ณสนามกีฬาของโรงเรียนมัธยมตงหลินที่สาม เมืองตงหลิน ประเทศเสินเซี่ย
“ลู่เซิ่ง เปลี่ยนอาชีพสำเร็จ อาชีพ: พาลาดิน”
ทันทีที่เสียงประกาศดังกังวานทั่วทั้งสนามกีฬาก็เกิดความโกลาหลขึ้นมาทันที
“อะไรนะ? เมื่อกี้ฉันหูฝาดไปหรือเปล่า?”
“ลู่เซิ่ง ไอ้ห่วยที่โหล่ของโรงเรียนเราทุกปีเนี่ยนะ...จะเปลี่ยนอาชีพเป็อาชีพสายต่อสู้อย่าง ‘พาลาดิน’ ได้?”
“ได้ยินมาว่า พาลาดินเป็อาชีพสายสนับสนุนที่ครบเครื่องมากเข้าทีมลงแดนลับนี่เนื้อหอมสุดๆ เลยนะ”
“แม่-เอ๊ย ไม่ยุติธรรมเลยว่ะ ฉันตั้งใจเรียนถึงตีสามทุกวันสุดท้ายได้เป็แค่อาชีพสายดำรงชีวิตระดับต่ำ แต่ไอ้ลู่เซิ่งที่วันๆไม่ทำห่าอะไรดันได้เป็อาชีพสายต่อสู้งั้นเหรอ?”
“อ๊ากกกก แค้นโว้ย”
นักเรียนมัธยมตงหลินที่สามต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่แต่ละคนกัดฟันแน่นจนกรามสั่นด้วยความอิจฉา
ในขณะเดียวกันบนแท่นพิธีเปลี่ยนอาชีพ ใจกลางสนามกีฬา
เมื่อเห็นว่าตัวเองดันพลิกล็อกเปลี่ยนอาชีพเป็‘อาชีพสายต่อสู้’ ได้แม้แต่ลู่เซิ่งเองก็ยังตกตะลึงไปชั่วขณะ
ทว่าในวินาทีต่อมาเขาก็ตั้งสติได้ แล้วอดไม่ได้ที่จะฉีกยิ้มกว้างหัวเราะร่าออกมา
“วะฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า”
“นี่...”
เมื่อเห็นลู่เซิ่งทำหน้าตาภาคภูมิใจจนออกนอกหน้าสวี่ว่านเฉิงผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมตงหลินที่สามซึ่งรับหน้าที่ตรวจสอบการเปลี่ยนอาชีพอยู่ข้างๆถึงกับหนังตากระตุก
ก็เพราะนักเรียนตรงหน้านี้ประหลาดเกินไปน่ะสิ
นอกจากจะเรียนได้ที่โหล่ทุกปีและวันๆ ไม่ยอมหยิบจับตำราเรียนแล้ว เื่ประเภทชกต่อย รีดไถ รังแกนักเรียนหญิงหรือแม้แต่แทะโลมอาจารย์สาว เขากลับช่ำชองไปเสียทุกอย่าง
สรุปสั้นๆคือเื่ดีๆ ไม่เคยทำ แต่เื่ที่คนดีเขาไม่ทำกัน เ้านี่เหมาเรียบ...
แต่ไอ้เด็กที่ห่วยขั้นเทพแบบนี้กลับพลิกโผเปลี่ยนอาชีพเป็ ‘อาชีพสายต่อสู้’ที่ในบรรดาคนยี่สิบคนก็ไม่แน่ว่าจะมีโผล่มาสักคนหนึ่งได้เสียนี่
แล้วแบบนี้จะไปเรียกร้องความยุติธรรมจากใครได้ล่ะ?
“เหล่าสวี่ ทำไมทำหน้าเหมือนผิดหวังแบบนั้นล่ะ?”
จังหวะนั้นเองลู่เซิ่งจ้องมองไปที่สวี่ว่านเฉิง พลางถามด้วยสีหน้าจริงจังว่า“ผมก็เป็นักเรียนมัธยมตงหลินที่สามนะการที่ผมเปลี่ยนอาชีพเป็อาชีพสายต่อสู้ได้มันเป็การสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียนคุณควรจะดีใจสิครับ ทำไมทำหน้าเหมือนเมียทิ้งอย่างนั้นล่ะ...”
“เมียทิ้งบ้านแกสิ!”
สวี่ว่านเฉิงแทบจะกระอักเืตายตรงนั้นเขาตวาดด่าพลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกล่าวว่า “แล้วใครอนุญาตให้แกเรียกฉันแบบนั้น?ฉันสนิทกับแกขนาดนั้นเลยเหรอ? เรียกผู้อำนวยการ”
“โอเคครับ เหล่าสวี่ ผมเข้าใจแล้วครับ เหล่าสวี่”
น่าเสียดายที่ลู่เซิ่งไม่ได้ยี่หระกับคำด่านั้นเลยเขายังคงทำหน้าตาเบิกบานใจและน่าหมั่นไส้อยู่เหมือนเดิม ความจริงแม้แต่ลู่เซิ่งเองก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะสามารถเปลี่ยนอาชีพเป็อาชีพสายต่อสู้ในตำนานได้
นั่นก็เพราะเขาไม่ใช่คนพื้นที่ของโลกใบนี้แต่เป็ผู้ข้ามมิติมาอย่างแท้จริง
เมื่อห้าปีก่อนลู่เซิ่งยังเป็เพียงนักศึกษาธรรมดาๆ คนหนึ่งบนโลก
หลังจากเมาค้างอยู่ในบาร์ครั้งหนึ่งเขาก็ข้ามมิติมายังดาวสีน้ำเงินแห่งนี้แบบงงๆ
ั้แ่ที่เขาพบว่าโลกใบนี้เป็โลกที่เกมหลอมรวมเข้ากับความจริงกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินเปลี่ยนแปลงไป สรรพชีวิตสามารถเปลี่ยนอาชีพและเลเวลอัปได้ลู่เซิ่งก็ตัดสินใจทันทีว่าจะทำตัวปล่อยจอยต่อไป
ใช่แล้ว!
เขาใช้การกระทำของตัวเองพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่ใช่ผู้ข้ามมิติทุกคนที่ข้ามมาแล้วจะขยันขันแข็ง มีความทะเยอทะยานเสมอไป
เพราะปลาเค็ม[*] ยังไงมันก็คือปลาเค็มวันยันค่ำ...
ในขณะเดียวกันเมื่อเห็นลู่เซิ่งลำพองใจขนาดนั้น สวี่ว่านเฉิงก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยขัดคอขึ้นว่า“เหอะ ฉันเตือนไว้ก่อนนะว่าอย่าเพิ่งดีใจจนออกนอกหน้านักถึงพาลาดินจะเป็อาชีพสายต่อสู้แต่สกิลส่วนใหญ่มันค่อนไปทางสายสนับสนุนเพราะฉะนั้นต่อไปแกไม่ควรทำตัวสะดุดตา จะได้ไม่โดนคนเขา...”
สวี่ว่านเฉิงยังพูดไม่ทันจบลู่เซิ่งก็โบกมือตัดบทเสียก่อน
“วางใจเถอะครับ ผอ.สวี่ ผมรู้ขอบเขตของตัวเอง”
“แกรู้ก็แปลกแล้ว!”
สวี่ว่านเฉิงได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะมองบนใส่หนึ่งที
เพราะลู่เซิ่งไม่ได้เป็แค่พวกเรียนแย่ธรรมดาแต่ยังเป็ตัวป่วนจอมก่อเื่ที่เลื่องลืออีกด้วย
ให้คนพรรค์นี้เปลี่ยนอาชีพเป็อาชีพสายต่อสู้สวี่ว่านเฉิงหลับตานับด้วยนิ้วเท้าก็รู้ว่า ต่อไปไอ้หมอนี่ต้องก่อเื่แน่
ยังดีที่อาชีพพาลาดินมีสกิลที่ทรงพลังมากอยู่สกิลหนึ่งชื่อว่า‘โล่เทพพิทักษ์’ ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้งานมีสถานะภูมิคุ้มกันต่อดาเมจเวทมนตร์และกายภาพทุกชนิดเป็เวลา6 วินาที พร้อมอยู่ในสถานะะโดยสมบูรณ์
และเมื่อมีสกิลนี้ติดตัวขอแค่ลู่เซิ่งไม่ไปก่อเื่จนใหญ่โตเกินไปการจะรักษาชีวิตรอดก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร
เมื่อคิดได้ดังนั้นสวี่ว่านเฉิงจึงค่อยๆ ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกแล้วมองไปที่ลู่เซิ่งพลางถามทิ้งท้ายว่า “จริงสิแล้วพร์การต่อสู้ของแกคืออะไรล่ะ?”
“พร์การต่อสู้?”
ลู่เซิ่งฉุกคิดขึ้นมาได้เขาเพิ่งนึกออกว่าบนดาวสีน้ำเงินในปัจจุบัน หลังจากที่ทุกคนเปลี่ยนอาชีพสำเร็จจะมีการปลุก ‘พร์การต่อสู้’ ที่เป็เอกลักษณ์เฉพาะตัวขึ้นมาด้วย
ตัวอย่างเช่นนักรบบางคนมีพร์การต่อสู้เป็ ‘ความชำนาญหอก’เมื่อนักรบคนนี้ใช้อาวุธประเภทหอกยาวก็จะได้พลังโจมตีและความเร็วในการโจมตีที่สูงกว่าอาวุธชนิดอื่นหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ‘นักรบหอก’
หรือจอมเวทบางคนมีพร์การต่อสู้เป็‘การเสริมประสิทธิภาพธาตุไฟ’ เมื่อจอมเวทคนนี้ร่ายเวทมนตร์ธาตุไฟก็จะได้ดาเมจเวทมนตร์ที่รุนแรงกว่าการร่ายเวทธาตุอื่น หรือที่เรียกกันว่า ‘จอมเวทอัคคี’
ไม่เพียงเท่านั้นพร์การต่อสู้ยังแบ่งตามระดับผลลัพธ์ความแรงออกเป็เก้าระดับเรียงจากต่ำไปสูงได้แก่ ระดับ F, ระดับ E, ระดับ D, ระดับ C, ระดับ B,ระดับ A, ระดับ S, ระดับSS และระดับ SSS
และใครก็ตามที่มีพร์การต่อสู้ระดับAขึ้นไป บนดาวสีน้ำเงินดวงนี้ยังมีชื่อเรียกพิเศษให้ด้วยว่าเป็‘ผู้ใช้อาชีพระดับอัจฉริยะ’
อย่างเช่นในหมู่‘ผู้ฝึกสัตว์’ ผู้ที่มีพร์ระดับ A‘จิตปฏิพัทธ์ั’ ถึงขั้นสามารถควบคุมัออกรบได้แต่กำเนิดจะได้รับการเรียกขานว่า‘จอมทัพั’
หรือในกลุ่ม‘นักรบ’ ผู้ที่มีพร์ระดับ A ‘กระหายเืคลุ้มคลั่ง’ ที่สามารถปลุกศักยภาพทั้งหมดในร่างกายออกมาได้ในพริบตาจะเรียกว่า‘นักรบกระหายเื’ เป็ต้นซึ่งคนพวกนี้คือตัวตนที่แข็งแกร่งเหนือกว่าระดับเดียวกันอย่างเทียบไม่ติด
เมื่อคิดถึงตรงนี้ลู่เซิ่งก็ลองเปิดแผงสถานะของตัวเองหลังจากเปลี่ยนอาชีพขึ้นมาทันที
วินาทีถัดมาภาพข้อมูลจำลองก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขากลางอากาศ
[โฮสต์: ลู่เซิ่ง]
[อาชีพ: พาลาดิน]
[ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง: ยังไม่ได้เลือก]
[เลเวล: 1 (เปลี่ยนอาชีพครั้งที่หนึ่ง)]
[ค่าพลังชีวิต: 100]
[ค่ามานา: 100]
[พละกำลัง: 10]
[สติปัญญา: 10]
[ความคล่องแคล่ว: 10]
[จิติญญา: 10]
[ความทนทาน: 10]
[พร์การต่อสู้: เสริมพลังหมื่นเท่า (ระดับ SSS)]
[อุปกรณ์: ไม่มี]
[ระดับดาวพลังรบ: 3 ดาว]
[สกิล 1: โล่เทพพิทักษ์]
[สกิล 2: พรจาก์]
[สกิล 3: แสงเทพรักษา]
[สกิล 4: พิพากษาศักดิ์สิทธิ์]
……
“เฮ้ย!”
เมื่อเห็นตัวอักษรSที่เรียงต่อกันสามตัวหลังหัวข้อพร์การต่อสู้ลู่เซิ่งก็อุทานออกมาเสียงดังลั่น เกือบจะอ้าปากจนกรามค้างไปเลย
เชิงอรรถ
[*]ปลาเค็ม (咸鱼) เป็คำแสลงหมายถึงพวกที่ไม่กระตือรือร้น ใช้ชีวิตแบบนอนเฉยๆ ยอมแพ้ต่อโชคชะตา