ข้าเป็นคุณนายหรือพ่อบ้านกันแน่

    บทที่ 36 อาวุธสงคราม 4

      

             

             

            บนไหล่ทางของถนนเลียบชายฝั่ง ทางตอนใต้ของเกาะยูจิน รถเก๋งสีขาวสองคันไม่ติดป้ายทะเบียนจอดประจันหน้ากัน ลมแรงยามบ่ายปะทะใบหน้าบุรุษไร้นาม ที่กำลังลงจากรถของตน ตรงเข้ามาหากัน

            “สวัสดี”

            อีกฝ่ายไม่ได้เสียเวลาทักตอบด้วย เขาถามถึงเรื่องราวทันที “มู่ถังซินตายได้ยังไง”

            “มีพวกรนหาที่มาสอด”

            “คุณชายใหญ่จ้าว?”

            “ไม่ คราวนี้เป็นคนอื่น”

            “ใคร”

            “มันเป็นกลุ่มรับจ้าง เรียกตัวเองว่าพยัคฆ์เร้นกาย เอาหน่อยมั้ย” คนพูดยื่นบุหรี่ให้ อีกคนรับไปจุดแล้วสูดควันเข้าปอด

             

            นิโคตินคละคลุ้ง บรรเทาบทสนทนาที่เคร่งเครียดให้เบาลง

             

            “พยัคฆ์เร้นกาย” คนกล่าวทำหน้านึก แต่นึกยังไงก็นึกไม่ออก “พวกบ้าที่ไหนกัน ไม่เคยได้ยินชื่อ”

            “กลุ่มใหม่ อาศัยว่าโชว์ฝีมือได้ไม่เท่าไหร่ คงคิดว่าตัวเองแน่ คราวนี้มันมาคุยงานใหม่ที่นั่นพอดี”

            “มันอยากตายไวรึไง ถึงเที่ยวแส่ไปทั่ว”

            “ก็คงพวกต่างถิ่น แต่มาหากินที่ยูจินได้ไม่คนของตระกูลจ้าวก็คงเป็นคนของตระกูลหง”

            “เห็นว่าวันนั้นมีคุณชายใหญ่จ้าวอยู่ด้วย”

            “ใช่”

            “งั้นพวกมันอาจเป็นคนของเขาสิ”

            “พูดยากงานแรกที่พวกมันรับคือคุ้มครองคุณนายหง แต่ไม่นานมานี้มีคนแปลกหน้าเข้าออกตระกูลจ้าว บางทีพวกพยัคฆ์เร้นกายอาจเป็นคนของตระกูลจ้าว แต่ก็อาจไม่เกี่ยวก็ได้ เพราะคนแปลกหน้าที่เข้าออกตระกูลจ้าวคนหนึ่งคือคุณชายใหญ่อูลา คนหนึ่งคือลูกน้องเก่าของกวางปีศาจ”

            “น่าสนใจนี่ลูกน้องเก่างั้นเหรอ”

            “ถูกต้อง มันเป็นคนสนิทของเลี่ยงหวง อย่างที่พวกเรารู้สองพี่น้องเลี่ยงจัดการกันเอง ตอนนี้เลี่ยงจินเป็นใหญ่ ฆ่าพี่ชายไปแล้ว ก็คงตามเก็บคนของอีกฝ่ายด้วย”

            “เป็นเรื่องปรกติ”

            “ก็ใช่ บางทีเจ้าเชี่ยหร่านคนนี้อาจมาพึ่งพาตระกูลจ้าว”

            “แล้วตระกูลจ้าวรับมันไว้?”

            “ไม่รู้สิ แต่ตอนนี้มันหายไปแล้ว พวกเราตามไม่เจอ”

            “อืม มีสองอย่างไม่ตายก็อยู่ในตระกูลจ้าวนั่นแหละ ส่งข่าวนี้ให้เลี่ยงจินรึยัง”

            “ยัง เจ้านายยังไม่สั่งมา”

            “งั้นกลับไปก็ถามเจ้านายดูอีกที บางทีอาจจะลืม”

            “ได้”

            “แล้วคุณชายอูลาล่ะ”

            “ฉันไม่ค่อยแน่ใจนะว่าใช่เขาหรือเปล่า ค่อนข้างเปลี่ยนไปเยอะ แต่ลูกน้องเราที่เคยเจอยืนยันว่าใช่ ตอนนี้อาศัยอยู่กับตระกูลจ้าว ใช้ชื่อปลอมว่าลิ้วเซ่อ”

            “พวกจ้าวไม่รู้รึไงว่านั่นคือคุณชายใหญ่อูลา”

            “ไม่น่าจะรู้นะ”

            “ดูเหมือนว่าคฤหาสน์จ้าวจะดึงดูดกากเดน คนหนึ่งเป็นคุณชายใหญ่ที่ถูกขับออกจากตระกูล คนหนึ่งเป็นสุนัขที่ไร้นาย”

            “หึ งั้นมั้ง ฉันคิดว่าหัวหน้าพยัคฆ์เร้นกายอาจเป็นคุณชายอูลา”

            “ทำไมล่ะ”

            “เดา นายมีอะไรจะถามอีกมั้ย”

            “ในตระกูลจ้าวใครเข้าหาง่ายที่สุด แต่รู้เรื่องทุกอย่างในบ้านอย่างดีบ้าง”

            “อืม...น่าจะเป็น..คุณนายเล็ก พวกนั้นไว้ใจเขามาก คนของฉันบอกว่าเขาจัดการทุกอย่างในบ้านเลยล่ะ แต่รู้สึกว่าความสัมพันธ์กับสามีจะไม่ดีเท่าไหร่”

            “สะใภ้ที่ถูกใจผู้ใหญ่ มักเป็นเมียที่ไม่ได้เลือกเอง เขาเป็นผู้ชายนี่ ใช่ไหม”

            “ใช่ นายคงเคยเห็นเขามาแล้ว งานแต่งเป็นข่าวใหญ่โต”

            “เคย หน้าตาดี มาจากตระกูลเหริน พวกชนชั้นกลาง”

            “ตระกูลเขาธรรมดามาก ถ้าไม่ใช่เพราะต้องการที่ดินคงไม่ได้แต่งกันหรอก”

            “หมายความว่าการแต่งงาน เป็นเงื่อนไขในการซื้อขาย”

             

            “ทำนองนั้น แต่ก็น่าแปลกที่พอแต่งแล้วเขากลับเข้ามากุมอำนาจในบ้านได้”

            “ท่าทางคุณชายเหรินคนนี้จะมีอะไรดี ฉันคงต้องไปทำความรู้จักสักหน่อย”

            “ช่วงนี้เขากำลังหาช่างก่อสร้าง”

            “ดี บอกคนของนายว่าฉันพร้อมทำงานทุกเมื่อ แล้วพยัคฆ์เร้นกายล่ะ ตัวจริงมันหน้าตาเป็นยังไง”

            “ไม่มีใครเคยเห็นใบหน้าที่แท้จริง มารับงานยังสวมหน้ากาก เวลาไปไหนมาไหนก็ไร้ร่องรอย เหมือน..คนไม่มีเงา”

             

            “คนไม่มีเงา นั่นเรียกว่าคนตาย ฉันไม่เชื่อหรอกว่าจะหาตัวมันไม่เจอ”

            “นายมีวิธีก็ดี หมดเรื่องแล้ว งั้นฉันไปก่อนนะ ขอให้โชคดี”

            “บอกเจ้านาย ไม่ต้องห่วง ฉันมีวิธีจัดการกับพวกมันแน่”

            “อย่าให้พลาดเหมือนอู๋โถง”

            “เจ้านั่นมันโง่ ดันไปคว้าไอ้แก่โลภมากมาทำงาน พิการยังน้อยไป น่าจะตายไปซะ อยู่ต่อก็รกหูรกตาเจ้านายเปล่าๆ”

            “แต่ฉันว่ามันรกตาคนแถวนี้มากกว่ามั้ง”

             

            มวนบุหรี่ที่เผาไหม้แล้วเกือบถึงไส้กรองถูกปาลงพื้น ชายหนุ่มขยี้ปลายเท้าซ้ำลงไป ก่อนจะก่อนแยกออกมาโดยไม่บอกลาคู่สนทนา

             

            คฤหาสน์จ้าว จ้าวจิงถิงกับเหรินซวงอิ๋นลงมาพร้อมกัน ห้องอาหารนอกจากพ่อแม่สามีแล้วยังมีแขกอีกคนมาเพิ่ม ซูม่านอายุน้อยกว่าวิกตอเรียหลายปี ถ้าบอกว่าคุณนายจ้าวยังดูสาวอยู่ ซูม่านก็ยิ่งดูเยาว์วัย เธอรูปร่างสูง เอวเล็กสะโพกสวย เนินอกล้นคอเสื้อ ผิวของเธอสีน้ำผึ้ง เป็นสาวเปรี้ยว ชนิดคนละโลกกับซูมี่ ถ้าซูม่านสวยแบบสาวตะวันตก ซูมี่ก็สวยแบบสาวตะวันออก

            พอเห็นพวกเขาซูม่านก็ชูมือทักทายหลานชาย “ถิงถิงจ๋า ลงมาสักที น้าคิดถึงเธอมากเลย มามะ มานั่งข้างน้าเร็ว”

            เหรินซวงอิ๋นรู้ว่ากำลังถูกแขกเมิน แต่เขาไม่ใส่ใจ เธอเป็นใครกัน สำคัญให้เขาต้องเสียเวลาด้วยงั้นหรือ

            วิกตอเรียเห็นดังนั้นก็ส่ายหน้า ตีต้นแขนเพื่อนต่างวัย “ดูเธอสิ จะแกล้งลูกสะใภ้พี่ใช่ไหม ซวงอิ๋นไม่ต้องตกใจ น้าซูก็ชอบแกล้งแบบนี้แหละ”

            “คุณพ่อ คุณแม่” เหรินซวงอิ๋นทักทายผู้ใหญ่ ก่อนจะนั่ง แล้วค่อยหันไปทักแขก “คุณซู”

             

            ซูม่านยิ้มเสียไม่ได้ให้เขา แล้วหันไปยิ้มหวานใส่จ้าวจิงถิง ลากเขาไปนั่งข้างตัวเอง แล้วหันมาพูดกับคุณนายเล็กของบ้านด้วยเสียงแปดเสียงเก้า

            “ซวงอิ๋นจ๊ะ น้าก็เป็นแบบนี้แหละ ง่ายๆ สบายๆ อย่าถือสาน้าเลยนะ ดูสิ หน้าตาดีอย่างที่คุณพี่คุยไว้เลย” ประโยคสุดท้ายคุยกับวิกตอเรีย

            คุณนายจ้าวยิ้ม “แน่นอน ซวงอิ๋นของเราทั้งดูดี แถมเก่งอีกด้วย บ้านนี้ให้เขาดูแลไม่เท่าไหร่ ก็เป็นระเบียบขึ้นมาก”

            “เก่งจริงๆ” แขกโอเวอร์แอคติ้งชื่นชมแบบปลอมๆ เหรินซวงอิ๋นเห็นแล้วเหนื่อยแทน เขายิ้มการค้าตอบเธอ

            “ได้คุณแม่กับคุณย่าช่วยสอนครับ จริงสิ คุณซูอยากได้อะไรก็บอกผมได้ตลอดเลยนะครับ”

            "น่าร้ากกก ขอบใจนะจ๊ะ"

             

            จ้าวมิ่งป๋ายไม่ค่อยถูกชะตาเพื่อนภรรยา มีครั้งหนึ่งที่เขารู้สึกว่าโดนเธอยั่วยวน เขายิ่งไม่ชอบเธอเลยสักนิด แต่ว่าซูม่านกับวิกตอเรียรู้จักกันตั้งแต่สมัยเข้าวงการใหม่ๆ สนิทกันก่อนมารู้จักเขาซะอีก เธอว่าซูม่านนิสัยแบบนี้เอง ไม่ได้อ่อยใคร ยังโกรธสามีอีกด้วยที่พูดจาให้ร้ายเพื่อนเธอ

            เขาจะทำอะไรได้อีก นอกจากอยู่ให้ห่างเธอไว้ ระยะหลังเธอก็เปลี่ยนไปเฟิร์สใส่ลูกชายเขาแทน จ้าวจิงถิงยิ่งโตยิ่งหล่อเหลา ตอนนี้เข้าเลขสามแล้วก็ยิ่งสมเป็นชายที่สาวๆ ทั้งเกาะหมายปอง จ้าวมิ่งป๋ายรู้ว่าลูกชายไม่สนใจยัยซูม่านคนนี้หรอก ที่ลูกชายมีมารยาทกับเธอเพราะเป็นเพื่อนแม่เท่านั้น ก็เลยปล่อยไป อย่างน้อยก็ดีกว่ามาเกาะแกะตน

             

            แต่ตอนนี้ไม่เหมือนทุกทีที่จะปล่อยผ่าน เขาเกรงใจลูกสะใภ้ เหรินซวงอิ๋นจะคิดได้ว่าตระกูลจ้าวคบเพื่อนไม่ดูนิสัย

            “กินเถอะ มัวแต่คุยกัน ซวงอิ๋นคงหิวแล้ว”

            “นั่นสิๆ กินไปคุยไปก็ได้ ว่าแต่ซวงอิ๋นหนูมาจากตระกูลไหนนะ”

            “ผมแซ่เหรินครับ”

            “ตระกูลเหริน” เธอทำเป็นนึก แต่สุดท้ายก็นึกไม่ออก เหรินซวงอิ๋นออกตัว

            “ตระกูลเหรินของเรา ไม่ได้มีหน้ามีตาอะไร ไม่ต้องลำบากนึกหรอกครับ”

            “อุ่ย ที่ไหนกัน อย่าคิดมาก น้าก็ถามไปงั้นเอง เผื่อเป็นคนรู้จัก อืม..แล้วเราจบอะไรมา ตอนนี้นอกจากงานบ้านแล้วทำงานอื่นอีกมั้ย อย่าว่าน้าจุ้นจ้านเลยนะ นานๆ เจอกันที ก็แค่อยากถามไถ่ลูกหลาน”

             

            วิกตอเรียเริ่มยิ้มไม่ออก ทุกทีซูม่านอาจจะทำอะไรไม่ค่อยเข้าท่าบ้าง เธอก็ไม่คิดมาก แต่นี่ลูกสะใภ้ไม่รู้จักกันมาก่อน อาจจะเกลียดกันได้ คุณนายเจ้ากำลังจะช่วยลูกสะใภ้ให้พ้นจากการสอบสวน ไม่คิดว่าลูกชายจะช่วยภรรยาของตนเช่นกัน

             

            “น้าซู ไม่เจอกันนาน เอาแต่ถามอิ๋นอิ๋น ไม่สนใจผมเลย”

            “ว๊ายถิงถิง เรียกภรรยาว่าไงนะ หืมมม มีมุมนี้ด้วยเหรอเรา”

            “ภรรยาของผม ก็ต้องพิเศษกว่าคนอื่นสิครับ”

            “จ้า ยอมแล้วๆ ไม่แกล้งแล้วก็ได้ แต่ว่าไปแล้วน้าก็เซอร์ไพรส์นะที่เห็นภรรยาของหลาน” พูดกับจ้าวจิงถิงจบก็จ้องไปทางเหรินซวงอิ๋น ราวกับจะหาว่าเขามีอะไรดีกันแน่

            “ซวงอิ๋นเป็นเด็กน่ารัก เราโชคดีที่ได้เขามาเป็นสะใภ้” คุณนายจ้าวใช้น้ำเสียงตักเตือน ซูม่านรีบเห็นด้วย แล้วทำเหมือนว่าที่เธอซักถามมากเรื่องกับสะใภ้ของคนอื่น เพราะแค่เธอแกล้งเล่น ด้วยสนิทกับเจ้าของบ้านเป็นอย่างดีเท่านั้น และเธอก็เป็นหญิงสาวมีอารมณ์ขัน ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีแอบแฝง

            ไม่รู้ว่านอกจากวิกตอเรียแล้ว คนที่เหลือเชื่อภาพลักษณ์ที่เธอเสแสร้งหรือเปล่า เหรินซวงอิ๋นคนหนึ่งไม่เชื่อ ไม่งั้นที่เขาเรียกเธอว่า ‘คุณ’ เธอก็ทักท้วงให้เรียกน้าเหมือนสามีของเขาเรียกแล้วสิ นี่ยังไม่พูดอะไร แปลว่าชอบให้เรียกแบบนั้น เธออาจเห็นเขาเป็นคนนอกโดยสมบูรณ์ก็ได้

             

            “คุณซูกล่าวเกินไป ถามได้ครับ ผมตอบได้ทุกอย่าง ไม่มีอะไรปิดบังจะต้องกลัวทำไม จริงมั้ยครับ”

            ซูม่านพยายามยิ้ม คุณนายเล็กคีบตีนไก่ตุ๋นใส่จานสามี “คุณกินซะสิ”

             

            จ้าวจิงถิงไม่ชอบตีนไก่ แต่ว่าตอนนี้เขาก็ยอมคีบเข้าปาก ประมุขจ้าวรอดูว่าลูกสะใภ้จะจัดการเรื่องนี้ยังไง ส่วนคุณนายจ้าวเริ่มกินไม่ลง หากลูกสะใภ้ไม่พอใจแล้วไปฟ้องคุณย่า ว่าโดนเพื่อนของเธอดูถูก ซูม่านจะโดนไล่ออกจากบ้านจ้าวแน่ๆ

             

            “บ้านจ้าวงานเยอะมากๆ แค่ทำงานในบ้านผมก็แทบไม่มีเวลาว่างแล้วครับ ไม่เก่งพอจะขอไปช่วยงานที่บริษัทหรอก”

            “นั่นสินะ เธอมาจากตระกูลเหริน คงไม่ชินกับงานในตระกูลใหญ่สินะ”

            “ถ้าคุณซูไม่รังเกียจขอให้ช่วยชี้แนะผมด้วย”

            “โอ๊ย จะเอาอะไรไปแนะนำล่ะ ไม่มีหรอกจ้า”

            เหรินซวงอิ๋นแกล้งตกใจ รีบร้อนก้มหัวขอโทษ “ขอโทษครับ ขอโทษ ผมไม่ควรไปรบกวนแขกของคุณแม่” ประมุขจ้าวกับคุณนายจ้าวชะงัก ซูม่านทำอะไรไม่ถูก เธอไม่ได้ตำหนิเขาแรงเลยนะ ทำเหมือนเธอว่าเขาเสียๆ หายๆ ไปได้ เด็กคนนี้

            “ขอโทษอะไรกัน เป็นน้าเองแหละที่พูดมาก พอๆ กินข้าวๆ”

             

            แล้วซูม่านก็ไม่ชวนเหรินซวงอิ๋นคุยอีกเลย คนรับกรรมกลายเป็นจ้าวจิงถิงแทน เหรินซวงอิ๋นไม่สนใจที่สามีถูกสาวใหญ่เพื่อนแม่ออเซาะ เขารีบกินรีบอิ่ม “ผมขอตัวไปทำงานก่อนนะครับ” วันนี้มีนัดคุยเรื่องราคาเหล้า ถ้าตกลงได้ก็จะส่งของล็อตแรกด้วยเลย

            ยังมีคุยกับช่างกลุ่มใหม่ที่ต้องเข้ามารีโนเวทเรือนผู้เฒ่า หลังจากนั้นเขาต้องไปดูที่ ไป๋เหลียงเลือกมาได้สามทำเล ไม่รู้ว่ามีที่ไหนใช้ได้บ้าง

            จ้าวจิงถิงเห็นภรรยาอิ่มก็วางตะเกียบตามทันที “อิ๋นอิ๋น ไปด้วย”

            ประมุขจ้าวเป็นอีกคนที่ลุก “ผมมีธุระเหมือนกัน ขอตัวนะ คุณซูตามสบาย ที่รักไปไหนให้อาฮกขับรถให้นะ”

            “ค่ะ” คุณนายจ้าวอวยพรให้ลูกกับสามีทำงานลุล่วง บอกลูกสะใภ้ว่ามีอะไรให้เธอช่วยก็ให้คนมาเรียกได้

             

            “อ้าวไปกันหมดเลย” ซูม่านมองตามทั้งสามตาละห้อย วิกตอเรียมองซูม่านอีกทอด

            “พี่วิกทำไมมองน้องอย่างนั้นล่ะ”

            “เธอไม่ชอบลูกสะใภ้พี่เหรอ”

            “ไอหยา῀ เปล่านะคะ นี่น้องดูร้ายกาจขนาดนั้นเชียว”

            “ก็ดูเธอทำเข้าสิ ยังกับดูถูกซวงอิ๋น อย่าให้แม่สามีพี่เห็นเด็ดขาดนะ ไม่งั้นล่ะก็..”

            “ทำไมคะ พี่ดีกับคุณนายผู้เฒ่าแล้วนี่นา”

            “ดีกันได้ก็เพราะซวงอิ๋นั่นแหละ คุณแม่ชอบเขามาก รักไม่ต่างจากหลานแท้ๆ”

            “โอ้ จริงเหรอคะเนี่ย”

            “งั้นเวลาอยู่กับลูกสะใภ้พี่ก็แสดงอำนาจใส่เขาไม่ได้เลย?”

            “ทำไมต้องทำอะไรแบบนั้นด้วยล่ะ”

            “ยังไงก็แค่ลูกสะใภ้ จะให้มีอำนาจเกินหน้าพี่ได้ไง อย่าลืมว่าคุณนายจ้าวตัวจริงคือพี่นะคะ”

            “ม่านม่านเธอพูดเหมือนไม่รู้จักพี่ อำนาจอะไร คุณนายจ้าวอะไร พี่สนใจที่ไหนกัน ทุกวันนี้ก็มีความสุขดี”

            “ไหนว่าถิงถิงไม่ชอบเขาไง พี่ยังบอกเองว่าลูกสะใภ้คนนี้แต่งเพราะความจำเป็นอ่ะ”

            “นั่นมันเมื่อก่อน ตอนนี้เธอก็เห็นว่าซวงอิ๋นเป็นคนสำคัญของตระกูลจ้าว จิงถิงเองก็เหมือนจะเริ่มชอบเขา ม่านม่านเธออย่าคิดเรื่องไม่เป็นเรื่องอีก พี่ไม่ชอบ”

             

            ซูม่านเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้ม “โอเคค๊า ไม่พูดก็ไม่พูด งั้นวันนี้เราไปนั่งริมหาดกันไหมคะ”

            “เธอจะกลับแล้วนี่ มีเวลาไปนั่งชมวิวอะไรอีก”

            “ก็แหม๋ ยังไม่อยากกลับนี่คะ ที่บ้านมีใครรอน้องกลับไปกันล่ะ ไม่มีหรอก งานเปิดสาขาของซูมี่เลื่อนออกไป น้องก็จะขอกินข้าวฟรีบ้านจ้าวรอไปก่อน พี่วิกคงไม่ว่านะ”

            วิกตอเรียรู้สึกระอาแต่ว่าพูดมากไม่ได้ นานทีปีหนซูม่านจะมาหา มิตรภาพเก่าก่อนก็ตัดใจปล่อยไปไม่ลง เพื่อนของเธอก็มีไม่มากเสียด้วย “พี่จะว่าอะไรเธอ อยู่ได้จนกว่าเธอจะเบื่อแหละ งั้นเตรียมตัวเถอะ ไปนั่งริมหาดกัน”

            ซูม่านร่าเริงขึ้น “น้องจะเอาบิกินี่ไปด้วย อยากอาบแดด”

             

            ฝั่งเหรินซวงอิ๋นกับจ้าวจิงถิงเดินมาถึงทางแยก คังข่ายกับโจโค้งทักทาย “คุณชาย คุณนายเล็ก”

            เหรินซวงอิ๋นยิ้มให้พวกเขา “สวัสดีคุณคัง คุณโจ” แล้วก็บอกลาสามี “ผมไปนะ”

             

            จ้าวจิงถิงพยักหน้ารับ แต่ในใจกลับคิด คำว่าไปก่อนนะ ตนต้องเป็นคนพูดสิถึงจะถูก แล้วภรรยาต้องบอกว่าขอให้งานลุล่วงครับอะไรแบบนี้ เหมือนที่คุณแม่บอกคุณพ่อไง

            “ครับ?” เหรินซวงอิ๋นเห็นว่าสามียังไม่ขยับ แถมจ้องเขาเขม็ง

            “เปล่า งั้นฉันไปนะ”

            “อื้ม”

             

            แค่นี้เหรอ?

             

            คุณนายเล็กบอกลาแล้ว คุณชายบอกลาแล้ว แต่ยังไม่มีใครหันหลัง คนสนิทเริ่มเก้ๆ กังๆ แล้วจะเอายังไงต่อ

             

            จนคุณนายเล็กเริ่มก้าว คุณชายก็เอ่ยปาก “เดี๋ยว...เมื่อครู่ อย่าถือสาน้าซูเลยนะ เธอก็เป็นแบบนี้ ความจริงไม่มีอะไร”

            “ผมไม่เก็บมาคิดหรอก”

            “งั้นก็ดี” จ้าวจิงถิงยกมือคล้ายจะบ๊ายบาย แต่ว่าก็ไม่ใช่ เขายกมือขึ้นมาแล้วเอาลงไวมาก เจ้าวัชพืชแปลกๆ นะ เหรินซวงอิ๋นมองท่าทีตีความไม่ได้ของเขาแล้วก็ได้แต่ยิ้มให้อีกรอบ

             

            ที่แน่ๆ จ้าวจิงถิงคงไม่ได้พูดเพราะห่วงความรู้สึกของเขาหรอก น่าจะแค่ไม่อยากให้มองเพื่อนแม่ของตน ในแง่ไม่ดีมากกว่า หยาหยาบอกว่าซูม่านเป็นเพื่อนคุณนายจ้าวมานาน เห็นคุณชายใหญ่มาตั้งแต่เด็ก ระหว่างพวกเขาก็คงรู้สึกเหมือนเป็นญาติ เป็นคนในครอบครัว ทำนองนั้น วัชพืชกอนี้ยังไงก็มีข้อดีคือรักครอบครัว แค่เป็นคนในบ้านเขาใจกว้างได้เสมอ ดูจากที่เขาไม่คิดแค้นคุณชายรองจนอยากเอาชีวิต

            คิดเรื่องนี้ไปจนกระทั่งถึงเรือนผู้เฒ่า ตัวแทนร้านอาหารมารอที่สวนรับรองแขก ตันหยงเห็นคุณนายเล็กก็รีบย่อตัว

            “คุณนายเล็ก”

            พอแขกได้ยินสาวใช้ทัก ก็รีบหันมา ชายรูปร่างท้วมฉีกยิ้มจนเห็นฟัน “สวัสดีครับ คุณนายเล็กจ้าว ผมหยวนซาง มาจากร้านเดอะรองท์”

            “สวัสดีครับคุณหยวน ตันหยงให้คนยกตัวอย่างเหล้าของเราเข้ามา”

            สาวใช้ประจำเรือนผู้เฒ่าจัดแจงตามที่เขาสั่ง คนรับใช้ชุดสีฟ้าทะเลทยอยยกเหล้าทุกสูตรออกมา ให้หยวนซางชิม

            “ความจริงไม่ต้องชิมก็ได้ ตัวอย่างคราวก่อนที่ส่งให้ร้านเรา เถ้าแก่ชอบมากครับ โดยเฉพาะจ้าวเมรัยสูตรพิเศษที่มีแค่ที่นี่”

             

            หยวนซางเป็นนักเจรจาที่ดีทีเดียว เขาไม่ได้กดราคาจนเกินงาม แต่ก็ไม่ลืมจะต่อรองทุกครั้งที่มีโอกาส ไม่ขอลดก็ขอแถม เพื่อให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ หากไปซื้อขายบ้านอื่นอาจจะกำไรเนาะๆ โชคร้ายที่มาเจอผู้ชำนาญด้านการต่อรองอย่างพ่อบ้านเหริน จึงเห็นตัวแทนแซ่หยวนปาดเหงื่ออยู่หลายรอบ ก่อนที่ทุกอย่างจะลงตัว

            เหรินซวงอิ๋นบอกลาชายร่างท้วม และให้คนไปส่งเขาที่รถ สุราหลายไหที่เปิดให้ชิมวันนี้ก็ให้เขากลับไปด้วย หยางซางไม่ได้กำไรมากเท่าที่หวัง แต่ได้ของติดมือกลับก็ยังดีกว่าไม่ได้เลย

             

            จ้าวจ๋ายอิงที่เพิ่งมาถึง ตามไปคุมการขนเหล้าล็อตแรกใส่ท้ายรถหยวนซาง และรอรับเงินพร้อมกับคนของงานบัญชี ส่วนพี่สะใภ้อู่ซีห่าวขอเข้าพบต่อ เพื่อคุยเรื่องช่างที่จะจ้างมารีโนเวทเรือนผู้เฒ่า

            หลังแนะนำตัวพบว่า ช่างที่อู่ซีห่าวหามาไม่เลว มีประสบการณ์ทำงานสิบกว่าปี เคยซ่อมแซมบ้านโบราณด้วย แถมค่าจ้างก็สมเหตุสมผล เขาใช้เวลาคุยรายละเอียดกับช่างไม่นานก็เรียบร้อย จากนี้ไปคนที่จะคุมงานต่อคืออู่ซีห่าวหัวหน้างานทั่วไป

             

            คนรับใช้เรือนผู้เฒ่ากำลังช่วยกันเก็บของมีค่า และของใช้ส่วนตัวให้ผู้เฒ่าทั้งสอง จ้าวเถียนอ้าย และ จ้าวหลันหรู ต้องย้ายไปอยู่บนคฤหาสน์ชั่วคราว ในระหว่างที่การก่อสร้างยังไม่เสร็จ

             

            คุยกับช่างก่อสร้างเสร็จแล้ว คุณนายเล็กลงเขาไปหาลูกน้องต่อ ไป๋เหลียงพาดูที่แต่ยังไม่มีถูกใจ จึงไปหาพยัคฆ์เร้นกายเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าหัวหน้าสามต้องไปหลี่เจี๋ยเพื่อรับเงินจากจ้าวจิงถิง ป่านนี้ไม่รู้ว่าเป็นยังไงบ้าง

             

            คิดเลยไปเรื่องที่ถูกวัชพืชนั่นปกคลุมทั้งคืน สัมผัสที่ถูกกอดยังติดตัวอยู่เลย ความรู้สึกยากจะลืมนี่คืออะไร

             

            รังเกียจ? ไม่นะ ไม่งั้นคงถีบออกแล้ว

            ชอบ? ก็ยิ่งไม่ใช่ ไม่งั้นคงใจสั่นหวั่นไหวแล้ว

             

            จู่ๆ พ่อบ้านใหญ่ผู้ชาญฉลาดก็ตาโต ไม่อยากเชื่อตัวเองขึ้นมา กอดกันแค่สองคืน นี่เขาคุ้นชินกับคุณชายใหญ่จ้าวแล้วเหรอ ไม่ได้นะ ความคุ้นชิน จะพัฒนาเป็นอย่างอื่นได้ หรือคืนนี้จะไม่ให้นอนด้วยดี แล้วจะหาข้ออ้างมาจากไหน ป้องกันไม่ให้วัชพืชเลื้อยขึ้นเตียง

             

            ในขณะนั้นวัชพืชของเหรินซวงอิ๋นกำลังนั่งตรงข้ามหัวหน้าหน่วยสาม ฟังเรื่องบอกเล่าที่ไม่เป็นจริงอยู่

             

            “นายใหญ่ไปประเทศแล้วครับ ฝากขอโทษที่ไม่อาจมารับด้วยตนเอง”

            “อ้อ” จ้าวจิงถิงถาม “เขาจะกลับมาเมื่อไหร่ล่ะ”

            “นายสั่งไว้ว่าจะกลับมาให้เร็วที่สุดครับ”

            “ผมถามอะไรได้ไหม คราวก่อนที่งานประชุมท่านเติ้ง นายใหญ่ของคุณไปด้วยหรือเปล่า”

            หัวหน้าสามนึกที่นายสอนไว้ ให้ตอบอะไรไม่ต้องชัดเจน แต่คำถามนี้มันมีแต่ใช่กับไม่ใช่ เอาไงดี ปฎิเสธไว้ก่อนแล้วกัน

            “ไม่ครับ”

            “งั้นเหรอ”

            “งานคุ้มกันวันนั้นไม่มีอะไรมาก นายใหญ่ให้พวกผมทำกันเอง” โกหกแล้วก็ต้องเอาให้เนียน จ้าวจิงถิงก็ดูจะเชื่อ คุณชายใหญ่สบตาลูกน้อง คังข่ายเดินเข้ามาวางกระเป๋าเงินสองล้าน เปิดให้ดูด้วยว่ามีแต่แบงก์เก่า ไม่เรียงเลข

            “นี่ของคุณ”

            “ขอบคุณครับ คุณชายใหญ่” หัวหน้าสามปิดกระเป๋านั้นเองด้วยตัวเอง แล้วส่งสัญญาณให้ลูกน้องมารับไปถือไว้

             

            ขณะที่ผู้ว่าจ้างกำลังคิด เรื่องนายใหญ่ของพยัคฆ์เร้นกายไม่น่าสนใจอีกแล้ว ถ้าวันนั้นเขาไม่มา แปลว่าคนที่ช่วยชีวิตตนไม่ใช่นายใหญ่ น่าจะเป็นลูกน้องแล้วล่ะ หากเป็นลูกน้องมีโอกาสสูงที่จะมารับงานของเขา ไว้ค่อยหาตัวคงไม่ยาก

             

            “เรื่องส่งของที่ชายแดนอาจจะมีเปลี่ยนแผนนิดหน่อย”

            “เปลี่ยนแผนยังไงครับ”

             

            จ้าวจิงถิงไม่ได้บอกแผนทั้งหมด เขาพูดแค่ว่า “เส้นทางลำเลียง จะเป็นการขนย้ายยิงยาวจากท่านเติ้งไปที่ชายแดนเลย ไม่เอาไปไว้ที่เมืองหลงโต้วแล้ว พอถึงเหอหม่างจะมีคนมารับช่วงต่อ ไม่ต้องไปส่งของเอง ผมจะให้พวกคุณหาคนสองคนให้ผมแทน”

            หัวหน้าหน่วยสามทำทีไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน “ใครครับ สรุปว่าคุณจะให้พวกเราทำอะไรกันแน่”

            จ้าวจิงถิงอ้างเรื่องเข่อซิง “คุณก็เห็นว่าคุณชายเข่อเจ็บอยู่ คงไปทำส่วนของเขาไม่ได้ ผมก็เลยต้องปรับแผนนิดหน่อย หรือพวกคุณไม่สะดวก กลัวทำไม่ไหวก็บอกได้นะ”

            “แล้วสองคนที่ว่าคือใคร”

            “ผมจะให้คังข่ายส่งข้อมูลให้ ถึงเมืองเหอหม่าง ให้ฟังคำสั่งจ้าวจูหลั่น เขาจะติดต่อพวกคุณเอง”

            “คุณชายรองก็มาด้วย ได้ครับ ไม่มีปัญหา ว่าแต่เมื่อไหร่”

            “เตรียมตัวได้เลยอีกไม่เกินสามวัน ของน่าจะพร้อมให้ลงมือ”

            “มีอะไรที่คุณยังไม่บอกผมอีกไหมครับคุณชายใหญ่ คุณทำงานกับคนอื่นผมไม่รู้ว่ายังไง แต่พยัคฆ์เร้นกายเราไม่ชอบทำงานแบบตาบอดคลำทาง คุณไว้ใจจ้างเราต้องมั่นใจในฝีมือพวกเราด้วย บอกทีละอย่างสองอย่างผมก็วางกำลังคนไม่ถูก อดคิดไม่ได้ว่าคุณแค่จะให้พวกเรา ไปเป็นโล่มนุษย์แค่นั้น”

             

            โจไม่ค่อยชอบใจที่ อีกฝ่ายพูดเหมือนข่มคุณชายของตน แค่พวกรับจ้างไม่รู้จักเจียมตัว “พูดแบบนี้หมายความว่ายังไง”

            “ถ้าผมพูดอะไรไม่น่าฟังก็ขออภัย”

             

            จ้าวจิงถิงยกมือห้ามคนของตน “ไม่เป็นไร สงสัยก็ต้องถาม แค่บางเรื่องต้องปรับเปลี่ยนกะทันหัน ผมเองไม่อาจจะรู้ล่วงหน้าเช่นกัน เรื่องคนไม่ต้องกังวล มีคนของผมคอยช่วยอยู่แล้ว ยังข้องใจตรงไหนอีกหรือเปล่า”

            จ้าวจิงถิงยามปรกติก็ดูน่าเกรงขามดีหรอก เขาเป็นคุณชายใหญ่จ้าว ที่ใครต่อใครต้องก้มหัวให้ แต่บังเอิญว่าพยัคฆ์เร้นกายมีนายใหญ่น่ากลัวกว่านี้ไง ก็เลยมีภูมิกับแรงกดดันได้ดี อย่างน้อยต่อหน้าจ้าวจิงถิง หัวหน้าหน่วยสามก็วางตัวง่ายกว่าอยู่กับนายใหญ่ของตน จึงกล้าที่จะถามอะไรต่อมิอะไรออกไป

            “ไม่มีแล้วครับ ไว้เจอครับคุณชายใหญ่”

            คังข่ายสั่งแทนคุณชาย “โจส่งแขก” โจทำเสียงเข้มผายมือ "เชิญ"

            หัวหน้าหน่วยสามและลูกน้องในหน่วยอีกสี่คน เดินตามหลังโจออกไป ในตอนนั้นเองที่คนของหน่วยหนึ่งหาร่างอี๋นั่วเจอและกำลังช่วยกันแอบขนกลับเช่นกัน

             

             

            หลังจากนั้นสองวัน นายพลเติ้งไห่ก็แจ้งว่าของพร้อมส่งแล้ว จ้าวจิงถิงไม่รอช้า ออกเดินทางจากเกาะยูจินขึ้นแผ่นดินใหญ่ ก่อนไปไม่ได้ร่ำลาภรรยาเพราะนายผู้เฒ่าเหรินไม่สบายทำให้เหรินซวงอิ๋นต้องไปดูแลคุณปู่ ตั้งแต่คืนที่เผลอตัวไปกอดเขาทั้งคืนก็ไม่เจอกันอีก

            เวิ้งมหาสมุทรไพศาล แต่ใจของเขากลับกว้างและลึกกว่า ตอบตัวเองไม่ได้ว่าทำไมต้องรู้สึกเหงาเช่นนี้

            “คุณชายครับ นายใหญ่ของพยัคฆ์เร้นกายขอคุยด้วย”

             

            ความเอื่อยเฉื่อยเปลี่ยนเป็นกระตือรือร้นขึ้นมา ชายหนุ่มรีบยื่นมือไปรับมือถือจากคังข่าย กรอกเสียงทักทายลงไป

            “สวัสดีผมจ้าวจิงถิง คุณคือ..นายใหญ่ของพยัคฆ์เร้นกาย”

             

            ได้ยินเสียงหนึ่งตอบกลับมา เป็นเสียงคล้ายกับเด็กวัยรุ่น? ไม่น่าเกินยี่สิบปี

             

            /สวัสดียามเช้าครับคุณชายใหญ่ จะว่าอย่างนั้นก็ได้ ใครๆ ก็เรียกผมเช่นนั้น/

             

            ได้ฟังเสียงแล้วภาพนายใหญ่เปลี่ยนไปจากเดิมมาก ตอนนี้กลายเป็นแค่เด็กหนุ่ม ท่าทางกวนประสาทคนหนึ่ง แต่เป็นนายใหญ่ได้คงไม่ใช่คนทั่วไป ไม่มีเงินมากก็มีอำนาจมาก ไม่แน่อาจเป็นลูกหลานผู้มีอิทธิพลจากตระกูลใหญ่

             

            “คุณกลับมาประเทศเซียงรึยัง”

            /ยังครับ พอดีงานทางนี้ยังไม่เรียบร้อย ผมเลยโทรมาบอกคุณก่อน แต่รับรองว่าผมอยู่หรือไม่อยู่ก็ไม่มีผลกับงาน เชื่อมือคนของผมได้ พวกเขาไม่ทำให้ผิดหวังแน่/

            “นายใหญ่รับรองเอง ผมคงต้องเชื่อไว้ก่อน แล้วรอดูผลงานคนของคุณอีกที”

            /ยินดีที่ได้รับใช้ครับ/

            “เสร็จงานแล้วผมมีเรื่องจะรบกวนนายใหญ่หน่อย ไม่ทราบว่ารังเกียจหรือเปล่า”

            /มีอะไร รบกวนตอนนี้เลยก็ได้ ถ้าผมทำให้ได้ ก็ไม่เกี่ยงอยู่แล้ว/

            “ในบรรดาลูกน้องของคุณ ที่ไปเป็นบอดี้การ์ดให้คุณนายหงคราวก่อน มีคนหนึ่งสวมหน้ากากสีเงิน ดูแล้วน่าจะเป็นหัวหน้า ผมอยากคุยกับเขาหน่อย”

            /คนของผมไปล่วงเกินอะไรคุณชายใหญ่งั้นเหรอครับ/

            “เปล่าครับ แค่ผมมีเรื่องจะคุยกับเขาเท่านั้น”

            /คงไม่ได้จะซื้อตัวเขาหรอกนะ บอกไว้ก่อนเลย ว่าผมไม่ให้/

            “เรื่องนี้ถ้าคุณไม่โอเค และเขาก็ไม่ยินดี ผมคงไม่มีปัญญาทำอะไรได้ แค่อยากคุยหนะ”

            /คุณคงไม่รู้ว่า พยัคฆ์เร้นกายมีกฎหนึ่งคือ ห้ามติดต่อกับคนนอกสำนัก โดยเฉพาะลูกค้า หากใครทำผิดกฎจะถูกลงโทษ/

            “ผมเข้าใจ พวกคุณไม่อยากเปิดเผยตัวตน แต่ผมรับรองด้วยเกียรติของตระกูลจ้าว ผมแค่คุยกับเขาแค่สองสามนาที คงไม่มีอะไรมั้ง อีกอย่างผมยังไว้หน้าคุณ บอกกับคุณก่อนแล้วด้วย ไม่ได้แอบไปคุยกับเขาเป็นการส่วนตัว คุณมีอะไรต้องกลัวกันล่ะ”

            /กฎของเราก็คือกฎของเรา เกียรติของคุณก็คือเกียรติของคุณ ไม่เกี่ยวกับว่าผมไม่ไว้ใจหรือไม่สนใจว่าตระกูลจ้าวจะยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่หากผมยอมให้ทำคนแรก ก็ต้องมีคนอื่นที่อยากทำบ้าง พวกเราคือพยัคฆ์เร้นกาย หากเผยตัวตนแล้ว จะเรียกว่าเร้นอยู่ได้ยังไง ผมต้องวางสายก่อน หวังว่างานของคุณจะราบรื่นดี/

             

            เป็นเด็กหนุ่มที่คุยยากดีจริงๆ

             

            “ครับ หวังว่าจะได้ดื่มกับคุณสักแก้ว”

            ปลายสายบอกว่าเช่นกัน และวางสายในทันที คังข่ายมารับมือถือแล้วเก็บลงกระเป๋าสูท

             

            “สรุปว่านายใหญ่ของพวกเขา เป็นชาวต่างชาติไหมครับ”

            “ไม่นะ สำเนียงประเทศเซียงชัดเจน แต่น่าจะยังเด็ก อาจจะอ่อนกว่าจ๋ายอิง”

            “หา” เด็กขนาดนั้นเชียว เกินคาดมาก

            “พยัคฆ์เร้นกายอาจไม่เป็นอย่างที่พวกเราคิด”

            “คุณชายว่าพวกเขาไม่ได้เป็นกลุ่มรับจ้างทั่วไปเหรอครับ”

            “ก็ไม่แน่ ถ้ามีเด็กเป็นนายใหญ่ มีอยู่สองอย่างไม่เก่งมากก็มีคนหนุนหลัง เป็นตระกูลใหญ่”

            “แล้วพวกเขายอมให้เจอคนไหมครับ”

            “ไม่ยอม อ้างว่าเป็นกฎ ฉันก็เข้าใจนะว่าพวกนั้นไม่อยากเสี่ยงเผยตัว กลัวใครรู้สถานะที่แท้จริงของเจ้านาย แต่ว่าเฮ้อ..ช่างเถอะ ยังไงก็ต้องไปเจอที่โน้น จะไปไหนก็ไปฉันอยากคิดอะไรคนเดียว”

            “ครับคุณชาย”

             

            เห็นเจ้านายอารมณ์ไม่ดี มือขวาจึงไม่หาเรื่องใส่ตัว รีบถอยออกมาทันทีที่ถูกไล่

             

            โจที่นั่งห้อยขาอยู่ เห็นรุ่นพี่กลับมาแล้วสีหน้าเครียดๆ ก็อดไม่ได้ที่จะชวนคุย

             

            “สองวันมานี้ทำไมคุณชายอารมณ์ไม่ดีเลยล่ะ ช่วงก่อนหน้ายังดีอยู่เลย หรือว่าเป็นเพราะนายใหญ่อะไรนั่น”

            “ใช่หนะสิ”

            “พยัคฆ์เร้นกาย ขนาดยังไม่มีชื่อเสียงเท่าไหร่ ยังเล่นตัวได้ขนาดนี้ อีกหน่อยคงต้องกราบกรานให้มาทำงานให้”

             

            โจพูดเอาฮาไปอย่างนั้นเอง โดยไม่รู้เลยว่า อนาคตคุณชายของพวกตนจะได้กราบกรานจริงๆ

             

            คังข่ายบอกกับรุ่นน้อง “คุณชายจะว่าพวกนั้นยังไงก็ได้ แต่เราเป็นแค่ลูกน้อง ห้ามไปเบ่งใส่หรือหาเรื่องเขาเด็ดขาด ยังไงซะ ก็เป็นคนที่เคยช่วยชีวิตคุณชายไว้”

            “โธ่พี่ ผมจะทำนิสัยแย่ๆ แบบนั้นเหรอ รู้หรอกน่า ใจจริงอยากขอบคุณเขาเองด้วยซ้ำ แต่ขนาดคุณชายยังไม่มีโอกาส พวกเราจะทำยังไง ก็แค่ระบายกับพี่แค่นั้นแหละ แล้วพี่คิดว่าพยัคฆ์เร้นกายเก่งมากขนาดไหน ผมล่ะอยากเห็นตอนพวกเขาลงมือจริงๆ ว่าจะเท่าที่วางท่าไหม”

            “คงไม่กระจอกหรอก ที่หลี่เจี๋ยวันนั้นก็เห็นแล้วนี่”

            "วันนั้นไม่ทันได้ดูดีๆ มัวแต่ห่วงพี่กับคุณชาย"

            "งั้นรอบนี้ก็รอดูซะให้เต็มตา"

            "แน่นอนสิพี่ ถึงบอกว่าผมอยากเห็นแล้ว"

             

            คังข่ายนั่งลงแล้วหันหลังให้ ปิดการสนทนา โจแอบทำปากยื่นใส่พี่ข่ายแล้วนั่งลงเช่นกัน

             

            สองบอดี้การ์ดตระกูลจ้าวพร้อมใจกันเงียบ มองไกลออกไปอย่างใช้ความคิด

             

            ห่างจากเรือของคุณชายจ้าว เป็นเรือของเหล่าพยัคฆ์เร้นกาย งานนี้มีหน่วยห้าเป็นหลัก หน่วยสองเป็นกำลังเสริม และหน่วยสามคอยสอดส่อง ทุกหน่วยพาลูกทีมมาคนละยี่สิบคน อาวุธครบมือทั้งอาวุธทั่วไปทั้งอาวุธลับที่หน่วยสี่เพิ่งส่งมาให้ ขณะที่หน่วยหนึ่งได้หยุดพักเฝ้าสำนักและเลี้ยงเด็ก หัวหน้าหน่วยหนึ่งอยากมาด้วย เขาพยายามต่อรอง แต่ว่าไม่สมหวัง ตอนพวกเขาออกมายังเห็นชายตัวสูงยืนมองตาละห้อย ดูแล้วน่าสงสารอยู่บ้าง

             

            “พี่หนึ่งคงอยากมาใจจะขาด”

            “ไม่ใช่ว่าอยากทำงานนะ”

            “ขี้เกียจเลี้ยงเด็ก”

            “วะ ฮ่าๆๆๆ”

             

            ด้านนี้หัวหน้าหน่วยสองและสามกำลังคุยเล่นกันอยู่ โดยรอบมีลูกน้องทั้งสามหน่วยกระจายกันพักผ่อน ส่วนหัวหน้าหน่วยห้าอยู่กับนายใหญ่

             

            วางสายจากสามีแล้ว นายใหญ่ก็ยกขาพาดเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม สอดมือประสาน รองท้ายทอย มองท้องฟ้าผ่านแว่นกันแดด

            ไม่วายหยิบเจลลี่เปลี่ยนเสียงมาดูอีกครั้ง “รสชาติไม่เลว” หันไปถามหัวหน้าหน่วยที่ห้ายืนอยู่ใกล้ที่สุด

            “อยากลองหน่อยไหม หัวหน้าห้า”

            คนเคยมีประสบการณ์เลวร้ายส่ายหน้า “ไม่ดีกว่าครับนาย”

            เหรินซวงอิ๋นพูดอีก เสียงของเขายังสดใสคล้ายเด็กหนุ่มคนหนึ่ง “เสียงนี้ก็น่าฟังอยู่นะ คุณว่างั้นไหม”

             

            หัวหน้าหน่วยห้ามองซองขนมนั้นด้วยความขยาด ถ้านายชอบก็เชิญเลยครับ ผมขอบาย ไม่เอาอีกแล้ว

             

             

             

             

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องข้าเป็นคุณนายหรือพ่อบ้านกันแน่ ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245