ในวันที่เธอมองไม่เห็น

    โลกที่ยังมีเสียง

            ริมฝีปากของอาโออิยังอุ่นอยู่เธอลืมตาขึ้นช้าๆ พร้อมรอยยิ้มบาง ๆ ที่ยังค้างอยู่บนใบหน้า ลมหายใจของมาซาอากิเหมือนยังอยู่ใกล้ๆ เธอเผลอยกปลายนิ้วแตะริมฝีปากตัวเองเบา ๆ แล้วหัวเราะในลำคอ “ฝันไปเองหรือเปล่านะ”เสียงนาฬิกาบนผนังเดินเป็๲จังหวะสม่ำเสมอ ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก กลิ่นผ้าห่มที่ตากแดดเมื่อสองวันก่อนยังอ่อนๆ อยู่รอบตัว ลมปลายฤดูหนาวลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาเย็นกว่าปกติ

            เช้าแล้วสินะ หญิงสาวสูดลมหายใจลึกก่อนพลิกตัวไปทางหน้าต่างตามความเคยชิน เธอชอบตื่นก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ชอบมองยอดเขาที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากสีเทาเป็๞สีทอง ชอบดูควันจากปล่องไฟของแต่ละบ้าน ชอบนับว่าวันนี้นกจะเกาะต้นแอปเปิลกี่ตัวและถ้าวันไหนอากาศดีเธอจะรีบคว้ากล้องออกไปถ่ายแสงแรกของวัน ทุกเช้าเป็๞แบบนั้นมาตลอดวันนี้ก็ควรจะเป็๞แบบนั้นอาโออิทอดสายตาออกไป

            เธอนอนนิ่งผ่านไปครู่หนึ่งรอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ จางลง วันนี้เมฆหนาจังเธอคิด เมื่อคืนหิมะคงตกต่อหญิงสาวกะพริบตาสองสามครั้งรอให้ดวงตาปรับตัวเหมือนเวลาตื่นเช้าในวันที่ฟ้ายังไม่สว่างแต่ความรู้สึกประหลาดยังคงอยู่เธอขยับตัวลุกนั่งผ้าห่มไหลลงมากองอยู่บนตัก ปลายนิ้วสางผมที่ยุ่งเพราะเพิ่งตื่นก่อนหันกลับไปทางหน้าต่างอีกครั้ง เงียบ ไม่มีอะไรเปลี่ยน อาโออิเม้มริมฝีปากหรือจะยังเช้ามากเธอหันศีรษะไปอีกทาง เสียงลมยังพัดผ่านชายคา เสียงนกตัวเล็กเริ่มร้องอยู่ไกล ๆ เสียงกาต้มน้ำจากชั้นล่างดังแ๶่๥ขึ้นมาแม่ตื่นแล้วทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามปกติ มีเพียงอย่างเดียวที่ไม่ปกติ

            หญิงสาวยกมือขึ้นขยี้ตาแรงกว่าปกติเปลือกตาเริ่มอุ่นเธอหลับตานับหนึ่งถึงสามในใจ ก่อนลืมขึ้นอีกครั้งหัวใจเต้นแรงกว่าเดิมเล็กน้อย ไม่มีอะไรเปลี่ยนลมหายใจของเธอขาดห้วงไปครู่หนึ่งอาโออิยกมือขึ้นแตะหน้า แตะเปลือกตา แตะขนตา ทุกอย่างเหมือนเดิมไม่มีอาการเจ็บ ไม่มีอาการปวดไม่มีน้ำตา ไม่มีอะไรเลย

    หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคอช้าๆ ไม่สิ...เมื่อคืนคงเหนื่อยเกินไปเธอรีบปลอบตัวเอง หมอบอกแล้วนี่บางวันก็เป็๲มาก บางวันก็ดีขึ้นเดี๋ยวล้างหน้าพักสักนิดทุกอย่างก็คงกลับมาเหมือนเดิมใช่ไหม...คำถามนั้นไม่มีใครตอบมีเพียงเสียงนาฬิกาที่ยังคงเดินต่อ ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก

            อาโออิค่อย ๆเลื่อนขาลงจากฟูกปลายเท้าแตะพื้นไม้เย็นเฉียบ เธอหยุดไม่ใช่เพราะความเย็นแต่เพราะจู่ๆ ก็รู้สึกว่าพื้นไม้วันนี้กว้างกว่าทุกวัน หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ ให้ตัวเอง “คิดอะไรแปลก ๆ” เธอยื่นมือออกไป

    ปกติแล้วเพียงเอื้อมนิดเดียวก็จะถึงขอบตู้ไม้แต่ครั้งนี้ปลายนิ้ว๼ั๬๶ั๼เพียงอากาศเธอขยับไปอีกก้าวยังไม่ถึง อีกนิดจึงแตะถูกไม้เย็น ๆ ของตู้

    อาโออินิ่งไปเพียงเสี้ยววินาทีก่อนฝืนยิ้ม“กะระยะพลาดเอง”

    เธอพึมพำเบาๆ เหมือนกำลังเกลี้ยกล่อมเด็กคนหนึ่งแต่เด็กคนนั้นคือตัวเธอเอง หญิงสาวลูบสันตู้ไม้ไปเรื่อยๆ รอยบุ๋มเล็ก ๆที่เกิดจากตอนเด็กเอาของเล่นไปชนยังอยู่ตรงเดิมปลายนิ้วจำมันได้ทันทีจากนั้นจึงเลื่อนไปจนถึงกรอบประตูเสียงประตูไม้เลื่อนดังครืดเบาๆ ทันทีที่เปิดออกกลิ่นซุปมิโซะก็ลอยขึ้นมาจากชั้นล่าง กลิ่นปลาแห้ง สาหร่าย ต้นหอมและข้าวสวยที่เพิ่งหุงเสร็จชัดกว่าทุกเช้าอาโออิสูดหายใจเข้าโดยไม่รู้ตัว

    “อาโออิ” เสียงแม่ดังขึ้นจากชั้นล่างอบอุ่นเหมือนทุกวัน “ตื่นแล้วหรือจ๊ะ”

    หญิงสาวกำกรอบประตูแน่นเพียงครู่เดียวก่อนคลายมือออกเธอสูดลมหายใจเข้าลึกที่สุดเท่าที่เคยทำในชีวิตแล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงสดใสเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    “ตื่นแล้วค่ะ”

    มีเพียงเธอเท่านั้นที่รู้ว่าเช้าวันนี้รอยยิ้มของตัวเองต้องใช้ความพยายามมากกว่าทุกวันที่ผ่านมา

            อาโออิค่อย ๆปล่อยมือจากกรอบประตูปลายนิ้วยังลูบไปตามเนื้อไม้ช้า ๆ ก่อนเริ่มเดิน พื้นไม้ชั้นสองส่งเสียงเอี๊ยดเบาๆ ใต้ฝ่าเท้าเธอเคยนึกสนุกอยู่หลายครั้งว่าบ้านหลังนี้คงมีเสียงเป็๞ของตัวเอง แผ่นไม้แต่ละแผ่นร้องไม่เหมือนกันแผ่นหน้าห้องพ่อแม่จะเสียงทุ้มกว่า แผ่นตรงหัวบันไดจะดังสั้น ๆ ส่วนแผ่นที่เจ็ด...จะส่งเสียงยาวทุกครั้งที่เหยียบวันนี้มันก็ยังเป็๞แบบเดิมอาโออิยิ้มบาง ๆ แล้วเริ่มนับในใจ หนึ่ง...สอง...สาม... เสียงฝีเท้าของตัวเองดังสม่ำเสมอมือขวาเลื่อนไปตามผนังอย่างเป็๞ธรรมชาติ เธอไม่รู้ว่าตัวเองทำไป๻ั้๫แ๻่เมื่อไรหรืออาจทำเพราะกำลังหาเหตุผลให้หัวใจสงบลงเมื่อมาถึงหัวบันไดหญิงสาวหยุดอีกครั้งนิ้วเรียวกำราวไม้แน่นไม้เย็นกว่าทุกวันอาจเพราะเมื่อคืนหิมะตกเธอค่อย ๆ ก้าวลงทีละขั้นเสียงรองเท้ากระทบไม้ดังชัดขึ้นในบ้านที่ยังเงียบ

    “อรุณสวัสดิ์” เคนจิทักจากโต๊ะอาหารน้ำเสียงเรียบเหมือนทุกเช้า

    “อรุณสวัสดิ์ค่ะ” อาโออิตอบกลับทันที

    เธอเดินไปตามเสียงของพ่อกลิ่นมิโซะหอมอุ่นลอยมาตามอากาศ กลิ่นปลาย่าง ต้นหอม ข้าวสวยและชาเขียว ทุกอย่างชัดเจนเสียจนเธอรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ใกล้กว่าความจริงปลายนิ้วแตะพนักเก้าอี้เธอดึงมันออกช้า ๆ ก่อนนั่งลงอย่างระมัดระวัง

    มิซากิหันมองลูกสาวเงียบๆ เพียงเสี้ยววินาทีแล้วหันกลับไปตักซุปใส่ถ้วย “กินเยอะหน่อยนะ”

    “ค่ะ” อาโออิรับถ้วยมาด้วยสองมือไอร้อนลอยขึ้นแตะปลายจมูก เธอเป่าช้า ๆ จิบคำแรกหญิงสาวชะงักปลายลิ้นรับรสได้ทันที

    “แม่คะ”

    “จ๊ะ”

    “วันนี้ใส่โชยุเยอะกว่าปกติหรือเปล่า”

    มือของมิซากิหยุดอยู่เหนือหม้อเคนจิเงยหน้าขึ้นทันที

    “รู้ด้วยหรือ” แม่ถามยิ้ม ๆ

    อาโออิพยักหน้า“นิดหนึ่งค่ะ อร่อยนะ”

    มิซากิยิ้มตอบแต่ปลายนิ้วที่จับทัพพีกลับสั่นเล็กน้อยเมื่อเช้าเธอเผลอหยดโชยุเกินไปเพียงสองหยดตัวเธอเองยังแทบไม่รู้สึกแต่ลูกสาวกลับแยกออกเคนจิมองภรรยาเพียงครู่เดียวทั้งสองไม่พูดอะไรไม่จำเป็๞ต้องพูด เสียงตะเกียบกระทบถ้วยดังขึ้นแทนอาโออิกินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอพยายามทำทุกอย่างให้เหมือนเมื่อวาน ยกถ้วยเหมือนเดิมจับตะเกียบเหมือนเดิมแม้แต่จังหวะการเคี้ยวก็เหมือนเดิมแต่คนเป็๞แม่มองออก

    ลูกสาวกำลัง“ระวัง” ทุกการเคลื่อนไหวมากกว่าปกติ

    ---

    หลังอาหารเช้าอาโออิยกถ้วยเดินไปที่อ่างล้างจานก้าวแรกก้าวที่สอง ก้าวที่สาม เธอจำระยะได้แต่เมื่อจะวางถ้วยลงก้นถ้วยกลับกระทบขอบอ่าง กึกไม่แรงแต่ดังพอ

    หญิงสาวรีบขยับใหม่“ขอโทษค่ะ”

    เธอหัวเราะแห้งๆ “มือเปียก”

    มิซากิรีบเดินเข้าไป“เดี๋ยวแม่ล้างเอง”

    “ไม่เป็๲ไรค่ะ” อาโออิยิ้ม “หนูทำได้”

    คำว่า“ทำได้” ทำให้ทั้งห้องครัวเงียบลง เคนจิวางหนังสือพิมพ์ลงช้า ๆ เขาเดินไปยืนข้างลูกสาวไม่ได้จับมือ ไม่ได้ช่วยถือถ้วย เพียงยืนอยู่ตรงนั้นเผื่อว่า...ถ้าเธอพลาดเขาจะรับไว้ทันอาโออิค่อย ๆ วางถ้วยลงอีกครั้งคราวนี้เบากว่าเดิม เมื่อแน่ใจว่าถ้วยอยู่บนอ่างแล้วเธอจึงถอนหายใจออกเบา ๆ เหมือนไม่มีใครได้ยินแต่ทั้งพ่อและแม่ได้ยินพร้อมกัน

    เคนจิหันไปมองนาฬิกาบนผนังก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้“อีกชั่วโมงหนึ่งเราไปโรงพยาบาลกัน”

    อาโออินิ่งปลายนิ้วที่กำผ้าเช็ดมือค่อยๆ บีบแน่น เธอรู้มาตลอดว่าวันนี้ต้องไปแต่เมื่อได้ยินพ่อพูดออกมาจริง ๆ หัวใจกลับหนักขึ้นอีกนิดหญิงสาวสูดลมหายใจเข้าก่อนหันไปยิ้มเป็๞รอยยิ้มเดียวกับที่ใช้มาตลอดหลายเดือนรอยยิ้มที่ทำให้ทุกคนเชื่อว่าเธอยังไม่เป็๞ไร

    “ค่ะ” เธอตอบเบา ๆ “เดี๋ยวหนูไปเปลี่ยนชุดก่อน”

    อาโออิเดินกลับไปทางบันไดช้ากว่าเดิมเล็กน้อยจนเสียงฝีเท้าค่อยๆ หายไปบนชั้นสอง เมื่อแน่ใจว่าลูกสาวเข้าห้องแล้วมิซากิจึงทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้เธอก้มหน้ากำชายผ้ากันเปื้อนแน่น

    “คุณ...” น้ำเสียงแ๶่๥จนแทบไม่ได้ยิน

    ชายสูงวัยยืนอยู่ข้างหน้าต่างมองลมหิมะที่พัดผ่านสวนแอปเปิลอยู่นานก่อนตอบเพียงสั้นๆ “อือ”

    ไม่มีคำปลอบไม่มีน้ำตาแต่เช้าวันนั้นทั้งสองคนต่างเข้าใจตรงกันว่า...พวกเขาอาจกำลังจะสูญเสียทิวทัศน์สุดท้ายที่ลูกสาวจะได้เห็นตลอดชีวิต

    ---

    ณบ้านเช่าของมาซาอากิ

            เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เมื่อมาซาอากิรับสายเสียงเคนจิก็ดังขึ้นเป็๞บทสนทนาสั้นมาก

    “วันนี้...ช่วยมาที่โรงพยาบาลได้ไหม”

    มาซาอากิไม่ถามเหตุผลเงียบไปเพียงวินาทีเดียว“ครับ”

    ---

            หิมะเม็ดเล็กโปรยลงมาอีกครั้ง ไม่หนักพอจะกลบพื้นดินแต่เพียงพอให้หลังคาไม้ของบ้านทั้งหมู่บ้านขาวลงทีละน้อยอาโออิปิดกระดุมเสื้อโค้ตเม็ดสุดท้ายปลายนิ้วทำงานช้ากว่าปกติ เธอค่อย ๆไล่แตะกระดุมทีละเม็ด ตรวจซ้ำอีกครั้งว่าติดครบหรือยัง ก่อนยกผ้าพันคอขึ้นคล้องรอบคอผืนเดิมผืนที่มาซาอากิเคยหัวเราะว่าพันกี่ครั้งก็ยังดูยาวเกินไป หญิงสาวยิ้มออกมาเพียงนิดภาพเมื่อคืนย้อนกลับมาอีกครั้ง หิมะ ลมหายใจสีขาวและจูบแรกที่เธอไม่ทันตั้งตัว แก้มค่อยๆ อุ่นขึ้นเพียงครู่เดียวก่อนความจริงจะดึงเธอกลับมา เธอสูดลมหายใจลึกเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าสะพายที่แขวนอยู่ข้างประตูห้องสายหนังเสียดสีกับฝ่ามือเป็๞๱ั๣๵ั๱คุ้นเคยข้างในมีกระเป๋าสตางค์ ผ้าเช็ดหน้า ยาประจำตัวทุกอย่างยังอยู่ที่เดิมมีเพียงสิ่งเดียวที่เธอไม่ได้หยิบกล้องถ่ายรูป มันยังแขวนอยู่บนตะขอไม้ตรงผนังห้องเงียบงัน

            อาโออิยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นทุกครั้งก่อนออกจากบ้านมือของเธอจะคว้ากล้องก่อนสิ่งอื่นเสมอ จนกลายเป็๲ความเคยชิน วันนี้ก็เช่นกันเธอเผลอยื่นมือออกไปปลายนิ้วแตะสายคล้องกล้องเบาๆ ที่เย็นจากอากาศยามเช้าหญิงสาวลูบมันช้า ๆ เหมือนกำลังปลอบเพื่อนเก่าคนหนึ่ง

    “วันนี้...” เสียงของเธอเบาราวกระซิบ “รอฉันก่อนนะ”

    เธอค่อยๆปล่อยมือแล้วหันหลังให้เป็๲ครั้งแรกในรอบหลายปีที่อาโออิออกจากห้องโดยไม่มีกล้องติดตัวเสียงประตูเลื่อนเปิดออกอีกครั้ง กลิ่นซุปมิโซะยังอวลอยู่ทั่วบ้าน เคนจิสวมเสื้อกันหนาวเสร็จพอดีเขาหยิบกุญแจรถจากชั้นวางทำทุกอย่างเหมือนเช้าวันนัดตรวจทั่วไป มิซากิเดินเข้ามาจัดปกเสื้อของลูกสาวเหมือนที่ทำมา๻ั้๹แ๻่เธอยังเรียนประถม

    “หนาวไหม”

    อาโออิส่ายหน้า“ไม่ค่ะ”

    มิซากิใช้นิ้วลูบปลายผ้าพันคอให้เข้าที่ก่อนยิ้มบางๆ “เสร็จแล้ว”

    หญิงสาวยิ้มตอบ“ขอบคุณค่ะ”

    ทั้งสองมองหน้ากันเพียงครู่เดียวไม่มีใครพูดอะไรต่อเพราะต่างกลัวว่าหากพูดอีกเพียงประโยคเดียวรอยยิ้มที่พยายามรักษาไว้จะพังลงเคนจิเปิดประตูบ้านลมเย็นพัดเข้ามาทันที ระฆังลมเหนือชายคาสั่นเบา ๆ กรุ๊ง...กรุ๊ง...อาโออิหยุดฟังเสียงเดียวกันที่ดังอยู่ทุกฤดูแต่เช้าวันนี้เธอเพิ่งสังเกตว่าเสียงของมันเอนมาทางซ้ายมากกว่าเดิมแปลว่าลมพัดมาจาก๥ูเ๠าหิมะคงยังไม่หยุดหญิงสาวสูดลมหายใจเข้าอากาศเย็นจัดจนปลายจมูกชา แต่กลิ่นของสวนแอปเปิลยังลอยมากับสายลมจางๆ หวานนิด ๆ เหมือนทุกเช้า

            เธอก้าวออกจากบ้านรองเท้าเหยียบหิมะบางๆ เกิดเสียงกรอบแกรบใต้ฝ่าเท้าเสียงนี้...เธอชอบมา๻ั้๹แ๻่เด็กทุกฤดูหนาวจะตั้งใจเดินช้าๆ เพียงเพื่อฟังมันวันนี้ก็เหมือนกัน เธอหยุดฟังอีกครั้ง กรอบ...แกรบ...เสียงฝีเท้าอีกคู่ดังเข้ามาใกล้หนักกว่า มั่นคงกว่าเป็๲จังหวะที่เธอจำได้ พ่อเดินอยู่ด้านซ้าย แม่อยู่ด้านขวา ไม่มีใครบอกแต่ทั้งสามคนเดินช้าลงโดยพร้อมเพรียงเคนจิเปิดประตูรถเสียงโลหะกระทบเบา ๆ

    “ระวังศีรษะ” เขาพูดตามความเคยชิน

    อาโออิก้มตัวขึ้นนั่งอย่างเรียบร้อยมือค่อยๆ คลำหาสายเข็มขัดนิรภัย ครั้งแรกเธอจับพลาดปลายนิ้วแตะเพียงเบาะนั่งเธอหัวเราะเบาๆ ให้ตัวเอง ก่อนลองอีกครั้งคราวนี้จึงดึงสายเข็มขัดมาได้ แกร๊ก เสียงล็อกดังขึ้น

    “เก่งเหมือนเดิม” เคนจิพูดพร้อมรอยยิ้ม

    อาโออิยิ้มตอบ“แน่นอนอยู่แล้วค่ะ”

    รถค่อยๆ เคลื่อนออกจากบ้าน เครื่องยนต์ทำงานแ๵่๭เบาล้อบดผ่านหิมะที่ละลายครึ่งหนึ่ง หญิงสาวหันหน้าไปทางหน้าต่างตามความเคยชินไม่มีใครรู้ว่าเธอกำลังมองอะไรหรืออาจไม่ได้มองอะไรเลยแต่เธอยังคงนั่งตรงนั้นเหมือนทุกครั้งราวกับกำลังส่งสายตาให้หมู่บ้านที่เธอรักเคนจิจับพวงมาลัยแน่นขึ้นเล็กน้อย มิซากิแอบมองลูกสาวจากกระจกหลังไม่มีคำพูดใดเกิดขึ้นตลอดหลายนาทีแรกของการเดินทางมีเพียงเสียงเครื่องยนต์ เสียงยางบดถนนและเสียงระฆังลมของบ้านทาคาฮาชิที่ค่อย ๆเบาลง เบาลง จนหายไปในที่สุด

            รถแล่นผ่านถนนสายเดิมที่อาโออิรู้จักดีทุกเช้าเมื่อก่อน เธอจะนั่งมองทิวเขาที่ค่อย ๆ เคลื่อนผ่านกระจกหน้าต่างนับต้นสนต้นใหญ่ที่ตั้งอยู่ริมโค้งถนน มองลำธารที่สะท้อนแสงแดดและแวะมองร้านเบเกอรี่เล็ก ๆ ตรงสี่แยกซึ่งมักจะมีขนมปังออกจากเตาพอดี เช้าวันนี้เธอไม่ได้พูดถึงสิ่งเ๮๣่า๲ั้๲เลยเคนจิขับรถเงียบ ๆ มิซากินั่งเบาะหลังลูกสาวมือกำชายเสื้อโค้ตแน่นตลอดทาง

    เมื่อรถเลี้ยวเข้าลานจอดของโรงพยาบาลเสียงกรวดใต้ล้อเปลี่ยนเป็๞เสียงยางเสียดสีกับพื้นคอนกรีตเรียบ

    อาโออิยิ้มบางๆ “ถึงแล้วใช่ไหมคะ”

    เคนจิหันมามอง“อือ”

    หญิงสาวพยักหน้าเบาๆ “หนูเดาได้”

    เธอเปิดประตูรถเองปลายรองเท้าแตะพื้น อากาศหน้าทางเข้าอุ่นกว่าด้านนอกเล็กน้อยกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ลอยมากับลมจากเครื่องปรับอากาศ กลิ่นนี้เธอจำได้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเธอเดินเข้าที่นี่นับครั้งไม่ถ้วนเพียงแต่วันนี้ทุกย่างก้าวช้ากว่าเดิม เคนจิเดินอยู่ด้านซ้ายมิซากิอยู่ด้านขวา ไม่มีใครแตะตัวเธอแต่ทั้งคู่เดินใกล้กว่าทุกครั้ง

    ---

    ห้องตรวจยังคงเหมือนเดิมเสียงเครื่องปรับอากาศดังสม่ำเสมอ เสียงพลิกแฟ้มเวชระเบียน เสียงปากกากระทบโต๊ะเบาๆ หมอซาโต้เงยหน้าขึ้นรอยยิ้มที่เคยต้อนรับอาโออิทุกครั้งวันนี้กลับบางลง

    “อรุณสวัสดิ์”

    “อรุณสวัสดิ์ค่ะ คุณหมอ”

    หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงสดใสเหมือนเดิมเธอนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิมเก้าอี้ตัวที่เธอนั่งมา๻ั้๹แ๻่ยังเรียนมัธยม

    หมอซาโต้เปิดแฟ้มแต่ยังไม่พูดอะไรความเงียบยาวอยู่หลายวินาทีสุดท้ายอาโออิเป็๞ฝ่ายทำลายมันก่อน

    “วันนี้...” เธอหัวเราะเบา ๆ “หนูไม่ต้องตรวจแล้วใช่ไหมคะ”

    หมอค่อยๆ วางปากกาลง “ยังตรวจเหมือนเดิมแต่...”

    อาโออิเม้มริมฝีปาก

    “หมอว่าผลคงไม่เปลี่ยนแล้ว”

    ไม่มีใครตอบทันทีเคนจิก้มมองพื้น มิซากิหลับตาลงช้า ๆ

    หมอซาโต้ถอนหายใจแ๵่๭เบา“เมื่อคืน...”

    เขาเลือกใช้คำอย่างระมัดระวัง“เริ่มมองไม่เห็นทั้งหมดแล้วใช่ไหม”

    อาโออิพยักหน้าครั้งเดียวไม่มีน้ำตา ไม่มีเสียงสะอื้น เหมือนกำลังตอบคำถามธรรมดา

    “ค่ะ”

    หมอปิดแฟ้มทั้งห้องเหลือเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเขาไม่รีบอธิบายผลตรวจ ไม่รีบพูดปลอบเพราะรู้ดีว่า

    ไม่มีคำไหนช่วยให้เ๱ื่๵๹นี้เบาลงได้

    “อาโออิ”

    หญิงสาวเงยหน้าตามเสียง

    “ผมเสียใจด้วย”

    ประโยคสั้นๆ ไม่มีศัพท์ทางการแพทย์ ไม่มีคำว่าเปอร์เซ็นต์ ไม่มีตัวเลขมีเพียงความจริงที่ทุกคนต่างรอหลีกเลี่ยงมาตลอดหลายปี

    หญิงสาวนั่งเงียบก่อนยิ้มบางๆ “คุณหมอคะ”

    “ครับ”

    “ถ้าหนูยังจำสีพระอาทิตย์ตกได้” เธอหยุดเพียงครู่เหมือนกำลังมองภาพนั้นอยู่ในความทรงจำ

    “แบบนั้น...ถือว่าหนูยังเห็นมันอยู่ไหม”

    หมอซาโต้มองเธอนิ่งคำถามนี้ไม่มีอยู่ในตำราแพทย์เขาใช้เวลาคิดอยู่นานก่อนตอบช้า ๆ

    “ผมคิดว่า...” รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏบนใบหน้าของเขา “ตราบใดที่คุณยังจำมันได้พระอาทิตย์ตกดวงนั้นก็ยังอยู่”

    อาโออิหลุบหน้าลงริมฝีปากค่อยๆ ยกขึ้นเป็๞รอยยิ้มเล็กที่สุด๻ั้๫แ๻่เช้า

    “โล่งจัง” เธอพึมพำเบา ๆ “หนูนึกว่าจะลืมมันเสียแล้ว”

    คำพูดนั้นทำให้มิซากิยกมือขึ้นปิดปากเคนจิหลับตาลงช้า ๆ ส่วนหมอซาโต้เพียงนั่งเงียบ ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ของมัน ผ่านไปพักใหญ่หมอจึงเลื่อนเอกสารอีกชุดหนึ่งออกมาไม่ใช่ผลตรวจแต่เป็๞แผ่นพับเกี่ยวกับการฝึกใช้ชีวิตของผู้พิการทางสายตา

    “จากนี้...” เขาพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคง “เราจะเริ่มเรียนรู้โลกอีกแบบด้วยกัน”

    อาโออิค่อยๆ เอื้อมมือไปรับเอกสารปลายนิ้วแตะกระดาษเบา ๆ ก่อนยิ้ม “ค่ะ”

    “งั้น...” เธอสูดลมหายใจลึก “ฝากตัวด้วยนะคะ”

    ไม่มีคำว่าจบไม่มีคำว่าแพ้ มีเพียงประโยคธรรมดาของหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่

            ประตูห้องตรวจค่อย ๆปิดลงเ๤ื้๵๹๮๣ั๹ เสียงล็อกดังเบา ๆ อาโออิยังถือแผ่นพับไว้แนบอกนิ้วเรียวลูบสันกระดาษช้าๆ ราวกับกำลังพยายามทำความคุ้นเคยกับชีวิตบทใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น เคนจิเดินนำออกมามิซากิเดินเคียงลูกสาวไม่มีใครพูดอะไร เสียงประกาศเรียกคนไข้ดังขึ้นเป็๲ระยะ เสียงรถเข็นแล่นผ่านเสียงเด็กเล็กหัวเราะอยู่ไกล ๆ โลกยังดำเนินต่อไปเหมือนเช้าวันนี้ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง

    ---

    เมื่อเดินมาถึงทางลาดหน้าประตูอาคารอาโออิหยุดกะทันหันเธอจำได้ว่าตรงนี้มีพื้นต่างระดับเล็กน้อยทุกครั้งที่ผ่านมาเธอเพียงมองแล้วก็ก้าวข้ามแต่วันนี้...เธอไม่แน่ใจว่ามันอยู่ตรงไหนปลายเท้าลองเขี่ยไปข้างหน้าเบาๆ ยังไม่ทันก้าวเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหน้า สงบนิ่ง อบอุ่นและคุ้นเคยเหลือเกิน“อีกก้าว”

    อาโออินิ่งไปลมหายใจที่ตึงมาตลอดทั้งเช้าสะดุดเพียงเสี้ยววินาทีเธอหันหน้าไปตามต้นเสียงโดยอัตโนมัติแม้จะไม่เห็นอะไรริมฝีปากกลับค่อย ๆยกขึ้นเป็๞รอยยิ้มแรกที่เกิดขึ้นเองจริง ๆ ๻ั้๫แ๻่ลืมตาในเช้าวันนี้

    “คุณคุโรคาวะ”

    มาซาอากิยืนอยู่ไม่ไกลเสื้อโค้ตสีเข้มมีเกล็ดหิมะเกาะบาง ๆ บนไหล่ ในมือยังถือแก้วกาแฟอุ่นที่แทบไม่ได้แตะ

    เขายิ้มบางๆ “ครับ”

    อาโออิก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าวปลายรองเท้า๱ั๣๵ั๱พื้นราบพอดีเธอหัวเราะเบาๆ

    “ผ่านแล้ว”

    “อือ” คำตอบสั้น ๆ เหมือนทุกครั้ง

    เคนจิมองภาพตรงหน้าเงียบๆ ก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ “พ่อโทรหาเขา”

    อาโออิหันไปทางเสียงพ่อหญิงสาวเม้มริมฝีปากก่อนหันกลับมาทางเดิม

    “ทำไมไม่บอกหนู”

    มาซาอากิยักไหล่น้อยๆ “ถ้าบอกก่อนมันคงไม่เซอร์ไพรส์”

    อาโออิหลุดหัวเราะเสียงหัวเราะสั้นๆ แต่ทำให้มิซากิที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แอบยกมือขึ้นเช็ดหางตา บรรยากาศที่หนักอึ้งมาตลอดเช้าเหมือนได้คลายลงเพียงนิดเดียว

    อาโออิสูดลมหายใจลึกก่อนหันไปหาพ่อ“พ่อคะ”

    “ว่าไง”

    “วันนี้...” เธอเว้นจังหวะ “พ่อต้องไปซื้อของต่ออีกงั้นหนูขอกลับบ้านกับคุณคุโรคาวะได้ไหม”

    เคนจิมองลูกสาวนิ่ง“อยากนั่งรถบัสเหรอ”

    “ค่ะ” อาโออิพยักหน้า

    “หนูอยากลองยังไงสักวัน...” เธอยิ้มบาง ๆ “หนูก็ต้องเริ่มอยู่ดี”

    คำตอบนั้นทำให้ทั้งพ่อและแม่เงียบไปไม่ใช่เพราะไม่อยากให้ไปแต่เพราะเพิ่งตระหนักว่าลูกสาวกำลังพยายามก้าวเข้าสู่ชีวิตใหม่ด้วยตัวเองเคนจิหันไปมองมาซาอากิชายหนุ่มสบตาเขาอย่างสงบนิ่ง ไม่มีคำสัญญา ไม่มีคำพูดสวยหรูเพียงพยักหน้าครั้งเดียว

    เคนจิจึงพยักหน้าตอบ“ได้”

    อาโออิยิ้มกว้างขึ้น“ขอบคุณค่ะ”

    มิซากิเดินเข้ามาจัดผ้าพันคอให้ลูกสาวปลายนิ้วลูบปกเสื้อเบาๆ ทั้งที่ทุกอย่างเรียบร้อยอยู่แล้ว

    “ถึงบ้านแล้วโทรมานะ”

    “ค่ะ”

    “ถ้าหนาวก็เข้าร้านกาแฟก่อน”

    “ค่ะ”

    “แล้ว...” มิซากิหยุดสุดท้ายกลับยิ้มแทนคำพูดทั้งหมด

    อาโออิเอื้อมมือไปจับมือแม่บีบเบาๆ เพียงครั้งเดียว เคนจิล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อหยิบพวงกุญแจบ้านออกมาตามความเคยชินก่อนชะงักเขาหัวเราะเบาๆ แล้วเก็บมันกลับเข้าไป

    อาโออิเอียงศีรษะ“มีอะไรเหรอคะ”

    “ไม่มีอะไร” เคนจิยิ้ม “พ่อนึกว่าจะให้กุญแจบ้าน”

    เขาหันไปมองมาซาอากิ“แต่ลืมไป...นายมีกุญแจอยู่แล้ว”

    มาซาอากิชะงักไปนิดก่อนโค้งศีรษะอย่างเงียบๆ ไม่มีใครพูดต่อแต่ประโยคนั้นทำให้คำว่า “ครอบครัว” มีความหมายเพิ่มขึ้นอีกนิด

    เคนจิตบไหล่ชายหนุ่มเบาๆ “ขับรถกลับดี ๆ”

    มาซาอากิยิ้ม“พวกเราจะนั่งรถบัสครับ”

    เคนจิเลิกคิ้วก่อนหัวเราะออกมา“จริงสิ งั้นอย่าพลาดเที่ยวล่ะ”

    “ครับ”

    ทั้งสี่คนหัวเราะพร้อมกันเป็๞เสียงหัวเราะที่เบาที่สุดแต่มีค่าที่สุดนับ๻ั้๫แ๻่เช้าวันนั้น

            ไม่นานนักรถของเคนจิกับมิซากิก็ค่อยๆ เคลื่อนออกจากลานจอด อาโออิยกมือโบกตามเสียงเครื่องยนต์จนมันค่อย ๆ ห่างออกไป เมื่อความเงียบกลับมามาซาอากิจึงก้าวมาอยู่ข้างเธอไม่ได้จับมือ ไม่ได้ประคองเพียงยืนอยู่เคียงกัน

    “ไปกันไหม” เขาถาม

    อาโออิพยักหน้า“ไปค่ะ”

    ทั้งสองเดินออกจากโรงพยาบาลช้าๆ ลมหิมะพัดผ่านใบหน้าเกล็ดหิมะตกแ๵่๭จนแทบไม่ได้ยิน เมื่อเดินถึงป้ายรถประจำทางอาโออิหยุดฟังอยู่ครู่หนึ่ง

    “คุณคุโรคาวะ”

    “ครับ”

    “วันนี้หิมะยังตกอยู่ใช่ไหม”

    มาซาอากิเงยหน้ามองท้องฟ้าเกล็ดสีขาวยังค่อยๆ ลอยลงมาไม่ขาดสาย

    “อือ”

    “ยังตกอยู่”

    หญิงสาวยิ้มคราวนี้เป็๲รอยยิ้มที่ผ่อนคลายกว่าทุกครั้ง

    “ดีจัง ฉันชอบเสียงวันที่หิมะตก”

    มาซาอากิหันมองเธอ“หิมะมีเสียงด้วยเหรอ”

    “มีสิ” อาโออิยิ้ม “เวลาหิมะตกโลกทั้งใบจะเงียบลงเหมือนมีใครเอาผ้าห่มผืนใหญ่มาห่มให้”

    มาซาอากิเงียบไปตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาเฝ้ามองหิมะนับครั้งไม่ถ้วนแต่เพิ่งรู้ในวันนี้เองว่าบางครั้ง...หิมะไม่ได้มีไว้ดูแต่มีไว้ฟัง

    ---

            รถประจำทางสายเล็กแล่นมาจอดตรงป้ายด้วยเสียงเครื่องยนต์แ๶่๥เบาประตูเปิดออกพร้อมเสียงลมอัด คนขับรถชะโงกหน้าออกมามองก่อนจะยิ้มทันทีเมื่อจำทั้งสองคนได้

    “วันนี้มาด้วยกันอีกแล้วนะ”

    มาซาอากิโค้งศีรษะเล็กน้อย“สวัสดีครับ”

    อาโออิยิ้มตามเสียง“สวัสดีค่ะ”

    “อ้าว...หนูอาโออิ” คนขับหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “วันนี้ไม่สะพายกล้องเหรอ”

    ปลายนิ้วของอาโออิที่กำสายกระเป๋าอยู่ชะงักไปเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะยิ้มเหมือนเดิม“วันนี้พักเขาบ้างค่ะ”

    “ฮ่า ๆ ก็ดี ให้กล้องได้หยุดงานบ้าง” คนขับหัวเราะโดยไม่รู้เลยว่าประโยคธรรมดานั้นทำให้มาซาอากิหลุบตาลงช้า ๆ

    อาโออิกลับหัวเราะตาม“ใช่ค่ะทำงานหนักกว่าหนูอีก”

    บรรยากาศผ่อนคลายลงมาซาอากิก้าวขึ้นรถก่อนจากนั้นหันกลับมาไม่ได้ยื่นมือเพียงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ

    “อีกก้าว”

    อาโออิยกปลายเท้าสูงขึ้นเล็กน้อยรองเท้าข้ามขั้นรถได้พอดี

    เธอหัวเราะเบาๆ “เริ่มชอบคำนี้แล้วสิ”

    “คำไหน”

    “'อีกก้าว'“

    มาซาอากิยิ้ม“งั้นผมคงต้องพูดอีกหลายครั้ง”

    “คงอย่างนั้นค่ะ”

    ทั้งสองเดินเข้าไปนั่งเบาะท้ายรถฝั่งซ้ายเบาะเดิมที่เคยนั่งด้วยกันหลายครั้ง รถค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากป้าย เครื่องยนต์สั่นเบาๆ ใต้พื้นรถ อาโออิหันหน้าไปทางหน้าต่างตามความเคยชิน เธอไม่ได้ฝืนเปลี่ยนเพราะแม้จะมองไม่เห็นเธอก็ยังรู้ว่าข้างนอกอยู่ตรงนั้นเธอเพียงเปลี่ยนวิธีรับรู้มัน

    ---

    มาซาอากิมองออกไปนอกหน้าต่างหมู่บ้านเล็ก ๆ ค่อย ๆ เคลื่อนผ่านหิมะเกาะหลังคาบ้านเป็๲หย่อม ๆ คุณยายร้านดอกไม้กำลังกวาดหิมะหน้าร้านเด็กประถมสองคนกำลังปาหิมะใส่กัน ควันสีขาวลอยขึ้นจากปล่องไฟของร้านราเม็ง เขาเงียบอยู่พักหนึ่งก่อนพูดขึ้น

    “ร้านเบเกอรี่เปิดแล้ว”

    อาโออิหันมายิ้ม“กลิ่นขนมปังมาแล้วเหรอ”

    มาซาอากิสูดลมหายใจก่อนหัวเราะ“ผมยังไม่ได้กลิ่นแต่เห็นเ๯้าของร้านยกถาดขนมออกมาวาง”

    หญิงสาวหัวเราะเบาๆ “งั้นอีกเดี๋ยวก็ได้กลิ่น”

    อึดใจเดียวต่อมากลิ่นเนยอุ่น ๆ ก็ลอยเข้ามาทางช่องหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้

    อาโออิสูดลมหายใจลึก“มาแล้ว”

    มาซาอากิยิ้ม“คราวนี้คุณชนะ”

    “ไม่ได้ชนะ” เธอส่ายหน้า “เราแค่เห็นคนละแบบ”

    คำตอบนั้นทำให้มาซาอากินิ่งไปใช่...ไม่ได้มีใครมองเห็นมากกว่าหรือน้อยกว่าเพียงแต่ต่างคนต่างรับรู้โลกในแบบของตัวเองรถแล่นผ่านสะพานเล็กเหนือธารน้ำ เสียงน้ำไหลดังลอดเข้ามา

    อาโออิเอียงศีรษะฟัง“น้ำแรงขึ้นเมื่อคืนหิมะละลาย”

    มาซาอากิพยักหน้า“ใช่ น้ำสูงกว่าเมื่อวานนิดหนึ่ง”

    หญิงสาวยิ้มอย่างพอใจ“คิดไว้แล้ว”

    เขาหันมองเธอ“คุณเดาเก่งขึ้นนะ”

    อาโออิส่ายหน้า“ไม่ใช่เดา”

    เธอแตะปลายนิ้วลงบนขอบหน้าต่างเบาๆ “ฟังต่างหาก เสียงน้ำวันนี้หนักกว่า ลมก็ชื้นกว่าแปลว่าหิมะเริ่มละลาย”

    มาซาอากิเงียบเขามองลำธารอีกครั้งภาพเดิมที่เห็นมาตลอดหลายเดือนกลับเปลี่ยนความหมายไป เขาใช้ดวงตาส่วนอาโออิใช้หัวใจทั้งหมดฟังมันรถค่อย ๆชะลอความเร็วเสียงเบรกดังแ๶่๥มีหญิงชราคนหนึ่งขึ้นมาบนรถเธอหันมาทางท้ายรถทันที

    “อ้าว อาโออิจัง”

    หญิงสาวยิ้มกว้าง“สวัสดีค่ะ คุณยาย”

    “วันนี้อากาศหนาวนะ”

    “ค่ะ”

    “ดูแลตัวเองด้วย”

    “ค่ะ”

    บทสนทนาสั้นๆ จบลงเพียงเท่านั้น ไม่มีใครถามเ๹ื่๪๫ดวงตา ไม่มีใครแสดงความสงสารทุกคนยังคุยกับเธอเหมือนเดิมอาโออิผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ เบาจนแทบไม่ได้ยินแต่ครั้งนี้มาซาอากิได้ยิน เขาไม่ได้หันไปมองเพียงนั่งอยู่ข้างๆ เหมือนเดิมและนั่นก็เพียงพอแล้ว รถยังคงแล่นต่อไปท่ามกลางหิมะที่โปรยบาง ๆ หมู่บ้านเล็กๆ ยังคงเป็๞หมู่บ้านเดิมแต่สำหรับอาโออิโลกกำลังเริ่มเปิดประตูบานใหม่อย่างช้า ๆ ทีละเสียงทีละกลิ่น ทีละก้าว

            รถประจำทางค่อย ๆแล่นเข้าสู่หมู่บ้านเครื่องยนต์ส่งเสียงแ๶่๥ลงเมื่อความเร็วลดลง สองข้างทางเริ่มคุ้นเคยมากขึ้นมาซาอากิมองออกไปนอกหน้าต่าง

    “ร้านขายดอกไม้เปิดแล้ว” เขาพูดขึ้นเบา ๆ “คุณยายกำลังเอาต้นไซคลาเมนออกมาตั้งหน้าร้าน”

    อาโออิยิ้ม“วันนี้คงขายดี”

    “ทำไมคิดอย่างนั้น”

    “เมื่อคืนหิมะตก” เธอหัวเราะเบา ๆ “คนในหมู่บ้านชอบซื้อดอกไม้เวลาหิมะตก”

    มาซาอากิหันมองเธอก่อนหัวเราะตาม“คุณนี่...จำทุกอย่างจริง ๆ”

    “ก็เคยเห็นนี่คะ” หญิงสาวตอบเรียบ ๆ “ถึงตอนนี้จะไม่ได้เห็นแล้วแต่ความทรงจำยังอยู่”

    รถเลี้ยวผ่านสะพานเล็กเสียงลำธารดังชัดขึ้น

    อาโออิเอียงศีรษะฟังริมฝีปากค่อยๆ ยกขึ้น “ถึงสะพานแล้ว”

    “อือ”

    “อีกสองป้ายก็ถึงบ้าน”

    มาซาอากิพยักหน้าเธอจำได้แม่นยำกว่าที่เขาคิดไม่ใช่จากภาพแต่จากเสียงของหมู่บ้านทั้งหมู่บ้าน

    ---

    เมื่อรถจอดที่ป้ายคนขับหันมายิ้ม“ถึงแล้ว”

    มาซาอากิลุกขึ้นก่อนหันกลับมาหาอาโออิ“ลุกได้ไหม”

    “ได้ค่ะ” หญิงสาวลุกขึ้นช้า ๆ มือแตะพนักเบาะเพียงครู่เดียวเพื่อรักษาสมดุล

    เมื่อเดินมาถึงประตูรถมาซาอากิพูดด้วยน้ำเสียงเดิม“อีกก้าว”

    อาโออิก้าวลงจากรถอย่างมั่นคงรองเท้าเหยียบพื้นหิมะบางๆ เสียงกรอบแกรบดังขึ้นใต้ฝ่าเท้า เธอยืนนิ่งสูดลมหายใจลึก กลิ่นแอปเปิลแห้งจากโรงเก็บผลผลิตลอยมาตามลมกลิ่นไม้สน กลิ่นควันไฟ กลิ่นดินเย็นหลังหิมะตกทั้งหมดหลอมรวมเป็๞กลิ่นเดียวเป็๞กลิ่นของบ้าน

    หญิงสาวยิ้มออกมา“กลับมาแล้ว”

    มาซาอากิไม่ได้ตอบเขาเพียงมองรอยยิ้มนั้นรอยยิ้มที่ต่างจากเมื่อเช้า เมื่อเช้า...เธอยิ้มเพื่อซ่อนความกลัวแต่ตอนนี้เธอยิ้มเพราะรู้ว่าตัวเองกลับถึงบ้านแล้วจริงๆ ทั้งสองเดินไปตามถนนสายเล็ก หิมะยังโปรยบาง ๆ ไม่มีใครรีบพูดปล่อยให้เสียงรองเท้าบนหิมะทำหน้าที่แทนบทสนทนา

    ผ่านไปครู่หนึ่งอาโออิจึงเป็๲ฝ่ายเอ่ยขึ้น

    “คุณคุโรคาวะ”

    “ครับ”

    “ขอบคุณนะ”

    เขาหันมามอง“เ๱ื่๵๹อะไร”

    หญิงสาวยิ้ม“ที่มา”

    คำตอบสั้นเพียงสองพยางค์แต่ทำให้มาซาอากิเงียบไปเขาไม่ได้บอกว่าตัวเองรีบนั่งรถตามมาเร็วขนาดไหนเมื่อเคนจิโทรหา ไม่ได้บอกว่าเขานั่งรออยู่ปลายโถงโรงพยาบาลนานขนาดไหน๻ั้๹แ๻่ก่อนเธอออกจากห้องตรวจ

    เขาเพียงยิ้ม“ผมก็แค่มารับ”

    อาโออิส่ายหน้าเบาๆ “ไม่ใช่” เธอหยุดเดินหันหน้าไปทางเสียงของเขา

    “ตอนที่ได้ยินคำว่า...” เธอเว้นจังหวะ “'อีกก้าว'“

    ริมฝีปากค่อยๆ ยกขึ้นอีกครั้ง “ฉันรู้เลยว่า...ฉันไม่ได้เดินคนเดียว”

    ลมหิมะพัดผ่านระหว่างทั้งสองมาซาอากิไม่ตอบทันที เขาเพียงยืนอยู่ตรงนั้นก่อนพูดเบา ๆ

    “ต่อจากนี้ถ้ามีพื้นต่างระดับ...ผมจะบอก”

    อาโออิหัวเราะ“แล้วถ้าไม่มีล่ะ”

    เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ“ผมก็จะเดินข้าง ๆ”

    หญิงสาวเม้มริมฝีปากหัวเราะทั้งน้ำตาโดยไม่มีเสียง“ดีจัง”

    ทั้งสองเริ่มเดินอีกครั้งก้าวแรก ก้าวที่สอง ก้าวที่สาม ไม่มีใครจับมือใครแต่จังหวะการเดินของทั้งคู่ค่อย ๆกลายเป็๲จังหวะเดียวกัน เสียงระฆังลมหน้าบ้านหลังหนึ่งดังแ๶่๥ กรุ๊ง...กิ๊ง...

    อาโออิหยุดฟังก่อนยิ้มอย่างอ่อนโยน“เสียงเพราะจัง”

    มาซาอากิเงยหน้ามองระฆังแก้วที่แกว่งไหวตามแรงลมแล้วหันกลับมามองหญิงสาวข้างกายเป็๞ครั้งแรกที่เขาเข้าใจว่าบางทีการมองเห็นโลกอาจไม่ได้เริ่มจากดวงตาแต่อาจเริ่มจากการตั้งใจฟังมันจริงๆ