ลูกสวาทบำเรอรัก (จบแล้ว)

    ตอนที่ 43 สืบหา



    รถม้าเก่า ๆ คันหนึ่งเคลื่อนตัวออกจากโรงสุรานารีพิลาสกำลังมุ่งหน้าลงไปสู่ทิศใต้ รถม้าคันนี้ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงของเจ้าอินเอง เขาใช้ช่วงเวลาที่ผ่านมาเก็บหอมรอมริบเพื่อความสะดวกสบายในการเดินทาง การจะทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จได้โดยง่ายในยุคสมัยนั้น อย่างน้อยการเดินทางติดต่อทำธุระก็ควรจะมียานพาหนะเป็นของตัวเอง เจ้าอินตระหนักเรื่องนี้ดี

    จากหัวเมืองพิษณุโลกไล่ลงไปเรื่อย ๆ ตามทางเกวียนที่อยู่ไม่ห่างจากทางน้ำ เจ้าอินใช้ระยะเวลาการเดินทางเกือบสิบวันจึงถึงจุดหมายปลายทางที่กำหนดเอาไว้ตั้งแต่ครั้งแรก

    เมืองพิจิตร บ้านตะพานหิน

    บ้านไม้เก่า ๆ หลังหนึ่งบริเวณรอบบ้านเต็มไปด้วยทุ่งนาเขียวขจี

    ในขณะที่รถม้าเก่า ๆ ค่อย ๆ ลดความเร็วลงแล้วจอดนิ่งสนิทอยู่หน้าบ้านไม้หลังหนึ่ง เจ้าอินที่อยู่บนรถม้าก็รีบกวาดสายตามองไปทั่วใต้ถุนบ้าน ทันใดนั้นเขาก็พบเข้ากับชายวัยกลางคนกำลังนั่งซ่อมแหจับปลาอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ เพียงแค่ได้เห็นว่าอีกฝ่ายมีชีวิตสุขสบายตามอัตภาพ ความกังวลที่เคยมีบนใบหน้าก่อนหน้านี้ก็ค่อย ๆ คลายลงไปอย่างเห็นได้ชัด

    “นานเท่าใดแล้วที่ข้าไม่ได้กลับมา ตั้งแต่ไปอยู่กับท่านอาจารย์” เจ้าอินปาดเหงื่อบนใบหน้าพร้อมทั้งยกมุมปากกว้าง เขาดีใจมากที่ได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง

    ใช่แล้ว! ที่นี่คือบ้านเกิดที่เขาเคยอยู่อาศัยตั้งแต่เด็ก!

    พรึบ! เพียงชายหนุ่มเคราดกดำกระโดดลงจากรถม้าแล้ววิ่งเข้ามา ทันใดนั้นการแสดงออกของชายผิวดำแดงใต้ถุนบ้านก็เปลี่ยนไป “ไอ้หนู ลูก!” เขาส่งเสียงร้องแล้วมองไปทางชายหนุ่มที่กำลังวิ่งเข้ามา “พ่อ ข้ากลับมาแล้ว” เมื่อมาถึงใต้ถุนบ้านเจ้าอินก็รีบสวมกอดชายผู้เป็นพ่อด้วยความดีใจ

    “ข้าขอโทษที่หายหัวไปนาน” เขาพูดพลางเช็ดน้ำตาที่เริ่มล้นเอ่อออกมา “พ่อเป็นอย่างไรบ้าง เจ็บป่วยตรงไหนหรือไม่?” เจ้าอินผละถอยออกแล้วรีบสำรวจร่างกายชายตรงหน้าอย่างรีบร้อน

    “หืม ลืมไปแล้วหรือว่าพ่อได้ยาดีมาจากท่านอาจารย์ โรคภัยผีสางหรือ? ไม่มีทางทำอะไรข้าได้!” ชายตรงหน้าเจ้าอินทำทีตีอกชกลมให้บุตรชายได้ดู แม้นว่าจะดูตลกไปหน่อย แต่มันเป็นเช่นนั้นจริง เขายังดูแข็งแรงแม้นว่าจะย่างเข้าวัยสี่สิบปลาย ๆ แล้ว

    “ท่านอาจารย์หรือ…” เจ้าอินเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้

    ‘ใช่! ข้าลืมไปได้อย่างไรว่าพ่อของข้าคือศิษย์คนหนึ่งของสำนักวิมานสวรรค์’ ชายหนุ่มแสดงสีหน้าดีใจ ในขณะมืดแปดด้าน ท้ายที่สุดเขาก็พบเจอทางออกอยู่ตรงหน้า “นี่มันเส้นผมบังภูเขา
    ชัด ๆ” เจ้าอินพึมพำแล้วเขกหัวตัวเองไปหนึ่งที

    เขาจำได้ว่าเมื่อครั้งนั้นพ่อของเขาคะยั้นคะยอให้ตนไปคอยรับใช้ฐานฟ้าที่สำนักวิมานสวรรค์ เดิมทีเขาเคยปฏิเสธบ่ายเบี่ยงอิดออดไม่อยากไป ทว่าไม่อาจสู้แรงผลักดันของผู้เป็นพ่อไปได้ ในตอนนั้นเขารู้เพียงว่าพ่อของเขาเป็นศิษย์เก่าแก่ในสำนักหมอผีอันโด่งดังก็เท่านั้น

    เมื่อเจ้าสำนักตายไปทุก ๆ คนต่างแยกย้ายกระจัดกระจาย ไม่มีใครสักคนที่หันมาเหลียวแลฐานฟ้า…

    เหตุเพราะการกระทำกินดื่มเที่ยวเล่นของอีกฝ่ายทำให้ทุกคนในที่นั้นต่างเอือมระอา ทว่าพ่อของเขากลับแตกต่างออกไป ไม่รู้ว่าเป็นเพราะบุญคุณของเจ้าสำนักคนเดิม หรืออาจเป็นเพราะความสนิทสนมที่มีต่อฐานฟ้า เมื่อสำนักวิมานสวรรค์ในตอนนั้นปิดตัวลง ก็มี เจ้าอินนี่แหละที่คอยดูแลฐานฟ้าไม่ห่างกายเพราะการสนับสนุนผลักดันจากพ่อของเขา

    และการที่เขาได้อาศัยอยู่ในสำนักในช่วงเวลาที่ตกต่ำ มันทำให้เจ้าอินรู้จักนิสัยที่แท้จริงของฐานฟ้ามากยิ่งขึ้น เมื่อเขาได้รู้จัก และคอยรับใช้อีกฝ่ายอยู่ข้าง ๆ มันยิ่งทำให้เขาศรัทธาในตัวของฐานฟ้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

    เขาเคยเห็นฐานฟ้าหมกมุ่นอยู่กับการอ่านตำราคาถาจนกระทั่งพัฒนาตนเองให้เก่งกาจทัดเทียมกับหมอผีคนอื่น ๆ
    ในระยะเวลาไม่กี่ปี

    มีเพียงเขาเท่านั้นที่เห็นช่วงเปลี่ยนผ่านของฐานฟ้า

    จากคนที่เคยกินดื่ม เที่ยวนารีทุกวี่วัน ในตอนนั้นชายหนุ่มยอมกัดฟันตัดใจเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ จนกลายเป็นคนละคน

    อาจกล่าวได้ว่าสิ่งต่าง ๆ ที่ฐานฟ้าทำ มันคือแบบอย่างที่ เจ้าอินนำมาใช้พัฒนาตนเอง…

    “ตอนนั้นข้าไม่อยากอยู่ในที่แห่งนั้นเลย พอมาตอนนี้ข้ากลับคิดถึงจนใจแทบขาด” ยิ่งเขานึกถึงใบหน้าอันแสนอบอุ่น ยิ่งทำให้ความคิดถึงของเขามีมากขึ้นกว่าเดิม…

    ค่ำคืนนั้นหลังจากสองพ่อลูกตั้งวงกินข้าวด้วยกันจนอิ่มหนำสำราญ บทสนทนาของพวกเขาทั้งสองหลังจากนั้นคงหนีไม่พ้นเรื่องราวภายในสำนักวิมานสวรรค์…

    “ว่าอย่างไรนะ! สำนักโดนเผาวอดวายจนเหลือ แต่ซาก?”

    หลังจาก ‘ชัยสิทธิ์’ ได้ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับสำนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจากปากบุตรชายของตน ในฐานะศิษย์คนหนึ่งเขาอดตกใจไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้น

    “เจ้าว่าเรื่องราวต่าง ๆ เป็นเพราะไอ้หนุ่มที่ชื่อเมฆหมอกแล้วก็หญิงสาวที่ชื่อดรุณ?” เขาหันไปย้ำถามบุตรชายของตน “ใช่ครับ!” เจ้าอินตอบกลับ

    เพี๊ยะ! “มิน่าเล่า!” ชัยสิทธิ์ตบเข่าจนเกิดเสียง ท่าทีของเขาแตกต่างไปจากเดิม “หลังจากที่เด็กหนุ่มคนนั้นเข้ามาป้วนเปี้ยนในสำนักได้ไม่นาน เรื่องราวต่าง ๆ ภายในก็เริ่มวุ่นวายขึ้น…” ชัยสิทธิ์พึมพำกับตนเอง

    เจ้าอินแปลกใจมากที่พ่อของตนแสดงอาการตกใจเช่นนี้!

    “ทว่าข้ากลับสงสัยว่าเหตุใดท่านอาจารย์ถึงไม่ยอมพูดอะไรให้พวกข้าได้ฟัง ข้ารู้เพียงแค่ว่าเจ้าเมฆหมอกนั่นมีสิทธิพิเศษบางอย่าง ทำให้สามารถเข้าออกสำนักได้ราวกับเป็นคนสนิทคนหนึ่ง” เขากำลังนึกย้อนเรื่องราวต่าง ๆ ในอดีต ส่วนเจ้าอินได้แต่นั่งเงียบมองดูท่าทีพ่อของตน

    “นี่หรือว่า…” ชัยสิทธิ์ทำตาโตราวกับนึกอะไรบางอย่างออก

    เจ้าอินที่อยู่ข้าง ๆ ก็มองอีกฝ่ายอย่างลุ้นตาม…

    “หรือว่าเป็นเพราะเด็กหนุ่มคนนี้ที่ทำให้ท่านอาจารย์ตายอย่างไร้สาเหตุ… ใช่แล้ว! ข้าว่าต้องเป็นเจ้านั่นแน่ ๆ” เมื่อมาถึงตอนนี้เรื่องราว ต่าง ๆ ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น เขาเริ่มจับต้นชนปลายได้ถูกมากขึ้นเรื่อย ๆ

    “เหตุใดถึงได้โหดเหี้ยมขนาดนี้” ชัยสิทธิ์ได้แต่ส่ายหัวเสียใจให้กับเรื่องราวในอดีต สำนักวิมานสวรรค์ในตอนนั้นประดุจเป็นบ้านหลังที่สองของเขา ชีวิตการเป็นอยู่ในตอนนั้นสุขสบายกว่าปัจจุบันราวฟ้ากับเหว เขาได้แต่สังเวชใจในความโชคร้ายที่เกิดขึ้นกับสองพ่อลูกผู้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้านในละแวกนั้น

    “เฮ้อ…” หลังจากได้ฟังคำรำพึงรำพันจากผู้เป็นพ่อ เจ้าอินก็พอเข้าใจได้ที่เมฆหมอกจะจ้องล้างวิชาฐานฟ้า ทว่าการที่ทำให้พ่อของคนรักตายด้วยน้ำมือของตน เขานึกไม่ออกเลยว่าต้องโหดเหี้ยมขนาดไหนถึงกล้าลงมือทำได้ลง

    ‘มันจะเป็นความจริงหรือไม่ ข้ารู้สึกว่าอีกไม่นานคงได้รู้…’ เจ้าอินมั่นใจเช่นนั้น

    “แล้วหญิงนางนั้นที่ชื่อดรุณ พ่อรู้จักนางหรือไม่?” เจ้าอินอยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับหญิงคนนี้เช่นกัน เขารู้สึกว่าถ้าหากทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันนั่นย่อมแสดงว่าเบื้องหลังของพวกเขาต้องยิ่งใหญ่พอตัว

    “หญิงที่ชื่อดรุณนั่นน่ะหรือ?” ชัยสิทธิ์มองมาที่บุตรชาย สายตาของเขากำลังเหม่อลอยเหมือนกับว่ากำลังย้อนนึกอะไรบางอย่างในอดีต

    “ข้าไม่รู้จักนางเป็นการส่วนตัว ถ้าหากพูดถึงพ่อของนางที่เป็นเจ้าของโรงสุราคนเดิมข้าพอคุ้นหน้าอยู่บ้างทว่ากลับนึกไม่ออกเลยว่าเหตุใดหญิงนางนั้นถึงใจกล้าลงไม้ลงมือเช่นนี้…” ชัยสิทธิ์ดูเหมือนจะบอกทุกอย่างที่ตนรู้ ทว่าเขากลับปิดบังเรื่องราวบางอย่างเอาไว้ ในเมื่ออีกฝ่ายไม่พูดเจ้าอินจึงไม่ซักไซ้ต่อ

    …

    หลังจากห่างกันหลายปี เจ้าอินใช้เวลาหนึ่งเดือนเต็มเพื่อช่วยพ่อของเขาทำไร่ไถนา ซ่อมบ้านแปลงเรือน เขาใช้เวลากับชายคนนี้อย่างเต็มที่ก่อนจะขอตัวจากมาเพื่อตามหาคนในดวงใจอีกครั้ง

    “ถ้าข้ามีชีวิตรอด ข้าจะรีบมาหาท่านให้ไวที่สุด” ในขณะรถม้าแล่นจากมา เขามองดูชายคนนั้นยืนโบกมือให้ จนกระทั่งภาพนั้นค่อย ๆ หายลับไป

    “ไป! มุ่งหน้าสู่เมืองนครสวรรค์” เจ้าอินรู้อยู่แล้วว่าฐานฟ้าอยู่กับเมฆหมอก และเมฆหมอกก็อยู่ที่หัวเมืองนครสวรรค์ ดังนั้นจึงไม่เป็นการยากที่จะควานหาที่อยู่ของชายคนนี้

    …

    งานชุมนุมประจำปีของนักปราบผีที่สามปีจะจัดขึ้นครั้งหนึ่ง

    ในครั้งนี้ได้เลือกจัดงานชุมนุมขึ้นที่หัวเมืองนครสวรรค์ เป็นกฎตายตัวอยู่แล้วว่างานชุมนุมจะถูกจัดในที่ต่าง ๆ ไม่ซ้ำกัน ในแต่ละครั้งจะ สับเปลี่ยนหมุนวนกันไปตามหัวเมืองใหญ่

    ลานกว้างหน้าปะรำพิธี

    พื้นที่ขนาดใหญ่สุดลูกหูลูกตาที่ถูกประดับตกแต่งด้วยผ้าแพร และมวลดอกไม้หลากสีอย่างสวยงาม ในยามนี้พื้นที่นั้นต่างคลาคล่ำไปด้วยเหล่าจอมขมังเวทย์ในชุดขาวดูแล้วเข้มขลังน่าเลื่อมใสศรัทธา ทว่าในยามนี้สายตาของคนเหล่านั้นต่างจดจ้องไปยังแท่นพิธีการขนาดใหญ่ด้านข้างด้วยสีหน้าครุ่นคิด

    บนแท่นนั้นมีเด็กหนุ่มแปลกหน้าท่วงท่าสง่างามกำลังนั่งเป็นประธานทอดสายตามองลงมาด้านล่างด้วยท่าทีเรียบเฉย เด็กหนุ่มผู้นี้คือคนแปลกหน้าสำหรับบรรดาหมอผีเหล่านี้ ในสายตาของพวกเขาย่อมมีทั้งชื่นชม และแปลกใจเป็นธรรมดา!

    และแน่นอนว่าข้อกังขาต่าง ๆ ย่อมต้องเกิดขึ้นกับคนหมู่มากอีกเช่นกัน

    “นี่น่ะหรือผู้ตรวจการคนใหม่?” เสียงซุบซิบดังขึ้น

    “แม้นว่าคนเก่าจะคร่ำเคร่งออกกฎควบคุมมากมายจนพวกเราไม่พอใจ ทว่าข้ายังรู้สึกว่าผู้เฒ่าคนนั้นยังดูน่าเคารพมากกว่าเด็กหนุ่มคนนี้เสียอีก” เสียงพูดคุยแม้นว่าจะเบา ทว่ามันเกิดจากคนนับพัน เสียงนั้นจึงดังกระหึ่มฟังดูราวกับเสียงฝูงผึ้งแตกออกจากรัง

    “ฮึ่ม” ก่อนที่ความวุ่นวายจะเกิดขึ้น ทันใดนั้นได้มีเสียงกระแอมไอขัดจังหวะดังกระหึ่มขึ้นมา จึงทำให้คนเรือนพันค่อย ๆ เงียบเสียงลง

    “พิธีลำดับต่อไป…”

    “เรียนเชิญท่านผู้ตรวจการคนใหม่จากกรมไสยเวท… ขึ้นจุดธูปเทียนบูชาเทพยดาฟ้าดิน…” ชายผู้ดำเนินพิธีพูดจบแล้วโค้งคำนับไปทางเด็กหนุ่มในชุดพราหมณ์ขาวล้วนที่นั่งอยู่บนแท่นสูง

    “พ่อแสนท่านไม่ต้องทำอะไรมาก เพียงแค่ขึ้นไปจุดธูปเทียนก็พอ” ชายชราด้านข้างเอ่ยกระซิบไปทางแสนหวาน “อื้ม! ข้าทราบแล้ว” แสนหวานตอบกลับ

    ในระหว่างที่เขากำลังลงจากแท่นสูง ตรีเกษมที่อยู่ด้านข้างก็รีบเข้ามาประคองด้วยความเป็นห่วง

    ชายหนุ่มผู้สง่างามดูมีราศีจับ ได้ย่างก้าวผ่านฝูงชนจนไปถึงกึ่งกลางปะรำพิธีอย่างช้า ๆ ระหว่างนี้เสียงซุบซิบต่าง ๆ ยังคงดังขึ้นไม่ขาดสาย แต่ว่าเขากลับหาได้สนใจมันไม่…

    “ดูสิ ยังหนุ่มน้อยอยู่เลย อายุอานามคงพอ ๆ กับลูกสวาทของข้า น่าเสียดาย… ถ้าหากข้าได้ชายหนุ่มคนนี้มาเป็นลูกสวาทในสำนัก ข้าคงไม่ออกไปไหนเป็นเดือน ๆ ฮ่า ๆ” เสียงกระซิบดังมาจากแถวที่สาม ซึ่งเป็นกลุ่มคนชั้นนำของวงการในภูมิภาคแห่งนี้ เขาไม่สนใจกับตำแหน่งที่ว่าของแสนหวาน ทว่าเขากลับสนใจรูปโฉมของอีกฝ่ายมากกว่า

    “ฮ่า ๆ เจ้าก็พูดไป แต่ว่าก็ดีไปอีกแบบ ปกติแล้วจะเห็นแต่ผู้เฒ่าหน้าตาบูดบึ้งเมื่อได้เห็นเด็กหนุ่มเช่นนี้กลับทำให้ข้ารู้สึกกระปรี้กระเปร่าอย่างบอกไม่ถูก” สหายชราด้านข้างก็รีบพูดสอดรับกันไปมา

    แน่นอนว่าเหล่าหมอผีจอมขมังเวทย์ที่ยืนใกล้กับปะรำพิธีย่อมต้องเป็นคนใหญ่คนโตในวงการหมอผีของพื้นที่แถบนี้ ในอดีตตอนนั้นที่ฐานฟ้าได้เข้าร่วมการชุมนุม แม้นว่าสำนักวิมานสวรรค์จะมีชื่อเสียงสักเพียงใด แต่เขายังถูกจัดให้ยืนอยู่ด้านหลังจนเกือบจะไม่มีพื้นที่ให้ยืนเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าด้านหน้าปะรำพิธีในตอนนี้บุคคลเหล่านี้มีความสำคัญต่อวงการหมอผีเพียงใด

    “ฮึ!” แสนหวานกระแทกลมหายใจอย่างไม่พอใจเมื่อได้ยินประโยคดังกล่าว ก่อนหน้านี้เขาทำใจเย็นก็เพราะคำซุบซิบเหล่านั้นฟังไม่ค่อยได้ศัพท์ ทว่าประโยคเมื่อครู่น้ำเสียงของทั้งสองดังพอที่จะทำให้ใครต่อใครได้ยิน ในฐานะที่เขาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง และยังเป็นผู้ตรวจการ ถ้าหากเขาไม่แสดงอำนาจออกมาบ้างผู้ใต้บังคับบัญชาเหล่านี้มีหรือจะเกรงกลัว

    ในระหว่างนี้แสนหวานกำธูปขึ้นมาสามสิบหกดอก พร้อมกับท่องบ่นคาถาพึมพำเบา ๆ ได้ไม่นาน แล้วจากนั้นจึงเหลือบมองไปทางชายชราสองคนเมื่อครู่ด้วยความไม่พอใจ

    พรึบ! เพียงแค่สายตาของแสนหวานกวาดผ่าน เมื่อสายตาของเขาสบประสานกับชายชราทั้งสอง ฉับพลันจอมขมังเวทย์ผู้มีชื่อเสียงแห่งยุคทั้งสองก็รู้สึกมึนงงราวกับโลกหมุน หลังจากนั้นร่างอ้วนท้วนของทั้งคู่ก็ล้มพับลงไปกองกับพื้น ทั้งสองต่างหมดสติในทันทีทว่าปากยังคงส่งเสียงร้องครวญครางอย่างทุกข์ทรมานออกมาไม่หยุด

    “ท่าน… อาจารย์!” เหล่าลูกศิษย์ที่อยู่ไม่ไกลรีบเข้ามาประคองอาจารย์ทั้งสองของตนด้วยท่าทีตื่นตระหนก พวกเขาไม่รู้ว่าอาจารย์ของพวกเขาเป็นอะไรจึงได้แต่ร้องเรียกอีกฝ่ายราวกับคนเสียสติ

    เรื่องแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นกับชายชราทั้งสองช่วยเรียกเสียงฮือฮาจากกลุ่มคนที่ยืนอยู่ด้านหลังได้ไม่น้อย และแน่นอนว่าเหตุการณ์เช่นนี้ย่อมหนีไม่พ้นสายตากลุ่มคนที่ยืนเรียงรายกันอยู่ด้านหน้า ก่อนหน้านี้พวกเขาได้ยินคำพูดของชายชราคู่นั้นบางคนถึงขั้นเห็นด้วยกับชายคนนั้น ทว่าไม่มีใครกล้าเอ่ยปากอะไรออกมา

    “นี่สินะที่เขาเรียกว่า ‘เทวะลักษณะ’ เพียงแค่แสดงความไม่พอใจออกมา ก็สามารถทำให้จอมขมังเวทย์ถึงกับแดดิ้นเพียงแค่เหลือบมอง” ชายชราผู้ติดตามแสนหวานเอ่ยพูดพลางมองไปทางกลุ่มคนด้านหน้าปะรำพิธี เขาหวังว่าคำพูดของตนจะทำให้คนอื่น ๆ คิดอะไรขึ้นมาได้บ้าง

    แน่นอนว่า ‘เทวะลักษณะ’ ที่ว่าไม่อาจเปรียบเทียบได้กับ ‘ลักษณะมหาบุรุษสามสิบสองประการ’ ที่จะเกิดขึ้นกับพระเจ้าจักรพรรดิ และพระพุทธเจ้าที่ลงมาตรัสรู้ยังโลกใบนี้ ทว่า เทวะลักษณะตามตำราของกรมไสยเวทนั้นเปรียบดั่งผู้เป็นนายของเหล่าหมอผี มีพลังเร้นลับที่เป็นปฏิปักษ์ และปราบปรามผู้ใช้อาคมได้โดยตรง และแน่นอนว่าการใช้พลังที่ว่าได้ก็จำเป็นต้องร่ำเรียนตำราจากกรมไสยเวทควบคู่กันไป มิเช่นนั้น แสนหวานก็ไม่ต่างไปจากคนธรรมดาทั่วไป

    “เทวะลักษณะหรือ? บ้า… บ้าไปแล้ว” เมื่อได้ยินคำพูดนั้นของชายชราผู้ติดตาม เหล่าหมอผีที่ได้ยินต่างอุทานด้วยความตื่นตระหนก “ยุคสมัยหนึ่งจะมีสักกี่คนที่เกิดมาแล้วมีลักษณะเช่นนี้ กรมไสยเวทใหญ่ช่างสรรหาคนแบบนี้มาได้ มิน่าเล่าทั้ง ๆ ที่ยังหนุ่มยังแน่น แต่กลับได้ขึ้นรับตำแหน่งใหญ่โต…” เมื่อรับรู้ความเป็นมาของแสนหวาน เหล่าจอมขมังเวทย์ที่เคยหยิ่งผยองถึงกับยอมศิโรราบ แต่โดยดี

    ปึก! แสนหวานปักธูปสามสิบหกดอกลงกระถางทองเหลือง ในระหว่างพิธีการนี้ทุกคนในที่นั้นล้วนแล้วเงียบสนิทราวกับต้องมนต์สะกด สายตาของพวกเขาจับจ้องทุกท่วงท่าของชายหนุ่มด้วยความระมัดระวัง

    “พ่อแสนคนนี้เมื่อวางตัวเงียบขรึมพลังอำนาจเร้นลับในตัวเขาสามารถทำให้คนสยบลงได้ ทว่าเมื่อกลับมาเป็นตัวของตัวเองกลับกลายเป็นคนละคน” ชายชราด้านข้างตรีเกษมกล่าวขึ้น เขาเพิ่งประจักษ์กับเหตุการณ์เมื่อครู่ด้วยสายตาของตัวเขาเอง

    “แล้วมันดีหรือไม่ที่เจ้านั่นเป็นเช่นนี้?” ในขณะที่ตรีเกษมทอดสายตามองไปทางชายหนุ่มเขาได้เอ่ยถามชายชราที่รู้จักกันกับตน “ก็ต้องดีนะสิ พ่อแสนคนนี้มีแต่คนรักใคร่เอ็นดู ไม่ถือตน ไม่หยิ่งทะนง ข้าอยากรู้จริง ๆ ว่าก่อนหน้านี้ได้ใครสอนสั่งความรู้ต่าง ๆ มา” ชายชราพูด ชื่นชมแสนหวานด้วยความสัตย์จริง เขาเชื่อว่าก่อนหน้านี้แสนหวานจะต้องมีอาจารย์ที่ดีมาก่อนอย่างแน่นอน

    อีกด้านหนึ่งของลานพิธี

    “เหตุใดข้าถึงรู้สึกคุ้นหน้าชายหนุ่มคนนี้?” แม้นว่าจะอยู่ไกลจนมองอีกฝ่ายไม่ชัด ทว่าเมฆหมอกกลับรู้สึกเหมือนเคยพบเห็นผู้ตรวจการคนใหม่มาก่อน เขาไม่รับรู้เหตุการณ์วุ่นวายเมื่อครู่นี้ แน่นอนว่าเมฆหมอกก็คาดไม่ถึงเช่นกันว่าเด็กหนุ่มที่ตนมองว่าเป็นศัตรูในตอนนั้นจะกลายมาเป็นผู้ตรวจการในวันนี้

    “ไม่ได้การ… จากที่ดูลักษณะแล้วชายคนนี้จะต้องได้กินตำแหน่งใหญ่โตในวันข้างหน้าแน่” เมื่อคิดได้เช่นนั้นเมฆหมอกจึงรีบสั่งให้คนไปเตรียมของขวัญล้ำค่า เขาคิดเอาไว้แล้วว่าจะหาโอกาสเข้าหาอีกฝ่าย

    …

    หลังจากเสร็จงานพิธีบวงสรวงในช่วงบ่าย ช่วงเวลาต่อจากนี้คือช่วงเวลาแห่งความสุขสำราญ เครื่องดนตรีค่อย ๆ บรรเลงเพลงเร่งจังหวะมากขึ้นเรื่อย ๆ เหล่าพ่อมดหมอผีภายในงานที่รอเวลานี้มานาน พวกเขาล้วนพากันกินดื่มออกมาเต้นรำกลางลานจนดูละลานตา

    กระโจมพักหลังใหญ่ที่ถูกตกแต่งอย่างสวยงามเป็นพิเศษ

    บนตั่งไม้ด้านหลังมีชายหนุ่มกำลังนั่งทำหน้าเบื่อเซ็งอยู่บนนั้น

    “ข้าไม่คิดไม่ฝันว่างานชุมนุมที่ข้าเข้าร่วมในครั้งนั้นข้าจะโดนกระทำแบบนั้น…” เมื่อน้ำเมาเริ่มเข้าปากแสนหวานก็เริ่มหวนคิดถึงวันเก่า ๆ “ใครจะไปคาดคิดว่าเด็กน้อยในวันนั้นจะมาไกลได้ถึงเพียงนี้…” แสนหวานพร่ำบ่นพลางกวาดตามองหาใครบางคนในกลุ่มคนที่อยู่บนลานกว้าง

    ก่อนหน้านี้เขาได้ใช้ให้คนไปตรวจสอบแล้วว่ามีคนจากสำนักวิมานสวรรค์มาด้วยหรือไม่ ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับมานั่นก็คือไม่มี…

    แสนหวานเพิ่งได้รับตำแหน่งผู้ตรวจการมาได้หมาด ๆ เรื่องต่าง ๆ เขาจึงยังไม่ทันได้ตรวจสอบ เขาไม่รู้เลยว่าสำนักยิ่งใหญ่แห่งนั้นในตอนนี้ได้กลายเป็นฝุ่นผงไปเสียแล้ว…

    “คุณ! อย่าเมามาก เราต้องเดินทางกันอีก” ตรีเกษมที่อยู่ด้านข้างทักท้วงด้วยความเป็นห่วง “ผมรู้น่าว่าต้องไปที่อื่นเพื่อทำงาน ผมบอกคุณแล้วว่าอย่ามาด้วยจะลำบากเสียเปล่า” แม้นว่าคำพูดต่าง ๆ ที่แสนหวานพูดออกมาจะเกิดจากการไม่พอใจที่ยืดเยื้อมานาน ทว่าด้วยหน้าตา และน้ำเสียงของเขากลับกลายเป็นดูน่ารัก น่าทะนุถนอมสำหรับตรีเกษม

    “พ่อแสน! มีคนมาขอเข้าพบ” จู่ ๆ เสียงของชายชราผู้เป็น พี่เลี้ยง และเป็นผู้ติดตามดังมาจากด้านหน้ากระโจม แสนหวานมุ่นคิ้วแล้วหยิบเอาเสื้อคลุมขึ้นมาใส่พร้อมกับเดินออกไปประจำตำแหน่งเดิม

    “หืม? นี่มัน…” แสนหวานทำหน้าตกใจราวกับว่ากำลังเห็นผี เมื่อได้เห็นชายหนุ่มสองคนที่เดินมาด้วยกัน หัวใจดวงน้อย ๆ ของเขาถึงกับเต้นระส่ำ ความรู้สึกต่าง ๆ ประเดประดังขึ้นมาทันที

    “พี่… พี่ฐานฟ้า!!!” จังหวะที่แสนหวานกำลังดีใจแล้วกำลังจะตะโกนออกไป ทว่าเขากลับสังเกตเห็นใบหน้านั้นของชายหนุ่มดูหมองหม่น อีกฝ่ายมองหน้าเขาแล้วรีบหลบตาราวกับว่ากำลังเกรงกลัวอะไรบางอย่าง

    ‘นี่มันแปลก… แปลกมาก!’ แสนหวานเห็นเช่นนั้นเขาจึงรีบเก็บอาการ เขาเป็นคนฉลาดมีไหวพริบเอาตัวรอดเก่ง ดังนั้นสถานการณ์ในตอนนี้เขาจึงปฏิบัติตัวตามปกติให้สมกับเป็นผู้ตรวจการคนใหม่ของกรมไสยเวท

    “ท่านผู้ตรวจการ ข้าเป็นเจ้าสำนักตาคลีที่เพิ่งเปิดสำนักได้ไม่ถึงสิบปี ครั้งนี้นับว่าข้ามีวาสนาที่ได้เข้าพบ…” เสียงพูดของ เมฆหมอกดังขึ้นในขณะที่เขาจ้องหน้าอีกฝ่าย แม้นว่าในระยะประชิดเพียงแค่นี้ ทว่าเมฆหมอกกลับนึกไม่ออกว่าเขาเคยเห็นชายหนุ่มคนนี้จากที่ไหน

    “ข้ามีนามว่าเมฆหมอก หวังว่าการเข้ารับตำแหน่งใหม่ของท่านจะราบรื่นไปได้ด้วยดี” เมฆหมอกหันกลับไปหยิบเอาหีบไม้จากมือฐานฟ้าทางด้านหลัง เขารีบส่งกล่องไม้นั้นให้กับตรีเกษมที่เดินเข้ามารับ ทว่าแสนหวานที่นั่งอยู่บนแท่นสูงกลับเอ่ยคัดค้าน “เดี๋ยวผมลงไปรับด้วยตัวเอง” ว่าแล้วเขาก็รีบเดินลงมาแล้วยื่นมือรับหีบไม้นั้นเอาไว้ด้วยท่าทีไม่แข็งไม่อ่อน

    ระหว่างนี้สายตาของเขากับฐานฟ้าสบประสานกัน

    ทว่าแววตาคู่นั้นกลับดูว่างเปล่าไร้อาการแตกตื่นใด ๆ

    ‘เหตุใดท่านอาจารย์ถึงจำข้าไม่ได้?’ ยิ่งอีกฝ่ายเป็นเช่นนี้ยิ่งทำให้เขาต้องคิดวิเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องนี้ใหม่อีกครั้ง

    …

    เช้าวันต่อมา

    รถม้าเก่า ๆ ดูซอมซ่อคันหนึ่งลงจอดหน้าลานกว้างจนฝุ่นตลบ ชายหนุ่มรีบวิ่งลงจากรถม้าแล้วกวาดตามองดูลานโล่งกว้าง ที่เต็มไปด้วยกลุ่มคนเมามายเดินสะเปะสะปะไปมา “แล้วกัน… ข้าดันมาไม่ทัน!” เจ้าอินส่ายหัวแล้วรีบขึ้นรถม้าออกไป

    หลังจากเขาเข้าเขตเมืองนครสวรรค์ เจ้าอินได้ยินผู้คนพูดถึงงานชุมนุมครั้งใหญ่ของเหล่าพ่อมดหมอผี และยังได้ยินข่าวการออกตรวจการครั้งแรกของผู้ตรวจสอบคนใหม่ที่มาจากเมืองบางกอก เมื่อรู้เช่นนั้นเขาจึงอยากเข้าพบกับผู้ตรวจการคนนี้เพื่อแจ้งเรื่องราว ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเมฆหมอกให้ได้ฟัง

    น่าเสียดายที่เขามาไม่ทัน…

    รถม้าคันนั้นแล่นไปเรื่อย ๆ อย่างเชื่องช้า จนมาจอดอยู่ริมแม่น้ำสายใหญ่ “หืม?” เขากวาดตามองขบวนแห่เจ้าของชาวจีนโพ้นทะเลอันยิ่งใหญ่ ที่จัดขึ้นทุกปีในช่วงปีใหม่ของชาวจีน แม้นว่าพิธีเหล่านี้จะดูแปลกตามากสำหรับเขา ถึงจะเป็นเช่นนั้นเจ้าอินกลับไม่ได้สนใจ

    ภายในใจเขากำลังเคร่งเครียด เขาจึงไม่สนใจเรื่องราวภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องกับตน

    “ข้าควรทำอย่างไรต่อจากนี้ดี” ชายหนุ่มในชุดธรรมดาเดินเลียบไปตามแม่น้ำ เขากวาดตามองเรือน้อยใหญ่ต่าง ๆ ที่จอดเทียบท่าอยู่ด้านล่าง ทว่าเมื่อเห็นควันธูปลอยคละคลุ้งออกมาจากศาลเจ้า เจ้าอินจึงตัดสินใจเดินเข้าไปบริเวณนั้น

    เขาแวะซื้อขนมกุยช่ายจากอาแป๊ะหน้าศาลเจ้ามานั่งกิน พร้อมกับนั่งมองดูผู้คนนับพันที่เดินผ่านไปมา ในระหว่างที่เขากวาดตามองดูผู้คนทันใดนั้นร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มก็ชะงักค้าง

    “หืม?” สายตาของเขากำลังเบิกกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ ตัวของเขาสั่นสะท้าน ขอบตาที่เต็มไปด้วยขนดกดำเรียงตัวกันเป็นแพในยามนี้มันชื้นแฉะเต็มไปด้วยละอองน้ำที่ไหลออกมาจากตา “ท่าน… ท่านอาจารย์” เขามองเห็นฐานฟ้ากับเมฆหมอกอยู่ด้วยกัน ทั้งคู่กำลังนั่งไหว้รูปปั้นเทพเจ้าในศาลอยู่เคียงข้างกัน ทั้งคู่ดูสนิทสนมกันมากกว่าเมื่อก่อนอย่างเห็นได้ชัด

    เพียงแค่ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ที่เจ้าอินเฝ้าสังเกต เขาก็จับจุดนี้ได้

    “ไม่ว่าจะคำพูด หรือแววตาที่ท่านอาจารย์พูดกับเจ้านั่น ทั้งหมดมันไม่เหมือนเดิมจริง ๆ” เจ้าอินพึมพำ เขาแอบเดินตามคนทั้งสองที่กำลังเที่ยวชมตุ๊กตากระดาษที่วางเรียงรายเป็นทิวแถวอยู่ริมแม่น้ำ

    “ไม่ได้การ!” เจ้าอินมั่นใจแล้วว่าตอนนี้ฐานฟ้าโดนเสน่ห์ยาแฝดจากเมฆหมอกเข้าแล้วจริง ๆ ทว่าสิ่งต่าง ๆ ต้องชัดเจนถึงจะแจ้งไปที่กรมไสยเวทได้ แน่นอนว่าเจ้าอินไม่ลืมว่าในกรมไสยเวทประจำมณฑลพิษณุโลกมีพรรคพวกของเมฆหมอกบางส่วนอยู่ในนั้น

    ดังนั้นหลักฐานมัดตัวต่าง ๆ จึงต้องมีครบครันเพื่อไม่ให้ใครมาขัดขวางได้

    “ข้าจะตามท่านอาจารย์ไปที่สำนักตาคลี” เจ้าอินตัดสินใจแน่ชัด เขาต้องไปเฝ้าสังเกตการณ์ที่นั่น แล้วค่อยดำเนินแผนการอื่น ๆ ต่อจากนั้น



    คล้ายกับเรื่องลูกสวาทบำเรอรัก (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359