ริมฝีปากของอาโออิยังอุ่นอยู่เธอลืมตาขึ้นช้าๆ พร้อมรอยยิ้มบาง ๆ ที่ยังค้างอยู่บนใบหน้า ลมหายใจของมาซาอากิเหมือนยังอยู่ใกล้ๆ เธอเผลอยกปลายนิ้วแตะริมฝีปากตัวเองเบา ๆ แล้วหัวเราะในลำคอ “ฝันไปเองหรือเปล่านะ”เสียงนาฬิกาบนผนังเดินเป็จังหวะสม่ำเสมอ ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก กลิ่นผ้าห่มที่ตากแดดเมื่อสองวันก่อนยังอ่อนๆ อยู่รอบตัว ลมปลายฤดูหนาวลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาเย็นกว่าปกติ
เช้าแล้วสินะ หญิงสาวสูดลมหายใจลึกก่อนพลิกตัวไปทางหน้าต่างตามความเคยชิน เธอชอบตื่นก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ชอบมองยอดเขาที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากสีเทาเป็สีทอง ชอบดูควันจากปล่องไฟของแต่ละบ้าน ชอบนับว่าวันนี้นกจะเกาะต้นแอปเปิลกี่ตัวและถ้าวันไหนอากาศดีเธอจะรีบคว้ากล้องออกไปถ่ายแสงแรกของวัน ทุกเช้าเป็แบบนั้นมาตลอดวันนี้ก็ควรจะเป็แบบนั้นอาโออิทอดสายตาออกไป
เธอนอนนิ่งผ่านไปครู่หนึ่งรอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ จางลง วันนี้เมฆหนาจังเธอคิด เมื่อคืนหิมะคงตกต่อหญิงสาวกะพริบตาสองสามครั้งรอให้ดวงตาปรับตัวเหมือนเวลาตื่นเช้าในวันที่ฟ้ายังไม่สว่างแต่ความรู้สึกประหลาดยังคงอยู่เธอขยับตัวลุกนั่งผ้าห่มไหลลงมากองอยู่บนตัก ปลายนิ้วสางผมที่ยุ่งเพราะเพิ่งตื่นก่อนหันกลับไปทางหน้าต่างอีกครั้ง เงียบ ไม่มีอะไรเปลี่ยน อาโออิเม้มริมฝีปากหรือจะยังเช้ามากเธอหันศีรษะไปอีกทาง เสียงลมยังพัดผ่านชายคา เสียงนกตัวเล็กเริ่มร้องอยู่ไกล ๆ เสียงกาต้มน้ำจากชั้นล่างดังแ่ขึ้นมาแม่ตื่นแล้วทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามปกติ มีเพียงอย่างเดียวที่ไม่ปกติ
หญิงสาวยกมือขึ้นขยี้ตาแรงกว่าปกติเปลือกตาเริ่มอุ่นเธอหลับตานับหนึ่งถึงสามในใจ ก่อนลืมขึ้นอีกครั้งหัวใจเต้นแรงกว่าเดิมเล็กน้อย ไม่มีอะไรเปลี่ยนลมหายใจของเธอขาดห้วงไปครู่หนึ่งอาโออิยกมือขึ้นแตะหน้า แตะเปลือกตา แตะขนตา ทุกอย่างเหมือนเดิมไม่มีอาการเจ็บ ไม่มีอาการปวดไม่มีน้ำตา ไม่มีอะไรเลย
หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคอช้าๆ ไม่สิ...เมื่อคืนคงเหนื่อยเกินไปเธอรีบปลอบตัวเอง หมอบอกแล้วนี่บางวันก็เป็มาก บางวันก็ดีขึ้นเดี๋ยวล้างหน้าพักสักนิดทุกอย่างก็คงกลับมาเหมือนเดิมใช่ไหม...คำถามนั้นไม่มีใครตอบมีเพียงเสียงนาฬิกาที่ยังคงเดินต่อ ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก
อาโออิค่อย ๆเลื่อนขาลงจากฟูกปลายเท้าแตะพื้นไม้เย็นเฉียบ เธอหยุดไม่ใช่เพราะความเย็นแต่เพราะจู่ๆ ก็รู้สึกว่าพื้นไม้วันนี้กว้างกว่าทุกวัน หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ ให้ตัวเอง “คิดอะไรแปลก ๆ” เธอยื่นมือออกไป
ปกติแล้วเพียงเอื้อมนิดเดียวก็จะถึงขอบตู้ไม้แต่ครั้งนี้ปลายนิ้วััเพียงอากาศเธอขยับไปอีกก้าวยังไม่ถึง อีกนิดจึงแตะถูกไม้เย็น ๆ ของตู้
อาโออินิ่งไปเพียงเสี้ยววินาทีก่อนฝืนยิ้ม“กะระยะพลาดเอง”
เธอพึมพำเบาๆ เหมือนกำลังเกลี้ยกล่อมเด็กคนหนึ่งแต่เด็กคนนั้นคือตัวเธอเอง หญิงสาวลูบสันตู้ไม้ไปเรื่อยๆ รอยบุ๋มเล็ก ๆที่เกิดจากตอนเด็กเอาของเล่นไปชนยังอยู่ตรงเดิมปลายนิ้วจำมันได้ทันทีจากนั้นจึงเลื่อนไปจนถึงกรอบประตูเสียงประตูไม้เลื่อนดังครืดเบาๆ ทันทีที่เปิดออกกลิ่นซุปมิโซะก็ลอยขึ้นมาจากชั้นล่าง กลิ่นปลาแห้ง สาหร่าย ต้นหอมและข้าวสวยที่เพิ่งหุงเสร็จชัดกว่าทุกเช้าอาโออิสูดหายใจเข้าโดยไม่รู้ตัว
“อาโออิ” เสียงแม่ดังขึ้นจากชั้นล่างอบอุ่นเหมือนทุกวัน “ตื่นแล้วหรือจ๊ะ”
หญิงสาวกำกรอบประตูแน่นเพียงครู่เดียวก่อนคลายมือออกเธอสูดลมหายใจเข้าลึกที่สุดเท่าที่เคยทำในชีวิตแล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงสดใสเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ตื่นแล้วค่ะ”
มีเพียงเธอเท่านั้นที่รู้ว่าเช้าวันนี้รอยยิ้มของตัวเองต้องใช้ความพยายามมากกว่าทุกวันที่ผ่านมา
อาโออิค่อย ๆปล่อยมือจากกรอบประตูปลายนิ้วยังลูบไปตามเนื้อไม้ช้า ๆ ก่อนเริ่มเดิน พื้นไม้ชั้นสองส่งเสียงเอี๊ยดเบาๆ ใต้ฝ่าเท้าเธอเคยนึกสนุกอยู่หลายครั้งว่าบ้านหลังนี้คงมีเสียงเป็ของตัวเอง แผ่นไม้แต่ละแผ่นร้องไม่เหมือนกันแผ่นหน้าห้องพ่อแม่จะเสียงทุ้มกว่า แผ่นตรงหัวบันไดจะดังสั้น ๆ ส่วนแผ่นที่เจ็ด...จะส่งเสียงยาวทุกครั้งที่เหยียบวันนี้มันก็ยังเป็แบบเดิมอาโออิยิ้มบาง ๆ แล้วเริ่มนับในใจ หนึ่ง...สอง...สาม... เสียงฝีเท้าของตัวเองดังสม่ำเสมอมือขวาเลื่อนไปตามผนังอย่างเป็ธรรมชาติ เธอไม่รู้ว่าตัวเองทำไปั้แ่เมื่อไรหรืออาจทำเพราะกำลังหาเหตุผลให้หัวใจสงบลงเมื่อมาถึงหัวบันไดหญิงสาวหยุดอีกครั้งนิ้วเรียวกำราวไม้แน่นไม้เย็นกว่าทุกวันอาจเพราะเมื่อคืนหิมะตกเธอค่อย ๆ ก้าวลงทีละขั้นเสียงรองเท้ากระทบไม้ดังชัดขึ้นในบ้านที่ยังเงียบ
“อรุณสวัสดิ์” เคนจิทักจากโต๊ะอาหารน้ำเสียงเรียบเหมือนทุกเช้า
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ” อาโออิตอบกลับทันที
เธอเดินไปตามเสียงของพ่อกลิ่นมิโซะหอมอุ่นลอยมาตามอากาศ กลิ่นปลาย่าง ต้นหอม ข้าวสวยและชาเขียว ทุกอย่างชัดเจนเสียจนเธอรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ใกล้กว่าความจริงปลายนิ้วแตะพนักเก้าอี้เธอดึงมันออกช้า ๆ ก่อนนั่งลงอย่างระมัดระวัง
มิซากิหันมองลูกสาวเงียบๆ เพียงเสี้ยววินาทีแล้วหันกลับไปตักซุปใส่ถ้วย “กินเยอะหน่อยนะ”
“ค่ะ” อาโออิรับถ้วยมาด้วยสองมือไอร้อนลอยขึ้นแตะปลายจมูก เธอเป่าช้า ๆ จิบคำแรกหญิงสาวชะงักปลายลิ้นรับรสได้ทันที
“แม่คะ”
“จ๊ะ”
“วันนี้ใส่โชยุเยอะกว่าปกติหรือเปล่า”
มือของมิซากิหยุดอยู่เหนือหม้อเคนจิเงยหน้าขึ้นทันที
“รู้ด้วยหรือ” แม่ถามยิ้ม ๆ
อาโออิพยักหน้า“นิดหนึ่งค่ะ อร่อยนะ”
มิซากิยิ้มตอบแต่ปลายนิ้วที่จับทัพพีกลับสั่นเล็กน้อยเมื่อเช้าเธอเผลอหยดโชยุเกินไปเพียงสองหยดตัวเธอเองยังแทบไม่รู้สึกแต่ลูกสาวกลับแยกออกเคนจิมองภรรยาเพียงครู่เดียวทั้งสองไม่พูดอะไรไม่จำเป็ต้องพูด เสียงตะเกียบกระทบถ้วยดังขึ้นแทนอาโออิกินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอพยายามทำทุกอย่างให้เหมือนเมื่อวาน ยกถ้วยเหมือนเดิมจับตะเกียบเหมือนเดิมแม้แต่จังหวะการเคี้ยวก็เหมือนเดิมแต่คนเป็แม่มองออก
ลูกสาวกำลัง“ระวัง” ทุกการเคลื่อนไหวมากกว่าปกติ
---
หลังอาหารเช้าอาโออิยกถ้วยเดินไปที่อ่างล้างจานก้าวแรกก้าวที่สอง ก้าวที่สาม เธอจำระยะได้แต่เมื่อจะวางถ้วยลงก้นถ้วยกลับกระทบขอบอ่าง กึกไม่แรงแต่ดังพอ
หญิงสาวรีบขยับใหม่“ขอโทษค่ะ”
เธอหัวเราะแห้งๆ “มือเปียก”
มิซากิรีบเดินเข้าไป“เดี๋ยวแม่ล้างเอง”
“ไม่เป็ไรค่ะ” อาโออิยิ้ม “หนูทำได้”
คำว่า“ทำได้” ทำให้ทั้งห้องครัวเงียบลง เคนจิวางหนังสือพิมพ์ลงช้า ๆ เขาเดินไปยืนข้างลูกสาวไม่ได้จับมือ ไม่ได้ช่วยถือถ้วย เพียงยืนอยู่ตรงนั้นเผื่อว่า...ถ้าเธอพลาดเขาจะรับไว้ทันอาโออิค่อย ๆ วางถ้วยลงอีกครั้งคราวนี้เบากว่าเดิม เมื่อแน่ใจว่าถ้วยอยู่บนอ่างแล้วเธอจึงถอนหายใจออกเบา ๆ เหมือนไม่มีใครได้ยินแต่ทั้งพ่อและแม่ได้ยินพร้อมกัน
เคนจิหันไปมองนาฬิกาบนผนังก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้“อีกชั่วโมงหนึ่งเราไปโรงพยาบาลกัน”
อาโออินิ่งปลายนิ้วที่กำผ้าเช็ดมือค่อยๆ บีบแน่น เธอรู้มาตลอดว่าวันนี้ต้องไปแต่เมื่อได้ยินพ่อพูดออกมาจริง ๆ หัวใจกลับหนักขึ้นอีกนิดหญิงสาวสูดลมหายใจเข้าก่อนหันไปยิ้มเป็รอยยิ้มเดียวกับที่ใช้มาตลอดหลายเดือนรอยยิ้มที่ทำให้ทุกคนเชื่อว่าเธอยังไม่เป็ไร
“ค่ะ” เธอตอบเบา ๆ “เดี๋ยวหนูไปเปลี่ยนชุดก่อน”
อาโออิเดินกลับไปทางบันไดช้ากว่าเดิมเล็กน้อยจนเสียงฝีเท้าค่อยๆ หายไปบนชั้นสอง เมื่อแน่ใจว่าลูกสาวเข้าห้องแล้วมิซากิจึงทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้เธอก้มหน้ากำชายผ้ากันเปื้อนแน่น
“คุณ...” น้ำเสียงแ่จนแทบไม่ได้ยิน
ชายสูงวัยยืนอยู่ข้างหน้าต่างมองลมหิมะที่พัดผ่านสวนแอปเปิลอยู่นานก่อนตอบเพียงสั้นๆ “อือ”
ไม่มีคำปลอบไม่มีน้ำตาแต่เช้าวันนั้นทั้งสองคนต่างเข้าใจตรงกันว่า...พวกเขาอาจกำลังจะสูญเสียทิวทัศน์สุดท้ายที่ลูกสาวจะได้เห็นตลอดชีวิต
---
ณบ้านเช่าของมาซาอากิ
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เมื่อมาซาอากิรับสายเสียงเคนจิก็ดังขึ้นเป็บทสนทนาสั้นมาก
“วันนี้...ช่วยมาที่โรงพยาบาลได้ไหม”
มาซาอากิไม่ถามเหตุผลเงียบไปเพียงวินาทีเดียว“ครับ”
---
หิมะเม็ดเล็กโปรยลงมาอีกครั้ง ไม่หนักพอจะกลบพื้นดินแต่เพียงพอให้หลังคาไม้ของบ้านทั้งหมู่บ้านขาวลงทีละน้อยอาโออิปิดกระดุมเสื้อโค้ตเม็ดสุดท้ายปลายนิ้วทำงานช้ากว่าปกติ เธอค่อย ๆไล่แตะกระดุมทีละเม็ด ตรวจซ้ำอีกครั้งว่าติดครบหรือยัง ก่อนยกผ้าพันคอขึ้นคล้องรอบคอผืนเดิมผืนที่มาซาอากิเคยหัวเราะว่าพันกี่ครั้งก็ยังดูยาวเกินไป หญิงสาวยิ้มออกมาเพียงนิดภาพเมื่อคืนย้อนกลับมาอีกครั้ง หิมะ ลมหายใจสีขาวและจูบแรกที่เธอไม่ทันตั้งตัว แก้มค่อยๆ อุ่นขึ้นเพียงครู่เดียวก่อนความจริงจะดึงเธอกลับมา เธอสูดลมหายใจลึกเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าสะพายที่แขวนอยู่ข้างประตูห้องสายหนังเสียดสีกับฝ่ามือเป็ััคุ้นเคยข้างในมีกระเป๋าสตางค์ ผ้าเช็ดหน้า ยาประจำตัวทุกอย่างยังอยู่ที่เดิมมีเพียงสิ่งเดียวที่เธอไม่ได้หยิบกล้องถ่ายรูป มันยังแขวนอยู่บนตะขอไม้ตรงผนังห้องเงียบงัน
อาโออิยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นทุกครั้งก่อนออกจากบ้านมือของเธอจะคว้ากล้องก่อนสิ่งอื่นเสมอ จนกลายเป็ความเคยชิน วันนี้ก็เช่นกันเธอเผลอยื่นมือออกไปปลายนิ้วแตะสายคล้องกล้องเบาๆ ที่เย็นจากอากาศยามเช้าหญิงสาวลูบมันช้า ๆ เหมือนกำลังปลอบเพื่อนเก่าคนหนึ่ง
“วันนี้...” เสียงของเธอเบาราวกระซิบ “รอฉันก่อนนะ”
เธอค่อยๆปล่อยมือแล้วหันหลังให้เป็ครั้งแรกในรอบหลายปีที่อาโออิออกจากห้องโดยไม่มีกล้องติดตัวเสียงประตูเลื่อนเปิดออกอีกครั้ง กลิ่นซุปมิโซะยังอวลอยู่ทั่วบ้าน เคนจิสวมเสื้อกันหนาวเสร็จพอดีเขาหยิบกุญแจรถจากชั้นวางทำทุกอย่างเหมือนเช้าวันนัดตรวจทั่วไป มิซากิเดินเข้ามาจัดปกเสื้อของลูกสาวเหมือนที่ทำมาั้แ่เธอยังเรียนประถม
“หนาวไหม”
อาโออิส่ายหน้า“ไม่ค่ะ”
มิซากิใช้นิ้วลูบปลายผ้าพันคอให้เข้าที่ก่อนยิ้มบางๆ “เสร็จแล้ว”
หญิงสาวยิ้มตอบ“ขอบคุณค่ะ”
ทั้งสองมองหน้ากันเพียงครู่เดียวไม่มีใครพูดอะไรต่อเพราะต่างกลัวว่าหากพูดอีกเพียงประโยคเดียวรอยยิ้มที่พยายามรักษาไว้จะพังลงเคนจิเปิดประตูบ้านลมเย็นพัดเข้ามาทันที ระฆังลมเหนือชายคาสั่นเบา ๆ กรุ๊ง...กรุ๊ง...อาโออิหยุดฟังเสียงเดียวกันที่ดังอยู่ทุกฤดูแต่เช้าวันนี้เธอเพิ่งสังเกตว่าเสียงของมันเอนมาทางซ้ายมากกว่าเดิมแปลว่าลมพัดมาจากูเาหิมะคงยังไม่หยุดหญิงสาวสูดลมหายใจเข้าอากาศเย็นจัดจนปลายจมูกชา แต่กลิ่นของสวนแอปเปิลยังลอยมากับสายลมจางๆ หวานนิด ๆ เหมือนทุกเช้า
เธอก้าวออกจากบ้านรองเท้าเหยียบหิมะบางๆ เกิดเสียงกรอบแกรบใต้ฝ่าเท้าเสียงนี้...เธอชอบมาั้แ่เด็กทุกฤดูหนาวจะตั้งใจเดินช้าๆ เพียงเพื่อฟังมันวันนี้ก็เหมือนกัน เธอหยุดฟังอีกครั้ง กรอบ...แกรบ...เสียงฝีเท้าอีกคู่ดังเข้ามาใกล้หนักกว่า มั่นคงกว่าเป็จังหวะที่เธอจำได้ พ่อเดินอยู่ด้านซ้าย แม่อยู่ด้านขวา ไม่มีใครบอกแต่ทั้งสามคนเดินช้าลงโดยพร้อมเพรียงเคนจิเปิดประตูรถเสียงโลหะกระทบเบา ๆ
“ระวังศีรษะ” เขาพูดตามความเคยชิน
อาโออิก้มตัวขึ้นนั่งอย่างเรียบร้อยมือค่อยๆ คลำหาสายเข็มขัดนิรภัย ครั้งแรกเธอจับพลาดปลายนิ้วแตะเพียงเบาะนั่งเธอหัวเราะเบาๆ ให้ตัวเอง ก่อนลองอีกครั้งคราวนี้จึงดึงสายเข็มขัดมาได้ แกร๊ก เสียงล็อกดังขึ้น
“เก่งเหมือนเดิม” เคนจิพูดพร้อมรอยยิ้ม
อาโออิยิ้มตอบ“แน่นอนอยู่แล้วค่ะ”
รถค่อยๆ เคลื่อนออกจากบ้าน เครื่องยนต์ทำงานแ่เบาล้อบดผ่านหิมะที่ละลายครึ่งหนึ่ง หญิงสาวหันหน้าไปทางหน้าต่างตามความเคยชินไม่มีใครรู้ว่าเธอกำลังมองอะไรหรืออาจไม่ได้มองอะไรเลยแต่เธอยังคงนั่งตรงนั้นเหมือนทุกครั้งราวกับกำลังส่งสายตาให้หมู่บ้านที่เธอรักเคนจิจับพวงมาลัยแน่นขึ้นเล็กน้อย มิซากิแอบมองลูกสาวจากกระจกหลังไม่มีคำพูดใดเกิดขึ้นตลอดหลายนาทีแรกของการเดินทางมีเพียงเสียงเครื่องยนต์ เสียงยางบดถนนและเสียงระฆังลมของบ้านทาคาฮาชิที่ค่อย ๆเบาลง เบาลง จนหายไปในที่สุด
รถแล่นผ่านถนนสายเดิมที่อาโออิรู้จักดีทุกเช้าเมื่อก่อน เธอจะนั่งมองทิวเขาที่ค่อย ๆ เคลื่อนผ่านกระจกหน้าต่างนับต้นสนต้นใหญ่ที่ตั้งอยู่ริมโค้งถนน มองลำธารที่สะท้อนแสงแดดและแวะมองร้านเบเกอรี่เล็ก ๆ ตรงสี่แยกซึ่งมักจะมีขนมปังออกจากเตาพอดี เช้าวันนี้เธอไม่ได้พูดถึงสิ่งเ่าั้เลยเคนจิขับรถเงียบ ๆ มิซากินั่งเบาะหลังลูกสาวมือกำชายเสื้อโค้ตแน่นตลอดทาง
เมื่อรถเลี้ยวเข้าลานจอดของโรงพยาบาลเสียงกรวดใต้ล้อเปลี่ยนเป็เสียงยางเสียดสีกับพื้นคอนกรีตเรียบ
อาโออิยิ้มบางๆ “ถึงแล้วใช่ไหมคะ”
เคนจิหันมามอง“อือ”
หญิงสาวพยักหน้าเบาๆ “หนูเดาได้”
เธอเปิดประตูรถเองปลายรองเท้าแตะพื้น อากาศหน้าทางเข้าอุ่นกว่าด้านนอกเล็กน้อยกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ลอยมากับลมจากเครื่องปรับอากาศ กลิ่นนี้เธอจำได้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเธอเดินเข้าที่นี่นับครั้งไม่ถ้วนเพียงแต่วันนี้ทุกย่างก้าวช้ากว่าเดิม เคนจิเดินอยู่ด้านซ้ายมิซากิอยู่ด้านขวา ไม่มีใครแตะตัวเธอแต่ทั้งคู่เดินใกล้กว่าทุกครั้ง
---
ห้องตรวจยังคงเหมือนเดิมเสียงเครื่องปรับอากาศดังสม่ำเสมอ เสียงพลิกแฟ้มเวชระเบียน เสียงปากกากระทบโต๊ะเบาๆ หมอซาโต้เงยหน้าขึ้นรอยยิ้มที่เคยต้อนรับอาโออิทุกครั้งวันนี้กลับบางลง
“อรุณสวัสดิ์”
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ คุณหมอ”
หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงสดใสเหมือนเดิมเธอนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิมเก้าอี้ตัวที่เธอนั่งมาั้แ่ยังเรียนมัธยม
หมอซาโต้เปิดแฟ้มแต่ยังไม่พูดอะไรความเงียบยาวอยู่หลายวินาทีสุดท้ายอาโออิเป็ฝ่ายทำลายมันก่อน
“วันนี้...” เธอหัวเราะเบา ๆ “หนูไม่ต้องตรวจแล้วใช่ไหมคะ”
หมอค่อยๆ วางปากกาลง “ยังตรวจเหมือนเดิมแต่...”
อาโออิเม้มริมฝีปาก
“หมอว่าผลคงไม่เปลี่ยนแล้ว”
ไม่มีใครตอบทันทีเคนจิก้มมองพื้น มิซากิหลับตาลงช้า ๆ
หมอซาโต้ถอนหายใจแ่เบา“เมื่อคืน...”
เขาเลือกใช้คำอย่างระมัดระวัง“เริ่มมองไม่เห็นทั้งหมดแล้วใช่ไหม”
อาโออิพยักหน้าครั้งเดียวไม่มีน้ำตา ไม่มีเสียงสะอื้น เหมือนกำลังตอบคำถามธรรมดา
“ค่ะ”
หมอปิดแฟ้มทั้งห้องเหลือเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเขาไม่รีบอธิบายผลตรวจ ไม่รีบพูดปลอบเพราะรู้ดีว่า
ไม่มีคำไหนช่วยให้เื่นี้เบาลงได้
“อาโออิ”
หญิงสาวเงยหน้าตามเสียง
“ผมเสียใจด้วย”
ประโยคสั้นๆ ไม่มีศัพท์ทางการแพทย์ ไม่มีคำว่าเปอร์เซ็นต์ ไม่มีตัวเลขมีเพียงความจริงที่ทุกคนต่างรอหลีกเลี่ยงมาตลอดหลายปี
หญิงสาวนั่งเงียบก่อนยิ้มบางๆ “คุณหมอคะ”
“ครับ”
“ถ้าหนูยังจำสีพระอาทิตย์ตกได้” เธอหยุดเพียงครู่เหมือนกำลังมองภาพนั้นอยู่ในความทรงจำ
“แบบนั้น...ถือว่าหนูยังเห็นมันอยู่ไหม”
หมอซาโต้มองเธอนิ่งคำถามนี้ไม่มีอยู่ในตำราแพทย์เขาใช้เวลาคิดอยู่นานก่อนตอบช้า ๆ
“ผมคิดว่า...” รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏบนใบหน้าของเขา “ตราบใดที่คุณยังจำมันได้พระอาทิตย์ตกดวงนั้นก็ยังอยู่”
อาโออิหลุบหน้าลงริมฝีปากค่อยๆ ยกขึ้นเป็รอยยิ้มเล็กที่สุดั้แ่เช้า
“โล่งจัง” เธอพึมพำเบา ๆ “หนูนึกว่าจะลืมมันเสียแล้ว”
คำพูดนั้นทำให้มิซากิยกมือขึ้นปิดปากเคนจิหลับตาลงช้า ๆ ส่วนหมอซาโต้เพียงนั่งเงียบ ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ของมัน ผ่านไปพักใหญ่หมอจึงเลื่อนเอกสารอีกชุดหนึ่งออกมาไม่ใช่ผลตรวจแต่เป็แผ่นพับเกี่ยวกับการฝึกใช้ชีวิตของผู้พิการทางสายตา
“จากนี้...” เขาพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคง “เราจะเริ่มเรียนรู้โลกอีกแบบด้วยกัน”
อาโออิค่อยๆ เอื้อมมือไปรับเอกสารปลายนิ้วแตะกระดาษเบา ๆ ก่อนยิ้ม “ค่ะ”
“งั้น...” เธอสูดลมหายใจลึก “ฝากตัวด้วยนะคะ”
ไม่มีคำว่าจบไม่มีคำว่าแพ้ มีเพียงประโยคธรรมดาของหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่
ประตูห้องตรวจค่อย ๆปิดลงเื้ั เสียงล็อกดังเบา ๆ อาโออิยังถือแผ่นพับไว้แนบอกนิ้วเรียวลูบสันกระดาษช้าๆ ราวกับกำลังพยายามทำความคุ้นเคยกับชีวิตบทใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น เคนจิเดินนำออกมามิซากิเดินเคียงลูกสาวไม่มีใครพูดอะไร เสียงประกาศเรียกคนไข้ดังขึ้นเป็ระยะ เสียงรถเข็นแล่นผ่านเสียงเด็กเล็กหัวเราะอยู่ไกล ๆ โลกยังดำเนินต่อไปเหมือนเช้าวันนี้ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง
---
เมื่อเดินมาถึงทางลาดหน้าประตูอาคารอาโออิหยุดกะทันหันเธอจำได้ว่าตรงนี้มีพื้นต่างระดับเล็กน้อยทุกครั้งที่ผ่านมาเธอเพียงมองแล้วก็ก้าวข้ามแต่วันนี้...เธอไม่แน่ใจว่ามันอยู่ตรงไหนปลายเท้าลองเขี่ยไปข้างหน้าเบาๆ ยังไม่ทันก้าวเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหน้า สงบนิ่ง อบอุ่นและคุ้นเคยเหลือเกิน“อีกก้าว”
อาโออินิ่งไปลมหายใจที่ตึงมาตลอดทั้งเช้าสะดุดเพียงเสี้ยววินาทีเธอหันหน้าไปตามต้นเสียงโดยอัตโนมัติแม้จะไม่เห็นอะไรริมฝีปากกลับค่อย ๆยกขึ้นเป็รอยยิ้มแรกที่เกิดขึ้นเองจริง ๆ ั้แ่ลืมตาในเช้าวันนี้
“คุณคุโรคาวะ”
มาซาอากิยืนอยู่ไม่ไกลเสื้อโค้ตสีเข้มมีเกล็ดหิมะเกาะบาง ๆ บนไหล่ ในมือยังถือแก้วกาแฟอุ่นที่แทบไม่ได้แตะ
เขายิ้มบางๆ “ครับ”
อาโออิก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าวปลายรองเท้าััพื้นราบพอดีเธอหัวเราะเบาๆ
“ผ่านแล้ว”
“อือ” คำตอบสั้น ๆ เหมือนทุกครั้ง
เคนจิมองภาพตรงหน้าเงียบๆ ก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ “พ่อโทรหาเขา”
อาโออิหันไปทางเสียงพ่อหญิงสาวเม้มริมฝีปากก่อนหันกลับมาทางเดิม
“ทำไมไม่บอกหนู”
มาซาอากิยักไหล่น้อยๆ “ถ้าบอกก่อนมันคงไม่เซอร์ไพรส์”
อาโออิหลุดหัวเราะเสียงหัวเราะสั้นๆ แต่ทำให้มิซากิที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แอบยกมือขึ้นเช็ดหางตา บรรยากาศที่หนักอึ้งมาตลอดเช้าเหมือนได้คลายลงเพียงนิดเดียว
อาโออิสูดลมหายใจลึกก่อนหันไปหาพ่อ“พ่อคะ”
“ว่าไง”
“วันนี้...” เธอเว้นจังหวะ “พ่อต้องไปซื้อของต่ออีกงั้นหนูขอกลับบ้านกับคุณคุโรคาวะได้ไหม”
เคนจิมองลูกสาวนิ่ง“อยากนั่งรถบัสเหรอ”
“ค่ะ” อาโออิพยักหน้า
“หนูอยากลองยังไงสักวัน...” เธอยิ้มบาง ๆ “หนูก็ต้องเริ่มอยู่ดี”
คำตอบนั้นทำให้ทั้งพ่อและแม่เงียบไปไม่ใช่เพราะไม่อยากให้ไปแต่เพราะเพิ่งตระหนักว่าลูกสาวกำลังพยายามก้าวเข้าสู่ชีวิตใหม่ด้วยตัวเองเคนจิหันไปมองมาซาอากิชายหนุ่มสบตาเขาอย่างสงบนิ่ง ไม่มีคำสัญญา ไม่มีคำพูดสวยหรูเพียงพยักหน้าครั้งเดียว
เคนจิจึงพยักหน้าตอบ“ได้”
อาโออิยิ้มกว้างขึ้น“ขอบคุณค่ะ”
มิซากิเดินเข้ามาจัดผ้าพันคอให้ลูกสาวปลายนิ้วลูบปกเสื้อเบาๆ ทั้งที่ทุกอย่างเรียบร้อยอยู่แล้ว
“ถึงบ้านแล้วโทรมานะ”
“ค่ะ”
“ถ้าหนาวก็เข้าร้านกาแฟก่อน”
“ค่ะ”
“แล้ว...” มิซากิหยุดสุดท้ายกลับยิ้มแทนคำพูดทั้งหมด
อาโออิเอื้อมมือไปจับมือแม่บีบเบาๆ เพียงครั้งเดียว เคนจิล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อหยิบพวงกุญแจบ้านออกมาตามความเคยชินก่อนชะงักเขาหัวเราะเบาๆ แล้วเก็บมันกลับเข้าไป
อาโออิเอียงศีรษะ“มีอะไรเหรอคะ”
“ไม่มีอะไร” เคนจิยิ้ม “พ่อนึกว่าจะให้กุญแจบ้าน”
เขาหันไปมองมาซาอากิ“แต่ลืมไป...นายมีกุญแจอยู่แล้ว”
มาซาอากิชะงักไปนิดก่อนโค้งศีรษะอย่างเงียบๆ ไม่มีใครพูดต่อแต่ประโยคนั้นทำให้คำว่า “ครอบครัว” มีความหมายเพิ่มขึ้นอีกนิด
เคนจิตบไหล่ชายหนุ่มเบาๆ “ขับรถกลับดี ๆ”
มาซาอากิยิ้ม“พวกเราจะนั่งรถบัสครับ”
เคนจิเลิกคิ้วก่อนหัวเราะออกมา“จริงสิ งั้นอย่าพลาดเที่ยวล่ะ”
“ครับ”
ทั้งสี่คนหัวเราะพร้อมกันเป็เสียงหัวเราะที่เบาที่สุดแต่มีค่าที่สุดนับั้แ่เช้าวันนั้น
ไม่นานนักรถของเคนจิกับมิซากิก็ค่อยๆ เคลื่อนออกจากลานจอด อาโออิยกมือโบกตามเสียงเครื่องยนต์จนมันค่อย ๆ ห่างออกไป เมื่อความเงียบกลับมามาซาอากิจึงก้าวมาอยู่ข้างเธอไม่ได้จับมือ ไม่ได้ประคองเพียงยืนอยู่เคียงกัน
“ไปกันไหม” เขาถาม
อาโออิพยักหน้า“ไปค่ะ”
ทั้งสองเดินออกจากโรงพยาบาลช้าๆ ลมหิมะพัดผ่านใบหน้าเกล็ดหิมะตกแ่จนแทบไม่ได้ยิน เมื่อเดินถึงป้ายรถประจำทางอาโออิหยุดฟังอยู่ครู่หนึ่ง
“คุณคุโรคาวะ”
“ครับ”
“วันนี้หิมะยังตกอยู่ใช่ไหม”
มาซาอากิเงยหน้ามองท้องฟ้าเกล็ดสีขาวยังค่อยๆ ลอยลงมาไม่ขาดสาย
“อือ”
“ยังตกอยู่”
หญิงสาวยิ้มคราวนี้เป็รอยยิ้มที่ผ่อนคลายกว่าทุกครั้ง
“ดีจัง ฉันชอบเสียงวันที่หิมะตก”
มาซาอากิหันมองเธอ“หิมะมีเสียงด้วยเหรอ”
“มีสิ” อาโออิยิ้ม “เวลาหิมะตกโลกทั้งใบจะเงียบลงเหมือนมีใครเอาผ้าห่มผืนใหญ่มาห่มให้”
มาซาอากิเงียบไปตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาเฝ้ามองหิมะนับครั้งไม่ถ้วนแต่เพิ่งรู้ในวันนี้เองว่าบางครั้ง...หิมะไม่ได้มีไว้ดูแต่มีไว้ฟัง
---
รถประจำทางสายเล็กแล่นมาจอดตรงป้ายด้วยเสียงเครื่องยนต์แ่เบาประตูเปิดออกพร้อมเสียงลมอัด คนขับรถชะโงกหน้าออกมามองก่อนจะยิ้มทันทีเมื่อจำทั้งสองคนได้
“วันนี้มาด้วยกันอีกแล้วนะ”
มาซาอากิโค้งศีรษะเล็กน้อย“สวัสดีครับ”
อาโออิยิ้มตามเสียง“สวัสดีค่ะ”
“อ้าว...หนูอาโออิ” คนขับหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “วันนี้ไม่สะพายกล้องเหรอ”
ปลายนิ้วของอาโออิที่กำสายกระเป๋าอยู่ชะงักไปเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะยิ้มเหมือนเดิม“วันนี้พักเขาบ้างค่ะ”
“ฮ่า ๆ ก็ดี ให้กล้องได้หยุดงานบ้าง” คนขับหัวเราะโดยไม่รู้เลยว่าประโยคธรรมดานั้นทำให้มาซาอากิหลุบตาลงช้า ๆ
อาโออิกลับหัวเราะตาม“ใช่ค่ะทำงานหนักกว่าหนูอีก”
บรรยากาศผ่อนคลายลงมาซาอากิก้าวขึ้นรถก่อนจากนั้นหันกลับมาไม่ได้ยื่นมือเพียงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ
“อีกก้าว”
อาโออิยกปลายเท้าสูงขึ้นเล็กน้อยรองเท้าข้ามขั้นรถได้พอดี
เธอหัวเราะเบาๆ “เริ่มชอบคำนี้แล้วสิ”
“คำไหน”
“'อีกก้าว'“
มาซาอากิยิ้ม“งั้นผมคงต้องพูดอีกหลายครั้ง”
“คงอย่างนั้นค่ะ”
ทั้งสองเดินเข้าไปนั่งเบาะท้ายรถฝั่งซ้ายเบาะเดิมที่เคยนั่งด้วยกันหลายครั้ง รถค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากป้าย เครื่องยนต์สั่นเบาๆ ใต้พื้นรถ อาโออิหันหน้าไปทางหน้าต่างตามความเคยชิน เธอไม่ได้ฝืนเปลี่ยนเพราะแม้จะมองไม่เห็นเธอก็ยังรู้ว่าข้างนอกอยู่ตรงนั้นเธอเพียงเปลี่ยนวิธีรับรู้มัน
---
มาซาอากิมองออกไปนอกหน้าต่างหมู่บ้านเล็ก ๆ ค่อย ๆ เคลื่อนผ่านหิมะเกาะหลังคาบ้านเป็หย่อม ๆ คุณยายร้านดอกไม้กำลังกวาดหิมะหน้าร้านเด็กประถมสองคนกำลังปาหิมะใส่กัน ควันสีขาวลอยขึ้นจากปล่องไฟของร้านราเม็ง เขาเงียบอยู่พักหนึ่งก่อนพูดขึ้น
“ร้านเบเกอรี่เปิดแล้ว”
อาโออิหันมายิ้ม“กลิ่นขนมปังมาแล้วเหรอ”
มาซาอากิสูดลมหายใจก่อนหัวเราะ“ผมยังไม่ได้กลิ่นแต่เห็นเ้าของร้านยกถาดขนมออกมาวาง”
หญิงสาวหัวเราะเบาๆ “งั้นอีกเดี๋ยวก็ได้กลิ่น”
อึดใจเดียวต่อมากลิ่นเนยอุ่น ๆ ก็ลอยเข้ามาทางช่องหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้
อาโออิสูดลมหายใจลึก“มาแล้ว”
มาซาอากิยิ้ม“คราวนี้คุณชนะ”
“ไม่ได้ชนะ” เธอส่ายหน้า “เราแค่เห็นคนละแบบ”
คำตอบนั้นทำให้มาซาอากินิ่งไปใช่...ไม่ได้มีใครมองเห็นมากกว่าหรือน้อยกว่าเพียงแต่ต่างคนต่างรับรู้โลกในแบบของตัวเองรถแล่นผ่านสะพานเล็กเหนือธารน้ำ เสียงน้ำไหลดังลอดเข้ามา
อาโออิเอียงศีรษะฟัง“น้ำแรงขึ้นเมื่อคืนหิมะละลาย”
มาซาอากิพยักหน้า“ใช่ น้ำสูงกว่าเมื่อวานนิดหนึ่ง”
หญิงสาวยิ้มอย่างพอใจ“คิดไว้แล้ว”
เขาหันมองเธอ“คุณเดาเก่งขึ้นนะ”
อาโออิส่ายหน้า“ไม่ใช่เดา”
เธอแตะปลายนิ้วลงบนขอบหน้าต่างเบาๆ “ฟังต่างหาก เสียงน้ำวันนี้หนักกว่า ลมก็ชื้นกว่าแปลว่าหิมะเริ่มละลาย”
มาซาอากิเงียบเขามองลำธารอีกครั้งภาพเดิมที่เห็นมาตลอดหลายเดือนกลับเปลี่ยนความหมายไป เขาใช้ดวงตาส่วนอาโออิใช้หัวใจทั้งหมดฟังมันรถค่อย ๆชะลอความเร็วเสียงเบรกดังแ่มีหญิงชราคนหนึ่งขึ้นมาบนรถเธอหันมาทางท้ายรถทันที
“อ้าว อาโออิจัง”
หญิงสาวยิ้มกว้าง“สวัสดีค่ะ คุณยาย”
“วันนี้อากาศหนาวนะ”
“ค่ะ”
“ดูแลตัวเองด้วย”
“ค่ะ”
บทสนทนาสั้นๆ จบลงเพียงเท่านั้น ไม่มีใครถามเื่ดวงตา ไม่มีใครแสดงความสงสารทุกคนยังคุยกับเธอเหมือนเดิมอาโออิผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ เบาจนแทบไม่ได้ยินแต่ครั้งนี้มาซาอากิได้ยิน เขาไม่ได้หันไปมองเพียงนั่งอยู่ข้างๆ เหมือนเดิมและนั่นก็เพียงพอแล้ว รถยังคงแล่นต่อไปท่ามกลางหิมะที่โปรยบาง ๆ หมู่บ้านเล็กๆ ยังคงเป็หมู่บ้านเดิมแต่สำหรับอาโออิโลกกำลังเริ่มเปิดประตูบานใหม่อย่างช้า ๆ ทีละเสียงทีละกลิ่น ทีละก้าว
รถประจำทางค่อย ๆแล่นเข้าสู่หมู่บ้านเครื่องยนต์ส่งเสียงแ่ลงเมื่อความเร็วลดลง สองข้างทางเริ่มคุ้นเคยมากขึ้นมาซาอากิมองออกไปนอกหน้าต่าง
“ร้านขายดอกไม้เปิดแล้ว” เขาพูดขึ้นเบา ๆ “คุณยายกำลังเอาต้นไซคลาเมนออกมาตั้งหน้าร้าน”
อาโออิยิ้ม“วันนี้คงขายดี”
“ทำไมคิดอย่างนั้น”
“เมื่อคืนหิมะตก” เธอหัวเราะเบา ๆ “คนในหมู่บ้านชอบซื้อดอกไม้เวลาหิมะตก”
มาซาอากิหันมองเธอก่อนหัวเราะตาม“คุณนี่...จำทุกอย่างจริง ๆ”
“ก็เคยเห็นนี่คะ” หญิงสาวตอบเรียบ ๆ “ถึงตอนนี้จะไม่ได้เห็นแล้วแต่ความทรงจำยังอยู่”
รถเลี้ยวผ่านสะพานเล็กเสียงลำธารดังชัดขึ้น
อาโออิเอียงศีรษะฟังริมฝีปากค่อยๆ ยกขึ้น “ถึงสะพานแล้ว”
“อือ”
“อีกสองป้ายก็ถึงบ้าน”
มาซาอากิพยักหน้าเธอจำได้แม่นยำกว่าที่เขาคิดไม่ใช่จากภาพแต่จากเสียงของหมู่บ้านทั้งหมู่บ้าน
---
เมื่อรถจอดที่ป้ายคนขับหันมายิ้ม“ถึงแล้ว”
มาซาอากิลุกขึ้นก่อนหันกลับมาหาอาโออิ“ลุกได้ไหม”
“ได้ค่ะ” หญิงสาวลุกขึ้นช้า ๆ มือแตะพนักเบาะเพียงครู่เดียวเพื่อรักษาสมดุล
เมื่อเดินมาถึงประตูรถมาซาอากิพูดด้วยน้ำเสียงเดิม“อีกก้าว”
อาโออิก้าวลงจากรถอย่างมั่นคงรองเท้าเหยียบพื้นหิมะบางๆ เสียงกรอบแกรบดังขึ้นใต้ฝ่าเท้า เธอยืนนิ่งสูดลมหายใจลึก กลิ่นแอปเปิลแห้งจากโรงเก็บผลผลิตลอยมาตามลมกลิ่นไม้สน กลิ่นควันไฟ กลิ่นดินเย็นหลังหิมะตกทั้งหมดหลอมรวมเป็กลิ่นเดียวเป็กลิ่นของบ้าน
หญิงสาวยิ้มออกมา“กลับมาแล้ว”
มาซาอากิไม่ได้ตอบเขาเพียงมองรอยยิ้มนั้นรอยยิ้มที่ต่างจากเมื่อเช้า เมื่อเช้า...เธอยิ้มเพื่อซ่อนความกลัวแต่ตอนนี้เธอยิ้มเพราะรู้ว่าตัวเองกลับถึงบ้านแล้วจริงๆ ทั้งสองเดินไปตามถนนสายเล็ก หิมะยังโปรยบาง ๆ ไม่มีใครรีบพูดปล่อยให้เสียงรองเท้าบนหิมะทำหน้าที่แทนบทสนทนา
ผ่านไปครู่หนึ่งอาโออิจึงเป็ฝ่ายเอ่ยขึ้น
“คุณคุโรคาวะ”
“ครับ”
“ขอบคุณนะ”
เขาหันมามอง“เื่อะไร”
หญิงสาวยิ้ม“ที่มา”
คำตอบสั้นเพียงสองพยางค์แต่ทำให้มาซาอากิเงียบไปเขาไม่ได้บอกว่าตัวเองรีบนั่งรถตามมาเร็วขนาดไหนเมื่อเคนจิโทรหา ไม่ได้บอกว่าเขานั่งรออยู่ปลายโถงโรงพยาบาลนานขนาดไหนั้แ่ก่อนเธอออกจากห้องตรวจ
เขาเพียงยิ้ม“ผมก็แค่มารับ”
อาโออิส่ายหน้าเบาๆ “ไม่ใช่” เธอหยุดเดินหันหน้าไปทางเสียงของเขา
“ตอนที่ได้ยินคำว่า...” เธอเว้นจังหวะ “'อีกก้าว'“
ริมฝีปากค่อยๆ ยกขึ้นอีกครั้ง “ฉันรู้เลยว่า...ฉันไม่ได้เดินคนเดียว”
ลมหิมะพัดผ่านระหว่างทั้งสองมาซาอากิไม่ตอบทันที เขาเพียงยืนอยู่ตรงนั้นก่อนพูดเบา ๆ
“ต่อจากนี้ถ้ามีพื้นต่างระดับ...ผมจะบอก”
อาโออิหัวเราะ“แล้วถ้าไม่มีล่ะ”
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ“ผมก็จะเดินข้าง ๆ”
หญิงสาวเม้มริมฝีปากหัวเราะทั้งน้ำตาโดยไม่มีเสียง“ดีจัง”
ทั้งสองเริ่มเดินอีกครั้งก้าวแรก ก้าวที่สอง ก้าวที่สาม ไม่มีใครจับมือใครแต่จังหวะการเดินของทั้งคู่ค่อย ๆกลายเป็จังหวะเดียวกัน เสียงระฆังลมหน้าบ้านหลังหนึ่งดังแ่ กรุ๊ง...กิ๊ง...
อาโออิหยุดฟังก่อนยิ้มอย่างอ่อนโยน“เสียงเพราะจัง”
มาซาอากิเงยหน้ามองระฆังแก้วที่แกว่งไหวตามแรงลมแล้วหันกลับมามองหญิงสาวข้างกายเป็ครั้งแรกที่เขาเข้าใจว่าบางทีการมองเห็นโลกอาจไม่ได้เริ่มจากดวงตาแต่อาจเริ่มจากการตั้งใจฟังมันจริงๆ