“ศักราชดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ปี 2000 วันที่ 1 เดือนมกราคม”
“นกสีดำตัวหนึ่งพลันปรากฏขึ้น มันสำรอกกระเพาะอาหารขนาดใหญ่ออกมา กลืนกินดวงอาทิตย์เข้าไปทั้งดวง จากนั้น นกสีดำก็กลืนกระเพาะอาหารของมันกลับเข้าไป แล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย”
“เมื่อดวงอาทิตย์หายไป ดาวเคราะห์สีน้ำเงินก็เข้าสู่ราตรีนิรันดร์”
“ในปีเดียวกัน เหล่าเทพเ้าก็ปรากฏกายขึ้นบนดาวเคราะห์สีน้ำเงิน และเริ่มออกล่ามนุษย์ เพื่อความอยู่รอด มนุษยชาติจึงได้ก่อตั้งรัฐบาลสหภาพขึ้นมา สร้างเขตปลอดภัยขนาดใหญ่ขึ้นหลายแห่ง และั้แ่นั้นเป็ต้นมา มนุษย์ก็ใช้ชีวิตอยู่เพียงแต่ในเขตปลอดภัยเท่านั้น”
“ประวัติศาสตร์่นี้ ถูกเรียกว่า ‘วันสิ้นโลกมาเยือนดาวเคราะห์สีน้ำเงิน’ ”
“ทุกคนจดไว้นะ ประวัติศาสตร์วันสิ้นโลกที่อาจารย์เพิ่งอ่านไปเมื่อกี้ มีจุดที่จะออกสอบสามจุด จุดแรกคือวันที่ นั่นคือวันขึ้นปีใหม่เมื่อสิบปีที่แล้ว จุดที่สอง...”
ฉินซือหยางซึ่งนั่งอยู่มุมห้องเรียนแค่นเสียงเ็า “มนุษย์จะสูญพันธุ์กันหมดอยู่แล้ว ยังจะต้องมาเรียนหนังสืออีก บ้าไปแล้วหรือไง
ต้องรีบหาทางปลุกพลังลำดับให้ได้สิ ถึงจะเป็ของจริง อย่างอื่นมันก็แค่เื่ไร้สาระ!”
เขาเลิกสนใจฟังบทเรียน หันหน้าไปมองนอกหน้าต่าง
เขาสามารถมองเห็นเงาราง ๆ ของเทพเ้าจำนวนมาก กำลังล่องลอยอยู่บนฟากฟ้ายามราตรีเหนือศีรษะ ผ่านกระจกนิรภัย
ดาวเคราะห์สีน้ำเงินเข้าสู่ราตรีนิรันดร์ ดังนั้นไม่ว่าจะเงยหน้าขึ้นมองเมื่อไหร่ ทิวทัศน์ที่เห็นก็ไม่ต่างกันเลย
ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวซึ่งส่องแสงระยิบระยับอยู่ไกลลิบ
และเหล่าเทพเ้าที่ท่องเที่ยวไปภายใต้ฟากฟ้าแห่งดวงดาวนั้น
“นักเรียนทุกคน ต่อไปเราจะมาพูดถึงเื่เทพเ้ากันนะ ตรงนี้ก็มีจุดออกสอบเหมือนกัน ตั้งใจฟังล่ะ
หลังจากราตรีนิรันดร์มาเยือน ก็มีสิ่งมีชีวิตประหลาดปรากฏขึ้นบนดาวเคราะห์สีน้ำเงิน รูปลักษณ์ของพวกมันมีร้อยแปดพันเก้า แต่มีจุดร่วมกันอย่างหนึ่ง คือพวกมันจะล่ามนุษย์เป็อาหาร และมีร่างกายเป็ะ
มนุษย์เชื่อว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้คือการลงทัณฑ์จาก์ในวันสิ้นโลก ดังนั้นจึงเรียกพวกมันว่า ‘เทพเ้า’ ”
สิ่งมีชีวิตประหลาดที่ล่ามนุษย์เป็อาหาร กลับถูกยกย่องให้เป็
‘เทพเ้า’
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ ฉินซือหยางก็ส่ายหน้าอีกครั้ง
เทพเ้าเป็เพียงคำเรียกที่เหมือนข้ออ้างของผู้อ่อนแอมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
ดวงอาทิตย์คือเทพเ้าของเหล่าพืชพรรณ มนุษย์คือเทพเ้าของเหล่ามด
ขอเพียงแค่ปลุกพลังลำดับได้ ตัวเขาเอง ก็สามารถกลายเป็เทพเ้าได้เช่นกัน
“ทุกคนต้องจำไว้ให้ดีนะว่า เื่เทพเ้ากับเื่วันสิ้นโลก ไม่ว่าจะสายวิทย์หรือสายศิลป์ ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยออกแน่นอน...”
ฉินซือหยางเลิกฟังบทเรียนที่ไร้ประโยชน์เช่นนี้ต่อไป
ทุกคนต่างรู้ดีว่า ในยุคสิ้นโลกแบบนี้ มีเพียงการปลุกพลังลำดับได้เท่านั้น ถึงจะมีที่ยืนในสังคม
ส่วนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยน่ะเหรอ... มีเพียงผู้ที่สอบได้หนึ่งในพันอันดับแรกของเขตปลอดภัยเท่านั้น ถึงจะมีสิทธิ์เข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาระดับสูง
ในเขตปลอดภัยที่กว้างใหญ่ไพศาล การสอบให้ได้หนึ่งในพันอันดับแรก มันคือความยากเย็นแบบไหนกัน?
กระทั่งห้าอันดับแรกของทั้งโรงเรียน ก็ยังไม่แน่ว่าจะทำได้
ฉินซือหยางในชาติก่อนก็สอบไม่ได้ ฉินซือหยางหลังจากหวนมาเกิดใหม่ก็ยิ่งสอบไม่ได้เข้าไปใหญ่
ชาติก่อน ฉินซือหยางเป็เด็กกำพร้า โตมาก็เป็แค่พนักงานกินเงินเดือนธรรมดาคนหนึ่ง พอเข้าสู่วัยกลางคนก็ถูกบริษัทปรับโครงสร้างและเชิญออก
ตอนที่ไปเรียกร้องค่าชดเชยจากบริษัท ก็ถูกพนักงานรักษาความปลอดภัยพลั้งมือฆ่าตาย แล้วเขาก็ได้หวนคืนกลับมาสู่่เวลาที่ตัวเองอายุสิบเจ็ดปี
เพียงแต่ว่าหลังจากหวนคืนมา โลกที่เคยปกติสุขกลับกลายเป็สภาพที่เป็อยู่ในปัจจุบัน
“ได้มีชีวิตอีกครั้ง จะปล่อยให้มันผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ไม่ได้เด็ดขาด!”
“ฉันต้องหาทางปลุกพลังลำดับให้ได้!” ฉินซือหยางตัดสินใจอย่างแน่วแน่
นี่คือยุคสิ้นโลกของเผ่าพันธุ์มนุษย์
แต่ก็เป็์ของผู้มีพลังลำดับเช่นกัน!
ศักราชดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ปี 2005 วันที่ 1 มกราคม หรือก็คือห้าปีเต็มหลังจากวันสิ้นโลกมาเยือน มนุษยชาติก็ได้ให้กำเนิดผู้มีพลังลำดับคนแรก
เขามีความสามารถที่เหนือล้ำกว่ามนุษย์ทั่วไป นั่นคือการเปลี่ยนมือข้างหนึ่งให้กลายเป็ปืนลูกโม่
ปืนลูกโม่ของเขาสามารถยิงะุได้หกนัดต่อวัน
เมื่อโลกเกิดการเปลี่ยนแปลง มนุษย์ก็เริ่มกลายพันธุ์เช่นกัน ผู้คนมากมายต่างมองว่าการปรากฏตัวของเขาคือแสงรุ่งอรุณแห่งอนาคต
ฟังดูอาจจะเหมือนเื่ตลก
ขนาดอาวุธนิวเคลียร์ยังฆ่าเทพเ้าไม่ได้ แล้วปืนลูกโม่ของเขาจะไปมีประโยชน์อะไร?
แต่ทว่า…
ปืนลูกโม่ของเขามีประโยชน์จริง ๆ
หลังจากปลุกพลังลำดับ เขาก็ประสบความสำเร็จในการสังหารเทพเ้าขนาดเล็กที่คลานอย่างรวดเร็วอยู่บนพื้นได้ถึงสองตัว
ทำลายความเชื่อที่ว่าเทพเ้าไม่มีวันตายลงได้ ผู้มีพลังลำดับ สามารถสังหารเทพเ้าได้!
มนุษยต่างพากันชาติโห่ร้องยินดี เพราะมองเห็นความหวังที่จะตอบโต้เหล่าเทพเ้าได้แล้ว!
หลังจากนั้น ก็มีผู้คนอีกมากมายทยอยปลุกพลังลำดับของตนเองขึ้นมาได้
เื่ราวการสังหารเทพเ้าของมนุษย์ ค่อย ๆ กลายเป็เื่ที่ไม่ใช่เื่แปลกใหม่อีกต่อไป
แต่ทว่า ก็ยังไม่มีเทพเ้าขนาดใหญ่ถูกสังหารได้เลย
ดังนั้น ประกายไฟเล็ก ๆ ของการปลุกพลังลำดับ จึงไม่ได้เปลี่ยนแปลงสถานการณ์อันต่ำต้อยของเผ่าพันธุ์มนุษย์ไป
แต่มันได้เปลี่ยนโครงสร้างภายในของเผ่าพันธุ์มนุษย์
นอกเขตปลอดภัย เทพเ้าเป็ผู้ปกครอง
ภายในเขตปลอดภัย ผู้มีพลังลำดับเป็ผู้ปกครอง
แล้วผู้มีพลังลำดับก็ได้กลายเป็เทพเ้าภายในเขตปลอดภัย
ขอเพียงสามารถปลุกพลังลำดับได้ ก็จะทะยานขึ้น์ได้ในพริบตา
ตัวอย่างของคนที่เมื่อเช้ายังเป็ขอทานอยู่ริมถนน พอตกบ่ายก็ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่เริงรมย์ กลายเป็เื่ที่เล่าขานกันอย่างแพร่หลายในหมู่คนธรรมดา
ฉินซือหยางคิดว่า คนที่ได้เกิดใหม่อย่างเขาก็น่าจะพอมีโชคชะตาหนุนนำอยู่บ้าง
เดิมทีเขาคิดว่าหลังจากเกิดใหม่แล้ว ตัวเองก็น่าจะปลุกพลังลำดับได้ทันที
แต่สามวันผ่านไปแล้ว เขาก็ยังคงเป็เพียงคนธรรมดาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายขอบของเขตปลอดภัย
เหมือนกับนักเรียนทุกคนในโรงเรียนแห่งนี้ เป็เพียงคนธรรมดา ๆ คนหนึ่ง
แต่ฉินซือหยางไม่ยอมจำนนแค่นี้
นับั้แ่เกิดใหม่ เขาก็พยายามหาทางปลุกพลังลำดับมาโดยตลอด แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่มีความคืบหน้าอะไรก็ตาม
“นักเรียนทุกคน การปลุกพลังลำดับ คือความหวังของมวลมนุษย์...”
การปลุกพลังลำดับ?
ฉินซือหยางหันขวับกลับมาในทันใด
นี่เป็เื่ที่เขาสงสัยใคร่รู้มากที่สุด
เขายกมือขึ้นทันที แล้วมองไปยังอาจารย์ประจำชั้นผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์
“ฉินซือหยาง เธอมีคำถามอะไร?”
“อาจารย์ครับ ทำไมในหมู่นักเรียนพวกเราถึงไม่มีใครปลุกพลังลำดับได้เลยล่ะครับ? แล้วทำยังไงถึงจะปลุกพลังลำดับได้ครับ?”
“สาเหตุของการปลุกพลังลำดับน่ะ ไม่มีใครบอกได้ชัดเจนหรอก ถ้าอาจารย์รู้ อาจารย์คงปลุกพลังของตัวเองไปก่อนแล้วล่ะ”
“ผมได้ยินมาว่าอาของโจวหยางห้องข้าง ๆ ก็ปลุกพลังลำดับได้! แล้วทำไมผมถึงปลุกพลังลำดับไม่ได้ล่ะครับ?”
“นั่นมันหัวหน้าโจวนะ! อัตราการปลุกพลังลำดับของเ้าหน้าที่รัฐน่ะสูงกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว!”
“แต่ว่า...”
“ไม่ต้องมาแต่ว่าแล้ว! แทนที่จะมานั่งเพ้อฝันเื่ที่เป็ไปไม่ได้ สู้เอาเวลาไปเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ดีกว่ารึไง!
อีกแค่ครึ่งปีพวกเธอก็ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้วนะ ไม่ตั้งใจทบทวนเรียนจบม.ปลายก็ต้องออกไปทำงานแล้ว!
ทำให้อาจารย์สบายใจหน่อยไม่ได้รึไง!!”
ยิ่งพูดอาจารย์ประจำชั้นยิ่งมีอารมณ์ฉุนเฉียว ภายหลังถึงกับทุบโต๊ะอย่างบ้าคลั่ง
แต่ฉินซือหยางที่เคยมีชีวิตมาแล้วถึงสองชาติกลับมองออกว่า อาจารย์ประจำชั้นไม่ได้โกรธเพราะอยากให้ได้ดี
ห้าอันดับแรกของโรงเรียนถึงอาจจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ที่หนึ่งของห้องเขาอยู่อันดับที่สามสิบของโรงเรียนด้วยซ้ำ
พูดอีกอย่างก็คือ ทุกคนจะต้องออกไปหางานทำหลังจากเรียนจบมัธยมปลาย
เป็ไปไม่ได้ที่อาจารย์ประจำชั้นจะไม่รู้เื่นี้
ความโมโหและความโกรธของเขา ย่อมไม่ใช่เพราะเป็ห่วงอนาคตของนักเรียนอย่างแน่นอน
ฉินซือหยางมองเห็นความไม่ยอมจำนนและความอิจฉาริษยาในแววตาของเขา
ไม่ยอมจำนนกับการเป็เพียงคนธรรมดา
อิจฉาริษยาอาของโจวหยางที่ปลุกพลังลำดับได้
“ฉันต้องหาทางปลุกพลังลำดับให้ได้!” ฉินซือหยางพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
แต่เสียงพึมพำนี้ กลับดังไปถึงหูของอาจารย์ประจำชั้นที่อยู่หน้าห้องอย่างชัดเจน
“ฉินซือหยาง!!”
“เธอได้นั่งโต๊ะเดี่ยวหลังสุดคนเดียวแล้วยังไม่สำนึก ยังจะมาคิดเื่เพ้อเจ้อไม่เป็เื่แบบนี้อีก แถมยังก่อกวนความสงบในชั้นเรียน!!
ช่างไร้ยางอายสิ้นดี! ออกไปยืนหน้าห้องเดี๋ยวนี้!! สำนึกได้แล้วค่อยกลับเข้ามา!”
“อ้อ ครับ! ”
เขาไม่ได้พูดอะไรที่รุนแรงเกินไปเลย แต่กลับทำให้อาจารย์ประจำชั้นโกรธจนฟิวส์ขาดได้
ฉินซือหยางเดินออกจากห้องเรียน
เื่เล็กน้อยอย่างการถูกทำโทษให้ไปยืนหน้าห้อง เขาไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิด
ถ้าไม่ใช่เพราะโรงอาหารของโรงเรียนมีข้าวให้กินฟรี ทำให้เด็กกำพร้าที่ไม่มีงานทำอย่างเขาได้อิ่มท้อง เขาก็ี้เีจะมาโรงเรียนด้วยซ้ำ
อยู่ข้างนอกห้องเรียนก็ดีเหมือนกัน เงียบสงบดี
เขาจะได้คิดหาวิธีการปลุกพลังลำดับอย่างเงียบ ๆ
เท่าที่เขารู้ คนรวยและผู้มีอำนาจในโลกนี้มีโอกาสปลุกพลังลำดับได้สูงมาก
ส่วนนักเรียนยากจนที่อาศัยอยู่บริเวณชายขอบของเขตปลอดภัยอย่างเขา ไม่รู้มีสัดส่วนกี่พันคนถึงจะมีผู้ปลุกพลังได้สักคน
ดูเหมือนว่าการปลุกพลังลำดับจะไม่ใช่การสุ่ม แต่มีแนวโน้มที่จะเลือกที่รักมักที่ชัง
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ฉินซือหยางก็ได้แต่ยิ้มขมขื่นอย่างช่วยไม่ได้
“ถ้าเงื่อนไขการปลุกพลังลำดับมันเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตล่ะก็ ฉันคงไม่มีวันได้ปลุกพลังไปตลอดชีวิตแน่”
เขาส่ายหัว ถอนหายใจยาว แล้วเลิกคิดถึงมัน
เมื่อเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง เทพเ้าจำนวนมากยังคงล่องลอยอยู่ภายใต้ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว
“เทพเ้างั้นเหรอ? ถ้าพวกแกเป็เทพเ้า งั้นฉันที่ได้เกิดใหม่ ก็เท่าเทียมกับพวกแกไม่ใช่รึไง? ถ้าจะพูดแบบนั้น ฉันเองก็เป็เทพเ้าเหมือนกันสินะ?” ฉินซือหยางยิ้มเบา ๆ
ทันใดนั้น เขาก็เห็นว่ามีดวงตาข้างหนึ่งค่อย ๆ ลืมขึ้นบนฟากฟ้าที่มืดมิด แล้วมองมาที่เขา
ั์ตาสีดำสนิทนั้น ไม่เหมือนกับดวงตาของมนุษย์ แต่กลับคล้ายกับดวงตาของนกมากกว่า
ฉินซือหยางขมวดคิ้ว กวาดสายตามองไปรอบ ๆ นักเรียนคนอื่น ๆ ที่ถูกทำโทษให้มายืนที่ระเบียงเหมือนกัน บางคนก็กำลังมองออกไปนอก
หน้าต่างอย่างเบื่อหน่าย แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสังเกตเห็นดวงตานี้เลย
มีเพียงเขาคนเดียวที่มองเห็น?
เขาสบตากับดวงตานั้นอยู่ครู่หนึ่ง พลันรู้สึกได้ว่าดวงตานั้นกำลังส่งคลื่นรบกวนบางอย่างมาที่เขา ทำให้เขารู้สึกมึนงง
ทันใดนั้น ข้อมูลส่วนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในหัวของเขา
[ปลุกพลังลำดับ ‘ผู้กลืนกินเทพเ้า’ สำเร็จ]
[แข็งแกร่งขึ้นได้ด้วยการกินเทพเ้า]
[ระดับปัจจุบัน: เลเวล 1 ‘จะกละ‘]
[ทักษะ: ‘ดื่มโลหิต‘ สามารถย่อยเทพเ้าได้แม้จะกินสด ๆ]
พอเขารู้สึกตัวอีกที ดวงตาบนฟากฟ้าก็หายไปแล้ว
พลังลำดับถูกปลุกขึ้นมาแล้วงั้นเหรอ?!
ฉินซือหยางแทบไม่เชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น
เขาไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับพลังลำดับมากนัก
สิ่งเดียวที่รู้คือได้ยินมาว่าผู้มีพลังลำดับจะสามารถมองเห็นข้อมูลพลังลำดับของตัวเองได้ในหัว
“ฉัน...ก็ปลุกพลังลำดับได้แล้วงั้นเหรอ?!”
ฉินซือหยางยังคงไม่อยากจะเชื่อ พลันรู้สึกได้ถึงพลังที่หลั่งไหลเข้ามาในร่างกาย ทำให้สภาพจิตใจของเขาแข็งแกร่งขึ้นมาก
กระทั่งแขนที่เคยผอมแห้งเพราะความหิว ก็เริ่มมีมัดกล้ามเนื้อปรากฏขึ้นมา
“เขาว่ากันว่าหลังจากปลุกพลังลำดับได้แล้ว ร่างกายจะแข็งแกร่งขึ้น ที่แท้ก็เป็เื่จริง!”
แต่เมื่อนึกถึงดวงตานั่น เขาก็รู้สึกสงสัยเล็กน้อย หรือว่าทุกคนจะปลุกพลังลำดับด้วยวิธีประหลาดแบบนี้กันหมด?
ทำไมถึงไม่เคยได้ยินใครพูดถึงเื่นี้มาก่อนเลย?
'พลังลำดับ [ผู้กลืนกินเทพเ้า] ฟังดูน่าเกรงขามจัง ต้องไปลองหาข้อมูลในค่ายสังหารเทพดูสักหน่อยแล้ว'
ค่ายสังหารเทพคือฟอรั่มสำหรับให้ผู้มีพลังลำดับพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน
ฉินซือหยางก็ได้ยินชื่อนี้มาโดยบังเอิญตอนที่เพื่อนร่วมชั้นคุยโม้โอ้อวดกัน
หาก้าเข้าไปค้นหาข้อมูลในฟอรั่ม ก็จำเป็ต้องมีโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์
แต่ที่บ้านของเขา อย่าว่าแต่คอมพิวเตอร์เลย แค่เครื่องใช้ไฟฟ้าสักชิ้นยังไม่มี
“วันนี้คาบเรียนพิเศษเลิกช้า คงต้องรอพรุ่งนี้เช้าค่อยไปร้านอินเทอร์เน็ตแล้ว”
กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง~
ในขณะนั้นเอง เสียงกริ่งหมดคาบเรียนพิเศษก็ดังขึ้น
อาจารย์ประจำชั้นเดินออกมาจากห้องเรียน แล้วมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ:
“กลับบ้านไปสำนึกผิดซะบ้าง อย่ามัวแต่เพ้อฝันลม ๆ แล้ง ๆ”
เขาไม่ได้ะโใส่หน้าอาจารย์ประจำชั้นทันทีว่าตัวเองได้ปลุกพลังลำดับแล้ว
แต่กลับพยักหน้าให้อาจารย์ประจำชั้นอย่างเชื่อฟัง แล้วเดินกลับไปที่นั่งของตัวเองทางประตูหลังเพื่อเก็บกระเป๋าหนังสือ
“รู้สึกว่าวิธีการปลุกพลังกับชื่อพลังลำดับของฉันมันแปลก ๆ ทั้งคู่เลยแฮะ ไว้ทำความเข้าใจให้ชัดเจนก่อนแล้วค่อยบอกคนอื่นดีกว่า ยังไงซะ สถานะผู้มีพลังลำดับก็ไม่ได้หายไปไหนอยู่แล้ว”
วันนี้คาบเรียนพิเศษ อาจารย์ประจำชั้นสอนเกินเวลา ทำให้เลิกเรียนช้ากว่าปกติ ร้านอินเทอร์เน็ตปิดไปแล้ว
ฉินซือหยางกลับถึงบ้าน ถอนหายใจยาว “นอนสักตื่น พรุ่งนี้เช้าค่อยไปร้านอินเทอร์เน็ตก็แล้วกัน!”