ตอนที่ 117 จำยอมรับภารกิจ
เมื่อไม่เห็นใครเอ่ยปาก ผู้อำนวยการไช่จึงถามขึ้น “ทำไมทุกคนถึงเงียบกันหมดเล่า? หากมีความคิดดีๆ ก็พูดออกมาได้เลย คนที่นั่งอยู่ตรงนี้ล้วนเป็นสหายอาวุโสกันทั้งนั้น”
หานชีเยวี่ยมองทุกคนที่ยังคงนิ่งเงียบไม่เอ่ยออกมาสักแอะ ในที่สุดเธอเข้าใจเป้าหมายของผู้อำนวยการไช่
แต่เธอก็ยังไม่พูดอะไรในตอนนี้
ในที่สุด รอจนกระทั่งรอยยิ้มบนใบหน้าของผู้อำนวยการไช่จางหายไป และน้ำเสียงก็แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้น สหายคนหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นผู้นำก็เอ่ยปากขึ้น
“ผู้อำนวยการไช่ พวกเราต่างก็เป็นสหายอาวุโสกันแล้ว บางเรื่องก็ควรจะมอบหมายให้สหายรุ่นใหม่ทำ ฉันเห็นว่าสหายหานชีเยวี่ยเหมาะสมดีค่ะ”
หานชีเยวี่ยรีบลุกขึ้นยืนแสดงเจตจำนง “ท่านชมเกินไปแล้วค่ะ ฉันเป็นเพียงแค่เด็กสาวที่เพิ่งจบการศึกษา ยังไม่มีความสามารถพอที่จะรับงานสำคัญเช่นนี้ อนาคตฉันยังต้องขอคำชี้แนะจากสหายอาวุโสทุกท่านอีกมากค่ะ!”
ทันทีที่หานชีเยวี่ยพูดจบ ก็ได้ยินเสียงประชดประชันดังขึ้น “เพิ่งจบการศึกษามาหมาดๆ ก็สามารถหาผ้าปูที่นอนได้มากมายขนาดนี้เชียว...”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าที่เดิมทียังคงยิ้มแย้มของหานชีเยวี่ยก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาในทันที
เธอเป็นสหายใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงานก็จริง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสหายใหม่จะต้องถูกกลั่นแกล้งเสียหน่อย หากเธอยอมกล้ำกลืนความโกรธในวันนี้ ต่อจากนี้ไปในอนาคต เกรงว่าคงไม่มีวันคืนที่สงบสุขในสำนักงานนี้อีกแน่
“พูดแบบนี้หมายความว่า ฉันที่คอยคิดถึงสหคามเป็นหลัก คอยช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้นำ ทำเพื่อเจ้าหน้าที่ทุกคนนั้นเป็นสิ่งที่ผิดงั้นหรือคะ? ผ้าปูที่นอนพวกนี้ฉันเป็นคนจัด หามาเอง ไม่ต้องใช้คูปอง แถมยังได้ราคาพิเศษสำหรับคนในอีกด้วย ฉันทำทั้งหมดไปเพื่อใคร? พวกคุณทุกคน หากใครคิดว่าไม่ต้องการผ้าปูที่นอนนี้ก็พูดออกมาตรงๆ ได้เลย ฉันรับรองว่าจะไม่บังคับค่ะ”
เห็นได้ชัดว่าทุกคนคิดไม่ถึงว่าหานชีเยวี่ยจะมีนิสัยใจร้อนฉุนเฉียวง่ายเช่นนี้ โดยทั่วไปแล้ว สหายรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำงาน แม้จะถูกคนกลั่นแกล้ง ก็มักจะกล้ำกลืนโมหะลงท้องไป
“นี่เธอ...” สตรีวัยกลางคนที่เพิ่งเอ่ยวาจาเหน็บแนมประชดประชัน เห็นได้ชัดว่าหล่อนคิดไม่ถึงว่าหานชีเยวี่ยจะโต้ตอบกลับมาตรงๆ เธอโมโหจนไม่รู้ว่าควรจะพูดตอกกลับอย่างไรไปชั่วขณะ
ใบหน้าของเธอแดงก่ำ หล่อนพูดคำว่า เธอๆๆ ออกมาอยู่หลายครั้ง ทว่าก็ไม่สามารถพูดอะไรโต้กลับไปได้
“หลิวอวี้เฟิน ตัวเองไม่มีความสามารถก็อย่าไปว่าคนอื่นที่เขามีความสามารถ ไหนๆ คราวก่อนไม่ใช่เธอเหรอที่ป่าวประกาศว่าลูกชายจะแต่งงานแล้ว แต่ยังหาคูปองซื้อผ้าปูที่นอนไม่ได้? ”
ผู้อำนวยการไช่จะตั้งใจหนุนหลังหานชีเยวี่ยอย่างเห็นได้ชัด เขาพูดจาเปิดโปงเรื่องน่าอายของหลิวอวี้เฟินออกมาตรงๆ หลิวอวี้เฟินหน้าแดงยิ่งกว่าเดิม เธอแค่ปากไว พูดออกไปโดยไม่ทันคิด แค่อิจฉาสาวน้อยที่มีความสามารถเท่านั้นเอง
เธอทำงานมาหลายปีดีดัก ลูกชายจะแต่งงานก็ยังต้องขาดของนู่นนี่ แต่ทำไมผู้หญิงที่เพิ่งเข้ามาทำงานถึงได้หาผ้าปูที่นอนกับปลอกหมอนราคาพิเศษได้มากมายขนาดนี้?
“ผู้อำนวยการไช่ ฉันยังไม่ได้ว่าอะไรเลยนะคะ เด็กสมัยนี้ไม่รู้จักกาลเทศะ ไม่เคารพรุ่นพี่เอาเสียเลย! ”
เห็นได้ชัดว่าหลิวอวี้เฟินยังไม่ยอมแพ้
หานชีเยวี่ยแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา
“เฮอะ อะไรกันคะ ตัวเองไม่ได้กินองุ่นก็หาว่าองุ่นนั้นเปรี้ยว [1] หรือ? กว่าจะได้ของพวกนี้มา คุณรู้ไหมว่าฉันต้องเพียรพยายามมากมายแค่ไหน ต้องฝืนยิ้มเท่าไหร่ คุณรู้บ้างหรือเปล่าคะ? หากไม่ต้องการ ฉันก็จะเอาไปคืนโรงงานทอฝ้ายเดี๋ยวนี้เลย และหลังจากนี้ฉันรับรองว่าจะไม่ไปขอร้องอะไรพวกเขาอีก”
ทุกคนที่อยู่ในห้องต่างก็เข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดของหานชีเยวี่ย หากพวกเขารับความหวังดีจากเธอ ในอนาคตไม่แน่ว่าอาจขอให้โรงงานทอฝ้ายช่วยแก้ไขปัญหาให้ได้ แต่ถ้าไม่รับความหวังดีนี้ เช่นนั้นก็ต้องขออภัยด้วย ถึงแม้ว่าของจะเอามาให้จนถึงนี่แล้ว แต่เธอก็สามารถเอาไปคืนได้ทุกเมื่อเช่นกัน
คราวนี้ ไม่ใช่แค่หลิวอวี้เฟินเท่านั้นที่สีหน้าเปลี่ยนไป แม้แต่คนอื่นๆ ที่เหลือก็เปลี่ยนสีหน้าไปเช่นกัน
แท้ที่จริงแล้วพวกเขาแค่อิจฉาริษยา พอคิดว่าเด็กสาวคนนี้สามารถหาของพวกนี้มาได้มากมายขนาดนี้ ไม่แน่ว่าบางทีเธออาจจะหาได้มากกว่านี้อีก พวกเขาก็อดอิจฉาไม่ได้ แต่ถ้าหากปล่อยให้เด็กสาวเอาผ้าปูที่นอนไปคืนโรงงานทอฝ้ายจริงๆ พวกเขาก็จะกลายเป็นฝ่ายที่เสียประโยชน์จริงๆ แล้ว
“สหายหาน พี่หลิวไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรหรอก เธอก็แค่เป็นคนปากไว พูดอะไรโดยไม่คิด อย่าได้ถือสาเธอเลยนะ! ”
หานชีเยวี่ยยังคงตีสีหน้าเย็นชา ไม่พูดอะไรต่อ
เป็นในตอนนั้นเองที่ได้ยินเสียงผู้อำนวยการไช่เปิดปากพูดขึ้น “ทำงานก็ไม่ทำงานให้ดี คิดแต่จะนินทาชาวบ้าน ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ให้ทุกคนไปวิ่งเต้นหาโครงการมา ถ้าหาไม่ได้ ก็อย่าหาว่าฉันใจร้ายก็แล้วกัน! ”
อะไรนะ?
ทุกคนต่างตกตะลึงจนบื้อใบ้
พวกเขามีความสามารถอะไรถึงจะไปวิ่งเต้นหาโครงการได้? โครงการมันหาง่ายๆ อย่างนั้นหรือ? ทำไมจู่ๆ ผู้อำนวยการไช่ถึงนึกวิธีเล่นงานคนออกมาแบบนี้?
เฮอะ ต้องโทษหลิวอวี้เฟินแท้ๆ ก็เพราะนางนี่ปากมาก ผู้อำนวยการไช่ถึงได้ไม่พอใจ ทุกคนต่างมองหลิวอวี้เฟินด้วยสายตาตำหนิ
หลิวอวี้เฟินก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม ปกติเธอก็พูดแบบนี้ตลอดก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร ทำไมวันนี้ถึงกลายเป็นความผิดของเธอไปได้?
คนมากมายต่างก็แสดงความไม่พอใจในตัวเธอออกมาอย่างชัดเจน
แบบนี้ไม่ได้การแล้ว!
หากจากนี้ไปทุกคนร่วมมือกันกลั่นแกล้งเธอ ต่อไปชีวิตของเธอในสหคามคงลำบากเป็นแน่
หลิวอวี้เฟินจึงจำต้องฝืนยิ้มแล้วพูดกับผู้อำนวยการไช่ว่า “ผู้อำนวยการไช่คะ ฉันเป็นคนปากไว ท่านก็รู้ดีนี่คะ ฉันไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรจริงๆ!”
“มีเจตนาร้ายหรือไม่ เธอเองก็รู้อยู่แก่ใจ ตอนนี้ไปขอโทษสหายหานเสีย ถ้าฉันได้ยินเธอพูดพล่อยๆ อีก ระวังจะไล่เธอกลับบ้านไปกินแกลบ!”
หลิวอวี้เฟินคิดไม่ถึงว่าแค่พูดจาประชดประชันคำเดียว จะทำให้เธอต้องอับอายขายหน้าขนาดนี้ แต่ไม่ว่าจะอับอายแค่ไหน ก็ยังดีกว่าถูกไล่ออกจากงานจนไม่มีอะไรกินแล้วกัน
เรียกได้ว่าหลิวอวี้เฟินนั้นเป็นคนที่ยืดหยุ่นได้ดี พอได้ยินคำพูดของผู้อำนวยการไช่ เธอก็รีบขอโทษหานชีเยวี่ยด้วยความจริงใจทันที ไม่ว่าในใจเธอจะสำนึกถึงความผิดของตนเองจริงๆ หรือไม่ แต่การแสดงออกทางสีหน้าของเธอนั้นไม่เลวเลย ทำท่าทางเหมือนเธอทำผิดไปแล้วจริงๆ สำนึกผิดอย่างสุดซึ้งจริงๆ
หานชีเยวี่ยก็รู้ว่าควรหยุดเมื่อได้เปรียบ เพื่อที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างราบรื่น
มุมปากของเธอประดับไปด้วยรอยยิ้มก่อนพูดว่า “ฉันเป็นคนนิสัยแบบนี้ ถ้าพูดอะไรผิดไป ก็อย่าถือสาเลยนะคะ”
ก็ไม่ใช่ว่ากำลังพูดถึงเรื่องนิสัยที่เสียอยู่หรอกหรือ? ถ้าอย่างนั้นทุกคนก็มาพูดถึงเรื่องนิสัยไม่ดีด้วยกันให้หมดเลยสิ หลิวอวี้เฟินคิดไม่ถึงว่าหานชีเยวี่ยจะเป็นสาวน้อยที่รับมือยากเช่นนี้ ในตอนนั้นเธอไม่รู้จะโกรธต่อหรือพูดอะไรต่อดี
“เรื่องนี้ก็ให้จบแต่เพียงเท่านี้เถอะ สหายหลิวอวี้เฟิน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอทำผิดแบบนี้ ควรจะจำไว้เป็นบทเรียน! ”
เมื่อได้ยินคำพูดของผู้อำนวยการไช่ หลิวอวี้เฟินก็ทำได้เพียงแสดงท่าทางยอมรับผิด ในเมื่อเกือบจะตกงานอยู่รอมร่อ ถ้าไม่ยอมรับผิดแล้วจะให้ทำอย่างไรได้อีก? ผู้อำนวยการไช่จึงเริ่มพูดถึงเรื่องงานที่ตัวเองเตรียมการจัดการเอาไว้ และแน่นอนว่าในบรรดาสหายกว่ายี่สิบคนในหน่วยงาน ไม่มีใครบอกว่าตัวเองสามารถทำได้เลยสักคน
“ในเมื่อพวกเธอทุกคนทำไม่ได้ งั้นหน้าที่นี้ก็ต้องมอบหมายให้สหายหานชีเยวี่ยแล้ว สหายหานชีเยวี่ย ฉันรู้ว่าเธอยังเด็ก แต่นี่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ในเมื่อสหคามอื่นๆ ต่างก็ทำผลงานออกมาได้ดี เหลือแค่สหคามของเราที่ยังไม่มีผลงานอะไรเลย และถูกผู้นำระดับสูงตำหนิมาหลายครั้งแล้ว”
หานชีเยวี่ยรีบเปิดปากพูดปฏิเสธทันที ล้อกันเล่นหรือ ถ้าให้เธอตกลงรับภารกิจในทันที ก็ยังไม่รู้ว่าคนพวกนี้จะคิดยังไง
ภารกิจนั้น แน่นอนว่าต้องรับ แต่วิธีที่ใช้รับภารกิจนั้นเป็นเรื่องสำคัญ สรุปก็คือ ต้องไม่ทำให้คนอื่นคิดว่าเธอเต็มใจรับ แต่มันเป็นสิ่งที่เธอจำเป็นต้องรับต่างหาก!
หลังจากปฏิเสธไปสองครั้ง หานชีเยวี่ยก็จำยอมรับภารกิจนี้
ผู้อำนวยการไช่กล่าวว่า
“พวกเธอในฐานะสหายอาวุโส อย่าเอาแต่นอนกินบุญเก่า ควรเอาเยี่ยงอย่างจากคนรุ่นใหม่บ้าง”
ถึงแม้ว่าทุกคนจะไม่พอใจที่ถูกผู้อำนวยการไช่ตำหนิ แต่ในเมื่อไม่ต้องไปวิ่งเต้นหาโครงการแล้ว พวกเขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งใจ บางคนถึงขนาดมองหานชีเยวี่ยด้วยสายตาที่แสดงความเห็นใจและขอบคุณที่วันนี้สาวน้อยคนนี้ได้ช่วยพวกเขาไว้ครั้งหนึ่ง
เชิงอรรถ
[1] ตัวเองไม่ได้กินองุ่น แล้วเที่ยวพูดว่าองุ่นนั้นเปรี้ยว 吃不到葡萄就说葡萄酸 เป็นสำนวน หนึ่งในภาษาจีนซึ่งมาจากนิทานเรื่อง《狐狸和葡萄》หมาป่ากับองุ่น เพราะหมาป่าตัวเตี้ย ขโมยองุ่นไม่สำเร็จจึงเที่ยวประกาศว่าองุ่นเปรี้ยว เมื่อตัวเองทำไม่ได้ก็โทษคนอื่น กล่าวหาว่าสิ่งที่ทำไม่ได้นั้นไม่ดี