆก่อนจะเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ
ร่างของภรรยาและลูกแกว่งไปตามแรงเหวี่ยงไม่ต่างจากตุ๊กตาวิริยะสะดุ้งสุดตัวจนทำโทรศัพท์ตก เขาหันมองที่สวิตช์พัดลมตรงมุมห้องใกล้ประตูพบคนแปลกหน้าสวมผ้าคลุมสีดำกับหน้ากากกำลังมองมาที่เขาในมือข้างหนึ่งของคนคนนั้นถือมีดเปื้อนเืเอาไว้
“กะ...แก…”
วิริยะกลัวจนตัวสั่นไม่เหลือสติจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกคนคนนั้นสืบเท้าเข้าหาเขาพร้อมหัวเราะเสียงแหลม
“แกเป็ใคร!?!” วิริยะะโถามทั้งๆที่คิดว่าตนรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่กลัวจนไม่กล้ายอมรับ
เสียงหัวเราะน่าสยองคืบคลานเข้ามาใกล้วิริยะกลัวจนยืนไม่อยู่ต้องทรุดลงนั่งกับพื้นเสียงพัดลมที่หมุนอย่างยากลำบากเพราะถูกผูกไว้ด้วยคนสามคนดังครืดๆ ชัดเจนในหัวเรียกสติและความกล้าให้กลับคืนมา
“ถึงแกจะเป็ผี ฉะ... ฉันก็จะจับแกเข้าคุกให้ได้!”
วิริยะเปล่งเสียงตะคอกออกไปด้วยแรงทั้งหมดที่มีพร้อมกับนิ้วที่กดปุ่มโทรออก
เสียงเครื่องรับฝากข้อความอัตโนมัติดังขึ้นทันทีเพราะหมายเลขที่เขากดโทรคือโทรศัพท์ในห้องทำงานของเขาเองเพื่อจะฝากข้อความถึงใครก็ตามที่จะมาเจอเขาหลังจากนี้
“ฉันและครอบครัวถูกจีระฆ่า”
นั่นคือคำพูดประโยคสุดท้ายในชีวิตของเขา