ตอนที่ 25 งานวิจัยกับการคุยแบบผู้หญิงถึงผู้หญิง
หลังจากที่ละเลงหน้าเติมเสร็จฉันและน้องน้ำก็กลับด้วยกันเธอพักอยู่หอในเพราะฉะนั้นจึงไม่ลำบากเท่าใดนักหากเราจะเดินกลับและเราก็มีปัญหาแบบผู้หญิงต้องคุยกัน ฉันก็เลยบอกเติมไปว่า “ไอ้หน้าเกาหลีกับไอ้ขี้เหร่คนใหม่นั่นไม่ต้องตามมาสาวสวยสองคนมีเื่ต้องคุยกันแบบสาวๆ” บอกตามตรงฉันชอบเวลาที่ได้เดินเชิดๆจังมันให้ความแตกต่างอย่างบอกไม่ถูกฉันเริ่มเข้าใจพวกคนสวยนิดหนึ่งแล้วล่ะเวลาที่หน้าเข้าเดินแล้วต้องเชิดหน้ารับแสงบางทีอาจจะเป็เพราะว่าเขาอยากจะดูเปล่งประกายภายใต้แสงที่สาดส่องผิดกับการเป็คนหน้าตาขี้เหร่ลิบลับที่ต้องเดินก้มหน้าหาเหรียญสิบตลอดเวลาการเป็คนหน้าตาดีนี่มันทำให้เรารู้สึกดีแบบนี้นี่เองแม้ว่าฉันจะเดินเชิดๆโดยถือกล่องที่คล้ายกับกล่องเครื่องมือช่างสองกล่องอยู่ในขณะนี้ก็ตาม
“พี่..พี่เคี้ยว..ทำไม..ทำไมไม่อยู่..หอในล่ะคะ”น้องน้ำเหมือนจะรวบรวมความกล้าแบบสุดชีวิตเพื่อพยายามคุยกับฉันพอไม่ได้เกี่ยวกับเื่แต่งหน้าเธอก็ดูเป็เด็กติ๋มๆ ทันทีเลยแฮะ..แล้วไอ้เติมมันคุยกับน้องยังไงวะเนี่ยพวกคนที่ไม่ใช่พวกขี้แพ้นี่เขามีวิธีการสุดยอดในการเข้าหาคนอื่นจริงๆด้วยสินะ
“พี่อยู่ไม่ได้จ๊ะ..หน่วยกิจกรรมไม่ถึงเพราะว่าพี่ต้องใช้เวลาทำงานส่งตัวเองเรียนด้วยถ้าเป็ไปได้พี่ก็อยากจะอยู่หอในนั่นแหละก็มันถูกกว่ากันตั้งเยอะ.. ว่าแต่เราเถอะไม่ใช่ว่าเป็เด็กขี้อายมากๆเหรอทำไมถึงมีหน่วยกิจกรรมถึงได้ละเนี่ย”ฉันตอบสาวน้อยพร้อมกับโยนคำถามใหม่ให้เธอ ประมาณว่าต่อบทสนทนาอะไรทำนองนั้นนี่คือสิ่งหนึ่งที่พวกขี้แพ้อย่างฉันทำไมเก่ง แต่ฉันก็พยายามสุดๆแล้วล่ะ
หลังจากได้ยินคำถามของฉันเธอก็หน้าแดงแล้วก็หลบหน้าฉันทันที‘นี่ตูทำอะไรผิดไปอีกแล้ววะเนี่ย เราไม่เก่งด้านนี้จริงๆด้วยTT’
“อื้ม..ถ้าพี่อยากแต่งหน้าตัวเองให้ออกมาเป็ประมาณนี้พี่ต้องซื้ออะไรบ้างอ่ะ..พอจะแนะนำพี่ได้มั้ย”ฉันกล่าวพร้อมกับชี้มาที่หน้าของตัวเอง ประมาณว่าอยากได้หน้าประมาณนี้ต้องทำไง...เปลี่ยนเื่ทันทีหลังจากที่รู้สึกได้ว่าตัวเองพูดอะไรผิดไปนั่นแหละคือสิ่งที่ฉันพยายามทำอยู่ในตอนนี้ทำไมการคุยแบบผู้หญิงถึงผู้หญิงนี่มันยากนักล่ะเนี่ย
“ค่ะ.ที่พี่้าก็แค่รองพื้นที่มีสีแบบเดียวกับที่หนูใช้กับพี่หรือใกล้เคียงแบบนั้นลิปสติกสีอะไรก็ได้แต่หนูแนะนำแบบสีปกติดีกว่าค่ะเพราะถึงพี่จะใช้สีอะไรก็ได้แต่ว่าการที่พี่จะไปใช้สีแปลกๆแบบสีดำหรือเขียวในวันปกตินี่มันก็ยังไงอยู่แล้วก็ดินสอเขียนคิ้ว อายส์แชโดวสีโทนแดงชมพู อายส์ไลเนอร์เครื่องสำอางส่วนใหญ่ที่เหมาะกับพี่ก็จะเป็ในโทนสีแดงหรือชมพูอะไรเทือกนั้นแหละค่ะ”
อืมมพอเป็เื่แต่งหน้าน้องแกก็ละทิ้งความอายแล้วพูดคล่องปร๋อเลยจริงๆด้วยแฮะถือว่าฉันเปลี่ยนมาถูกเื่สินะเนี่ย
“แล้ว...ปกตินี่เขาไปซื้อที่ไหนกันเหรอ”ฉันถามต่อ
“ปกติห้างก็จะมีขายนะคะหรือไม่ก็มีร้านขายเครื่องสำอางอยู่ใกล้ ม. เราก็มีอยู่ ซึ่งโทนสีที่เข้ากับพี่ก็เป็โทนสีปกติของผิวคนไทยอยู่แล้วเพราะฉะนั้นหนูว่าคงหาไม่ยากหรอกค่ะอ้อ แล้วก็ทางที่ดีเมื่อพี่เริ่มแต่งหน้าอุปกรณ์ทำความสะอาดผิวและครีมบำรุงผิวก็จะเริ่มจำเป็ขึ้นมากโดยเฉพาะพวกอุปกรณ์ที่ใช้ล้างเครื่องสำอางอย่างพวกโทนเนอร์นี่ขาดไม่ได้เลยล่ะค่ะแล้วก็จริงๆแล้วครีมบำรุงผิวก็จำเป็เช่นกันเพราะสารเคมีพวกนี้ก็อันตรายแล้วก็ทำร้ายผิวพวกเราอยู่แล้ว”
ฉันถามไปไม่กี่คำและเธอก็ตอบกลับมาแบบโคตรยาวเช่นเคยฉันพยายามจดจำสิ่งที่เธอบอกว่าจำเป็เมื่อฉันเริ่มที่จะแต่งหน้าเป็กิจวัตรแล้วก็เริ่มรู้สึกว่ามันจะเยอะขึ้นทุกทีทุกทีให้ตายเถอะพวกผู้ชายมันจะรู้มั้ยว่ากว่าผู้หญิงจะสวยได้นี่มันหมดเงินไปขนาดไหนฮึ่ม...คิดแล้วก็นึกถึงตอนที่ฉันยังน้ำหนักเกือบร้อยโลเลยแฮะเวลาโดนคนอื่นล้อแล้วฉันมักจะนึกในใจอยู่เหมือนกันว่าตูต้องหมดเงินไปเยอะขนาดไหนกว่าจะขุนตัวเองได้อ้วนขนาดนี้ทำไมพวกเอ็งยังจะต้องมาล้อสิ่งที่ฉันอุตส่าห์ทำมาอย่างบากบั่น
น้องน้ำเห็นฉันหลุดอยู่ไปอยู่ในมิติขงตัวเองสักพักเธอจึงคิดว่าฉันจำไม่ได้ว่ามันต้องมีอะไรบ้างดังนั้นเธอจึงเอื้อมมือมาจับมือที่อวบอิ่มของฉันพร้อมกับกล่าวว่า“หนูพาพี่ไปซื้อได้นะคะ^^”
“....เหรอจ๊ะ...ฮะฮะ..ดีเลยจ้า..ฮะฮะ”ฉันอ้ำอึ้งสักพักก่อนจะตอบเธอ บอกตามตรงฉันกังวลเื่ราคานิดหน่อยฉันเข้าใจล่ะนะว่าของดีราคามันก็ต้องราคาสูง คุณภาพกับราคาที่สมดุลกันแต่ฉันก็อดที่จะกังวลกับเงินในกระเป๋าตัวเองไม่ได้
“ไม่ต้องกังวลหรอกค่ะร้านไม่ไกลมากแล้วหนูก็มีมอ-ไซค์จอดอยู่ที่หอด้วย เดี๋ยวหนูพาพี่ไปเอง”น้องน้ำกล่าวหลังจากเห็นสีหน้ากังวลของฉันแต่คือ... พี่ไม่ได้กังวลเื่นั้นหนู.....สุดท้ายฉันจึงรวบรวมความกล้าแล้วก็ตอบเธอไปว่า’..จ๊ะ’การปฏิเสธคนที่ดีกับเรานี่มันทำยากจริงๆโว้ย!!...!!
จนแล้วจนรอดในที่สุดฉันก็นั่งรถมากับน้องซะแล้ว ความจริงฉันถามน้องไปแล้วว่าราคารวมอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่จะได้กดตังไปถูกน้องบอกว่าไม่น่าจะเกินพันซึ่งนั่นน้อยกว่าที่ฉันคิดไว้มากหากนับรวมเื่ที่ต้องมีโทนเนอร์หรือครีมบำรุงผิวนู่นนี่นั่นด้วย
เมื่อมาถึงทางร้านก็เหมือนว่าจะรู้จักกับน้องดีอยู่แล้วซึ่งก็ไม่น่ะแปลกอะไรเพราะดูน้องชอบขนาดนั้นนี่...ฉันก็มีความสุขมากพอๆกันนั่นแหละตอนที่ได้ไปนั่งทานอาหาร
ด้วยความที่ฉันมากับผู้เชี่ยวชาญและลูกค้าประจำฉันจึงได้ราคาต่ำกว่าที่คาดไปอีกซึ่งรวมๆแล้วฉันหมดเงินไปประมาณหกร้อยกว่าๆเกือบเจ็ดร้อย ตีเป็เจ็ดร้อยเลยก็ได้เพราะเหลืออีกไม่กี่ตังก็จะครบแล้ว ก็ได้แต่หวังว่าฉันจะใช้เป็พอที่จะไม่ให้มันหมดเร็วเกินไป
หลังจากนั้นพวกเราก็กลับมาที่หอพักของน้องและฉันก็ชวนน้องไปเลี้ยงข้าวเย็นด้วยเลยเพราะว่าตอนนี้ก็เกือบจะหกโมงเย็นแล้ว
แน่นอนว่าร้านก็เป็ร้านค้าแถวหอพักนั่นแหละก๋วยเตี๋ยวเนื้ออะไรทำนองนั้น พอกินเสร็จฟ้าก็มืดแล้วและฉันก็เดินไปส่งน้องที่หออีกเช่นเคย จะว่าไปน้องน้ำนี่เธอเป็พวกสองบุคลิกนี่นา...ยังไม่เคยเจอกับตัวเองเลยลองหน่อยดีมั้ยนะ
“ทำไมหล่อนต้องมาทำตัวติดกับฉันด้วยยัยขี้เหร่..” ไม่ต้องตัดสินใจแล้วเพราะเวลาเหมือนจะเลือกให้ฉันเรียบร้อยแล้ว แวบเดียวก็เปลี่ยนร่างเป็คนละคนละคนเลยวุ้ย
“พี่ก็มาส่งน้องไง”ฉันตอบ บางทีฉันอาจจะพอเดาได้แล้วล่ะว่าน้องแกไปเอาหน่วยกิจกรรมมาจากไหนบางทีฉันว่าน้องแกอาจจะไม่ได้กลัวกลางคืนแบบที่พี่หมอเดาไว้แต่อาจจะกลัวตอนกลางวันต่างหาก
“จำเป็ด้วยเรอะ..หอก็อยู่ใกล้แค่นี้เอง”น้องน้ำพูดกับฉันอีกครั้ง
“รู้อะไรมั้ยถึงเราจะแข็งแกร่งแค่ไหนแต่ทุกคนก็มีจุดอ่อน ตอนที่พี่ฝึกท่าไม้ตายมันสอนให้พี่เข้าใจสิ่งนั้นแม้ว่าเธอจะรู้สึกว่าตัวเองจะแข็งแกร่งจนดูแลตัวเองได้ในตอนนี้แต่จะทำยังไงหากผู้คนโจมตีที่จุดอ่อนของเธอล่ะ”ฉันตอบ
“พูดอะไรของแก จุดอ่อนบ้าบออะไรกัน”น้องน้ำดูเหมือนจะสับสนกับคำพูดของฉันไม่แปลกใจหรอกฉันเองก็สับสนกับตัวเองอยู่ตั้งนานกว่าที่สามารถเข้าใจตัวเองละผ่านพ้นความสับสน ของการนั่งเถียงกับจิตใจตัวเองได้ แต่ฉันไม่อยากให้เธอจบลงแบบฉันจบลงด้วยการเกลียดและดูถูกตัวเอง
“พี่รู้ว่าเธอสับสน..โลกมันก็เป็แบบนี้แหละบางทีมันก็โหดร้ายกับเรา... บางทีจุดอ่อนของเราอาจจะเป็แค่พลังสายเนตรที่เป็พลังขี้โกงอะไรสักอย่าง...ซึ่งจนถึงตอนนี้พี่ก็ยังไม่เข้าใจว่ามันเป็อะไรกันแน่... อย่างไรก็ตามน้องต้องทิ้งความกลัวแบบนั้นไปซะหรือไม่ก็สู้กับมันอย่าไปถอยมันแปลกที่คนเราจะมัวเอาแต่กลัวสิ่งที่ไม่รู้จักหรือไม่เข้าใจ พี่ก็สู้ด้วยทุกอย่างแม้ว่าบางครั้งมันอาจจะน่ากลัวและส่วนใหญ่พี่แพ้!!..แต่แสงแห่งแววตาของนักสู้ในสายตาของพี่มันยังไม่ได้ดับ!! อย่าให้ความมืดมิดมันกลืนกินเรา!! ถ้ากลัวก็มายืนอยู่ข้างหลังพี่..อย่าลืมว่าน้องไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกแม้ผู้คนจะไม่เข้าใจน้องอย่างไรก็ตาม....น้องก็แค่ ..ก็แค่ต้องเดินหน้าต่อไป...อาจจะมีไม่กี่อย่างที่พี่ชนะแต่โลกของตัวพี่เองเป็หนึ่งในนั้น..พี่คิดว่าหนูก็ต้องทำได้เช่นกัน..พี่จะคอยอยู่ข้างๆ”
จูนิเบียวมาเต็มก็ฟังดูเป็การคุยแบบผู้หญิงถึงผู้หญิงดีนะ..พวกผู้หญิงเขาก็พูดอะไรประมาณนี้แหละเชื่อฉัน....บอกตามตรงฉันก็ไม่แน่ใจนักว่าตัวเองพูดอะไรออกไป..หวังว่าตอนเธอกลับมาเป็ปกติความจำตรงนี้ของเธอจะหายไปนะเฮ้อ...พอฉันรู้สึกว่าน้องเป็คนพิเศษฉันก็อดที่จะพูดอะไรแปลกกับเธอไม่ได้..ฉันไม่ค่อยได้พูดแบบนี้กับใครเพราะคนปกติที่ไหนจะสามารถทนฟังอะไรพรรค์นี้ได้
ฉันแอบเหล่ตาไปหาน้องที่ยืนฟังฉันจากด้านหลังหลังจากที่ฉันพูดปราศรัยหรือปลุกใจอะไรสักอย่างในตอนนี้เองที่ฉันได้เห็น
สายตาที่มองฉันด้วยความปลาบปลื้มและเคารพ....อะไรวะเนี่ย!!!!
“หนูจะคอยอยู่ข้างหลังพี่....ฝากด้วยนะคะพี่เคี้ยว..”น้องน้ำเวอร์ชันตอนกลางคืนกล่าวกับฉันอย่างอ่อนโยนพร้อมกับขยับไปยืนข้างหลังและกุมมือของฉันหนึ่งข้างเอาไว้
นี่มันอัลลลัยยยยยยยยยยยย!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!