ณ พื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งถูกเรียกว่ามหาทวีป สถานที่แห่งนี้ประกอบไปด้วยอาณาจักรน้อยใหญ่มากมาย หนึ่งในนั้นคือ “มิเนเรีย” อาณาจักรที่ครั้งหนึ่งเคยอ่อนแอและไร้ตัวตน จนกระทั่งการมาถึงของราชินีจอมทรราช
ด้วยอำนาจของเธอ การปกครองถูกปฏิรูป ผู้ครองที่ดินที่ต่อต้านถูกกำจัด ทุกสนามรบที่กองทัพราชินีเคลื่อนผ่านล้วนต้องยอมศิโรราบ ไม่ว่าทรัพยากรหรือกองกำลังก็ล้วนถูกรวมเป็หนึ่งภายใต้ผืนธงแห่งการปฏิวัติ
จนในที่สุดชื่อของอาณาจักรเล็กๆ ก็กลายเป็ถ้อยคำที่เหล่าผู้ปกครองประเทศไม่สามารถฟังอย่างเฉยเมยได้อีกต่อไป ทว่ากองกำลังอันแข็งแกร่งนั้นยังไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด หากแต่เป็ตัวตนที่อาณาจักรแห่งนั้นต่างหาก
ตัวตนในตำนานซึ่งเคยหยุดาครั้งใหญ่เมื่อสองร้อยปีก่อน
ผู้สืบทอดเื่ราวของสุดยอดวีรบุรุษ
นามที่ผู้คนต่างเรียกขาน ผู้กล้าทับทิมสีชาดแห่งมิเนเรีย
นั่นคือชื่อของคนที่จะถูกจารึกลงหน้าประวัติศาสตร์
ในฐานะผู้เปลี่ยนแปลงโลก
◇◇◇
ผืนป่ารกร้างทางชายแดนตะวันออกของมิเนเรียพื้นที่ไร้การบุกเบิกซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายและความเงียบงันอันลึกล้ำ ทั้งที่มันควรจะเป็เช่นนั้น ทว่า
ตึง!
เสียงดังราวฟ้าผ่าของโลหะที่ปะทะกันได้ขับไล่บรรยากาศของราตรีอันเงียบสงัดจนสิ้น
ไม่ใช่เพียงหนึ่งหรือสองครั้ง เสียงฟาดฟันเสียดหูนั้นดังต่อเนื่องราวกลับบทเพลงที่ไร้ซึ่งทำนอง
และในทุกจังหวะของมัน ประกายแสงจากการปะทะที่เกิดขึ้นเป็ครั้งคราวก็ฉายให้เห็นเงาสองร่างซึ่งกำลังประจันหน้ากัน
ร่างหนึ่งคือสตรีผมทองสีหน้าไร้อารมณ์ ดาบสีดำเล่มใหญ่ในมือเธอนั้นตัดผ่านต้นไม้ใหญ่ได้ในครั้งเดียว แต่น่าแปลกที่ดาบนั้นกลับถูกป้องกันได้อย่างไม่ยากเย็น
“อึก”
อีกฝ่ายคือบุรุษร่างบางที่ดูไม่ได้มีกำลังนัก ทว่าดวงตาสีแดงที่จ้องกลับมานั้นไม่มีความหวั่นไหวแม้แต่น้อย
ทันทีที่ปะทะกันดาบยาวสีเงินก็ส่องแสงประกายเรืองรอง แสงที่เปล่งออกมานั้นแตกต่างจากสะเก็ดไฟก่อนหน้า ยิ่งมันสว่างขึ้นมากเท่าใดก็ยิ่งราวกับว่าแรงที่เคยต้านทานเอาไว้ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็แรงผลักให้ดาบของหญิงสาวถอยหลัง
แต่ไม่นาน แสงสีเงินนั้นก็ถูกใบดาบสีดำดูดกลืนเข้าไป
เด็กหนุ่มกัดฟันอย่างเสียอารมณ์ ก่อนจะสบถออกมาหลังกลายเป็ฝ่ายตั้งรับเสียเอง
“หน็อย ฉันไม่ได้รับงานยุ่งยากแบบนี้มาซะหน่อย”
การต่อสู้ของทั้งสองทำเอาทัศนียภาพรอบข้างเปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้
ทั้งสองบรรเลงเพลงดาบรุกและรับอย่างรวดเร็วสะเก็ดไฟสีส้มที่สาดกระเซ็นสร้างเป็ภาพอันสวยงามที่ราวกับดอกไม้ไฟยามค่ำคืน
เมื่อประลองเชิงดาบแล้วไม่มีฝ่ายไหนที่ด้อยกว่า จึงต้องหันมาวัดกันด้วยกำลัง
ดาบสีเงินถูกยกขึ้นฟาดอย่างสุดแรงหยุดการเคลื่อนไหวของดาบสีดำ
“ฝีมือไม่เลวเลยนี่ เป็ทหารรับจ้างงั้นเหรอ”
เด็กหนุ่มกล่าวถามเพื่อดึงความสนใจ แต่ฝ่ายนั้นกลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ
“…”
ั้แ่เริ่มปะทะดาบกัน เธอคนนั้นก็ไม่เคยเปลี่ยนสีหน้าเลยแม้แต่ครั้งเดียว
เมื่อไม่ได้รับคำตอบของคำถามเขาก็กระโจนถอยหลังกลับมา ดวงตาสีแดงก็กวาดไปรอบๆ ราวกับจะตรวจสอบอะไรบางอย่าง
“แถวนี้ไม่มีคน คงต้องพนันล่ะนะ”
เขากระซิบกับตัวเองเช่นนั้นก่อนจะจ้องกลับมายังคนตรงหน้า
“ไม่คิดจะบอกชื่อกันหน่อยเหรอคุณพี่สาว”
ถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความมั่นใจถูกส่งไปพร้อมสายตากดดัน แต่ก็ผิดคาด หญิงสาวตรงหน้าไม่ได้ตกหลุมพรางคำพูดที่ดึงดูดความสนใจนั้น
เธอได้แต่จ้องกลับด้วยแววตาไร้ความคิด สิ่งที่เห็นมีเพียงภาพสะท้อนของนักล่าที่พร้อมจะจู่โจม
“พวกเอลฟ์ของโลกนี้ไร้อารมณ์แบบนี้หมดเลยรึไงกัน”
เมื่อสิ้นเสียงเขาก็เริ่มตั้งท่าที่มั่นคง
“กะจะดึงดูดความสนใจก่อนเล่นมายากลให้ดูสักหน่อยแท้ๆ แต่ก็เอาเถอะ”
มือทั้งสองกำด้ามดาบเอาไว้แน่น ขาข้างหนึ่งขยับออกจากจุดเดิมเล็กน้อย วินาทีนั้นคมดาบสีเงินก็ส่องประกาย แสงออร่าสีขาวพวยพุ่งขึ้นเหนือพื้น สายลมพัดขึ้นเป็เกลียว หญิงสาวผมทองที่เห็นเช่นนั้นทำได้เพียงหรี่ตาเล็กลงและยกดาบเล่มใหญ่ขึ้นป้องกัน
“รวบรวมความปรารถนา! ดูแรนดัล!”
เด็กหนุ่มะโดังพร้อมกับที่คมดาบส่องแสงสว่าง แสงสีเงินตัดผ่านต้นไม้นับไม่ถ้วนก่อนจะเข้าปะทะกับดาบสีดำที่หญิงสาวยกขึ้นมาปัดป้อง ออร่าสีเงินแผ่ขยายและถูกดูดกลืนอย่างรวดเร็วสลับไปมาซ้ำๆ อยู่ชั่วขณะก่อนที่จะได้ยินเสียงะโของเด็กหนุ่มดังขึ้นแทรก
“ไปเลย!”
เขาเปล่งเสียงเช่นนั้นก่อนจะเพิ่มแรงไปที่แขนให้มากขึ้น หากมองดูดีๆ จะพบว่าท่วงท่าของเขาดูไม่เหมือนวิชาดาบแต่กลับดูคล้ายกับการตีลูกบอลด้วยไม้เสียมากกว่า
สิ้นเสียงะโดาบแสงที่ตวัดไปก็พัดร่างของหญิงสาวผมทองปลิวหายไปเหนือท้องฟ้า เด็กหนุ่มยืนมองอยู่ครูหนึ่งจนกระทั่งร่างนั้นลอยหายไป
พอเห็นว่าสิ่งที่ตนทำนั้นได้ผล เสียงหอบหายใจอันเหนื่อยล้าก็ถูกพ่นออกมา เด็กหนุ่มผมดำใช้มือขวาค่อยๆ หยิบขวดแก้วสีใสที่มีของเหลวอยู่ด้านในขึ้นมาจากกระเป๋า
เมื่อจ้องมองของเหลวด้านในอยู่ครู่หนึ่งเขาก็แสดงใบหน้าราวกับไม่อยากดื่มออกมา แต่มันก็ช่วยไม่ได้ เด็กหนุ่มกลั้นหายใจก่อนจะยกดื่มของเหลวนั้นจนหมดในรวดเดียว
“แบบนี้น่าจะพอถ่วงเวลาได้”
เด็กหนุ่มเก็บดาบสีเงินลงฝักก่อนจะเดินไปยังทิศทางที่ตรงกันข้ามกับที่สาวเอลฟ์คนนั้นลอยไป
จุดนัดพบซึ่งพรรคพวกของเขาควรจะได้ล่วงหน้าไปถึงก่อนแล้ว หรือก็คือตำแหน่งเป้าหมายของภารกิจที่ได้รับมอบ
ใช้เวลาไม่นานเขาก็ฝ่าต้นไม้จนพบทุ่งหญ้ากว้างซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างคล้ายกระโจมที่กำลังลุกไหม้
ถ้าข้อมูลที่ได้มาถูกต้อง ที่นี่คือค่ายลับของศัตรูที่ลักลอบเข้ามาสอดแนมอาณาจักร และจากการที่มีกลิ่นเหม็นฉุนของเืปะปนกับเศษธุลีในอากาศ บางทีพรรคพวกของเขาคงจะได้ปะทะกับศัตรูแล้ว
“หรือไม่ก็…”
ความรู้สึกไม่สบายใจก่อตัวขึ้นในอก เด็กหนุ่มเร่งฝีเท้าไปยังค่ายที่ปกคลุมด้วยเปลวเพลิง
เพลิงนั้นลุกไหม้เผาทุกสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า เปลวไฟที่เผาไหม้ค่อยๆ ลุกคืบไปทุกครั้งที่สายลมพัดผ่านราวกับภาพหายนะจากภัยพิบัติ
ยิ่งไปกว่านั้น มันยังเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้อง
เพลิงผลาญไม่ได้เผาแค่กระโจมจนเหลือแต่โครง แต่มันยังแผดเผาร่างของมนุษย์ที่อยู่ข้างใน เสียงร้องโหยหวนของคนที่ยังรอดชีวิตดังก้องไปทั่วป่า มีหลายร่างที่นอนอยู่ บางคนในนั้นยังมีลมหายใจและพยายามหลบหนีเพื่อเอาตัวรอด แต่ไม่รู้ทำไม พวกเขาเ่าั้กลับทำได้เพียงวิ่งวนไปวนมาราวกับคนตาบอดไม่รู้ทิศทาง
ภาพตรงหน้าทำให้ความคิดในหัวเด็กหนุ่มหยุดชะงัก
ความไม่สบายใจในอกถูกแทนที่ด้วยความสับสน
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น…”
เสียงอุทานนั้นหลุดออกมาหลังเห็นสภาพของสถานที่ที่เคยเป็แคมป์
นิยามของภาพตรงหน้าเด็กหนุ่มจึงเป็อะไรไปไม่ได้นอกจากโศกนาฏกรรม
“เห~ นั้นมันท่านผู้กล้านี่นา ไล่ยัยคนคุ้มกันนั้นไปได้แล้วงั้นเหรอ?”
ผู้ชายร่างผอมหน้าตาเหมือนพวกขี้เหล้าเดินเข้ามาพร้อมใบหน้าที่กำลังยิ้มอย่างน่าสะอิดสะเอียน
สิ้นเสียงคำพูดของเ้าร่างผอม ความสับสนในดวงตาของผู้กล้าหนุ่มพลันละลายหายไป ตอนนี้สิ่งที่เหลือมีเพียงความโกรธที่พร้อมปะทุออกมา
“นี่มันหมายความว่าไง”
ผู้กล้าหนุ่มถามด้วยเสียงที่สั่นเครือพร้อมมือขวาที่จับดาบไว้แน่น
“อะไร ก็กำลังทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายมาจากองค์ราชินีไง”
“ไม่ต้องมาพูดเลย!”
ประกายสีเงินของดาบศักดิ์สิทธิ์ถูกจ่อลงบนคอของชายร่างผอมในชั่วพริบตา
“งานที่ฉันได้รับคือการตรวจสอบแคมป์น่าสงสัยที่อาจเป็ทัพศัตรู แต่ว่านี่น่ะมันก็แค่ประชาชนที่อพยพหนีามาจากอีเดนไม่ใช่หรือไง!”
ผู้กล้าหนุ่มพูดอย่างเจ็บใจ เขากัดฟันแน่นขณะที่กดดาบไว้ที่คอของอีกฝ่ายเช่นนั้น
“ทั้งที่แค่กลับไปรายงานเบื้องบนก็พอแล้วแท้ๆ แต่แกกลับเผาพวกเขาทั้งเป็!”
“พูดอะไรของแกวะ ไอ้คนพวกนั้นไม่ใช่คนของประเทศนี้ด้วยซ้ำ ก็แค่พวกคนที่อพยพมาจากประเทศศัตรู ยังไงซะทางอาณาจักรก็ไม่เก็บคนพวกนั้นไว้อยู่ดีแหละน่า”
ชายผอมตอบกลับเช่นนั้นอย่างมั่นใจ
“ก็แค่ลดขั้นตอนให้มันเร็วขึ้นไง”
คำพูดนั้นไม่ได้ทำให้อะไรมันดีขึ้น มันได้แต่ยิ่งสุมไฟความโกรธของเด็กหนุ่ม
“ช่วยวางดาบลงก่อนได้ไหมครับ”
เสียงของใครบางคนดังขึ้นที่ด้านหลัง
เมื่อเหลือบตากลับไปมองก็พบกับนักเวทประจำปาร์ตี้ที่ยกคทาชี้มาทางผู้กล้าหนุ่ม แม้น้ำเสียงจะสงบนิ่ง แต่ว่าบนใบหน้าของเ้านั่นเองก็วาดไว้ด้วยรอยยิ้มบิดเบี้ยวไม่ต่างจากชายร่างผอม
“ใช่แล้ว! อย่ามาทำตัวอวดเก่งหน่อยเลยไอ้หมาไม่มีปลอกคอ”
ชายผอมยิ้มเ้าเล่ห์ออกมาหลังจากเห็นว่านักเวทได้เตรียมร่ายเวทไว้แล้วข้างหลังเด็กหนุ่ม
“...เป็แกเองสินะที่จุดไฟเผาแคมป์”
ผู้กล้าหนุ่มชำเลืองมองเ้านักเวทด้วยหางตา เขากล่าวถามโดยที่รู้คำตอบนั้นดีอยู่แก่ใจ
“ใจดีจังนะ หรือจะเรียกว่าอ่อนต่อโลกดีล่ะ”
พอได้ยินคำตอบออกมาจากปากเช่นนั้นมันก็ทำเอาเส้นเืบนหน้าผากของผู้กล้าหนุ่มนั้นนูนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
วินาทีนั้นดาบที่จ่อคอของเ้าคนร่างผอมก็ขยับ มองเห็นเงาสีเงินพุ่งตรงตัดทิวทัศน์ทิ้งเป็ภาพติดตาและหยุดลงที่คอของเ้านักเวทในชั่วขณะ
ความเร็วนั้นน่าเหลือเชื่อเกินกว่าจะเป็สิ่งที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้ เว้นเสียแต่มันจะถูกเสริมด้วยพลังเวทมนตร์
“ทั้งที่เป็ได้แค่ตัวถ่วงแข้งถ่วงขาเวลาสู้จริงตลอด ยังจะปากดีอีกงั้นเหรอ แค่คิดว่าต้องแบ่งเงินกับไอ้พวกไร้ประโยชน์แบบพวกแก ฉันก็เืขึ้นหน้าแล้วว่ะ”
ราวกับฟางเส้นสุดท้ายขาดสะบั้นลง เด็กหนุ่มะโด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว
“ให้ฉันตัดคอพวกแกตรงนี้แล้วกลับไปบอกพวกในวังว่าถูกซุ่มโจมตีดีไหม ฟังดูไม่เลวเลยนะ”
“กะ แกไม่กล้าทำหรอก ยะ ยังไงซะพวกฉันเป็ถึงตัวท็อปของกิลด์เลยนะเว้ย!”
ชายผอมที่ล้มลงไปเพราะตะลึงกับความเร็วของดาบสีเงินทำได้เพียงลนลานหาคำพูดในหัวเพื่อที่จะเอาตัวรอด
เขารู้ดีว่านั่นเป็แค่คำขู่ แต่เมื่อมองเข้าไปในสายตาจริงจังของผู้กล้าเขาก็ไม่สามารถเชื่อใจสัญชาตญาณของตัวเองได้อีก
“ตัวท็อป? ไอ้ตำแหน่งที่ได้มาเพราะเลียแข้งเลียขาขุนนางในวังเก่งนี่มันน่าอวดด้วยงั้นเหรอ”
ราวกับจะยืนยันคำพูดก่อนหน้า คมดาบสีเงินที่คอของเ้านักเวทถูกกดแรงขึ้นจนมีเืไหลซึมออกมา
การจะดับลมหายใจของเศษสวะทั้งสองนั้นไม่จำเป็ต้องใช้พลังของดาบศักดิ์สิทธิ์ด้วยซ้ำ แค่เพียงเขาขยับข้อมือเบาๆ ทุกอย่างก็จะจบสิ้น จะไม่ต้องเห็นหน้าของเ้าพวกนี้อีกต่อไป
ทว่าเขากลับไม่สามารถลงมือได้ในทันที
ตรงหน้าเขาคือนักเวทที่มีสีหน้าหวาดกลัวจากก้นบึ้งของหัวใจ และใบหน้าบิดเบี้ยวของตนที่สะท้อนอยู่ในดวงตาที่สั่นไหว
นั่นไม่ใช่สีหน้าของตัวเองที่เขารู้จัก
“พอแล้ว ฉันไม่อยากทำงานกับไอ้โง่ที่ใช้เป็แต่กำลัง กลับเมืองหลวงไปซะ ที่เหลือฉันจะทำเองคนเดียว เื่ค่าจ้างยังไงพวกแกก็แอบเอาเงินไปก่อนแล้วนี่”
เขาพูดออกไปแบบนั้นพร้อมกลับเดินไปยังทิศทางของกองเพลิง
“กะ ก็เอาสิวะ ยะ ยังไงคราวหน้าพวกฉันก็จะถูกจ้างมาอีก ถะ ถ้าถึงตอนนั้นก็ขอให้แกพูดแบบนี้อีกละกัน”
เสียงะโเช่นนั้นดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่วิ่งจากไป
ผู้กล้าหนุ่มผ่อนไหล่ลงหลังเห็นว่าเพื่อนร่วมปาร์ตี้ทั้งสองเดินจากไป ตัวเขานั้นรู้ดีว่าที่ชายผอมพูดนั้นหมายความว่าอะไร
“ไอ้พวกมีเส้นสายนี่น่ารำคาญจริง รู้งี้ขอรับงานคนเดียวแต่แรกก็คงดี”
เขากล่าวกระซิบกับตัวเองขณะมองดูกองเพลิงที่ค่อยๆ มอดดับ ถึงกระนั้นมันกับไม่ได้ทำให้ความอึดอัดภายในจิตใจเบาบางลงเลยแม้แต่น้อย
“นี่น่ะเหรอหน้าที่ของผู้กล้า...”
เด็กหนุ่มเริ่มตั้งคำถามภายในใจ ก่อนจะจ้องมองไปยังกองเพลิงข้างหน้าด้วยสายตาที่เลื่อนลอย