กลิ่นอายแห่งความร่วงโรยอวลอยู่ในอากาศธาตุรอบศาลเ้าเก่าแก่ท้ายตำบลหยาดน้ำค้าง เสียงหรีดหริ่งเรไรที่เคยส่งเสียงระงมในยามค่ำคืนพลันเงียบสงัดลงอย่างผิดวิสัย มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวที่ลอดผ่านซอกอิฐผุพังของผนังศาลเ้า ทอด เงา ของเสาหินที่หักครึ่งลงบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยเศษใบไม้แห้ง ลู่เฉินยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าแผ่นหินจารึกโบราณ ตะเกียงน้ำมันในมือส่งแสงวูบวาบ สะท้อนั์ตาที่เป็ประกายสีอำพันจางๆ ของเขา
บัณฑิตหนุ่มค่อยๆ ยื่นมือขวาที่เรียวบางแต่แฝงด้วยพละกำลังออกไปััผิวััของหินจารึก ความเย็นเยือกจากเนื้อหินซึมซาบเข้าสู่ปลายนิ้ว ทว่าในความเย็นนั้น ลู่เฉินกลับััได้ถึง "จังหวะการเต้น" บางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายในอักขระเ่าั้ มันไม่ใช่ภาษาที่ใช้สื่อสารทั่วไปในโลกปุถุชน แต่มันคือการสลัก "เจตจำนง" ของผู้ฝึกตนระดับสูงลงในเนื้อวัตถุ
“อักขระเหล่านี้... มิใช่การเขียน แต่เป็การ 'ผนึก' พลังธรรมชาติ” ลู่เฉินรำพึงในใจ พลางใช้ความรู้จากการร่ำเรียนตำราโบราณมานับสิบปีวิเคราะห์โครงสร้างของตัวอักษร
เขาหยิบแท่นฝนหมึกหินออกมาจากกล่องไม้ไผ่ที่วางอยู่ข้างกาย การฝนหมึกในยามนี้ไม่ได้ทำเพื่อการคัดลายมือธรรมดา ลู่เฉินโคจรลมปราณสีอำพันจากจุดตันเถียนให้ไหลเวียนไปที่ปลายนิ้ว หมุนวนลงบนแท่นหมึกด้วยจังหวะที่สอดคล้องกับพัลส์ของแผ่นหิน หยดน้ำที่ผสมลงไปในหมึกเริ่มเปลี่ยนสีเป็สีเข้มข้นแฝงประกายทองจางๆ กลิ่นหอมของหมึกชั้นดีผสมกับกลิ่นอายาของจากัวร์แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ
ทันใดนั้น สัญชาตญาณพยัคฆ์ในกายเขากระตุกวูบ! ลู่เฉินไม่ได้หันหลังกลับไปมองในทันที แต่เขากลับนิ่งสงบประดุจขุนเขา ััพิเศษของเขารับรู้ถึง "กลิ่นอาย" ที่เย็นเยือกและบริสุทธิ์ประดุจหิมะที่กำลังจ้องมองเขามาจาก เงา มืดด้านหลังเสาศิลาต้นใหญ่ กลิ่นอายนั้นไม่ได้แฝงไปด้วยจิตสังหาร แต่มันเต็มไปด้วยความสอดส่องและความประหลาดใจ
“หากผู้มาเยือนมิได้มีเจตนาร้าย เหตุใดจึงต้องหลบซ่อนอยู่ในมุมมืดเล่า?” ลู่เฉินเอ่ยเสียงเรียบ น้ำเสียงของเขากังวานกึกก้องไปทั่วศาลเ้าที่เงียบสงัด
ความเงียบปกคลุมอยู่เพียงอึดใจ ก่อนที่จะมีเสียงฝีเท้าแ่เบาดุจขนนกตกลงบนพื้นหิมะ ร่างในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ค่อยๆ ก้าวออกมาจากความมืด แสงจากตะเกียงของลู่เฉินอาบไล้ลงบนร่างนั้น เผยให้เห็นสตรีโฉมสะคราญผู้หนึ่ง ใบหน้าของนางงดงามหมดจดประดุจเทพธิดาหิมะ ผิวพรรณขาวกระจ่างดุจหยกชั้นเลิศ ั์ตาสีน้ำเงินเข้มดุจท้องฟ้ายามราตรีจ้องมองมาที่เขาด้วยความฉงน
นางคือ เยี่ยจื่ออวิ๋น บุตรสาวแห่งเ้าเมืองชิงโจว
“เ้าเป็เพียงบัณฑิตปุถุชน แต่กลับััถึงตัวตนของข้าได้... ซ้ำยังมองออกว่าอักขระบนแผ่นหินนี้คือค่ายกลรักษาพรต เ้าเป็ใครกันแน่?” น้ำเสียงของนางเย็นเยือกแต่ไพเราะดุจเสียงพิณ์
ลู่เฉินประสานมือคารวะตามมารยาทบัณฑิตอย่างสง่างาม “ข้าน้อยลู่เฉิน เป็เพียงบัณฑิตพเนจรที่รับจ้างนายกองหวังมาคัดลอกจารึกเพื่อแลกกับหนังสือเดินทางเท่านั้น ส่วนเื่ที่มองออก... ปราชญ์กล่าวว่า 'ความตั้งใจจริงย่อมมองเห็นสิ่งที่ซ่อนเร้น' ข้าน้อยเพียงแค่สังเกตเห็นความสอดคล้องของลายเส้นเท่านั้นขอรับแม่นาง”
เยี่ยจื่ออวิ๋นหรี่ตาลง นางก้าวเดินเข้ามาใกล้แผ่นหินจารึก ทอด เงา ของนางเคียงคู่ไปกับลู่เฉินบนพื้นศาลเ้า “โกหก... บัณฑิตธรรมดาไม่มีทางฝนหมึกด้วยพลังิญญาได้ และไม่มีทางที่คนธรรมดาจะยืนอยู่หน้าค่ายกลที่กำลังพังทลายนี้ได้โดยไม่ถูกพลังสะท้อนกลับ”
นางหยุดยืนอยู่ห่างจากเขาเพียงสามก้าว กลิ่นหอมจางๆ คล้ายดอกเหมยเย็นจัดแผ่ออกมาปะทะกลิ่นอายพยัคฆ์ของลู่เฉิน “ข้าตามสืบเื่รอยร้าวของค่ายกลนี้มานานหลายเดือน ปรมาจารย์ค่ายกลในเมืองชิงโจวต่างบอกว่ามันเกินเยียวยา แต่เมื่อครู่... ข้าเห็นเ้ากำลังจะใช้พู่กัน 'ต่อเส้นชีพจร' ให้กับแผ่นหินนี้ เ้าจะบอกว่านั่นคือวิชาของบัณฑิตอย่างนั้นหรือ?”
ลู่เฉินคลี่ยิ้มจางๆ เขาไม่ได้ปฏิเสธหรือยอมรับ “ในตำราพิชัยากล่าวไว้ว่า การอุดรอยรั่วต้องใช้ความละเอียดประดุจการปักผ้า หากแม่นางเยี่ย้าพิสูจน์ เหตุใดไม่ลองให้ข้าน้อยแสดงฝีมือดูเล่า? อย่างไรเสีย... หากข้าทำพลาด พลังสะท้อนกลับย่อมทำลายข้าเพียงคนเดียว”
เยี่ยจื่ออวิ๋นจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาสีอำพันของลู่เฉิน นางััได้ถึงความเชื่อมั่นที่ไม่มีในตัวปัญญาชนทั่วไป และที่สำคัญ นางััได้ถึงพลังบางอย่างที่ดูดุดันและยิ่งใหญ่เกินกว่าระดับกลั่นลมปราณขั้นที่ 1 จะมีได้ “ก็ได้... หากเ้าซ่อมแซมอักขระตัวที่เก้าได้ ข้าจะเชื่อว่าเ้ามีปัญญาเหนือปราชญ์ทั่วไป”
ลู่เฉินพยักหน้าเล็กน้อย เขาจุ่มพู่กันลงในหมึกที่ฝนไว้ สมาธิของเขาจดจ่ออยู่ที่รอยร้าวบนแผ่นหินที่ดูคล้ายัขาดสรีระ ในมโนภาพของเขา พยัคฆ์จากัวร์ากำลังกางกรงเล็บออกเพื่อ 'ยึดเหนี่ยว' พลังงานที่กำลังรั่วไหล ลู่เฉินเริ่มตวัดพู่กันลงบนแผ่นหินอย่างรวดเร็ว
“ฉับ!”
ปลายพู่กันที่ดูอ่อนนุ่มกลับมีน้ำหนักหนักแน่นประดุจกระบี่เหล็กกล้า ลวดลายที่ลู่เฉินวาดลงไปไม่ใช่การคัดลอกตัวอักษรเดิม แต่เป็การสร้าง "เส้นทางไหลเวียนใหม่" ให้กับลมปราณธรรมชาติที่ติดขัดอยู่ภายใน เยี่ยจื่ออวิ๋นมองดูด้วยความตกตะลึง นางเห็นตัวอักษรที่ลู่เฉินเขียนเริ่มเร่งแสงสีอำพันสว่างวาบขึ้นมา มันดูดซับเอาไอเย็นรอบๆ ศาลเ้าเข้าไป และเริ่มเชื่อมต่อรอยร้าวของหินจารึกเข้าด้วยกันอย่างปาฏิหาริย์
ทว่าในจังหวะนั้นเอง พื้นศาลเ้าพลันสั่นะเื!
ค่ายกลโบราณที่ถูกทิ้งร้างมานาน เมื่อได้รับพลังงานกระตุ้นอย่างกะทันหัน มันได้ปลุก "องครักษ์ศิลา" ที่ฝังอยู่ใต้ดินขึ้นมาสี่ตน รูปปั้นหินในชุดเกราะโบราณที่ตั้งอยู่สี่มุมของศาลเ้าเริ่มมีแสงสีแดงฉานที่ดวงตา พวกมันขยับกายจนเกิดเสียงหินครูดกันบาดหู ทอด เงา ร่างั์เข้าปกคลุมลู่เฉินและเยี่ยจื่ออวิ๋น
“แย่แล้ว! การซ่อมแซมกระตุ้นกลไกป้องกัน!” เยี่ยจื่ออวิ๋นอุทาน นางชักกระบี่สั้นสีเงินยวงออกมา ลมปราณสายเหมันต์แผ่ออกมาจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งเกาะตามพื้น “เ้าตั้งสมาธิซ่อมแซมต่อไป! ข้าจะต้านพวกมันไว้เอง!”
ลู่เฉินไม่ได้หันไปมอง เขาเชื่อมั่นในความสามารถของหญิงสาวผู้นี้ที่น่าจะอยู่ระดับกลั่นลมปราณขั้นที่ 4-5 เป็อย่างน้อย ขณะที่เยี่ยจื่ออวิ๋นพุ่งทะยานเข้าหาองครักษ์ศิลาด้วยท่วงท่าที่สง่างามประดุจการร่ายรำท่ามกลางหิมะ ลู่เฉินก็ยังคงตวัดพู่กันต่อไปอย่างเยือกเย็น ทุกตัวอักษรที่เขาสลักลงไปยิ่งเพิ่มความมั่นคงให้กับค่ายกล
“ปัง! ปัง!”
เสียงกระบี่ปะทะกับร่างศิลาขนาดั์ดังสนั่น เยี่ยจื่ออวิ๋นเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของพวกมันไม่ให้เข้าใกล้ลู่เฉิน ทว่าองครักษ์ศิลานั้นแข็งแกร่งเกินคาด ผิวหินของพวกมันทนทานต่อลมปราณเหมันต์ของนางได้ดีเยี่ยม
ลู่เฉินััได้ถึงความกดดันที่เพิ่มขึ้น เขาตัดสินใจ "แอบช่วยเหลือ" โดยไม่ให้เป็ที่สังเกต ในขณะที่เขาวาดอักขระตัวสุดท้าย เขาได้แฝง "เจตจำนงสังหาร" ของพยัคฆ์จากัวร์ลงไปในหมึก แล้วตวัดหยดหมึกที่เหลือเพียงเล็กน้อยออกไปทางด้านหลัง
หยดหมึกขนาดจิ๋วนั้นพุ่งแหวกอากาศประดุจลูกเกาทัณฑ์ ปักเข้าที่ข้อต่อหัวเข่าขององครักษ์ศิลาตนหนึ่งที่กำลังจะฟาดง้าวใส่แผ่นหลังของเยี่ยจื่ออวิ๋น พลังจากัวร์ที่เข้มข้นะเิออกภายในรอยแยกเล็กๆ นั้น ทำให้ขาหินั์นั้นทรุดฮวบลงทันที
เยี่ยจื่ออวิ๋นฉวยโอกาสนั้นตวัดกระบี่ตัดศีรษะขององครักษ์ตนนั้นจนขาดกระเด็น นางรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่ศัตรูดูเหมือนจะ "เสียจังหวะ" ไปเอง แต่นางไม่มีเวลาคิดมาก เพราะลู่เฉินได้ลากเส้นพู่กันเส้นสุดท้ายเสร็จสิ้นพอดี
“ผนึก!”
ลู่เฉินตบฝ่ามือลงบนแผ่นหิน แสงสีอำพันะเิออกเป็วงกว้าง คลื่นพลังงานอันบริสุทธิ์แผ่กระจายไปทั่วศาลเ้า สยบความบ้าคลั่งขององครักษ์ศิลาที่เหลือให้กลับคืนสู่สภาพรูปปั้นนิ่งสนิทดังเดิม แสงไฟในศาลเ้าที่เคยวูบวาบกลับมาสว่างไสวอย่างมั่นคง ความมืดที่เคยน่ากลัวถูกขับไล่ออกไปเหลือเพียงความสงบสงัด
เยี่ยจื่ออวิ๋นเก็บกระบี่เข้าฝัก หายใจหอบเล็กน้อย นางหันมามองลู่เฉินที่บัดนี้ยืนปาดเหงื่อที่หน้าผาก (ซึ่งเขาแสร้งทำเป็เหนื่อยหอบจากการออกแรงเขียน) “เ้า... เ้าทำสำเร็จจริงๆ อักขระเซียนโบราณถูกเชื่อมต่อใหม่หมดสิ้น นี่มันไม่ใช่แค่การคัดลอก แต่มันคือการรังสรรค์ใหม่”
นางเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าเขา แววตานิ่งสงบที่เคยดูแคลนบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็ความยกย่องและสนใจอย่างลึกซึ้ง “ข้า เยี่ยจื่ออวิ๋น ขอยอมรับในสติปัญญาของเ้า บัณฑิตลู่... คนอย่างเ้าไม่ควรมาเดินร่อนเร่รับจ้างเขียนจดหมายอยู่ในตำบลเล็กๆ เช่นนี้”
ลู่เฉินประสานมือ “ข้าน้อยเพียงทำตามหน้าที่เพื่อแลกกับอาหารมื้อถัดไปเท่านั้นขอรับแม่นางเยี่ย”
“เ้าไม่ต้องถ่อมตัวไปมากกว่านี้แล้ว” เยี่ยจื่ออวิ๋นหยิบหยกสีฟ้าครามออกมาจากอกเสื้อ แล้วยื่นให้เขา “นี่คือหยกประจำตัวของข้า หากเ้าไปถึงเมืองชิงโจว จงนำสิ่งนี้ไปที่จวนเ้าเมือง ข้าจะจัดหาตำแหน่ง 'บัณฑิตที่ปรึกษา' ให้เ้า และที่นั่น... จะมีแหล่งความรู้ที่เ้า้ามากกว่าในตำราพื้นๆ เหล่านี้”
นางเดินผ่านเขาไปทางประตูศาลเ้า ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมของดอกเหมยที่ยังอบอวลอยู่ “และจงระวังตัวไว้ให้ดี... อักขระที่เ้าสลักไว้มีกลิ่นอายที่ข้าไม่เคยพบเห็นมาก่อน หากมีใครรู้ว่าเ้ามีความสามารถนี้ ชีวิตของเ้าจะไม่อาจอยู่อย่างสงบสุขแบบบัณฑิตได้อีกต่อไป”
ลู่เฉินมองตามแผ่นหลังที่สง่างามของนางจนหายลับไปในความมืด เงา ของเขาทอดยาวเคียงข้างไปกับแผ่นหินจารึกที่บัดนี้ดูทรงพลังและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าเดิม ชายหนุ่มก้มลงมองหยกในมือ รอยยิ้มที่มุมปากปรากฏขึ้นอย่างผู้ที่กุมชัยชนะไว้ในมือ
“ขอบคุณแม่นางเยี่ยที่ชี้แนะ... แต่นับจากวันที่ข้าได้รับสัญชาตญาณพยัคฆ์มา ชีวิตของข้าก็ไม่เคยรู้จักคำว่าสงบสุขอีกต่อไปแล้ว”
ลู่เฉินเก็บข้าวของใส่กล่องไม้ไผ่ เขาไม่ได้รีบร้อนเดินทางออกจากศาลเ้า แต่กลับนั่งลงขัดสมาธิเพื่อดูดซับพลังงานธรรมชาติที่หลั่งไหลออกมาจากค่ายกลที่เขาเพิ่งซ่อมแซม นี่คือรางวัลที่แท้จริงสำหรับการทำงานครั้งนี้ พลังิญญาอันบริสุทธิ์เริ่มถูกรีดเค้นเข้าสู่จุดตันเถียน เตรียมพร้อมสำหรับการทะลวงเข้าสู่ กลั่นลมปราณขั้นที่ 2 ในอีกไม่ช้า
การพบกันของบัณฑิตและบุตรีเ้าเมืองในครั้งนี้ คือฟันเฟืองชิ้นแรกที่เริ่มหมุนเข้าหากัน มรรคาแห่งเซียนของลู่เฉินบัดนี้ไม่ได้มีเพียงกรงเล็บพยัคฆ์ แต่ยังมีหมากกระดานใหญ่ที่เขากำลังจะเริ่มเดินในเมืองชิงโจว สถานที่ที่ความรู้และพลังจะตัดสินทุกสิ่ง